พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หน้าที่ 121 (เล่ม 41)

๑๐. เรื่องถวายบิณฑบาตแก่พระมหากัสสปเถระ [๔๒]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภการถวาย
บิณฑบาตแก่พระมหากัสสปเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "อปฺปมตฺโต
อยํ คนฺโธ" เป็นต้น.
นางอัปสรอยากทำบุญแต่ไม่สมหวัง
ความพิสดารว่า วันหนึ่ง พระเถระออกจากนิโรธสมาบัติ โดย
ล่วงไป ๗ วัน ออกไปแล้ว ด้วยคิดว่า "จักเที่ยวบิณฑบาต ตาม
ลำดับตรอก ในกรุงราชคฤห์." ในสมัยนั้น นางอัปสรประมาณ ๕๐๐
มีเท้าเหมือนเท้านกพิราบ เป็นบริจาริกา ของท้าวสักกเทวราช เกิดความ
อุตสาหะว่า " จักถวายบิณฑบาตแก่พระเถระ" จึงตระเตรียมบิณฑบาต
๕๐๐ ที่ แล้วถือมายืนอยู่ในระหว่างทาง กล่าวว่า " นิมนต์รับบิณฑบาตนี้
เจ้าข้า, โปรดทำความสงเคราะห์แก่พวกดิฉันเถิด."
พระเถระ พวกเจ้าจงไปเสียเถิด, ฉันจักทำความสงเคราะห์พวกคน
เข็ญใจ.
นางอัปสร. ขอท่านอย่าให้พวกดิฉันฉิบหายเสียเลย เจ้าข้า, โปรด
ทำความสงเคราะห์พวกดิฉันเถิด.
พระเถระรู้แล้ว จึงห้ามเสียอีก แล้วดีดนิ้ว ( บอก) นาง
อัปสรทั้งหลายผู้ไม่ปรารถนาจะหลีกไปยังอ้อนวอนอยู่ว่า "พวกเจ้าไม่รู้จัก

121
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หน้าที่ 122 (เล่ม 41)

ประมาณตัว, จงหลีกไป." นางอัปสรเหล่านั้น ฟังเสียงนิ้วมือของพระเถระ
แล้ว ไม่อาจเพื่อจะยืนขัดแข็งอยู่ได้ จึงหนีไปยังเทวโลกตามเดิม อันท้าว-
สักกะตรัสถามว่า "พวกหล่อนไปไหนกันมา" จึงทูลว่า "หม่อมฉัน
พากันไปด้วยหมายว่า จักถวายบิณฑบาตแก่พระมหากัสสปเถระ ผู้ออก
จากสมาบัติ พระเจ้าข้า.
สักกะ. ก็พวกหล่อนถวายแล้วหรือ ?
นางอัปสร. พระเถระไม่ปรารถนาจะรับ.
สักกะ. พระเถระพูดอย่างไร ?
นางอัปสร. " ท่านพูดว่า จักทำความสงเคราะห์พวกคนเข็ญใจ'
พระเจ้าข้า.
สักกะ. พวกหล่อนไปกันด้วยอาการอย่างไร ?
นางอัปสร. ไปด้วยอาการนี้แล พระเจ้าข้า.
ท้าวสักกะแปลงตัวทำบุญแก่พระเถระ
ท้าวสักกะ ตรัสว่า "หญิงเช่นพวกหล่อน จักถวายบิณฑบาต
แก่พระเถระได้อย่างไร?" ประสงค์จะถวายด้วยพระองค์เอง จึงแปลง
เป็นคนแก่คร่ำคร่าด้วยอำนาจชรา มีฟันหัก มีผมหงอก หลังโกง เป็น
ช่างหูกผู้เฒ่า ทรงทำแม้นางสุชาดาผู้เทพธิดา ให้เป็นหญิงแก่ เหมือน
อย่างนั้นนั่นแล แล้วทรงนิรมิตถนนช่างหูกขึ้นสายหนึ่งประทับขึงหูกอยู่.
ฝ่ายพระเถระ เดินบ่ายหน้าเข้าเมือง ด้วยหวังว่า "จักทำความ
สงเคราะห์พวกคนเข็ญใจ" เห็นถนนสายนั้น นอกเมืองนั้นแล แลดูอยู่
ก็ได้เห็นคน ๒ คน. ในขณะนั้น ท้าวสักกะกำลังขึงหูก, นางสุชาดา

