ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 151 (เล่ม 41)

ตลอดชีวิต เขาย่อมไม่รู้ธรรม เหมือนทัพพีไม่รู้
รสแกงฉะนั้น.
๖. ถ้าวิญญูชนเข้าไปนั่งใกล้บัณฑิตแม้ครู่เดียว
เขาย่อมรู้แจ้งธรรมได้ฉับพลัน เหมือนลิ้นรู้รสแกง
ฉะนั้น.
๗. ชนพาลทั้งหลาย มีปัญญาทราม มีตน
เป็นดังข้าศึก เที่ยวทำกรรมลามกซึ่งมีผลเผ็ดร้อนอยู่.
๘. บุคคลทำกรรมใดแล้ว ย่อมเดือดร้อนใน
ภายหลัง เป็นผู้มีหน้าชุ่มด้วยน้ำตา ร้องไห้เสวยผล
ของกรรมใดอยู่ กรรมนั้นอันบุคคลกระทำแล้วไม่ดี
เลย.
๙. บุคคลทำกรรมใดแล้ว ย่อมไม่เดือดร้อน
ในภายหลังเป็นผู้เอิบอิ่ม มีใจดี ย่อมเสวยผลของ
กรรมใด กรรมนั้นแล อันบุคคลทำแล้วเป็นกรรมดี.
๑๐. คนพาลย่อมสำคัญบาปประดุจน้ำผึ้ง ตราบ
เท่าที่บาปยังไม่ให้ผล ก็เมื่อใดบาปให้ผล เมื่อนั้น
คนพาลย่อมประสบทุกข์.
๑๑. คนพาลพึงบริโภคโภชนะด้วยปลายหญ้า
คาทุก ๆ เดือน เขาย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งท่าน
ผู้มีธรรมอันนับได้แล้ว.
๑๒. ก็กรรมชั่วอันบุคคลทำแล้ว ยังไม่ให้ผล
เหมือนน้ำนมที่รีดในขณะนั้น ยังไม่แปรไปฉะนั้น

151
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 152 (เล่ม 41)

บาปกรรมย่อมตามเผาคนพาล เหมือนไฟอันเถ้า
กลบไว้ฉะนั้น.
๑๓. ความรู้ย่อมเกิดแก่คนพาล เพียงเพื่อ
ความฉิบหายเท่านั้น ความรู้นั้นยังหัวคิดของเขาให้
ตกไป ย่อมฆ่าส่วนสุกกธรรมของคนพาลเสีย.
๑๔. ภิกษุผู้พาล พึงปรารถนาครามยกย่องอัน
ไม่มีอยู่ ความแวดล้อมในภิกษุทั้งหลาย ความเป็น
ใหญ่ในอาวาส และการบูชาในตระกูลแห่งชนอื่น
ความดำริย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้พาลว่า คฤหัสถ์และ
บรรพชิตทั้งสองจงสำคัญกรรมอันเขาทำเสร็จแล้ว
เพราะอาศัยเราผู้เดียว จงเป็นไปในอำนาจของเขา
เท่านั้น ในกิจน้อยใหญ่กิจไร ๆ ริษยาและมานะ
ย่อมเจริญ ( แก่เธอ).
๑๕. ก็ข้อปฏิบัติอันเข้าไปอาศัยลาภ เป็น
อย่างอื่น ข้อปฏิบัติอันยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพานเป็น
อย่างอื่น (คนละอย่าง) ภิกษุผู้เป็นสาวกของพระ-
พุทธเจ้าทราบเนื้อความนั้นอย่างนี้แล้ว ไม่พึงเพลิด-
เพลินสักการะ พึงตามเจริญวิเวก.
จบพาลวรรคที่ ๕.

