ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 101 (เล่ม 41)

นางวิสาขา ทูลนิมนต์พระศาสดา แม้เพื่อเสวยในวันรุ่งขึ้น. แม้
ในวันรุ่งขึ้น แม่ผัวได้บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว. จำเดิมแต่กาลนั้น เรือน
หลังนั้น ได้เปิดประตูแล้วเพื่อพระศาสนา.
มิคารเศรษฐีทำเครื่องประดับให้นางวิสาขา
ลำดับนั้น เศรษฐีคิดว่า " สะใภ้ของเรา มีอุปการะมาก, เรา
จักทำบรรณาการให้แก่นาง, เพราะเครื่องประดับของสะใภ้นั้นหนัก,
ไม่อาจเพื่อประดับตลอดกาลเป็นนิตย์ได้, เราจักให้ช่างทำเครื่องประดับ
อย่างเบา ๆ แก่นาง ควรแก่การประดับในทุกอิริยาบถ ทั้งในกลางวัน
และกลางคืน" ดังนี้แล้ว จึงให้ช่างทำเครื่องประดับ ชื่อฆนมัฏฐกะ
อันมีราคาแสนหนึ่ง, เมื่อเครื่องประดับนั้นเสร็จแล้ว, นิมนต์พระภิกษุ
สงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขให้ฉัน โดยความเคารพแล้ว ให้นาง
วิสาขาอาบน้ำด้วยหม้อน้ำหอม ๑๖ หม้อ ให้ยืนถวายบังคมพระศาสดา
ในที่เฉพาะพระพักตร์ของพระศาสดาแล้ว. พระศาสดาทรงทำอนุโมทนา
แล้ว เสด็จไปสู่วิหารตามเดิม.
นางวิสาขามีกำลังเท่าช้าง ๕ เชือก
จำเดิมแต่กาลนั้น แม้นางวิสาขา ทำบุญมีทานเป็นต้นอยู่ ได้
พร ๘ ประการ จากสำนักพระศาสดา ปรากฏประหนึ่งจันทเลขา
(วงจันทร์) ในกลางหาว ถึงความเจริญด้วยบุตรและธิดาแล้ว. ได้
ทราบมาว่า นางมีบุตร ๑๐ คน มีธิดา ๑๐ คน, บรรดาบุตร (ชายหญิง )
เหล่านั้น คนหนึ่ง ๆ ได้มีบุตรคนละ ๑๐ คน มีธิดาคนละ ๑๐ คน, บรรดา

101
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 102 (เล่ม 41)

หลานเหล่านั้น คนหนึ่ง ๆ ได้มีบุตรคนละ ๑๐ คน มีธิดาคนละ ๑๐ คน.
จำนวนคน ได้มีตั้ง ๘,๔๒๐ คน เป็นไปด้วยสามารถแห่งความสืบเนื่อง
แห่งบุตรหลานและเหลน ของนางวิสาขานั้น อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
นางวิสาขาเอง ก็ได้มีอายุ ๑๒๐ ปี. ชื่อว่าผมหงอกบนศีรษะแม้เส้นหนึ่ง
ก็ไม่มี. นางได้เป็นประหนึ่งเด็กหญิงรุ่นอายุราว ๑๖ ปี เป็นนิตย์. ชน
ทั้งหลาย เห็นนางมีบุตรและหลานเป็นบริวารเดินไปวิหาร ย่อมถามกัน
ว่า "ในหญิงเหล่านี้ คนไหน นางวิสาขา ?. ชนผู้เห็นนางเดินไปอยู่
ย่อมคิดว่า 'บัดนี้ขอจงเดินไปหน่อยเถิด. แม่เจ้าของเราเดินไปอยู่เทียว
ย่อมงาม." ชนที่เห็นนางยืน นั่ง นอน ก็ย่อมคิดว่า "บัดนี้ จงนอน
หน่อยเถิด, แม่เจ้าของเรานอนแล้วแล ย่อมงาม." นางได้เป็นผู้อัน
ใคร ๆ พูดไม่ได้ว่า "ในอิริยาบถทั้ง ๔ นางย่อมไม่งามในอิริยาบถ
ชื่อโน้น" ด้วยประการฉะนี้. ก็นางวิสาขานั้น ย่อมทรงกำลังเท่าช้าง
๕ เชือก. พระราชาทรงสดับว่า " ได้ทราบว่า นางวิสาขา ทรงกำลัง
เท่าช้าง ๕ เชือก" ในเวลานางไปวิหารฟังธรรมแล้วกลับมา มีพระ-
ประสงค์จะทดลองกำลัง จึงรับสั่งให้ปล่อยช้างไป. ช้างนั้นชูงวง ได้วิ่ง
รี่เข้าใส่นางวิสาขาแล้ว . หญิงบริวารของนาง ๕๐๐ บางพวกวิ่งหนีไป,
บางพวกไม่ละนาง, เมื่อนางวิสาขาถามว่า " อะไรกันนี่ ? " จึงบอก
ว่า " แม่เจ้า ได้ทราบว่า พระราชาทรงประสงค์จะทดลองกำลังแม่เจ้า
จึงรับสั่งให้ปล่อยช้าง." นางวิสาขา คิดว่า "ประโยชน์อะไร ด้วยการ
เห็นช้างนี้แล้ววิ่งหนีไป, เราจักจับช้างนั้นอย่างไรหนอแล ?" จึงคิดว่า
" ถ้าเราจับช้างนั้นอย่างมั่นคง, ช้างนั้นจะพึงฉิบหาย" ดังนี้แล้ว จึง
เอานิ้ว ๒ นิ้ว จับงวงแล้วผลักไป. ช้างไม่อาจทรงตัวอยู่ได้, ได้ซวน

