ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 111 (เล่ม 41)

" พระเจ้าข้า ชื่อว่าการขับร้องของนางวิสาขา พวกข้าพระองค์ไม่เคยเห็น
ในกาลนาน ประมาณเท่านี้, วันนี้ นางอันบุตรและหลานแวดล้อมแล้ว
ขับเพลงเดินเวียนรอบปราสาท, ดีของนางกำเริบหรือหนอแล, หรือนาง
เสียจริตเสียแล้ว ?" พระศาสดาตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ธิดาของเราหา
ขับเพลงไม่, แต่อัชฌาสัยส่วนตัวของเธอเต็มเปี่ยมแล้ว, เธอดีใจว่า
' ความปรารถนาที่เราตั้งไว้ ถึงที่สุดแล้ว, จึงเดินเปล่งอุทาน." เมื่อ
ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลว่า " ก็นางตั้งความปรารถนาไว้เมื่อไร พระเจ้าข้า,"
จึงตรัสว่า "จักฟังหรือภิกษุทั้งหลาย ." เมื่อภิกษุเหล่านั้น กราบทูลว่า
"จักฟัง พระเจ้าข้า." จึงทรงนำอดีตนิทานมา (ตรัสดังต่อไปนี้):-
บุรพประวัติของนางวิสาขา
ภิกษุทั้งหลาย ในที่สุดแสนกัปแต่นี้ไป พระพุทธเจ้า พระนามว่า
ปทุมุตตระ ทรงอุบัติขึ้นแล้วในโลก. พระองค์ได้มีพระชนมายุแสนปี,
มีภิกษุขีณาสพแสนหนึ่งเป็นบริวาร, นครชื่อหังสวดี พระชนกเป็นพระ-
ราชา นามว่า สุนันทะ, พระชนนีเป็นพระเทวี นามว่า สุชาดา.
อุบาสิกาผู้เป็นยอดอุปัฏฐายิกาของพระศาสดาองค์นั้นทูลขอพร ๘ ประการ
แล้ว ตั้งอยู่ในฐานะดังมารดา บำรุงพระศาสดาด้วยปัจจัย ๔ ย่อมไปสู่
ที่บำรุงทั้งเย็นและเช้า. หญิงสหายคนหนึ่งของอุบาสิกานั้น ย่อมไปวิหาร
กับอุบาสิกานั้นเป็นนิตย์. หญิงนั้น เห็นอุบาสิกนั้น พูดกับพระศาสดา
ด้วยความคุ้นเคย และเห็นความเป็นผู้สนิทสนมกับพระศาสดา คิดว่า
" เธอทำกรรมอะไรหนอแล จึงเป็นผู้สนิทสนมกับพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
อย่างนี้ ?" ดังนี้แล้ว จึงทูลถามพระศาสดาว่า "พระเจ้าข้า หญิงนี้

111
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 112 (เล่ม 41)

เป็นอะไรแก่พระองค์ ?"
พระศาสดา. เป็นเลิศแห่งหญิงผู้อุปัฏฐายิกา.
หญิง. พระเจ้าข้า นางกระทำกรรมอะไร จึงเป็นเลิศแห่งหญิงผู้
อุปัฏฐายิกา ?
พระศาสดา. เธอตั้งความปรารถนาไว้ตลอดแสนกัป.
หญิง. บัดนี้ หม่อมฉันปรารถนาแล้วอาจจะได้ไหม พระเจ้าข้า ?
พระศาสดา. จ้ะ อาจ.
หญิงนั้นกราบทูลว่า " พระเจ้าข้า ถ้ากระนั้น ขอพระองค์
กับภิกษุแสนรูป โปรดรับภิกษาของหม่อมฉันตลอด ๗ วันเถิด.
พระศาสดาทรงรับแล้ว. หญิงนั้น ถวายทานครบ ๗ วัน ในวันที่สุด
ได้ถวายผ้าสาฎกเพื่อทำจีวรแล้ว ถวายบังคมพระศาสดา หมอบลงแทบ
บาทมูล ตั้งความปรารถนาว่า " พระเจ้าข้า ด้วยผลแห่งทานนี้ หม่อม
ฉันปรารถนาความเป็นใหญ่ในเทวโลกเป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่งก็หาไม่.
หม่อมฉันพึงได้พร ๘ ประการ ในสำนักแห่งพระพุทธเจ้าผู้เช่นพระองค์
แล้ว ตั้งอยู่ในฐานะดังมารดา เป็นยอดของอุบาสิกาผู้สามารถเพื่อบำรุง
ด้วยปัจจัย ๔. " พระศาสดา ทรงดำริว่า " ความปรารถนาของหญิงนี้ จัก
สำเร็จหรือหนอ ?" ทรงคำนึงถึงอนาคตกาล ตรวจดูตลอดแสนกัปแล้ว
จึงตรัสว่า ในที่สุดแห่งแสนกัป พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม จักทรง
อุบัติขึ้น, ในกาลนั้น เธอจักเป็นอุบาสิกาชื่อว่าวิสาขา ได้พร ๘ ประการ
ในสำนักของพระองค์แล้ว ตั้งอยู่ในฐานะดังมารดา จักเป็นเลิศแห่ง
หญิงผู้เป็นอุปัฏฐายิกา ผู้บำรุงด้วยปัจจัย ๔." สมบัตินั้นได้เป็นประหนึ่ง
ว่า อันนางจะพึงได้ในวันพรุ่งนี้ทีเดียว.