152
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 153 (เล่ม 41)

๕. พาลวรรควรรณนา
๑. เรื่องบุรุษคนใดคนหนึ่ง [๔๕]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระเจ้า-
ปเสนทิโกศลและบุรุษคนใดคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "ทีฆา
ชาครโต รตฺติ" เป็นต้น.
พระราชาประทักษิณพระนคร
ได้ยินว่า ในวันมหรสพวันหนึ่ง พระราชา พระนามว่าปเสนทิ-
โกศล ทรงช้างเผือกล้วนเชือกหนึ่ง ชื่อปุณฑรีกะ ซึ่งประดับประดา
แล้ว ทรงทำประทักษิณพระนครด้วยอานุภาพแห่งพระราชาอันใหญ่.
เมื่ออาญาเป็นเหตุให้บุคคลลุกไป เป็นไปอยู่,๑ มหาชนถูกราชบุรุษโบย
ด้วยวัตถุมีก้อนดินและท่อนไม้เป็นต้น หนีไป ก็ยังเอี้ยวคอกลับแลดูอยู่
นั้นแล. ได้ยินว่า ข้อนี้ เป็นผลแห่งทานที่พระราชาทั้งหลายทรงถวาย
ดีแล้ว.
อำนาจความรัก
ภรรยาของทุคคตบุรุษแม้คนใดคนหนึ่ง ยืนอยู่ที่พื้นชั้นบนแห่ง
ปราสาท ๗ ชั้น เปิดบานหน้าต่างบานหนึ่ง พอแลดูพระราชาแล้วก็หลบ
ไป. การหลบไปของหญิงนั้น ปรากฏแก่พระราชา ราวกับว่า พระ-
๑. หมายความว่า ตำรวจกำลังทำการขับไล่ไม่ให้ยืนเกะกะทางเสด็จ.

153
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 154 (เล่ม 41)

จันทร์เพ็ญเข้าไปสู่กลีบเมฆ. ท้าวเธอ ทรงมีพระหฤทัยปฏิพัทธ์ในหญิง
นั้น เป็นประหนึ่งว่า ถึงอาการพลัดตกจากคอช้าง ทรงรีบกระทำประ-
ทักษิณพระนครแล้ว เสด็จเข้าสู่ภายในพระราชวัง ตรัสกะอำมาตย์คน
สนิทนายหนึ่งว่า "ปราสาทที่เราแลดูในที่โน้น เธอเห็นไหม ?"
อำมาตย์. เห็น พระเจ้าข้า.
พระราชา. เธอได้เห็นหญิงคนหนึ่งในปราสาทนั้นไหม ?
อำมาตย์. ได้เห็น พระเจ้าข้า.
พระราชา. เธอจงไป. จงรู้ความที่หญิงนั้น มีสามีหรือไม่มีสามี.
อำมาตย์นั้นไปแล้ว ทราบความที่หญิงนั้นมีสามี จึงมากราบทูล
แก่พระราชาว่า "หญิงนั้นมีสามี." ทีนั้น เมื่อพระราชา ตรัสว่า
" ถ้ากระนั้น เธอจงเรียกสามีของหญิงนั้นมา," อำมาตย์นั้น ไปพูดว่า
" มานี่แน่ะ นาย, พระราชารับสั่งหาท่าน," บุรุษนั้น คิดว่า "อัน
ภัยพึงบังเกิดขึ้นแก่เรา เพราะอาศัยภรรยา" เมื่อไม่อาจจะขัดขืนพระ-
ราชอาญา จึงได้ไปถวายบังคมพระราชา ยืนอยู่แล้ว. ขณะนั้นพระราชา
ตรัสกะบุรุษนั้นว่า "เธอจงบำรุงเรา."
บุรุษ. ข้าแต่สมมติเทพ อย่าเลย. ข้าพระองค์ ทำการงานของตน
ถวายส่วยแด่พระองค์อยู่, การเลี้ยงชีพนั้นแล จงมีแก่ข้าพระองค์เถิด.
พระราชาตรัสว่า "เราไม่มีความต้องการด้วยส่วยของเธอ, จำเดิม
แต่วันนี้ไป เธอจงบำรุงเรา" แล้วให้พระราชทานโล่และอาวุธแก่บุรุษ
นั้น.
ได้ยินว่า พระราชา ได้ทรงดำริอย่างนี้ว่า "เราจักยกโทษบาง
อย่างของเขาขึ้นแล้วฆ่าเสีย ริบเอาภรรยา." ทีนั้น เขากลัวแต่มรณภัย

154
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 155 (เล่ม 41)