102
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 103 (เล่ม 41)

ล้มลงที่พระลานหลวงแล้ว. มหาชนได้ให้สาธุการ. นางพร้อมกับบริวาร
ได้กลับเรือนโดยสวัสดีแล้ว.
นางวิสาขาลืมเครื่องประดับไว้ที่วิหาร
ก็โดยสมัยนั้นแล นางวิสาขามิคารมารดา มีบุตรมาก มีหลาน
มาก มีบุตรหาโรคมิได้ มีหลานหาโรคมิได้ สมมติกัน ว่า เป็นมงคล
อย่างยิ่ง ในกรุงสาวัตถี. บรรดาบุตรหลานตั้งพัน มีจำนวนเท่านั้น
แม้คนหนึ่ง ที่ชื่อว่า ถึงความตายในระหว่าง มิได้มีแล้ว. ในงาน
มหรสพที่เป็นมงคล ชาวกรุงสาวัตถี ย่อมอัญเชิญนางวิสาขาให้บริโภค
ก่อน. ต่อมา ในวันมหรสพวันหนึ่ง เมื่อมหาชนแต่งตัวไปวิหารเพื่อ
ฟังธรรม, แม้นางวิสาขา บริโภคในที่ที่เขาเชิญแล้ว ก็แต่งเครื่อง
มหาลดาปสาธน์ ไปวิหารกับด้วยมหาชน ได้เปลื้องเครื่องอาภรณ์ให้แก่
หญิงคนใช้ไว้, ที่พระธรรมสังคาหกาจารย์กล่าวหมายเอาคำนี้ว่า๑ "ก็โดย
สมัยนั้นแล ในกรุงสาวัตถี มีการมหรสพ, มนุษย์ทั้งหลายแต่งตัวแล้ว
ไปวัด. แม้นางวิสาขามิคารมารดา ก็แต่งตัวไปวิหาร. ครั้งนั้นแล นาง
วิสาขามิคารมารดา เปลื้องเครื่องประดับ ผูกให้เป็นห่อที่ผ้าห่มแล้วได้
(ส่ง ) ให้หญิงคนใช้ว่า "นี่แน่ะ แม่ เจ้าจงรับห่อนี้ไว้."
ได้ยินว่า นางวิสาขานั้น เมื่อกำลังเดินไปวิหาร คิดว่า "การ
ที่เราสวมเครื่องประดับมีค่ามากเห็นปานนี้ไว้บนศีรษะ แล้วประดับเครื่อง
อลังการจนถึงหลังเท้า เข้าไปสู่วิหาร ไม่ควร" จึงเปลื้องเครื่องประดับ
นั้นออกห่อไว้ แล้วได้ส่งให้ในมือหญิงคนใช้ ผู้ทรงกำลังเท่าช้าง ๕ เชือก
๑. วิ. มหาวิภังค์ ๒/๔๘๙.

