ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 91 (เล่ม 41)

เครื่องประดับชื่อมหาลดาปสาธน์จักไม่ปรากฏ." นางยืนบนรถแสดงตน
แก่ชาวนครทั้งสิ้น เข้าไปสู่นครแล้ว. ชาวกรุงสาวัตถี เห็นสมบัติของ
นางวิสาขาแล้ว จึงพูดกันว่า "นัยว่า หญิงนั่น ชื่อวิสาขา, สมบัติเห็น
ปานนี้ นี้สมควรแก่นางแท้."
นางวิสาขานั้น เข้าไปสู่เรือนของเศรษฐี ด้วยสมบัติมาก ด้วย
ประการฉะนี้. ก็ในวันที่นางมาถึง ชาวนครทั้งสิ้น ได้ส่งบรรณาการไป
ตามกำลัง ด้วยคิดว่า "ธนญชัยเศรษฐี ได้ทำสักการะมากมายแก่พวก
เราผู้ถึงนครของตน." นางวิสาขาได้ให้ให้บรรณาการที่เขาส่งมาแล้ว ๆ
(ทำ) ให้เป็นประโยชน์ทุกอย่าง ในตระกูลอื่น ๆ ในนครนั้นนั่นแหละ.
นางวิสาขาเจรจาไพเราะ
นางกล่าวถ้อยคำเป็นที่รัก เหมาะแก่วัยของคนเหล่านั้น ๆ ว่า
" ท่านจงให้สิ่งนี้แก่คุณแม่ของฉัน, จงให้สิ่งนี้แก่คุณพ่อของฉัน, จง
ให้สิ่งนี้แก่พี่ชายน้องชายของฉัน. จงให้สิ่งนี้แก่พี่สาวน้องสาวของฉัน"
ดังนี้แล้ว ส่งบรรณาการไป. ได้ทำชาวนครทั้งหมดให้เป็นเหมือนพวก
ญาติ ด้วยประการฉะนี้.
ต่อมาในระหว่างตอนกลางคืน นางลาตัวเป็นแม่ม้าอาชาไนยของ
นางได้ตกลูก. นางให้พวกทาสีถือประทีปด้ามไปในที่นั้นแล้ว ยังนางลา
ให้อาบด้วยน้ำอุ่น ให้ทาด้วยน้ำมัน แล้วได้ไปสู่ที่อยู่ของตนตามเดิม.
มิคารเศรษฐี เมื่อทำอาวาหมงคลของบุตร หาได้คำนึงถึงพระ-
ตถาคต แม้ประทับอยู่ในวิหารใกล้ไม่ อันความรักที่ตั้งอยู่เฉพาะใน
พวกสมณะเปลือยสิ้นกาลนาน เตือนอยู่ คิดว่า " เราจักทำสักการะ

91
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 92 (เล่ม 41)