เป็นผู้ไม่ประมาท บำรุงพระราชานั้นแล้ว. พระราชาไม่ทรงเห็นช่อง
(โทษ) แห่งบุรุษนั้น เมื่อความเร่าร้อนเพราะกามเจริญอยู่. ทรงดำริว่า
" เราจะยกโทษของบุรุษนั้นขึ้นสักอย่างหนึ่ง แล้วลงราชอาญา" จึงรับ
สั่งให้เรียกบุรุษนั้นมาแล้ว ตรัสอย่างนั้นว่า " ผู้เจริญ เธอจงไปจากที่นี้
ที่ชื่อโน้น แห่งแม่น้ำในที่สุดประมาณ ๕ โยชน์ นำเอาดอกโกมุท
ดอกอุบลและดินสีอรุณมา (ให้ทัน) ในเวลาเราอาบน้ำในเวลาเย็น, ถ้า
เธอไม่พึงมาในขณะนั้น, เราจักลงอาญาแก่เธอ."
ความลำบากในราชสำนัก
ได้ยินว่า เสวก ( ผู้เข้าเฝ้า ) ลำบากกว่าทาสแม้ทั้งสี่. จริงอยู่
ทาสทั้งหลาย มีทาสที่เขาไถ่มาด้วยทรัพย์เป็นต้น ยังได้เพื่อจะพูดว่า
" ผมปวดศีรษะ, ผมปวดหลัง" แล้วพักผ่อน.
คำที่ทาสทั้งหลายกล่าวแล้วได้พักผ่อนนั่น ย่อมไม่มีแก่เสวก,
เสวกควรทำการงานตามรับสั่งเท่านั้น; เพราะเหตุนั้น บุรุษนั้น คิดอยู่ว่า
" เราต้องไปเป็นแน่แท้. ชื่อว่าดินสีอรุณกับดอกโกมุทและดอกอุบล ย่อม
เกิดในภพแห่งนาค, เราจักได้ที่ไหน ?" กลัวแต่มรณภัย ไปเรือนแล้ว
กล่าวว่า "หล่อน ภัตสำหรับฉันสำเร็จแล้วหรือ ?" ภรรยา กล่าวว่า
" ยังตั้งอยู่บนเตา นาย." เขาไม่อาจจะรออยู่ จนกว่าภรรยาจะปลงภัต
ลงได้ จึงให้ภรรยาเอากระบวยตักน้ำข้าวเท (ปนกับ ) ข้าวที่แฉะนั้นเอง
ลงในกระเช้าพร้อมด้วยกับตามแต่จะได้ ถือเอาแล้ว เดินดุ่มไปแล้วสิ้นทาง
โยชน์หนึ่ง.
เมื่อเขากำลังเดินไปนั่นแหละ ภัตได้สุกแล้ว. เขาแบ่งภัตไว้หน่อ

155
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 156 (เล่ม 41)

หนึ่ง กระทำไม่ให้เป็นเดนบริโภคอยู่ พบคนเดินทางคน หนึ่งจึงกล่าวว่า
" ภัตหน่อยหนึ่งเท่านั้น ฉันแบ่งออกกระทำไม่ให้เป็นเดนมีอยู่, เธอจงรับ
ไปบริโภคเถิด นาย." เขารับไปบริโภคแล้ว. แม้บุรุษนอกนี้ ก็โปรย
ภัตลงในน้ำกำมือหนึ่ง บ้วนปากแล้ว ประกาศขึ้น ๓ ครั้งด้วยเสียงอัน
ดังว่า "ขอพวกนาค ครุฑและเทวดา ผู้สิงอยู่ในประเทศแห่งแม่น้ำนี้
จงฟังคำของข้าพเจ้า; พระราชาทรงปรารถนาจะลงอาญาแก่ข้าพเจ้า
ทรงบังคับข้าพเจ้าว่า "เธอจงนำเอาดินสีอรุณกับดอกโกมุทและดอกอุบล
มา," ก็ภัตที่ข้าพเจ้าให้แก่มนุษย์เดินทางแล้ว, ทานที่ข้าพเจ้าให้แล้วนั้น
มีอานิสงส์ตั้งพัน, ภัตที่ข้าพเจ้าให้แก่ปลาทั้งหลายในน้ำ, ทานที่ข้าพเจ้า
ให้นั้นมีอานิสงส์ตั้งร้อย, ข้าพเจ้าให้ผลบุญประมาณเท่านี้ ให้เป็นส่วนบุญ
แก่ท่านทั้งหลาย; ท่านทั้งหลายจงนำดินสีอรุณกับดอกโกมุทและดอกอุบล
มาให้แก่ข้าพเจ้าเถิด."
พระยานาค ผู้อาศัยอยู่ในประเทศนั้น ได้ยินเสียงนั้น จึงไปสู่
สำนักบุรุษนั้น ด้วยเพศแห่งคนแก่ กล่าวว่า " ท่านพูดอะไร ? บุรุษ
นั้น จึงกล่าวซ้ำอย่างนั้นนั่นแหละ, เมื่อพระยานาค กล่าวว่า " ท่าน
จงให้ส่วนบุญนั้นแก่เรา," จึงกล่าวว่า " เราให้ นาย " เมื่อพระยานาค
กล่าวแม้อีกว่า "ท่านจงให้" ก็กล่าว (ยืนคำ) ว่า "เราให้ นาย,"
พระยานาคนั้น ให้น้ำส่วนบุญมาอย่างนั้นสิ้น ๒ - ๓ คราวแล้ว จึงได้
ให้ดินสีอรุณกับดอกโกมุทและดอกอุบล (แก่บุรุษนั้น).
ฝ่ายพระราชา ทรงดำริว่า ธรรมดามนุษย์ทั้งหลาย มีมนต์มาก,
ถ้าบุรุษนั้น พึงได้ (ของนั้น) ด้วยอุบายบางอย่างไซร้, กิจของเราก็ไม่
พึงสำเร็จ," ท้าวเธอรับสั่งให้ปิดประตู (เมือง) เสียแต่วันทีเดียว แล้ว