112
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 113 (เล่ม 41)

นางทำบุญจนตลอดอายุแล้ว จุติจากอัตภาพนั้น เกิดในเทวโลก
ท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก ในกาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระนามว่ากัสสป เป็นพระธิดา พระนามว่า สังฆทาสี ผู้พระกนิษฐา
ของบรรดาพระธิดา ๗ พระองค์ของพระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกิ ยังมิได้ไป
สู่ตระกูลอื่น ทรงทำบุญมีทานเป็นต้นกับด้วยเจ้าพี่หญิงเหล่านั้นตลอดกาล
นาน, ได้ทำความปรารถนาไว้ แม้แทบบาทมูลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระนามว่ากัสสป ว่า " ในอนาคตกาล หม่อมฉัน พึงได้พร ๘ ประการ
ในสำนักแห่งพระพุทธเจ้าผู้เช่นพระองค์แล้ว ตั้งอยู่ในฐานะดังมารดา
เป็นยอดแห่งอุบาสิถาผู้ถวายปัจจัย ๔." ก็จำเดิมแต่กาลนั้น นางท่องเที่ยว
อยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก ในอัตภาพนี้ ได้เกิดเป็นธิดาของธนญชัน
เศรษฐีผู้เป็นบุตรแห่งเมณฑกเศรษฐี ได้ทำบุญเป็นอันมากในศาสนา
ของเรา.
สัตว์เกิดแล้วควรทำกุศลให้มาก
พระศาสดา (ครั้นทรงแสดงอดีตนิทานจบแล้ว ) ตรัสว่า "ภิกษุ
ทั้งหลาย ธิดาของเราย่อมไม่ขับเพลง ด้วยประการฉะนี้แล, แต่เธอเห็น
ความสำเร็จ แห่งความปรารถนาที่ตั้งไว้ จึงเปล่งอุทาน." เมื่อจะทรง
แสดงธรรม ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย นายมาลาการผู้ฉลาด ทำกอง
ดอกไม่ต่าง ๆ ให้เป็นกองโตแล้ว ย่อมทำพวงดอกไม้มีประการต่าง ๆ ได้
ฉันใด; จิตของนางวิสาขา ย่อมน้อมไปเพื่อทำกุศล มีประการต่าง ๆ
ฉันนั้นเหมือนกัน " ดังนี้แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า:-

113
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 114 (เล่ม 41)

