ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 131 (เล่ม 41)

ดังนี้แล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ด้วยเพศที่คนอื่นไม่รู้จัก กราบทูล
อย่างนั้นว่า๑:-
"ข้าแต่พระมหาวีระ ผู้มีบุญมาก รุ่งเรื่องด้วย
ฤทธิ์ ด้วยยศ ล่วงเสียได้ซึ่งเวรและภัยทั้งปวง
ผู้มีจักษุ ข้าพระองค์ขอถวายบังคมพระบาททั้งสอง.
ข้าแต่พระมหาวีระ สาวกของพระองค์ อันความตาย
ครอบงำ ย่อมจำนง คิดถึงความตาย, ข้าแต่พระองค์
ผู้ทรงไว้ซึ่งความรุ่งเรื่อง ขอพระองค์จงทรงห้ามพระ-
สาวกนั้น, ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ปรากฏในหมู่ชน
สาวกของพระองค์ยินดีแล้วในศาสนา (แต่) มีธรรม
มีในใจยังมิได้บรรลุ ยังเป็นผู้จะต้องศึกษา จะพึงทำ
กาละเสียอย่างไรเล่า ?"
มารแสวงหาวิญญาณของพระโคธิกะ
ในขณะนั้น พระเถระนำศัสตรามาแล้ว. พระศาสดาทรงทราบว่า
" ผู้นี้ เป็นมาร " จึงตรัสพระคาถานี้ว่า:-
"ปราชญ์ทั้งหลายย่อมทำอย่างนั้นแล ย่อมไม่
จำนงชีวิต, โคธิกะ ถอนตัณหาขึ้นพร้อมทั้งราก
ปรินิพพานแล้ว."
ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้เสด็จไปสู่ที่พระเถระนำศัสตรา
มานอนอยู่แล้ว พร้อมด้วยภิกษุเป็นอันมาก. ขณะนั้น มารผู้ลามกคิดว่า
" ปฏิสนธิวิญญาณของพระโคธิกะนี้ ตั้งอยู่แล้วในที่ไหนหนอแล ?"
๑. สํ. ส. ๑๕/๑๗๗.

131
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 132 (เล่ม 41)

ดังนี้แล้ว เป็นดุจกลุ่มควันและก้อนเมฆ แสวงหาวิญญาณของพระเถระ
ในทิศทั้งปวง. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงความที่มารนั้น เป็นควัน
และก้อนเมฆนั้น แก่ภิกษุทั้งหลายแล้ว ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย มารผู้
ลามกนั่นแล แสวงหาวิญญาณของกุลบุตรชื่อโคธิกะอยู่ ด้วยคิดว่า
'วิญญาณของกุลบุตรชื่อโคธิกะตั้งอยู่แล้ว ณ ที่ไหน ?' ภิกษุทั้งหลาย
กุลบุตรชื่อโคธิกะมีวิญญาณไม่ตั้งอยู่เลย ปรินิพพานแล้ว." แม้มาร
เมื่อไม่อาจเห็นที่ตั้งวิญญาณของพระโคธิกะนั้นได้ จึงแปลงเพศเป็นกุมาร
ถือพิณมีสีเหลืองดุจผลมะตูม เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลถามว่า :-
" ข้าพระองค์เที่ยวแสวงหาอยู่ ในทิศเบื้องบน
เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ทิศใหญ่ ทิศน้อย ก็มิได้
ประสบ, พระโคธิกะนั้นไปแล้ว ณ ที่ไหน ?"
ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสกะมารนั้นว่า :-
" ภิกษุชื่อโคธิกะ เป็นปราชญ์ สมบูรณ์ด้วย
ปัญญาเครื่องทรงจำ มีณาน ยินดีแล้วในณาน
ในกาลทุกเมื่อ ประกอบความเพียรทั้งกลางวัน
กลางคืน ไม่ไยดีชีวิต ชนะเสนาแห่งมัจจุได้แล้ว
ไม่มาสู่ภพอีก ถอนตัณหาพร้อมทั้งราก ปรินิพพาน
แล้ว. "
เมื่อพระศาสดาตรัสอย่างนั้นแล้ว, พิณได้พลัดตกจากรักแร้ของมาร
นั้น ผู้อันความโศกครอบงำ ลำดับนั้น ยักษ์นั้นเสียใจ ได้หายไปในที่นั้น
นั่นเอง ด้วยประการฉะนี้.