156
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 157 (เล่ม 41)

ให้นำลูกดาลไปยังสำนักของพระองค์.
บุรุษแม้นอกนี้ มาทันในเวลาพระราชาทรงสรงสนานเหมือนกัน
เมื่อไม่ได้ประตู จึงเรียกคนยามประตู กล่าวว่า "ท่านจงเปิดประตู."
คนยามประตูกล่าวว่า "เราไม่อาจจะเปิดได้. พระราชารับสั่งให้นำลูกดาล
ไปสู่พระราชมนเทียรแต่กาลยังวันทีเดียว." บุรุษนั้น แม้บอกว่า " เรา
เป็นราชทูต, ท่านจงเปิดประตู" เมื่อไม่ได้ประตู จึงคิดว่า " บัดนี้
เราจะไม่มีชีวิต. เราจักทำอย่างไรหนอแล ?" แล้วโยนก้อนดินไปที่ธรณี
ประตูข้างบน แขวนโอกไม้ไว้บนธรณีประตูนั้น ตะโกนร้องขึ้น ๓ ครั้ง
ว่า "ชาวพระนคร ผู้เจริญทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลาย จงรู้ความที่กิจ
อันข้าพเจ้ากระทำตามรับสั่งของพระราชาแล้วเถิด; พระราชาทรงใคร่จะ
ยังเราให้พินาศ ด้วยเหตุไม่สมควร" แล้วคิดอยู่ว่า " เราจักไปที่ไหน
หนอแล ? ได้ทำความตกลงใจว่า "ธรรมดาภิกษุทั้งหลาย มีใจอ่อนโยน.
เราจักไปสู่วิหารแล้วนอน." ธรรมดาสัตว์เหล่านี้ ในเวลาได้รับสุข ไม่
ทราบแม้ความที่ภิกษุทั้งหลายมีอยู่ พอถูกทุกข์ครอบงำ จึงปรารถนาจะไป
วิหาร; เพราะเหตุนั้น แม้บุรุษนั้น ก็คิดว่า " ที่พึ่งอย่างอื่นของเราไม่มี"
จึงไปยังวิหาร นอนอยู่ในที่สำราญแห่งหนึ่ง แม้เมื่อพระราชา ไม่ได้การ
หลับอยู่ตลอดราตรี ทรงรำพึงถึงหญิงอยู่, ความรุ่มร้อนเพราะกามเกิดขึ้น
แล้ว. ท้าวเธอทรงคิดว่า "ในขณะที่ราตรีสว่างแล้วนั่นแหละ เราจักให้
ฆ่าบุรุษนั้นเสีย แล้วให้นำเอาหญิงนั้นมา."
เรื่องของเปรตผู้กล่าวอักษร ทุ. สะ. นะ. โส.
ในขณะนั้นนั่นแล บุรุษ ๔ คนที่เกิดในนรก ชื่อโลหกุมภี ซึ่ง
ลึกได้ ๖๐ โยชน์ ถูกไฟนรกไหม้กลิ้งไปมาอยู่ ดุจข้าวสารในหม้อที่