๘. ยถาปิ ปุปฺผราสิมฺหา กยิรา มาลาคุเฬ๑ พหู
เอวํ ชาเตน มจฺเจน กตฺตพฺพํ กุสลํ พหุํ.
" นายมาลาการพึงทำพวงดอกไม้ให้มาก จาก
กองดอกไม้ แม้ฉันใด; มัจจสัตว์ผู้มีอันจะพึงตาย
เป็นสภาพ ควรทำกุศลไว้ให้มาก ฉันนั้น."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุปฺผราสิมฺหา ได้แก่ จากกองแห่ง
ดอกไม้มีประการต่าง ๆ. บทว่า กยิรา แปลว่า พึงทำ. สองบทว่า
มาลาคุเณ พหู ความว่า ซึ่งมาลาวิกัติ หลายชนิด ต่างโดยชนิด
มีดอกไม้ที่ร้อยขั้วข้างเดียวเป็นต้น. บทว่า มจฺเจน ความว่า สัตว์ผู้
ได้ชื่อว่า 'มจฺโจ' เพราะความเป็นผู้มีอันจะพึงตายเป็นสภาพ ควรทำ
กุศล ต่างด้วยกุศลมีการถวายจีวรเป็นต้นไว้ให้มาก. ศัพท์คือ ปุปฺผราสิ
ในพระคาถานั้น มีอันแสดงดอกไม้มากเป็นอรรถ.
ก็ถ้าดอกไม้มีน้อย และนายมาลาการฉลาด ก็ย่อมไม่อาจทำพวง
ดอกไม้ให้มากได้เลย; ส่วนนายมาลาการผู้ไม่ฉลาด เมื่อดอกไม้จะมีน้อย
ก็ตาม มากก็ตาม ย่อมไม่อาจโดยแท้; แต่เมื่อดอกไม้มีมาก นายมาลา-
การผู้ฉลาด ขยัน เฉียบแหลม ย่อมทำพวกดอกไม้ให้มาก ฉันใด; ถ้า
ศรัทธาของคนบางคนมีน้อย ส่วนโภคะมีมาก ผู้นั้นย่อมไม่อาจทำ
กุศลให้มากได้ , ก็แล เมื่อศรัทธามีน้อยทั้งโภคะก็น้อย. เขาก็ย่อมไม่อาจ;
ก็แล เมื่อศรัทธาโอฬาร แต่โภคะน้อย เขาก็ย่อมไม่อาจเหมือนกัน,
๑. อรรถกถา เป็นมาลาคุเณ.

114
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 115 (เล่ม 41)

ก็แต่เมื่อมีศรัทธาโอฬาร และโภคะก็โอฬาร เขาย่อมอาจทำกุศลให้มาก
ได้ ฉันนั้น นางวิสาขาอุบาสิกาเป็นผู้เช่นนั้นแล, พระศาสดา ทรง
หมายนางวิสาขานั้น จึงตรัสคำเป็นพระคาถาดังนี้ว่า:-
"นายมาลาการพึงทำพวงดอกไม้ให้มาก จาก
กองดอกไม้ แม้ฉันใด; มัจจสัตว์ผู้มีอันจะพึงตาย
เป็นสภาพ ควรทำกุศลไว้ให้มาก ฉันนั้น."
ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมากได้เป็นอริยบุคคล มีโสดาบัน
เป็นต้น, เทศนามีประโยชน์แก่มหาชนแล้ว ดังนี้แล.
เรื่องนางวิสาขา จบ.
บาทพระคาถาว่า อติตฺตํเยว กาเมสุ ความว่า ผู้ไม่อิ่มในวัตถุ-
กามและกิเลสกามทั้งหลายนั่นแล ด้วยการแสวงหาบ้าง ด้วยการได้เฉพาะ
บ้าง ด้วยการใช้สอยบ้าง ด้วยการเก็บไว้บ้าง.
บาทพระคาถาว่า อนฺตโก กุรุเต วสํ ความว่า มัจจุผู้ทำซึ่ง
ที่สุด กล่าวคือมรณะ พานระผู้คร่ำครวญ ร่ำไร ไปอยู่ ให้ถึงอำนาจ
ของตน.
ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมาก บรรลุอริยผลทั้งหลาย มี
โสดาปัตติผลเป็นต้น, เทศนาเป็นประโยชน์แก่มหาชน ดังนี้แล.
เรื่องนางปติปูชิกา จบ.

115
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 116 (เล่ม 41)

๙. เรื่องปัญหาของพระอานนทเถระ [๔๑]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี เมื่อจะทรงแก้ปัญหา
ของพระอานนทเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "น ปุปฺผคนฺโธ
ปฏิวาตเมติ" เป็นต้น.
พระอานนท์เถระทูลถามปัญหา
ดังได้สดับมา พระเถระหลีกเร้นแล้วในเวลาเย็น คิดว่า "พระผู้มี-
พระภาคเจ้า ตรัสกลิ่นสูงสุดไว้ ๓ อย่าง คือ 'กลิ่นเกิดจากราก กลิ่นเกิด
จากแก่น กลิ่นเกิดจากดอก, กลิ่นของคันธชาตเหล่านั้นฟุ้งไปได้ตามลม
เท่านั้น ไปทวนลมไม่ได้; กลิ่นของคันธชาตใด ฟุ้งไปได้แม้ทวนลม
คันธชาตนั้น มีอยู่หรือหนอแล ?" ครั้งนั้น ท่านได้มีความคิดนี้ว่า
"ประโยชน์อะไรของเราด้วยปัญหาที่จะวินิจฉัยด้วยตนเอง, เราจักทูลถาม
พระศาสดานั่นแหละ (ดีกว่า) " ท่านเข้าไปเฝ้าพระศาสดาแล้วทูลถาม.
เพราะ๑เหตุนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์ จึงกล่าวไว้ว่า "ครั้งนั้นแล
ท่านพระอานนท์ ออกจากที่หลีกเร้นในเวลาเย็น, เข้าไปเฝ้าโดยทิสาภาค
ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่. ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ได้กราบทูลคำนี้กะ
พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า "พระเจ้าข้า กลิ่นของคันธชาตเหล่าใดฟุ้งไปตามลม
อย่างเดียว ฟุ้งไปทวนลมไม่ได้, คันธชาตเหล่านี้มี ๓ อย่าง. คันธชาต ๓
อย่างเป็นไฉน ? พระเจ้าข้า กลิ่นของคันธชาตเหล่าใด ฟุ้งไปตามลม
๑. อัง. ติก. ๒๐/๒๙๐.