แม้แก่พระผู้เป็นเจ้าของเรา" ดังนี้แล้ว วันหนึ่งให้คนหุงข้าวปายาส
ขึ้นบรรจุในภาชนะใหม่ หลายร้อยสำหรับ ให้นิมนต์พวกอเจลกะ๑ ๕๐๐
คน เชิญเข้าไปในเรือนแล้ว จึงส่งข่าวแก่นางวิสาขาว่า "สะใภ้ของฉัน
จงมา, ไหว้พระอรหันต์ทั้งหลาย."
นางวิสาขาตำหนิพ่อผัว
นางเป็นอริยสาวิกาผู้โสดาบัน [พอ] ได้ยินคำว่า "อรหันต์"
ก็เป็นผู้ร่าเริงยินดี มาสู่ที่บริโภคแห่งอเจลกะเหล่านั้น แลดูอเจลกะ
เหล่านั้นแล้ว คิดว่า "ผู้เว้นจากหิริโอตตัปปะเห็นปานนี้ ย่อมชื่อว่า
พระอรหันต์ไม่ได้, เหตุไร พ่อผัวจึงให้เรียกเรามา ?" ติเตียนเศรษฐี
แล้ว ก็ไปที่อยู่ของตนตามเดิม.
พวกอเจลกะเห็นอาการของหางวิสาขานั้นแล้ว จึงติเตียนเศรษฐี
โดยเป็นเสียงเดียวกัน ทั้งหมดว่า "คฤหบดี ท่านไม่ได้หญิงอื่นแล้วหรือ
จึงให้สาวิกของสมณโคดมซึ่งเป็นนางกาลกิณีตัวสำคัญเข้ามาในที่นี้ ?
จงให้ขับไล่นางออกจากเรือนนี้โดยเร็ว." เศรษฐีนั้นคิดว่า " เราไม่
อาจให้ขับไล่ออกไป ด้วยเหตุเพียงถ้อยคำของท่านเหล่านี้เท่านั้น, นาง
เป็นธิดาของสกุลใหญ่" ดังนี้แล้ว จึงกล่าวว่า "พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย
ธรรมดาเด็ก รู้บ้างไม่รู้บ้าง พึงทำ, ท่านทั้งหลายนิ่งเสียเถิด " ส่ง
อเจลกะเหล่านั้นไปแล้ว นั่งบนอาสนะมีค่ามาก บริโภคข้ามธุปายาส
มีน้ำน้อยในถาดทองคำ.
ในสมัยนั้น พระเถระผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่ง
๑. อเจลกะ คนผู้ถือลัทธิเปลือยกาย.

92
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 93 (เล่ม 41)

กำลังเที่ยวบิณฑบาต ได้เข้าไปสู่เรือนหลังนั้นแล้ว. นางวิสาขายืนพัด
พ่อผัวอยู่ เห็นพระเถระรูปนั้นว่า คิดว่า "การบอกพ่อผัวไม่ควร,"
จึงได้เลี่ยงออกไปยืนโดยอาการที่พ่อผัวนั้นจะเห็นพระเถระได้. แต่เศรษฐี
นั้นเป็นพาล แม้เห็นพระเถระ ก็แกล้งทำเป็นเหมือนไม่เห็น ก้มหน้า
บริโภคอยู่นั่นเอง.
นางวิสาขาติพ่อผัวว่าบริโภคของเก่า
นางวิสาขารู้ว่า " พ่อผัวของเราแม้เห็นพระเถระ ก็ไม่เอาใจใส่"
จึงกล่าวว่า "นิมนต์ไปข้างหน้าเถิด เจ้าข้า, พ่อผัวของดิฉันกำลังบริโภค
ของเก่า." เศรษฐีนั้น แม้อดกลั้นได้ในเวลาที่พวกนิครนถ์บอก (แต่)
ในขณะที่นางวิสาขากล่าวว่า "บริโภคของเก่า" นั่นเอง ก็วางมือ
กล่าวว่า ท่านทั้งหลายจำข้าวปายาสนี้ไปเสียจากที่นี่, จงขับไล่นางนั่น
ออกจากเรือนนี้, นางคนนี้ทำให้เราเป็นผู้ชื่อว่าเคี้ยวกินของไม่สะอาด
ในกาลมงคลเช่นนี้."
ก็แลทาสและกรรมกรทั้งหมดในเรือนนั้น ล้วนเป็นคนของนาง
วิสาขา จึงไม่อาจจะเข้าใกล้ ใครจักจับนางที่มือหรือที่เท้า. แม้ผู้สามารถ
กล่าวด้วยปากก็ไม่มี.
นางวิสาขาฟังคำของพ่อผัวแล้ว กล่าวว่า "คุณพ่อ ดิฉันจะไม่
ออกไปด้วยเหตุเพียงเท่านี้ คุณพ่อมิได้นำดิฉันมา เหมือนนำนางกุมภทาสี
มาแต่ท่าน้ำ ธรรมดาธิดาของมารดาบิดาผู้ยังมีชีวิตอยู่ จะไม่ออกไปด้วย
เหตุเพียงเท่านี้; เพราะเหตุนั้นแล ในเวลาจะมาที่นี้ คุณพ่อของดิฉัน