103
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 104 (เล่ม 41)

ผู้เกิดด้วยบุญของตนเหมือนกัน. หญิงคนใช้นั้นคนเดียว ย่อมอาจเพื่อรับ
เครื่องประดับมหาลดาปสาธน์นั้นได้, เพราะเหตุนั้น นางวิสาขา จึงกล่าว
กะหญิงคนใช้นั้นว่า "แม่ จงรับเครื่องประดับนี้ไว้, ฉันจักสวมมันใน
เวลากลับจากสำนักของพระศาสดา. ก็นางวิสาขา ครั้นให้เครื่องประดับ
มหาลดาปสาธน์นั้นแล้ว จึงสวมเครื่องประดับชื่อฆนมัฎฐกะ ได้เข้าไป
เฝ้าพระศาสดา สดับธรรมแล้ว. ในที่สุดการสดับธรรม นางถวายบังคม
พระผู้มีพระภาคจ้าลุกจากอาสนะหลีกไปแล้ว. ฝ่ายหญิงคนใช้นั้นของนาง
ลืมเครื่องประดับนั้นแล้ว. ก็เมื่อบริษัทฟังธรรมหลีกไปแล้ว, ถ้าใครลืม
ของอะไรไว้. พระอานนทเถระย่อมเก็บงำของนั้น. เพราะเหตุดังนี้
ในวันนั้น ท่านเห็นเครื่องมหาลดาปสาธน์แล้ว จึงทูลแด่พระศาสดาว่า
" นางวิสาขา ลืมเครื่องประดับไว้ ไปแล้ว พระเจ้าข้า." พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ตรัสว่า " จงเก็บไว้ในที่สุดข้างหนึ่งเถิด อานนท์." พระเถระ
ยกเครื่องประดับนั้น เก็บคล้องไว้ที่ข้างบันได.
นางวิสาขาตรวจบริเวณวัด
ฝ่ายนางวิสาขา เที่ยวเดินไปภายในวิหาร กับนางสุปปิยา ด้วย
ตั้งใจว่า "จักรู้สิ่งที่ควรทำแก่ภิกษุอาคันทุกะภิกษุผู้เตรียมตัวจะไปและภิกษุ
ไข้เป็นต้น." ก็โดยปกติแล ภิกษุหนุ่มและสามเณร ผู้ต้องการด้วยเนยใส
น้ำผึ้งและน้ำมันเป็นต้น เห็นอุบาสิกาเหล่านั้น ในภายในวิหารแล้ว
ย่อมถือภาชนะมีถาดเป็นต้น เดินเข้าไปหา. ถึงในวันนั้น ก็ทำแล้วอย่าง
นั้นเหมือนกัน. ครั้งนั้น นางสุปปิยา เห็นภิกษุไข้รูปหนึ่ง จึงถามว่า
"พระผู้เป็นเจ้าต้องการอะไร ?" เมื่อภิกษุไข้รูปนั้น ตอบว่า "ต้อง

104
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 105 (เล่ม 41)