116
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 117 (เล่ม 41)

อย่างเดียว ฟุ้งไปทวนลมไม่ได้, คันธชาต ๓ อย่างเหล่านี้แล คือ กลิ่น
เกิดจากราก, กลิ่นเกิดจากแก่น, กลิ่นเกิดจากดอก. พระเจ้าข้า กลิ่น
ของคันธชาตใด ฟุ้งไปตามลมก็ได้, กลิ่นของคันธชาตใด ฟุ้งไปทวนลม
ก็ได้. กลิ่นของคันธชาตใด ฟุ้งไปตามลมและทวนลมก็ได้, คันธชาตนั้น
บางอย่าง มีอยู่หรือหนอแล ?"
พระศาสดาทรงเฉยปัญหา
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงเฉลยปัญหาแก่ท่าน จึงตรัสว่า
" อานนท์ กลิ่นของคันธชาตใด ฟุ้งไปตามลมก็ได้, กลิ่นของคันธชาตใด
ฟุ้งไปทวนลมก็ได้, กลิ่นของคันธชาตใด ฟุ้งไปตามลมและทวนลมก็ได้,
คันธชาตนั้น มีอยู่."
พระอานนท์. พระเจ้าข้า ก็กลิ่นของคันธชาตใด ฟุ้งไปตามลม
ก็ได้. กลิ่นของคันธชาตใด ฟุ้งไปทวนลมก็ได้. กลิ่นของคันธชาตใด
ฟุ้งไปตามลมและทวนลมก็ได้, คันธชาตนั้นเป็นไฉน ?
พระศาสดา ตรัสว่า "อานนท์ หญิงก็ตาม ชายก็ตาม ในบ้าน
หรือในนิคมใด ในโลกนี้ เป็นผู้ถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นที่พึ่ง, เป็นผู้ถึง
พระธรรมว่าเป็นที่พึ่ง, เป็นผู้ถึงพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่ง; เป็นผู้งดเว้นจากการ
ทำสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วง. เป็นผู้งดเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เขามิได้ให้.
เป็นผู้งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม เป็นผู้งดเว้นจากการกล่าวเท็จ.
เป็นผู้งดเว้นจากฐานะเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือการดื่มน้ำเมา ได้แก่
สุราและเมรัย; เป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม; มีใจมีความตระหนี่เป็นมลทิน
ไปปราศแล้ว มีเครื่องบริจาคอันสละแล้ว มีฝ่ามืออันล้างแล้ว ยินดีใน

117
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 118 (เล่ม 41)