93
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 94 (เล่ม 41)

จึงได้เรียกกุฎุมพี ๘ คนมา พูดว่า ' ถ้าโทษเกิดขึ้นแก่ธิดาของเรา'
ดังนี้แล้ว ก็มอบดิฉันไว้ในมือของกุฎุมพีเหล่านั้น คุณพ่อจงให้เรียกท่าน
เหล่านั้นมาแล้วให้ชำระโทษของดิฉัน."
เศรษฐีคิดว่า "นางวิสาขานี้ พูดดี" จึงให้เรียกกุฎุมพีทั้ง ๘
มาแล้วบอกว่า "นางทาริกานี้ ว่าฉันผู้นั่งรับประทานข้าวปายาสมีน้ำข้น
ในถาดทอง ในเวลามงคลว่า 'ผู้กินของไม่สะอาด,' พวกท่านยกโทษ
นางวิสาขานี้ขึ้นแล้ว จงคร่านางนี้ออกจากเรือนนี้."
กุฎุมพี. ทราบว่า อย่างนั้นหรือ ? แม่.
วิสาขา. ฉันไม่ได้พูดอย่างนั้น. แต่เมื่อพระเถระผู้ถือการเที่ยว
บิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่ง ยืนอยู่ที่ประตูเรือน, พ่อผัวของฉัน กำลัง
รับประทานข้าวมธุปายาสมีน้ำน้อย ไม่ใส่ใจถึงพระเถระนั้น, ฉันคิดว่า
พ่อผัวของเรา ไม่ทำบุญในอัตภาพนี้, บริโภคแต่บุญเก่าเท่านั้น, จึง
ได้พูดว่า นิมนต์ไปข้างหน้าเถิด เจ้าข้า, พ่อผัวของดิฉัน กำลังบริโภค
ของเก่า.' โทษอะไรของดิฉันจะมีในเพราะเหตุนี้เล่า ?
กุฎุมพี. ท่าน โทษในเพราะเหตุนี้ มิได้มี ธิดาของข้าพเจ้า
กล่าวชอบ. เหตุไร ท่านจึงโกรธ ?
เศรษฐี. ท่านทั้งหลาย โทษอันนี้ เป็นอันพ้นไปก่อน, แต่
วันหนึ่ง ในมัชฌิมยาม นางวิสาขานี้อันคนใช้ชายหญิงแวดล้อมแล้ว
ได้ไปหลังเรือน.
กุฎุมพี. ทราบว่า อย่างนั้นหรือ ? แม่.
วิสาขา. พ่อทั้งหลาย ดิฉันไม่ได้ไปเพราะเหตุอื่น, ก็เมื่อนางลา
แม่ม้าอาชาไนยตกลูกแล้วใกล้เรือนนี้ ดิฉันคิดว่า ' การที่นั่งเฉยไม่เอา

94
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 95 (เล่ม 41)