การรสแห่งเนื้อ๑" จึงตอบว่า ได้พระพระผู้เป็นเจ้า, ดิฉันจักส่งไป"
ในวันที่ ๒ เมื่อไม่ได้เนื้อที่เป็นกัปปิยะ จึงทำกิจที่ควรทำด้วยเนื้อขาอ่อน
ของตน ด้วยความเลื่อมใสในพระศาสดา ก็กลับเป็นผู้มีสรีระตั้งอยู่ตาม
ปกตินั่นแล. ฝ่ายหางวิสาขาตรวจดูภิกษุหนุ่มและสามเณรผู้เป็นไข้แล้ว
ก็ออกโดยประตูอื่น ยืนอยู่ที่อุปจารวิหารแล้ว พูดว่า "แม่ จงเอาเครื่อง
ประดับมา, ฉันจักแต่ง." ในขณะนั้นหญิงคนใช้นั้น รู้ว่าตนลืมแล้ว
ออกมา จึงตอบว่า " ดิฉันลืม แม่เจ้า." นางวิสาขา กล่าวว่า "ถ้า
กระนั้น จงไปเอามา, แต่ถ้าพระผู้เป็นเจ้าอานนทเถระของเรา ยกเก็บ
เอาไว้ในที่อื่น, เจ้าอย่าเอามา, ฉันบริจาคเครื่องประดับนั้น ถวายพระผู้
เป็นเจ้านั้นแล." นัยว่า นางวิสาขานั้นย่อมรู้ว่า "พระเถระย่อมเก็บสิ่ง
ของที่พวกมนุษย์ลืมไว้," เพราะฉะนั้น จึงพูดอย่างนั้น.
นางวิสาขาซื้อที่สร้างวิหารถวายสงฆ์
ฝ่ายพระเถระ พอเห็นนางคนใช้นั้น ก็ถามว่า "เจ้ามาเพื่อ
ประสงค์อะไร ?" เมื่อหญิงคนใช้นั่นตอบว่า " ดิฉันลืมเครื่องประดับ
ของแม่เจ้าของดิฉัน จึงได้ม้า." จึงกล่าวว่า "ฉันเก็บมันไว้ที่ข้างบันได
นั้น, เจ้าจงเอาไป." หญิงคนใช้นั้นตอบว่า "พระผู้เป็นเจ้า ห่อภัณฑะ
ที่ท่านเอามือถูกแล้ว แม่เจ้าของดิฉัน สั่งมิให้นำเอาไป" ดังนี้แล้ว ก็มี
มือเปล่ากลับไป ถูกนางวิสาขาถามว่า อะไร แม่ ? " จึงบอกเนื้อความ
นั้น. นางวิสาขา กล่าวว่า " แม่ ฉันจักไม่ประดับเครื่องที่พระผู้เป็น
เจ้าของฉันถูกต้องแล้ว ฉันบริจาคแล้ว. แต่พระผู้เป็นเจ้ารักษาไว้ เป็น
๑. อรรถกถาแก้ว่า ปฏิจฺฉาทนีเยนาติ มํสรเสน (น้ำเนื้อต้ม).

105
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 106 (เล่ม 41)

การลำบาก. ฉันจำหน่ายเครื่องประดับนั้นแล้วจักน้อมนำสิ่งที่เป็นกัปปิยะ
ไป. เจ้าจงไปเอาเครื่องประดับนั้นมา." หญิงคนใช้นั้นไปนำเอามาแล้ว.
นางวิสาขา ไม่แต่งเครื่องประดับนั้น สั่งให้เรียกพวกช่างทองมาแล้วให้
ตีราคา, เมื่อพวกช่างทองเหล่านั้นตอบว่า มีราคาถึง ๖ โกฏิ, แต่
สำหรับค่าบำเหน็จต้องถึงแสน," จึงวางเครื่องประดับไว้บนยานแล้วกล่าว
ว่า " ถ้ากระนั้น พวกท่านจงขายเครื่องประดับนั้น." ไม่มีใครจักอาจ
ให้ทรัพย์จำนวนเท่านั้นรับไว้ได้. เพราะหญิงผู้สมควรประดับเครื่องประ-
ดับนั้น หาได้ยาก. แท้จริง หญิง ๓ คนเท่านั้น ในปฐพีมณฑล ได้
เครื่องประดับมหาลดาปสาธน์ คือ นางวิสาขามหาอุบาสิกา ๑, นางมัลลิกา
ภรรยาของพันธุลมัลลเสนาบดี ๑, ลูกสาวของเศรษฐีกรุงพาราณสี ๑,
เพราะฉะนั้น นางวิสาขา จึงให้ค่าเครื่องประดับนั้นเสียเองทีเดียว แล้ว
ให้ขนทรัพย์ ๙ โกฏิ ๑ แสน ขึ้นใส่เกวียน นำไปสู่วิหาร ถวายบังคม
พระศาสดาแล้ว กราบทูลว่า "พระเจ้าข้า พระอานนทเถระผู้เป็นเจ้า
ของหม่อมฉัน เอามือถูกต้องเครื่องประดับของหม่อมฉันแล้ว, จำเดิม
แต่กาลที่ท่านถูกต้องแล้ว หม่อมฉันไม่อาจประดับได้, แต่หม่อมฉันให้
ขายเครื่องประดับนั้น ด้วยคิดว่า "จักจำหน่าย น้อมนำเอาสิ่งอันเป็น
กัปปิยะมา' ไม่เห็นผู้อื่นจะสามารถรับไว้ได้ จึงให้รับค่าเครื่องประดับ
นั้นเสียเองมาแล้ว. หม่อมฉันจะน้อมเข้าในปัจจัยไหน ในปัจจัย ๔ พระ-
เจ้าข้า ?" พระศาสดา ตรัสว่า "เธอควรจะทำที่อยู่เพื่อสงฆ์ ใกล้
ประตูด้านปราจีนทิศเถิด วิสาขา." นางวิสาขา ทูลรับว่า "สมควร
พระเจ้าข้า" มีใจเบิกบาน จึงเอาทรัพย์ ๙ โกฏิ ซื้อเฉพาะที่ดิน. นาง
เริ่มสร้างวิหารด้วยทรัพย์ ๙ โกฏินอกนี้.