122
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หน้าที่ 123 (เล่ม 41)

กรอหลอด. พระเถระคิดว่า " สองคนนี้ แม้ในเวลาแก่ก็ยังทำงาน,
ในเมืองนี้ผู้ที่จะเข็ญใจกว่าสองคนนี้เห็นจะไม่มี, เราจักรับภัตแม้ประมาณ
กระบวนหนึ่งที่สองคนนี้ถวายแล้ว ทำความสงเคราะห์แก่คนสองคนนี้."
พระเถระได้บ่ายหน้าไปตรงเรือนของตนทั้งสองนั้นแล.
ท้าวสักกะ ทอดพระเนตรเห็นพระเถระนั้นมาอยู่ จึงตรัสกะนาง
สุชาดาว่า "หล่อน พระผู้เป็นเจ้าของเรา เดินมาทางนี้, เธอจงนั่งทำ
เป็นเหมือนไม่เห็นท่านเสีย, ฉันจักลวงท่านสักครู่หนึ่ง แล้วจึงถวาย
บิณฑบาต." พระเถระได้มายืนอยู่ที่ประตูเรือนแล้ว. แม้สองผัวเมียนั้น
ก็ทำเป็นเหมือนไม่เห็น ทำแต่การงานของตนฝ่ายเดียว คอยอยู่หน่อยหนึ่ง
แล้ว . ครั้งนั้น ท้าวสักกะตรัสว่า "ที่ประตูเรือนดูเหมือน (มี)
พระเถระยืนอยู่รูปหนึ่ง, เธอจงไปตรวจดูก่อน." นางสุชาดาตอบว่า
"ท่านจงไปตรวจดูเถอะ นาย." ท้าวเธอเสด็จออกจากเรือนแล้ว, ทรง
ไหว้พระเถระด้วยเบญจางคประดิษฐ์แล้ว. เอาพระหัตถ์ทั้งสองเท้าพระชานุ
แล้ว ถอนใจ เสด็จลุกขึ้น. ย่อพระองค์ลงหน่อยหนึ่ง ตรัสว่า "พระ-
ผู้เป็นเจ้า เป็นพระเถระรูปไหนหนอแล ?" แล้วตรัสว่า "ตาของผม
ฝ้าฟาง" ดังนี้แล้ว, ทรงวางพระหัตถ์ไว้เหนือพระนลาต (ป้องหน้า)
ทรงแหงนดูแล้ว, ตรัสว่า " โอ ตายจริง !, พระผู้เป็นเจ้า พระมหา-
กัสสปเถระของเรา นาน ๆ จึงมายังประตูกระท่อมของเรา, มีอะไรอยู่
ในเรือนบ้างไหม ?" นางสุชาดาทำเป็นกุลีกุจออยู่หน่อยหนึ่งแล้ว ได้ให้
คำตอบว่า " มี นาย" ท้าวสักกะ ตรัสว่า "ท่านเจ้าข้า พระคุณเจ้า
อย่าคิดเลยว่า 'ทานเศร้าหมอง หรือประณีต' โปรดทำความสงเคราะห์
แก่กระผมทั้งสองเถิด" ดังนี้แล้ว ก็ทรงรับบาตรไว้, พระเถระคิดว่า

123
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หน้าที่ 124 (เล่ม 41)