132
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 133 (เล่ม 41)

แม้พระศาสดา ตรัสว่า "มารผู้ลามก เจ้าต้องการอะไรด้วย
สถานที่กุลบุตรชื่อโคธิกะเกิดแล้ว. เพราะคนอย่างเจ้า ตั้งร้อย ตั้งพัน
ก็ไม่อาจจะเห็นที่ที่โคธิกะนั้นเกิด" ดังนี้แล้ว ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า:-
๑๑. เตส สมฺปนฺนสีลานํ อุปฺปมาทวิหารินํ
สมฺมทญฺญา วิมุตฺตานํ มาโร มคฺคํ น วินฺทติ.
"มาร ย่อมไม่ประสบพางของท่านผู้มีศีลถึง
พร้อมแล้ว มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท พ้นวิเศษ
แล้ว เพราะรู้ชอบ เหล่านั้น.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เตสํ คือ แห่งท่านที่ปรินิพพาน
เหมือนอย่างกุลบุตรชื่อโคธิกะ มีวิญญาณไม่ตั้งอยู่ ปรินิพพานแล้วฉะนั้น
บทว่า สมฺปนฺนสีลานํ คือ ผู้มีศีลบริบูรณ์แล้ว. บทว่า อปฺป-
มาทวิหารินํ คือ ผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาท กล่าวคือ ความไม่อยู่
ปราศจากสติ.
บาทพระคาถาว่า สมฺมทญฺญา วิมุตฺตานํ ความว่า ผู้พ้นวิเศษ
แล้ว ด้วยวิมุตติ ๕ เหล่านั้น คือ "ตทังควิมุตติ วิกขัมภนวิมุตติ สมุจ-
เฉทวิมุตติ ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ นิสสรณวิมุตติ" เพราะรู้โดยเหตุ คือโดย
นัย โดยการณ์.
บาทพระคาถาว่า มาโร มคิคํ น วินฺทติ ความว่า มารแม้
แสวงหาอยู่ โดยเต็มกำลัง ย่อมไม่ประสบ คือย่อมไม่ได้เฉพาะ ได้แก่
ย่อมไม่เห็น ทางแห่งพระมหาขีณาสพทั้งหลาย ผู้เห็นปานนี้ ไปแล้ว.

133
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 134 (เล่ม 41)

ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้นแล้ว. เทศนามีประโยชน์แก่มหาชน ดังนี้แล.
เรื่องปรินิพพานของพระโคธิกเถระ จบ.

134
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 135 (เล่ม 41)

๑๒. เครื่องครหทินน์ [๔๔]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภสาวกของ
นิครนถ์ ชื่อครหทินน์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "ยถา สงฺการ-
ธานสฺมึ" เป็นต้น.
เป็นสหายกันแต่เลื่อมใสวัตถุไม่ตรงกัน
ความพิสดารว่า ในกรุงสาวัตถี ได้มีชนผู้เป็นสหายกันสองคน
คือ สิริคุตต์ ๑ ครหทินน์ ๑. ในสองคนนั้น สิริคุตต์เป็นอุบาสก,
ครหทินน์เป็นสาวกของนิครนถ์. พวกนิครนถ์ ย่อมกล่าวกะครหทินน์
นั้นเนือง ๆ อย่างนี้ว่า "การที่ท่านพูดกะสิริคุตต์ ผู้สหายของท่านว่า
ท่านเข้าไปหาพระสมณโคดมทำไม ? ท่านจักได้อะไร ในสำนักของ
พระสมณโคดมนั้น ? ' ดังนี้แล้ว กล่าวสอนโดยอาการที่สิริคุตต์เข้ามาหา
พวกเราแล้ว จักให้ไทยธรรมแก่พวกเรา จะไม่ควรหรือ ?" ครหทินน์
ฟังคำของนิครนถ์เหล่านั้นแล้ว ก็หมั่นไปพูดกะสิริคุตต์" ในที่ที่เขายืน
และนั่งแล้วเป็นต้น อย่างนี้ว่า "สหาย ประโยชน์อะไรของท่านด้วย
พระสมณโคดมเล่า ? ท่านเข้าไปหาพระสมณโคดมนั้นจักได้อะไร ? การ
ที่ท่านเข้าไปหาพระผู้เป็นเจ้าของเราแล้ว ถวายทานแก่พระผู้เป็นเจ้า
เหล่านั้น จะไม่ควรหรือ ?" สิริคุตต์แม้ฟังคำของครหทินน์นั้น ก็นิ่งเฉย

135
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 136 (เล่ม 41)