การสละ ควรแก่การขอ ยินดีในการจำแนกทาน ย่อมอยู่ครอบครองเรือน,
สมณะและพราหมณ์ในทิศทั้งหลาย ย่อมกล่าว (สรรเสริญ) เกียรติคุณ
ของหญิงและชายนั้นว่า 'หญิงหรือชายในนิคมชื่อโน้น เป็นผู้ถึงพระ-
พุทธเจ้าว่าเป็นที่พึ่ง, ฯลฯ ยินดีในการจำแนกทาน.' แม้เทวดาทั้งหลาย
ย่อมกล่าว (สรรเสริญ) เกียรติคุณของหญิงและชายนั้นว่า หญิงหรือ
ชายในบ้านหรือนิคมชื่อโน้น เป็นผู้ถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นที่พึ่ง, ฯ ลฯ
ยินดีในการจำแนกทาน.' อานนท์ นี้แล เป็นคันธชาตมีกลิ่นฟุ้งไปตาม
ลมก็ได้. มีกลิ่นฟุ้งไปทวนลมก็ได้, มีกลิ่นฟุ้งไปตามลมและทวนลมก็ได้"
ดังนี้แล้ว ได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านั้นว่า :-
๙. น ปุปฺผคนฺโธ ปฏิวาตเมติ
น จนฺทนํ ตครมลฺลิกา วา
สตญฺจ คนฺโธ ปฏิวาตเมติ
สพฺพา ทิสา สปฺปุริโส ปวายติ.
จนฺทนํ ตครํ วาปิ อุปฺปลํ อถ อสฺสิกี
เอเตสํ คนฺธชาตานํ สีลคนฺโธ อนุตฺตโร.
"กลิ่นดอกไม้ฟุ้งไปทวนลมไม่ได้, กลิ่นจันทน์
หรือกลิ่นกฤษณาและกลัมพักก็ฟุ้งไปไม่ได้, แต่กลิ่น
ของสัตบุรุษฟุ้งไปทวนลมได้, (เพราะ) สัตบุรุษ
ย่อมฟุ้งขจรไปตลอดทุกทิศ, กลิ่นจันทน์ก็ดี แม้กลิ่น
กฤษณาก็ดี กลิ่นอุบลก็ดี กลิ่นดอกมะลิก็ดี, กลิ่น
ศีลเป็นเยี่ยม กว่าคันธชาตทั้งหลายนั่น."

118
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 119 (เล่ม 41)

แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ปุปฺผคนฺโธ ความว่า ต้นปาริฉัตร
ในภพชื่อดาวดึงส์ โดยด้านยาวและด้านกว้าง มีประมาณ (ด้านละ)
๑๐๐ โยชน์, รัศมีดอกไม้ของต้นปาริฉัตรนั้นแผ่ออกไปตลอด ๕๐ โยชน์,
กลิ่นฟุ้งไปได้ ๑๐๐ โยชน์. แม้กลิ่นนั้น ก็ฟุ้งไปได้ตามลมเท่านั้น. แต่
หาสามารถฟุ้งไปทวนลมได้แม้ ( เพียง) ครึ่งองคุลีไม่. กลิ่นดอกไม้
แม้เห็นปานนี้ ฟุ้งไปทวนลมไม่ได้. บทว่า จนฺทนํ ได้แก่ กลิ่นจันทน์.
ด้วยบทว่า ตครมลฺลิกา๑ วา นี้ ทรงพระประสงค์กลิ่นของคันธชาต
แม้เหล่านั้นเหมือนกัน. แท้จริง กลิ่นของจันทน์แดงก็ดี ของกฤษณาและ
กลัมพักก็ดี ซึ่งเป็นยอดแห่งกลิ่นที่เกิดจากแก่นทั้งหลาย ย่อมฟุ้งไปได้
ตามลมเท่านั้น ฟุ้งไปทวนลมไม่ได้. สองบทว่า สตญฺจ คนฺโธ ความว่า
ส่วนกลิ่นศีลของสัตบุรุษ คือของพระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลาย ย่อม
ฟุ้งไปทวนลมได้.
ถามว่า เพราะเหตุไร ?
แก้ว่า เพราะสัตบุรุษย่อมฟุ้งขจรไปตลอดทุกทิศ. อธิบายว่า
เพราะสัตบุรุษย่อมฟุ้งปกคลุมไปตลอดทุกทิศด้วยกลิ่นศีล; ฉะนั้น สัตบุรุษ
อันบัณฑิตควรกล่าวได้ว่า "กลิ่นของท่านฟุ้งไปทวนลมได้" เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า " ปฏิวาตเมติ." บทว่า วสฺสิกี ได้แก่
ดอกมะลิ.
บทว่า เอเตสํ เป็นต้น ความว่า กลิ่นศีลของสัตบุรุษผู้มีศีลนั่นแล
เป็นกลิ่นยอดเยี่ยมกว่ากลิ่นแห่งคันธชาต มีจันทน์ (แดง ) เป็นต้นเหล่านี้
คือหากลิ่นที่เหมือนไม่มี ได้แก่ไม่มีส่วนเปรียบเทียบได้.
๑. กลิ่นกฤษณาและดอกมะลิ.

119
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 120 (เล่ม 41)

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น, เทศนามีประโยชน์แก่มหาชนแล้ว ดังนี้แล.
เรื่องปัญหาของพระอานนทเถระ จบ.

120