" ทานที่สองผัวเมียนั่นถวายแล้ว จะเป็นน้ำผักดองหรือรำกำมือหนึ่งก็ตามที,
เราจักทำความสงเคราะห์แก่สองผัวเมียนั้น" ดังนี้แล้ว จึงได้ให้บาตรไป.
ท้าวสักกะนั้น เสด็จเข้าไปภายในเรือนแล้ว ทรงคดข้าวสุกออกจากหม้อ
ใส่เต็มบาตรแล้ว มอบถวายในมือพระเถระ. บิณฑบาตนั้นได้มีสูปพยัญชนะ
มากมาย ได้หอมตลบทั่วกรุงราชคฤห์แล้ว.
ท้าวสักกะตรัสบอกความจริงแก่พระเถระ
ในกาลนั้น พระเถระคิดว่า "ชายนี้ มีศักดิ์น้อย, บิณฑบาต
มีศักดิ์มาก เช่นกับโภชนะของท้าวสักกะ, นั่น ใครหนอ ?" ครั้งนั้น
พระเถระ ทราบชายนั้นว่า " ท้าวสักกะ" จึงกล่าวว่า "พระองค์ทรง
แย่งสมบัติของคนเข็ญใจ ( จัดว่า ) ทำกรรมหนักแล้ว . ใคร ๆ ก็ตาม
ที่เป็นคนเข็ญใจ ถวายทานแก่อาตมภาพในวันนี้ พึงได้ตำแหน่งเสนาบดี
หรือตำแหน่งเศรษฐี."
สักกะ. ผู้ที่เข็ญใจไปกว่ากระผม ไม่มีเลย ขอรับ.
พระเถระ, พระองค์เสวยสิริราชสมบัติในเทวโลก จะจัดว่าเป็นคน
เข็ญใจ เพราะเหตุไร ?
สักกะ. อย่างที่พระผู้เป็นเจ้าว่า ก็ถูกละ ขอรับ. แต่เมื่อพระ-
พุทธเจ้า ยังมิทรงอุบัติ, กระผมได้ทำกัลยาณกรรมไว้. เมื่อพุทธุปบาทกาล
ยังเป็นไปอยู่, เทพบุตรผู้มีศักดิ์เสมอกัน ๓ องค์เหล่านี้ คือ จูฬรถเทพบุตร,
มหารถเทพบุตร, อเนกวัณณเทพบุตรทำกัลยาณกรรมแล้ว ได้เกิดในที่
ใกล้ของกระผม มีเดชมากกว่ากระผม; ก็กระผม เมื่อเทพบุตรทั้งสามนั้น
พาพวกบริจาริกาลงสู่ระหว่างถนน ด้วยคิดว่า 'จักเล่นนักขัตฤกษ์' ต้อง

124
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หน้าที่ 125 (เล่ม 41)

หนีเข้าตำหนัก, เพราะเดชจากสรีระของเทพบุตรทั้งสามนั้น ท่วมทับ
สรีระของกระผม, เดชจากสรีระของกระผม ไม่ท่วมทับสรีระของเทพบุตร
ทั้งสามนั้น, ใครจะเข็ญใจกว่ากระผมเล่า ? ขอรับ.
พระเถระ. แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น ตั้งแต่นี้ต่อไป พระองค์อย่าได้
ลวงถวายทานแก่อาตมภาพอย่างนั้น.
สักกะ. เมื่อกระผมลวงถวายทานแก่ท่าน, กุศลจะมีแก่กระผมหรือ
ไม่มี ?
พระเถระ. มี พระองค์.
สักกะ. เมื่อเป็นอย่างนั้น การทำกุศลกรรมก็จัดเป็นหน้าที่ของ
กระผมซิ ขอรับ.
ท้าวเธอตรัสอย่างนั้นแล้ว ทรงไหว้พระเถระ พานางสุชาดา
ทรงทำปทักษิณพระเถระแล้ว เหาะขึ้นสู่เวหาส ทรงเปล่งอุทานว่า :-
"โอ ทานที่เป็นทานอย่างเยี่ยม เราได้ตั้ง
ไว้ดีแล้วในท่านพระกัสสป."
มหากัสสสปเถรทานสูตร๑
เพราะเหตุนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์ จึงกล่าวว่า :-
" สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ในพระเวฬุวัน กลันทก-
นิวาปสถาน ใกล้กรุงราชคฤห์. ก็โดยสมัยนั้นแล ท่านพระมหากัสสป
อยู่ที่ปิปผลิคูหา, นั่งเข้าสมาธิอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยบัลลังก์เดียว สิ้น ๗ วัน.
ครั้งนั้นแล ท่านพระมหากัสสปโดยล่วง ๗ วันนั้นแล้วจึงออกจากสมาธินั้น,
๑. ขุ. อุ. ๒๕/๑๑๔.