เสียหลายวัน รำคาญแล้ว วันหนึ่งจึงพูดว่า "เพื่อน ท่านหมั่นมาพูด
กะเราในที่ที่ยืนแล้วเป็นต้น อย่างนี้ว่า 'ท่านไปหาพระสม โคคมแล้ว
จักได้อะไร ? ท่านจงเข้าไปหาพระผู้เป็นเจ้าของเรา ถวายทานแก่พระผู้
เป็นเจ้าเหล่านั้น. ท่านจงบอกแก่เราก่อน. พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายของท่าน
ย่อมรู้อะไร ?"
ครหทินน์. "โอ ! นาย ท่านอย่าพูดอย่างนี้ ขึ้นชื่อว่าสิ่งที่พระ-
ผู้เป็นเจ้าทั้งหลายของเรา จะไม่รู้ไม่มี, พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ย่อมรู้เหตุ
ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันทั้งหมด, กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม
ทั้งหมด, ย่อมรู้เหตุที่ควรและไม่ควรทั้งหมดว่า 'เหตุนี้ จักมี, เหตุนี้
จักไม่มี.'
สิริคุตต์. ท่านพูดว่า 'พระผู้เป็นเจ้าของท่าน ย่อมรู้' ดังนี้
มิใช่หรือ ?
ครหทินน์. ข้าพเจ้าพูดอย่างนั้น.
สิริคุตต์. ถ้าเมื่อเป็นเช่นนั้น, ท่านไม่บอกเนื้อความนี้แก่ข้าพเจ้า
ตลอดกาลประมาณเท่านี้ นับว่าทำกรรมหนักแล้ว, วันนี้ ข้าพเจ้าทราบ
อานุภาพแห่งญาณของพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายแล้ว, จงไปเถิดสหาย, จง
นิมนต์พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ตามคำของข้าพเจ้า.
ครหทินน์นั้นไปสำนักของพวกนิครั้นถ์ ไหว้นิครนถ์เหล่านั้นแล้ว
กล่าวว่า " สิริคุตต์สหายของข้าพเจ้า นิมนต์เพื่อฉันวันพรุ่งนี้."
นิครนถ์. สิริคุตต์พูดกะท่านเองหรือ ?
ครหทินน์. อย่างนั้น พระผู้เป็นเจ้า.
นิครนถ์เหล่านั้นร่าเริงยินดีแล้ว กล่าวแล้วว่า " กิจของพวกเรา

136
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 137 (เล่ม 41)

สำเร็จแล้ว, จำเดิมแต่กาลที่สิริคุตต์เลื่อมใสในพวกเราแล้ว สมบัติชื่อ
อะไร จักไม่มีแก่พวกเรา ?" ที่อยู่ แม้ของสิริคุตต์ก็ใหญ่.
สิริคุตต์เตรียมรับรองนิครนถ์
สิริคุตต์นั้น ให้คนขุดหลุมยาว ๒ ข้าง ในระหว่างเรือน ๒ หลัง
นั้นแล้ว ก็ให้เอาคูถเหลวใส่จนเต็ม, ให้ตอกหลักไว้ในที่สุด ๒ ข้าง
ภายนอกหลุม ให้ผูกเชือกไว้ที่หลักเหล่านั้น ให้ตั้งเท้าหน้าของอาสนะ
ทั้งหลายไว้บนเบื้องบนหลุม ให้ตั้งเท้าหลังไว้ที่เชือก สำคัญอยู่ว่า "ใน
เวลาที่นั่งแล้วอย่างนั้นแล พวกนิครนถ์จักมีหัวปักตกลง." ให้คนลาด
เครื่องลาดไว้เบื้องบนอาสนะทั้งหลาย โดยอาการที่หลุมจะไม่ปรากฏ. ให้
คนล้างตุ่มใหญ่ ๆ แล้ว ให้ผูกปากด้วยใบกล้วยและผ้าเก่า ทำตุ่มเปล่า
เหล่านั้นแล ให้เปื้อนด้วยเมล็ดข้าวต้ม ข้าวสวย เนยใส น้ำอ้อยและขนม
ในภายนอกแล้ว ให้ตั้งไว้ข้างหลังเรือน.
ครหทินน์รีบไปเรือนของสิริคุตต์นั้นแต่เช้าตรู่แล้ว ถามว่า "ท่าน
จัดแจงสักการะเพื่อพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายแล้วหรือ ?"
สิริคุตต์. เออ สหาย ข้าพเจ้าจัดแจงแล้ว.
ครหทินน์. ก็สักการะนั่นอยู่ไหน ?
สิริคุตต์. ข้าวต้มในตุ่มทั้งหลายนั่นประมาณเท่านี้, ข้าวสวยในตุ่ม
ประมาณเท่านี้, เนยใส น้ำอ้อย ขนม เบื้องต้น ในตุ่มประมาณเท่านี้
อาสนะปูไว้แล้ว.
ครหทินน์นั้นกล่าวว่า " ดีละ" แล้วก็ไป. ในเวลาที่ครหทินน์
นั้นไปแล้ว พวกนิครนถ์ประมาณ ๕๐๐ ก็มา. สิริคุตต์ออกจากเรือน