เป็นธุระเสียเลย ไม่สมควร' จึงให้คนถือประทีปด้ามไปกับพวกหญิง
คนใช้ ให้ทำการบริหารแก่แม่ลาที่ตกลูกแล้ว, ในเพราะเหตุนี้ ดิฉัน
จะมีโทษอะไร ?
กุฎุมพี. ท่าน ธิดาของพวกข้าพเจ้า ทำกรรมแม้พวกหญิงคนใช้
ไม่พึงทำในเรือนของท่าน, ท่านยังเห็นโทษอะไร ในเพราะเหตุนี้ ?
เศรษฐี. ท่านทั้งหลาย แม้ในเรื่องนี้ จะไม่มีโทษ ก็ช่างเถอะ,
แต่ว่า บิดาของนางวิสาขานี้ เมื่อกล่าวสอนนางวิสาขานี้ ในเวลาจะมา
ที่นี้ ได้ให้โอวาท ๑๐ ข้อซึ่งลี้ลับปิดบัง, เราไม่ทราบเนื้อความแห่ง
โอวาทนั้น, นางจงบอกเนื้อความแห่งโอวาทนั้นแก่เรา; ก็บิดาของนางนี้
ได้บอกว่า 'ไฟในไม่พึงนำออกไปภายนอก' พวกเราอาจหรือหนอ ?
เพื่อจะไม่ให้ไฟแก่เรือนคุ้นเคยทั้งสองฝ่ายแล้วอยู่ได้."
นางวิสาขาชนะความพ่อผัว
กุฎุมพี. ทราบว่าอย่างนั้นหรือ ? แม่.
วิสาขา. พ่อทั้งหลาย คุณพ่อของดิฉันมิได้พูดหมายความดังนั้น,
แต่ได้พูดหมายความดังนี้ว่า ' แม่ เจ้าเห็นโทษของแม่ผัวพ่อผัวและสามี
ของเจ้าแล้ว อย่าเฝ้ากล่าว ณ ภายนอกคือในเรือนนั้น ๆ, เพราะว่า
ขึ้นชื่อว่าไฟ เช่นกับไฟชนิดนี้ ย่อมไม่มี.
เศรษฐี. ท่านทั้งหลาย ข้อนั้นยกไว้ก่อน, ก็บิดาของนางวิสาขานี้
กล่าวว่า 'ไฟแต่ภายนอก ไม่พึงให้เข้าไปภายใน, พวกเราอาจเพื่อจะ
ไม่ไปนำไฟมาจากภายนอกหรือ ? ในเมื่อไฟใน (เรือน) ดับ.
กุฎุมพี. ทราบว่าอย่างนั้นหรือ ? แม่.

95
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 96 (เล่ม 41)

วิสาขา. พ่อทั้งหลาย คุณพ่อของดิฉัน ไม่ได้พูดหมายความดังนั้น,
แต่ได้พูดหมายความดังนี้ว่า 'ถ้าหญิงหรือชายทั้งหลาย ในบ้านใกล้
เรือนเคียงของเจ้า พูดถึงโทษของแม่ผัวพ่อผัวและสามี, เจ้าอย่านำเอาคำ
ที่ชนพวกนั้นพูดแล้ว มาพูดอีกว่า 'คนชื่อโน้น พูดยกโทษอย่างนั้นของ
ท่านทั้งหลาย' เพราะขึ้นชื่อว่าไฟ เช่นกับไฟนั่น ย่อมไม่มี.
นางวิสาขาได้พ้นโทษ เพราะเหตุนี้อย่างนี้. ก็นางพ้นโทษใน
เพราะเหตุนี้ฉันใด, แม้ในคำที่เหลือ นางก็ได้พ้นโทษฉันนั้น (เหมือน
กัน).
อรรถาธิบายข้อโอวาทอื่น
ก็ในโอวาทเหล่านั้น พึงทราบอธิบายดังนี้ :-
ก็คำที่บิดาของนางสอนว่า "แม่ เจ้าควรให้แก่ชนทั้งหลายที่ให้
เท่านั้น" เศรษฐีกล่าวหมายเอา [เนื้อความนี้] ว่า "ควรให้ แก่คน
ที่ถือเครื่องอุปกรณ์ที่ยืมไปแล้ว ส่งคืนเท่านั้น." แม้คำว่า "ไม่ควรให้
แก่คนที่ไม่ให้ " นี้ เศรษฐีกล่าวหมายความว่า " ไม่ควรให้แก่ผู้ที่ถือเอา
เครื่องอุปกรณ์ที่ยืมไปแล้ว ไม่ส่งคืน." ก็แลคำว่า " ควรให้แก่คนทั้งที่
ให้ทั้งที่ไม่ให้" นี้ เศรษฐีกล่าวหมายความว่า " เมื่อญาติและมิตรยากจน
มาถึงแล้ว, ชนเหล่านั้น อาจจะใช้คืน หรือไม่อาจก็ตาม. ให้แก่ญาติ
และมิตรเหล่านั้นนั่นแหละ ควร." แม้คำว่า " พึงนั่งเป็นสุข" นี้ เศรษฐี
กล่าวหมายความว่า "การนั่งในที่ ๆ เห็นแม่ผัวพ่อผัวและสามีแล้วต้อง
ลุกขึ้น ไม่ควร." ส่วนคำว่า "พึงบริโภคเป็นสุข" นี้ เศรษฐีกล่าว
หมายความว่า "การไม่บริโภคก่อนแม่ผัวพ่อผัวและสามี เลี้ยงดูท่าน