125
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หน้าที่ 126 (เล่ม 41)

ครั้งนั้นแล ท่านพระมหากัสสป ผู้ออกจากสมาธินั้นแล้ว ได้มีความ
ปริวิตกอย่างนี้ว่า 'ไฉนหนอ ? เราพึงเข้าไปสู่กรุงราชคฤห์ เพื่อบิณฑบาต."
ก็โดยสมัยนั้นแล เทวดา ประมาณ ๕๐๐ ถึงความขวนขวาย เพื่อจะให้
ท่านพระมหากัสสปได้บิณฑบาต. ครั้งนั้นแล ท่านมหากัสสป ห้ามเทวดา
ประมาณ ๕๐๐ เหล่านั้นแล้ว ในเวลาเช้า นุ่ง ( สบง) แล้ว ถือบาตร
และจีวร เข้าไปสู่กรุงราชคฤห์ เพื่อบิณฑบาต. ก็โดยสมัยนั้นแล ท้าว-
สักกะผู้เป็นจอมแห่งเหล่าเทพเจ้า ทรงประสงค์จะถวายบิณฑบาตแก่ท่าน
พระมหากัสสป ทรงนิรมิตเป็นช่างหูก ทอหูกอยู่. อสุรกัญญา นามว่า
สุชาดา กรอหลอด.
ครั้งนั้นแล ท่านพระมหากัสสป, ที่ประทับอยู่ของท้าวสักกะ
ผู้เป็นจอมแห่งเหล่าเทพเจ้า มีอยู่โดยทิศาภาคใด, เข้าไปหาแล้ว โดย
ทิศาภาคนั้น; ท้าวสักกะ ผู้เป็นจอมแห่งเหล่าเทพเจ้า ได้ทอดพระเนตร
เห็นแล้วแล ซึ่งท่านพระมหากัสสปกำลังเดินมา แต่ที่ไกลเทียว, ครั้น
ทอดพระเนตรเห็นแล้ว เสด็จออกจากเรือน ทรงต้อนรับ รับบาตรจาก
มือ เสด็จเข้าไปสู่เรือน คดข้าวสุกจากหม้อ ใส่เต็มบาตรแล้ว ได้ถวาย
แก่ท่านพระมหากัสสป. บิณฑบาตนั้น ได้มีกับมากมาย มีแกงเหลือหลาย.
ครั้งนั้นแล ท่านพระมหากัสสป ได้มีความปริวิตกอย่างนี้ว่า " สัตว์ผู้มี
ฤทธิ์มีอานุภาพเห็นปานนี้นี่ คือใครกันหนอ ?. ครั้งนั้นแล ท่านพระ-
มหากัสสป ได้มีความปริวิตกอย่างนี้ว่า "นี้ คือท้าวสักกะ ผู้เป็นจอม
แห่งเหล่าเทพเจ้าแล." ครั้นทราบแล้ว ได้กล่าวคำนี้กะท้าวสักกะ
ผู้เป็นจอมแห่งเหล่าเทพเจ้าว่า "ท้าวโกสีย์ กรรมนี้ อันพระองค์ทรง
ทำแล้ว, พระองค์อย่าได้ทรงทำกรรมเห็นปานนี้อีกเลย." ท้าวสักกะ

126
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หน้าที่ 127 (เล่ม 41)