137
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 138 (เล่ม 41)

ไหว้พวกนิครนถ์ด้วยเบญจางคประดิษฐ์แล้ว ยืนประคองอัญชลีอยู่
เบื้องหน้าของนิครนถ์เหล่านั้น คิดว่า "นัยว่า ท่านทั้งหลาย ย่อมรู้เหตุ
ทุกอย่าง ต่างโดยเป็นเหตุที่เป็นอดีตเป็นต้น. อุปัฏฐากของพวกท่าน
บอกแก่ข้าพเจ้าแล้วอย่างนั้น ถ้าพวกท่าน ย่อมรู้เหตุทั้งหมด, พวกท่าน
อย่าเข้าไปสู่เรือนของข้าพเจ้า เพราะเมื่อพวกท่านเข้าไปสู่เรือนของ
ข้าพเจ้าแล้ว ข้าวต้มไม่มีเลย ข้าวสวยเป็นต้นก็ไม่มี ถ้าพวกท่านไม่รู้ก็
จงเข้าไป, เราให้พวกท่านตกลงในหลุมคูถแล้ว จักให้ตี," ครั้นคิด
อย่างนั้นแล้ว จึงให้สัญญาแก่พวกบุรุษว่า "พวกท่านรู้ภาวะคือการนั่ง
ของนิครนถ์เหล่านั้นแล้ว ยืนอยู่ข้างหลัง พึงนำเครื่องลาดในเบื้องบน
แห่งอาสนะทั้งหลายออกเสีย อาสนะเหล่านั้นอย่าเปื้อนแล้วด้วยของไม่
สะอาดเลย." ครั้งนั้น สิริคุตต์ พูดกะพวกนิครนถ์ว่า "นิมนต์มา
ข้างนี้เถิด ขอรับ." พวกนิครนถ์เข้าไปแล้วก็ปรารภเพื่อจะนั่งบนอาสนะ
ที่เขาปูไว้. ครั้งนั้น มนุษย์ทั้งหลายกล่าวกะนิครนถ์เหล่านั้นว่า "จงรอ
ก่อน ขอรับ, จงอย่านั่งก่อน."
นิครนถ์. เพราะอะไร ?
มนุษย์. การที่พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย เข้าไปสู่เรือนของพวก
ข้าพเจ้า รู้ธรรมเนียมแล้ว จึงนั่ง ย่อมสมควร.
นิครนถ์. ทำอย่างไร จึงสมควรเล่า ? ท่าน
มนุษย์. การที่พระผู้เป็นเจ้าทั้งหมด ยืนอยู่ใกล้อาสนะที่ถึงแก่ตน ๆ
แล้ว นั่งลงพร้อมกันทีเทียว จึงควร.
ได้ยินว่า สิริคุตต์นั้นให้ทำพิธีนี้ ก็ด้วยคิดว่า "เมื่อนิครนถ์

138
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 139 (เล่ม 41)