106
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 107 (เล่ม 41)

การสร้างวิหารของวิสาขา ๙ เดือนแล้วเสร็จ
ต่อมาวันหนึ่ง พระศาสาดา ทรงตรวจดูสัตวโลกในเวลาใกล้รุ่ง ได้
ทอดพระเนตรเห็นอุปนิสัยสมบัติของเศรษฐีบุตรนามว่าภัททิยะ ผู้จุติจาก
เทวโลกแล้วเกิดในตระกูลเศรษฐีในภัททิยนคร ทรงทำภัตกิจในเรือนของ
อนาถบิณฑิกเศรษฐีแล้ว ก็เสด็จบ่ายพระพักตร์ไปยังประตูด้านทิศอุดร.
แม้ตามปกติ พระศาสดา ทรงรับภิกษาในเรือนของนางวิสาขาแล้ว ก็
เสด็จออกทางประตูด้านทักษิณ ประทับอยู่ในพระเชตวัน, ทรงรับภิกษา
ในเรือนของอนาถบิณฑิกเศรษฐีแล้ว ก็เสด็จออกทางประตูด้านปราจีน
ประทับอยู่ในบุพพาราม. ชนทั้งหลายเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จดำเนิน
มุ่งตรงประตูด้านทิศอุดรแล้ว ย่อมรู้ได้ว่า "จักเสด็จหลีกไปสู่ที่จาริก."
ในวันนั้น แม้นางวิสาขา พอทราบว่า " พระศาสดา เสด็จดำเนิน
บ่ายพระพักตร์ไปทางประตูด้านทิศอุดร" จึงรีบไป ถวายบังคมแล้ว
กราบทูลว่า " ทรงประสงค์จะเสด็จดำเนินไปสู่ที่จาริกหรือ พระเจ้าข้า ?"
พระศาสดา. อย่างนั้น วิสาขา.
วิสาขา. พระเจ้าข้า หม่อมฉันบริจาคทรัพย์จำนวนเท่านี้ ให้สร้าง
วิหารถวายแด่พระองค์, โปรดเสด็จกลับเถิด พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. นี้ เป็นการไปยังไม่กลับ วิสาขา.
นางวิสาขานั้น คิดว่า "พระผู้มีพระภาคเจ้า จะทรงเห็นใคร ๆ
ผู้สมบูรณ์ด้วยเหตุ เป็นแน่." จึงกราบทูลว่า " ถ้ากระนั้น ขอพระองค์
โปรดรับสั่งให้ภิกษุรูปหนึ่ง ผู้เข้าใจการงานที่หม่อมฉันทำแล้วหรือยังไม่
ได้ทำ กลับ แล้วเสด็จเถิด พระเจ้าข้า."