ตรัสว่า "ท่านกัสสป ผู้เจริญ แม้พวกผมก็ต้องการบุญ, แม้พวกผมก็
ควรทำบุญ." ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะ ผู้เป็นจอมแห่งเทพเจ้า อภิวาท
ท่านพระมหากัสสปแล้ว ทรงทำปทักษิณ เหาะขึ้นสู่เวหาส ทรงเปล่ง
อุทาน ๓ ครั้ง ในอากาศกลางหาวว่า :-
"โอ ทานที่เป็นทานอย่างเยี่ยม เราได้ตั้งไว้ดี
แล้วในท่านพระกัสสป, โอ ทานที่เป็นทานอย่างเยี่ยม
เราได้ตั้งไว้ดีแล้วในท่านพระกัสสป, โอ ทานที่เป็น
ทานอย่างเยี่ยม เราได้ตั้งไว้ดีแล้วในท่านพระกัสสป."
พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับยืนอยู่ในพระวิหารนั่นแล ได้ทรงสดับ
เสียงของท้าวสักกะนั้น จึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้ว ตรัสว่า "ภิกษุ
ทั้งหลาย พวกเธอจงดูท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งเหล่าเทพเจ้า ทรงเปล่ง
อุทาน เสด็จไปทางอากาศ."
ภิกษุ. ก็ท้าวสักกะนั้น ทำอะไร ? พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. ท้าวเธอลวงถวายบิณฑบาตแก่กัสสปผู้บุตรของเรา,
ครั้นถวายบิณฑบาตนั้นแล้ว ดีพระทัย พลางทรงเปล่งอุทานไป.
ภิกษุ. ท้าวเธอทราบได้อย่างไรว่า "ถวายบิณฑบาตแก่พระเถระ
ควร พระเจ้าข้า?"
พระศาสดาตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย ทั้งเหล่าเทพเจ้า ทั้งเหล่ามนุษย์
ย่อมพอใจ ภิกษุผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ชื่อว่าเช่นบุตรของเรา"
ดังนี้แล้ว แม้พระองค์เองก็ทรงเปล่งอุทานแล้ว.
ก็ในพระสูตร คำมาแล้วเท่านี้นั่นเทียวว่า "พระผู้มีพระภาคเจ้าได้

127
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หน้าที่ 128 (เล่ม 41)

ทรงสดับแล้วแล ซึ่งเสียงของท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งเทพเจ้า ผู้เหาะขึ้น
สู่เวหาส ทรงเปล่งอุทาน ๓ ครั้ง ในอากาศกลางหาวว่า :-
" โอ ทานที่เป็นทานอย่างเยี่ยม เราได้ตั้งไว้ดี
แล้วในท่านพระกัสสป, โอ ทานที่เป็นทานอย่างเยี่ยม
เราได้ตั้งไว้ดีแล้ในท่านพระกัสสป, โอ ทานที่เป็น
ทานอย่างเยี่ยม เราได้ตั้งไว้ดีแล้วในท่านพระกัสสป."
ด้วยพระโสตธาตุอันเป็นทิพย์ หมดจด ล่วงเสียซึ่งโสตของมนุษย์."
ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว ทรง
เปล่งอุทานนี้ ในเวลานั้นว่า:-
" เทวดาและมนุษย์ ย่อมพอใจ แก่ภิกษุผู้ถือ
การเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ผู้เลี้ยงตัวเอง มิใช่เลี้ยง
ผู้อื่น ผู้มั่นคง ผู้เข้าไปสงบแล้ว มีสติทุกเมื่อ."
ก็แลครั้นทรงเปล่งอุทานนี้แล้ว ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ท้าวสักกะ
ผู้เป็นจอมแห่งเหล่าเทพเจ้า ได้เสด็จมาถวายบิณฑบาตแก่บุตรของเรา
เพราะกลิ่นศีล " ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๑๐. อปฺปมตฺโต อยํ คนฺโธ ยวายํ ตครจนฺทนี
โย จ สีลวตํ คนฺโธ วาติ เทเวสุ อุตฺตโม.
" กลิ่นนี้ คือ กลิ่นกฤษณา และกลิ่นจันทน์
เป็นกลิ่นเพียงเล็กน้อย, ส่วนกลิ่นของผู้มีศีลทั้งหลาย
เป็นกลิ่นชั้นสูง ย่อมหอมฟุ้งไป ในเทพเจ้าและ
เหล่ามนุษย์."