96
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 97 (เล่ม 41)

เหล่านั้น รู้สิ่งที่ท่านเหล่านั้น ทุก ๆ คนได้แล้วหรือยังไม่ได้ แล้วตนเอง
บริโภคทีหลัง จึงควร." แม้คำว่า "พึงนอนเป็นสุข" นี้ เศรษฐีกล่าว
หมายความว่า " ไม่พึงขึ้นที่นอน นอนก่อนแม่ผัวพ่อผัวและสามี,
ควรทำวัตรปฏิบัติที่ตนควรทำแก่ท่านเหล่านั้นแล้ว ตนเองนอนทีหลัง
จึงควร." และคำว่า "พึงบำเรอไฟ" นี้ เศรษฐีกล่าวหมายความว่า
" การเห็นทั้งแม่ผัวพ่อผัวทั้งสามี ให้เป็นเหมือนกองไฟและเหมือนพระ-
ยานาค จึงควร." แม้คำว่า " พึงนอบน้อมเทวดาภายใน " นี้ เศรษฐี
กล่าวหมายความว่า "การเห็นแม่ผัวพ่อผัวและสามี ให้เป็นเหมือนเทวดา
จึงสมควร."
เศรษฐีได้ฟังเนื้อความแห่งโอวาท ๑๐ ข้อนี้ อย่างนั้นแล้ว ไม่
เห็นคำโต้เถียง ได้นั่งก้มหน้าแล้ว.
ครั้งนั้น กุฎุมพีทั้งหลาย ถามเศรษฐีนั้นว่า "ท่านเศรษฐี โทษ
แม้อย่างอื่นแห่งธิดาของพวกข้าพเจ้า ยังมีอยู่หรือ ?"
เศรษฐี. ไม่มีดอก ท่าน.
กุฎุมพี. เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไร ท่านจึงให้ขับไล่ นางผู้ไม่มี
ความผิด ออกจากเรือน โดยไม่มีเหตุเล่า ?
มิคารเศรษฐีขอโทษนางวิสาขา
เมื่อกุฎุมพีทั้งหลาย พูดอย่างนั้นแล้ว, นางวิสาขาได้พูดว่า "พ่อ
ทั้งหลาย การที่ดิฉันไปก่อนตามคำของพ่อผัว ไม่สมควรเลย ก็จริง,
แต่ในเวลาจะมา คุณพ่อของดิฉัน ได้มอบดิฉันไว้ในมือของพวกท่าน
เพื่อต้องการชำระโทษของดิฉัน, ก็ความที่ดิฉันไม่มีโทษ ท่านทั้งหลาย

97
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 98 (เล่ม 41)