157
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 158 (เล่ม 41)

กำลังเดือดพล่าน (จมลงไป) ถึงพื้นภายใต้ ๓ หมื่นปีแล้ว (ลอยขึ้นมา)
ถึงที่ขอบปากโดย ๓ หมื่นปีอีก. สัตว์นรกเหล่านั้น ยกศีรษะขึ้นแลดูกัน
และกันแล้ว ปรารถนาเพื่อจะกล่าวคาถาตนละคาถา ( แต่ ) ไม่อาจ
จะกล่าวได้ จึงกล่าวอักษรตนละอักษร แล้วหมุนกลับไปสู่โลหกุมภี
อย่างเดิม.
พระราชา เมื่อไม่ทรงได้การหลับ ได้ยินเสียงนั้นในระหว่างแห่ง
มัชฌิมยาม ทรงหวาดหวั่น มีพระทัยสะดุ้ง ทรงดำริว่า "อนตราย
แห่งชีวิต จักมีแก่เราหรือหนอ ? หรือจักมีแก่พระอัครมเหสี. หรือ
ราชสมบัติของเราจักพินาศ ?" ไม่อาจหลับพระเนตรทั้งสองได้ตลอดคืน
ยังรุ่ง. พอเวลาอรุณขึ้น ท้าวเธอรับสั่งให้หาปุโรหิตมาแล้ว ตรัสว่า
" อาจารย์ เสียงที่น่ากลัวอย่างใหญ่ เราได้ยินในระหว่างแห่งมัชฌิมยาม.
เราไม่ทราบว่า 'อันตรายจักมีแก่ราชสมบัติ หรือแก่พระมเหสี แก่เรา
หรือแก่ใคร ?' เพราะเหตุนั้น เราจึงให้เชิญท่านมา."
พราหมณ์โง่ให้พระราชาบูชายัญ
ปุโรหิต. ข้าแต่มหาราช เสียงที่พระองค์ทรงสดับอย่างไร ?
ราชา. อาจารย์ เราได้ยินเสียงเหล่านี้ว่า ' ทุ. สะ. นะ. โส.' ท่าน
จงใคร่ครวญผลสำเร็จแห่งเสียงเหล่านี้ดู.
เหตุอะไร ๆ ย่อมไม่ปรากฏแก่พราหมณ์ ราวกะเข้าไปสู่ที่มืดใหญ่.
ปุโรหิตนั้นกลัวว่า "ก็เมื่อเราทูลว่า 'ข้าพระองค์ไม่ทราบ' ดังนี้ ลาภ
สักการะของเราจักเสื่อม" จึงทูลว่า 'ข้าแต่มหาราช เหตุนี้หนัก."

158
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 159 (เล่ม 41)