128
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หน้าที่ 129 (เล่ม 41)

แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปมตฺโต คือ มีประมาณนิดหน่อย.
สองบทว่า โย จ สีลวตํ ความว่า ส่วนกลิ่นศีล ของผู้มีศีลทั้งหลาย
ใด. กลิ่นศีลนั้น หาเป็นกลิ่นเล็กน้อย เหมือนกลิ่นในกฤษณาและ
จันทน์แดงไม่ คือเป็นกลิ่นอันโอฬาร แผ่ซ่านไปเหลือเกิน, ด้วยเหตุ
นั้นแล กลิ่นศีล จึงเป็นกลิ่นสูงสุด คือประเสริฐ เลิศ ฟุ้งไปใน
เหล่าเทพเจ้าและเหล่ามนุษย์ คือฟุ้งไปในเหล่าเทพเจ้า และเหล่ามนุษย์
ได้แก่หอมตลบทั่วไปทีเดียว.
ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น. เทศนาเกิดประโยชน์แก่มหาชนแล้ว ดังนี้แล.
เรื่องถวายบิณฑบาตแก่พระมหากัสสปเถระ จบ.

129
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หน้าที่ 130 (เล่ม 41)

๑๑. เรื่องปรินิพพานของพระโคธิกเถระ [๔๓]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อเสด็จเข้าไปอาศัยกรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ในพระ-
เวฬุวัน ทรงปรารภการปรินิพพานของพระโคธิกเถระ ตรัสพระธรรม-
เทศนานี้ว่า "เตสํ สมฺปนฺนสีลานํ" เป็นต้น.
พระเถระคิดฆ่าตนเพราะเสื่อมจากฌาน
ความพิสดารว่า ท่านผู้มีอายุนั้น อยู่ใกล้ถ้ำกาฬสิลาข้างภูเขาอิสิคิลิ
เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปแล้ว ถูกต้องเจโตวิมุตติ
อันเกิดขึ้นในสมัย (เกิดเป็นครั้งคราว) เสื่อมจากเจโตวิมุตตินั้น ด้วย
อำนาจแห่งโรคชนิดหนึ่งอันเรื้อรัง. ท่านยังฌานที่ ๒ บ้าง ที่ ๓ บ้าง
ให้เกิดขึ้นถึง ๖ ครั้ง แล้วก็เสื่อม ในวาระที่ ๗ ให้เกิดขึ้นแล้ว คิดว่า
"เราเสื่อมจากฌานถึง ๖ ครั้งแล้ว, ก็คติของผู้มีฌานเสื่อมแล้วแล ไม่แน่-
นอน, คราวนี้แล เราจักนำศัสตรามา" ดังนี้แล้ว จึงถือมีดสำหรับ
ปลงผม นอนบนเตียงน้อย เพื่อจะตัดก้านคอแล้ว.
มารทูลให้พระศาสดาทรงทราบ
มารรู้จิตของท่านแล้วคิดว่า "ภิกษุนี้ ใคร่จะนำศัสตรามา;
ก็แล ภิกษุทั้งหลายเมื่อนำศัสตรามา ย่อมเป็นผู้หมดความอาลัยในชีวิต,
ภิกษุเหล่านั้นเริ่มตั้งวิปัสสนาแล้ว ย่อมบรรลุพระอรหัตได้, ถ้าเราจักห้าม
ภิกษุนั้น; เธอจักไม่ทำตามคำของเรา, เราจักทูลให้พระศาสดาห้าม"

130