ทราบแล้ว, บัดนี้ ดิฉันควรไปได้" ดังนี้แล้ว จึงสั่งคนใช้หญิงชาย
ทั้งหลายว่า "พวกเจ้าจงให้ช่วยกันจัดแจงพาหนะ มียานเป็นต้น." ทีนั้น
เศรษฐียึดกุฎุมพีเหล่านั้นไว้ แล้วกล่าวกะนางว่า " แม่ ฉัน ไม่รู้ พูด
ไปแล้ว . ยกโทษให้ฉันเถิด."
วิสาขา. คุณพ่อ ดิฉันยกโทษที่ควรยกให้แก่คุณพ่อได้โดยแท้,
แต่ดิฉันเป็นธิดาของตระกูลผู้มีความเลื่อมใสอันไม่ง่อนแง่น ในพระพุทธ-
ศาสนา, พวกดิฉันเว้นภิกษุสงฆ์แล้ว เป็นอยู่ไม่ได้, หากดิฉันได้เพื่อ
บำรุงภิกษุสงฆ์ตามความพอใจของดิฉัน, ดิฉันจึงจักอยู่.
เศรษฐี. แม่ เจ้าจงบำรุงพวกสมณะของเจ้า ตามความชอบใจเถิด.
มิคารเศรษฐีฟังธรรมของพระพุทธเจ้า
นางวิสาขา ให้คนไปทูลนิมนต์พระทศพล แล้วเชิญเสด็จให้เข้าไป
สู่นิเวศน์ในวันรุ่งขึ้น. ฝ่ายพวกสมณะเปลือย ได้ยินว่าพระศาสดาเสด็จไป
ยังเรือนของมิคารเศรษฐี จึงไปนั่งล้อมเรือนไว้. นางวิสาขาถวายน้ำ
ทักษิโณทกแล้วส่งข่าวไปว่า "ดิฉันตกแต่งเครื่องสักการะทั้งปวงไว้แล้ว.
เชิญพ่อผัวของดิฉัน มาอังคาสพระทศพลเถิด." ครั้งนั้น พวกอาชีวก
ห้ามมิคารเศรษฐีผู้อยากจะมาว่า "คฤหบดี ท่านอย่าไปสู่สำนักของ
พระสมณโคดมเลย." เศรษฐี ส่งข่าวไปว่า "สะใภ้ของฉัน จงอังคาส
เองเถิด." นางอังคาสภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เมื่อเสร็จ
ภัตกิจแล้ว ได้ส่งข่าวไปอีกว่า "เชิญพ่อผัวของดิฉัน มาฟังธรรมกถา
เถิด." ทีนั้น พวกอาชีวกนั้น กล่าวกะเศรษฐีนั้นผู้คิดว่า "ชื่อว่า การ
ไม่ไปคราวนี้ ไม่สมควรอย่างยิ่ง" แล้วกำลังไป เพราะความที่ตนอยาก

98
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 99 (เล่ม 41)

ฟังธรรมอีกว่า " ถ้ากระนั้น ท่านเมื่อฟังธรรมของพระสมณโคดม จง
นั่งฟังภายนอกม่าน" ดังนี้แล้ว จึงล่วงหน้าไปก่อนเศรษฐีนั้นแล้วก็กั้น
ม่านไว้. เศรษฐีไปนั่งภายนอกม่าน.
พระศาสดา ตรัสว่า "ท่านจงนั่งนอกม่านก็ตาม ที่ฝาเรือนคน
อื่นก็ตาม ฟากภูเขาหินโน้นก็ตาม ฟากจักรวาลโน้นก็ตาม, เราชื่อว่า
เป็นพระพุทธเจ้า ย่อมอาจจะให้ท่านได้ยินเสียงของเราได้" ดังนี้แล้ว
ทรงเริ่มอนุปุพพีกถาเพื่อแสดงธรรม ดุจจับต้นหว้าใหญ่สั่น และดุจ
ยังฝนคืออมตธรรมให้ตกอยู่.
ก็เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงธรรมอยู่ ชนผู้ยืนอยู่ข้างหน้า
ก็ตาม ข้างหลังก็ตาม อยู่เลยร้อยจักรวาล พันจักรวาลก็ตาม อยู่ในภพ
อกนิษฐ์ก็ตาม ย่อมกล่าวกันว่า "พระศาสดา ย่อมทอดพระเนตรดูเรา
คนเดียว, ทรงแสดงธรรมโปรดเราคนเดียว." แท้จริง พระศาสดาเป็น
ดุจทอดพระเนตรดูชนนั้น ๆ และเป็นดุจตรัสกับคนนั้น ๆ.
นัยว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย อุปมาดังพระจันทร์. ย่อมปรากฏ
เหมือนประทับยืนอยู่ตรงหน้าแห่งสัตว์ทั้งหลาย ผู้ยืนอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง
เหมือนพระจันทร์ลอยอยู่แล้วในกลางหาว ย่อมปรากฏแก่ปวงสัตว์ว่า
"พระจันทร์อยู่บนศีรษะของเรา, พระจันทร์อยู่บนศีรษะของเรา" ฉะนั้น.
ได้ยินว่า นี้เป็นผลแห่งทานที่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงตัดพระเศียรที่
ประดับแล้ว ทรงควักพระเนตรที่หยอดดีแล้ว ทรงชำแหล่ะเนื้อหทัยแล้ว
ทรงบริจาคโอรสเช่นกับพระชาลี ธิดาเช่นกับนางกัณหาชินา ปชาบดี
เช่นกับพระนางมัทรี ให้แล้ว เพื่อเป็นทาสของผู้อื่น.