107
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 108 (เล่ม 41)

พระศาสดา. เธอพอใจภิกษุรูปใด, จงรับบาตรของภิกษุรูปนั้น
เถิด วิสาขา.
แม้นางจะพึงใจพระอานนท์เถระก็จริง, แต่คิดว่า "พระมหา-
โมคคัลลานเถระเป็นผู้มีฤทธิ์, การงานของเราจักพลันสำเร็จ ก็เพราะ
อาศัยพระเถระนั่น" ดังนี้แล้ว จึงรับบาตรของพระเถระไว้. พระเถระ
แลดูพระศาสดา. พระศาสดาตรัสว่า "โมคคัลลานะ เธอจงพาภิกษุ
บริวารของเธอ ๕๐๐ รูป กลับเถิด." ท่านได้ทำตามพระดำรัสนั้นแล้ว.
ด้วยอานุภาพของท่าน พวกมนุษย์ผู้ไปเพื่อต้องการไม้และเพื่อต้องการหิน
ระยะทางแม้ตั้ง ๕๐-๖๐ โยชน์ ก็ขนเอาไม้และหินมากมายมาทันในวัน
นั้นนั่นเอง, แม้ยกไม้และหินใส่เกวียนก็ไม่ลำบากเลย, เพลาเกวียนก็
ไม่หัก. ต่อกาลไม่นานนัก พวกเขาก็สร้างปราสาท ๒ ชั้นเสร็จ. ปราสาท
นั้นได้เป็นปราสาทประดับด้วยห้องพันห้อง คือชั้นล่าง ๕๐๐ ห้อง. ชั้น
บน ๕๐๐ ห้อง. พระศาสดา เสด็จดำเนินจาริกไปโดย ๙ เดือนแล้ว
ได้เสด็จ ( กลับ) ไปสู่กรุงสาวัตถีอีก. แม้การงานในปราสาทของนาง
วิสาขา ก็สำเร็จโดย ๙ เดือนเหมือนกัน. นางให้สร้างยอดปราสาทอันจุ
น้ำได้ ๖๐ หม้อ ด้วยทองคำสีสุกที่บุเป็นแท่งนั่นแล. นางได้ยินว่า
" พระศาสดา เสด็จไปยังเชตวันมหาวิหาร" จึงทำการต้อนรับนำพระ-
ศาสดาไปวิหารของตนแล้ว รับปฏิญญาว่า "พระเจ้าข้า ขอพระองค์
โปรดพาภิกษุสงฆ์ประทับอยู่ในวิหารนี้แหละตลอด ๔ เดือนนี้, หม่อมฉัน
จักทำการฉลองปราสาท." พระศาสดาทรงรับแล้ว.
นางวิสาขาทำบุญฉลองวิหาร
จำเดิมแต่กาลนั้น นางวิสาขานั้น ย่อมถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์มี

108
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 109 (เล่ม 41)