ราชา. เหตุอะไร ? อาจารย์.
ปุโรหิต. อันตรายแห่งชีวิต จะปรากฏแก่พระองค์.
พระราชาทรงหวาดหวั่นตั้ง ๒ เท่า ตรัสว่า "อาจารย์ เหตุเครื่อง
บำบัดอะไร ๆ มีอยู่หรือ ?"
ปุโรหิต. มีอยู่มหาราช พระองค์อย่าทรงหวาดหวั่นเลย ข้าพระ-
องค์รู้พระเวท ๓.๑
ราชา. เราได้อะไรเล่า ? จึงจะควร.
ปุโรหิต. ขอเดชะ พระองค์ทรงบูชายัญ มีสัตว์อย่างละ ๑๐๐
ทุกอย่างแล้ว จักได้ชีวิต.
ราชา. ได้อะไร ? จึงควร
ปุโรหิตนั้น เมื่อจะให้จับปาณชาติชนิดหนึ่ง ๆ ให้ได้ชนิดละ ๑๐๐
อย่างนี้ คือ ช้าง ๑๐๐ ม้า ๑๐๐ โคอุสภะ ๑๐๐ แม่โคนม ๑๐๐ แพะ ๑๐๐
แกะ ๑๐๐ ไก่ ๑๐๐ สุกร ๑๐๐ เด็กชาย ๑๐๐ เด็กหญิง ๑๐๐, จึงคิด
ว่า " ถ้าเราจักให้จับเอาแต่จำพวกเนื้อเท่านั้น, ชนทั้งหลายก็จะพูดว่า
'ปุโรหิต ให้จับเอาแต่สัตว์ที่เป็นของกินได้สำหรับคนเท่านั้น;" เพราะ
เหตุนั้น จึงให้จับทั้งจำพวก ช้าง ม้า และมนุษย์ (ด้วย). พระราชา
ทรงดำริว่า " ความเป็นอยู่ของเรานั่นแหละเป็นลาภของเรา" จึงตรัสว่า
" ท่านจงจับสัตว์ทุกชนิดเร็ว." พวกมนุษย์ผู้ได้รับสั่ง ก็จับเอามากเกิน
ประมาณ.
๑. เวท ๓ คือ อิรุพเพท เป็นคัมภีร์มีคาถากล่าวถึงชื่อเทวดาและอ้อนวอนขอให้ช่วยกำจัดภัย
ต่าง ๆ ๑ ยชุพเพท เป็นคัมภีร์กล่าวถึงพิธีการบูชายัญ เช่น เซ่นสรวงต่าง ๆ ๑ สามเพท เป็น
คัมภีร์กล่าวถึงอุบายชนะศึก ๑.

159
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 160 (เล่ม 41)

บาลีโกสลสังยุต
จริงอยู่ พระธรรมสังคาหกาจารย์ กล่าวแม้คำนี้ไว้ในโกสลสังยุต๑
" ก็โดยสมัยนั้นแล ยัญใหญ่เป็นอาการปรากฏเฉพาะ แก่พระเจ้าปเสนทิ-
โกศลแล้ว, โคอุสภะ ๕๐๐ ลูกโคผู้ ๕๐๐ ลูกโคตัวเมีย ๕๐๐ แพะ
๕๐๐ แกะ ๕๐๐ ถูกนำเข้าไปหาหลักแล้ว เพื่อประโยชน์แก่ยัญ, สัตว์
เหล่านั้นแม้ใด คือทาสก็ดี, ทาสีก็ดี, คนใช้ก็ดี, กรรมกรก็ดี, ย่อมมี
เพื่อยัญนั้น, สัตว์แม้เหล่านั้น, ถูกเขาคุกคามด้วยอาญา ถูกภัยคุกคาม
แล้ว มีหน้าชุ่มด้วยน้ำตา ร้องไห้ กระทำบริกรรม (คร่ำครวญ ) อยู่."
พระนางมัลลิกาทรงเปลื้องทุกข์ของสัตว์
มหาชน คร่ำครวญอยู่เพื่อประโยชน์แก่หมู่ญาติของตน ๆ ได้ร้อง
เสียงดังแล้ว; เสียงนั้น ได้เป็นราวกะว่าเสียงถล่มแห่งมหาปฐพี. ครั้งนั้น
พระนางมัลลิกาเทวี ทรงสดับเสียงนั้นแล้ว เสด็จไปสู่ราชสำนักทูลถามว่า
" ข้าแต่มหาราช เพราะเหตุไรหนอแล ? พระอินทรีย์ของพระองค์ไม่
เป็นปกติ พระองค์ย่อมทรงปรากฏดุจมีพระรูปอิดโรย."
ราชา. ประโยชน์อะไรของเธอเล่า ? มัลลิกา, เธอไม่รู้อสรพิษ
เลื้อยอยู่ในที่ใกล้หูของเราหรือ ?
มัลลิกา. นั้นเหตุอะไร ? พระเจ้าข้า.
ราชา. ในส่วนราตรี เราได้ยินเสียงชื่อเห็นปานนี้, เราจึงถาม
ปุโรหิต ได้สดับว่า 'อันตรายแห่งชีวิตย่อมปรากฏแก่พระองค์, พระ-
องค์ทรงบูชายัญ มีสัตว์ชนิดละ ๑๐๐ ทุกชนิดแล้ว จักได้ชีวิต' เรา
๑. สํ. ส. ๑๕/๑๐๙.

160