99
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 100 (เล่ม 41)

นางวิสาขาได้นามว่ามิคารมารดา
ฝ่ายมิคารเศรษฐี เมื่อพระตถาคตทรงเปลี่ยนแปลงยักย้ายธรรม-
เทศนาอยู่ นั่งอยู่ภายนอกม่านนั่นเอง ตั้งอยู่แล้วในโสดาปัตติผล อัน
ประดับด้วยพันนัย ประกอบด้วยอจลศรัทธา เป็นผู้หมดสงสัยในรัตนะ ๓
ยกชายม่านขึ้นแล้ว มาเอาปากอมถันหญิงสะใภ้ ตั้งนางไว้ในตำแหน่ง
มารดาด้วยคำว่า "เจ้าจงเป็นมารดาของฉัน ตั้งแต่วันนี้ไป."
จำเดิมแต่วันนั้น นางวิสาขาได้ชื่อว่ามิคารมารดาแล้ว, ภายหลัง
ได้บุตรชาย จึงได้ตั้งชื่อบุตรนั้นว่า "มิคาระ."
มหาเศรษฐีปล่อยถันของหญิงสะใภ้แล้ว ไปหมอบลงแทบพระบาท
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า นวดฟั้นพระบาทด้วยมือ และจุ๊บด้วยปาก
และประกาศชื่อ ๓ ครั้งว่า " ข้าพระองค์ชื่อมิคาระ พระเจ้าข้า " ดังนี้
เป็นต้นแล้ว กราบทูลว่า "พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ไม่ทราบ ตลอดกาล
เพียงเท่านี้ 'ทานที่บุคคลให้แล้วในศาสนานี้ มีผลมาก, ข้าพระองค์
ทราบผลแห่งทานในบัดนี้ ก็เพราะอาศัยหญิงสะใภ้ ของข้าพระองค์,
ข้าพระองค์ เป็นผู้พ้นแล้วจากอบายทุกข์ทั้งปวง, หญิงสะใภ้ของ
ข้าพระองค์ เมื่อมาสู่เรือนนี้ ก็มาแล้วเพื่อประโยชน์เพื่อเกื้อกูล เพื่อความ
สุขแก่ข้าพระองค์" ดังนี้แล้ว ได้กล่าวคาถานี้ว่า:-
"ข้าพระองค์นั้น ย่อมรู้ทั่วถึงทานที่บุคคลให้
แล้ว ในเขตที่บุคคลให้แล้วมีผลมากในวันนี้,
หญิงสะใภ้คนดีของข้าพระองค์มาสู่เรือน เพื่อ
ประโยชน์แก่ข้าพระองค์หนอ."

100