พระพุทธเจ้าเป็นประธานในวิหารนั่นแล. ครั้งนั้น หญิงสหายคนหนึ่ง
ของนาง ถือผ้าผืนหนึ่งราคา ๑,๐๐๐ มาแล้ว กล่าวว่า " สหาย ฉัน
อยากจะลาดผ้าผืนนี้ โดยสังเขปว่าเครื่องลาดพื้นในปราสาทของท่าน, ขอ
ท่านช่วยบอกที่ลาดแก่ฉัน." นางวิสาขากล่าวว่า "สหาย ถ้าฉันจะบอกแก่
ท่านว่า 'โอกาสไม่มี,' ท่านก็จักสำคัญว่า 'ไม่ปรารถนาจะให้โอกาส
แก่เรา, ท่านจงตรวจดูพื้นแห่งปราสาท ๒ ชั้น และห้องพันห้องแล้ว
รู้ที่ลาดเอาเองเถิด" หญิงสหายนั้น ถือผ้าราคา ๑,๐๐๐ เที่ยว (เดิน
ตรวจ) ในที่นั้น ๆ ไม่เห็นผ้าที่มีราคาน้อยกว่าผ้าของตนนั้นแล้ว ก็ถึง
ความเสียใจว่า "เราไม่ได้ส่วนบุญในปราสาทนี้" ได้ยืนร้องไห้อยู่แล้ว
ในที่แห่งหนึ่ง. ครั้งนั้น พระอานนทเถระ เห็นหญิงนั้น จึงถามว่า
" ร้องไห้เพราะเหตุไร ?" นางบอกเนื้อความนั้นแล้ว. พระเถระกล่าวว่า
" อย่าคิดเลย, เราจักบอกที่ลาดให้แก่ท่าน," กล่าวแล้วว่า 'ท่านจงลาด
ไว้ที่บันได ทำเป็นผ้าเช็ดเท้า, ภิกษุทั้งหลาย ล้างเท้าแล้ว เช็ดเท้าที่
ผ้านั้นก่อน จึงจักเข้าไปภายใน, เมื่อเป็นเช่นนั้น ผลเป็นอันมากก็จักมี
แก่ท่าน." ได้ยินว่า ที่นั่นเป็นสถานอันนางวิสาขามิได้กำหนดไว้. นาง
วิสาขาได้ถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ในภายใน
วิหาร ตลอด ๔ เดือน. ในวันสุดท้าย ได้ถวายผ้าสาฎกเพื่อทำจีวรแก่
ภิกษุสงฆ์. ผ้าสาฎกเพื่อทำจีวร ที่ภิกษุใหม่ในสงฆ์ได้แล้ว ได้มีราคา
พันหนึ่ง. นางได้ถวายเภสัชเต็มบาตรแก่ภิกษุทุกรูป. ในเพราะการ
บริจาคทาน ทรัพย์ได้ (หมดไป ) ถึง ๙ โกฏิ. นางวิสาขาบริจาค
ทรัพย์ในพระพุทธศาสนา ทั้งหมด ๒๗ โกฏิ คือ ในการซื้อพื้นที่แห่ง
วิหาร ๙ โกฏิ, ในการสร้างวิหาร ๙ โกฏิ, ในการฉลองวิหาร ๙ โกฏิ

109
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 110 (เล่ม 41)

ด้วยประการฉะนี้.
ชื่อว่าการบริจาคเห็นปานนี้ ย่อมไม่มีแก่หญิงอื่น ผู้ดำรงอยู่ใน
ภาวะแห่งสตรีอยู่ในเรือนของตนผู้มิจฉาทิฏฐิ.
นางวิสาขาเปล่งอุทานในวันฉลองวิหารเสร็จ
ในวันแห่งการฉลองวิหารเสร็จ เวลาบ่าย นางวิสาขานั้นอันบุตร
หลานแวดล้อมแล้ว คิดว่า " ความปรารถนาใด ๆ อันเราตั้งไว้แล้วใน
กาลก่อน, ความปรารถนานั้น ๆ ทั้งหมดเทียว ถึงที่สุดแล้ว." เดินเวียน
รอบปราสาท เปล่งอุทานนี้ด้วยเสียงอันไพเราะด้วย ๕ คาถาว่า :-
"ความคำริของเราว่า ' เมื่อไร เราจักถวาย
ปราสาทใหม่ ฉาบด้วยปูนขาวและดิน เป็นวิหารทาน'
ดังนี้ บริบูรณ์แล้ว. ความดำริของเราว่า 'เมื่อไร
เราจักวายเตียงตั่งฟูกและหมอนเป็นเสนาสนภัณฑ์'
ดังนี้ บริบูรณ์แล้ว. ความดำริของเราว่า ' เมื่อไร
เราจักถวายสลากภัต ผสมด้วยเนื้ออันสะอาด เป็น
โภชนทาน' ดังนี้ บริบูรณ์แล้ว. ความดำริของ
เราว่า 'เมื่อไร เราจักถวายผ้ากาสิกพัสตร์ ผ้าเปลือก
ไม้ และผ้าฝ้าย เป็นจีวรทาน' ดังนี้ บริบูรณ์แล้ว.
ความดำริของเราว่า ' เมื่อไร เราจักถวายเนยใส
เนยข้น น้ำผึ้ง น้ำมัน และน้ำอ้อย เป็นเภสัชทาน'
ดังนี้ บริบูรณ์แล้ว"
ภิกษุทั้งหลาย ได้ยินเสียงของนางแล้ว กราบทูลแด่พระศาสดาว่า

110