คนหนึ่ง ตกลงในหลุมแล้ว, นิครนถ์ที่เหลือ อย่านั่งแล้ว." นิครนถ์
เหล่านั้น กล่าวว่า "ดี" แล้วคิดว่า "การที่พวกเราทำตามถ้อยคำ
ที่คนพวกนี้บอกแล้ว สมควร."
พวกนิครนถ์ตกหลุมคูถ
ครั้งนั้น นิครนถ์ทั้งหมด ได้ยืนอยู่ใกล้อาสนะที่ถึงแล้วแก่ตน ๆ
โดยลำดับ. ลำดับนั้น พวกมนุษย์ กล่าวกะนิครนถ์เหล่านั้นว่า " พวก
ท่านจงรีบนั่งพร้อมกันทีเดียว ขอรับ" รู้ภาวะคือการนั่งของนิครนถ์
เหล่านั้นแล้ว จึงนำเครื่องลาดเบื้องบนอาสนะทั้งหลายออก. พวกนิครนถ์
นั่งพร้อมกันทีเดียว. เท้าอาสนะที่ตั้งไว้บนเชือก พลัดตกแล้ว. พวก
นิครนถ์หัวขมำตกลงในหลุม. สิริคุตต์ เมื่อพวกนิครนถ์นั้น ตกลงแล้ว
จึงปิดประตู ให้เอาท่อนไม้ตีพวกนิครนถ์ที่ตะกายขึ้นแล้ว ๆ ด้วยพูดว่า
" พวกท่าน ไม่รู้เหตุที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เพราะเหตุไร ?"
แล้วบอกว่า " การทำเท่านี้ จักสมควรแก่พวกนิครนถ์เหล่านั้น" ดังนี้
แล้ว จึงให้เปิดประตู. พวกนิครนถ์เหล่านั้นออกแล้ว ปรารภเพื่อจะหนี
ไป. ก็ในทางไปแห่งพวกนิครนถ์นั้น สิริคุตต์ให้คนทำพื้นที่อันทำ
บริกรรมด้วยปุนขาวไว้ให้ลื่น. สิริคุตต์ ให้คนโบกซ้ำพวกนิครนถ์นั้น
ผู้ยืนอยู่ไม่ได้ในที่นั้น ล้มลงแล้ว ๆ จึงส่งไปด้วยคำว่า "การทำเท่านี้
พอแก่ท่านทั้งหลาย." นิครนถ์เหล่านั้นคร่ำครวญอยู่ว่า " พวกเรา อัน
ท่านให้ฉิบหาย, พวกเรา อันท่านให้ฉิบหาย" ได้ไปสู่ประตูเรือนของ
อุปัฏฐานแล้ว.

139
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 140 (เล่ม 41)

ครหทินน์ฟ้องสิริคุตต์แด่พระราชา
ครหทินน์ เห็นประการอันแปลกนั้น ของนิครนถ์เหล่านั้นแล้ว
โกรธ คิดว่า "เรา อันสิริคุตต์ให้ฉิบหายแล้ว, มันให้โบกพระผู้เป็น
เจ้าทั้งหลายของเรา ผู้เป็นบุญเขต ผู้ได้นามว่าสามารถเพื่อจะให้เทวโลก
ทั้ง ๖ แก่มนุษย์ทั้งหลาย ผู้เหยียดมือออกไหว้อยู่ ตามความพอใจ ให้
ถึงความฉิบหายแล้ว" จึงไปยังราชตระกูลกราบทูลให้พระราชาทรงทำ
สินไหมแก่สิริคุตต์นั้น ๑ พันกหาปณะ. ครั้งนั้น พระราชาทรงส่ง
พระราชสาสน์ไปแก่สิริคุตต์นั้น. สิริคุตต์นั้นไปถวายบังคมพระราชาแล้ว
กราบทูลว่า "พระเจ้าข้า พระองค์ทรงสอบสวนแล้วจักปรับสินไหมได้,
ยังมิได้ทรงสอบสวน อย่าปรับ."
พระราชา. เราสอบสวนดูแล้ว จึงจักปรับ .
สิริคุตต์. ดีละ พระเจ้าข้า ถ้ากระนั้น จงปรับเถิด.
พระราชา. ถ้ากระนั้น จงพูด. สิริคุตต์ กราบทูลความเป็นไป
นั้นทั้งหมด ตั้งต้นแต่เรื่องนี้ว่า "พระเจ้าข้า สหายของข้าพระองค์เป็น
สาวกของนิครนถ์ เข้าไปหาข้าพระองค์แล้ว กล่าวอย่างนี้เนือง ๆ ในที่ยืน
ที่นั่งเป็นต้นว่า 'สหาย ประโยชน์อะไรของท่านด้วยพระสมณโคดมเล่า ?
ท่านเข้าไปหาพระสมณโคดมนั้น จักได้อะไร ?" ดังนี้แล้ว กราบทูล
ว่า " พระเจ้าข้า ถ้าการปรับสินไหมในเพราะเหตุนี้ ควรแล้ว: ขอจง
ปรับเถิด." พระราชา ทอดพระเนตรครหทินน์ ตรัสว่า "นัยว่า เจ้า
พูดอย่างนั้น จริงหรือ ?
ครหทินน์. จริง พระเจ้าข้า.
พระราชา. เจ้าคบพวกนิครนถ์ ผู้ไม่รู้แม้เหตุเพียงเท่านี้เที่ยวไป

140