ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 51 (เล่ม 41)

แม้เมื่อภรรยากล่าวอย่างนั้น เขาก็ไม่กล่าวอะไร คงนอนเงียบ
เสียงเพราะกลัวเสียทรัพย์. ลำดับนั้น ภรรยากล่าวกะเขาว่า " บอกเถิด
นาย, ท่านอยากอะไร ?" เขาเป็นเหมือนกลืนคำพูดไว้ ตอบว่า "ฉัน
มีความอยาก."
ภรรยา. อยากอะไร ? นาย.
เศรษฐี. ฉันอยากกินขนมเบื้อง.
ภรรยา. เมื่อเป็นเช่นนั้น ทำไม ท่านไม่บอกแก่ดิฉัน. ท่านเป็น
คนจนหรือ ? บัดนี้ ดิฉันจักทอดขนมเบื้องให้พอแก่คนที่อยู่ในสักกรนิคม
ทั้งสิ้น.
เศรษฐี. ประโยชน์อะไรของเธอด้วยคนพวกนั้น, พวกเขาทำงาน
ของตน ก็จักกิน ( องตน).
ภรรยา. ถ้ากระนั้น ดิฉันจักทอดขนมเบื้องให้พอแก่คนที่อยู่ใน
ตรอกเดียวกัน.
เศรษฐี. ฉันรู้ความที่เธอเป็นคนรวยทรัพย์ละ.
ภรรยา. ดิฉันจะทอดให้พอแก่คนทั้งหมด (ที่อยู่ ) ในที่ใกล้
เรือนนี้.
เศรษฐี. ฉันรู้ความที่เธอเป็นคนมีอัธยาศัยกว้างขวางละ.
ภรรยา. ถ้ากระนั้น ดิฉันจะทอดให้พอแก่ชนสักว่าลูกเมียท่าน
เท่านั้นเอง.
เศรษฐี. ประโยชน์อะไรของเธอด้วยคนพวกนั้น.
ภรรยา. ก็ดิฉันจะทอดให้พอแก่ท่านและดิฉันหรือ ?

51
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 52 (เล่ม 41)

เศรษฐี. เธอจักทำ ทำไม ?
ภรรยา. ถ้ากระนั้น ดิฉันจะทอดให้พอแก่ท่านผู้เดียวเท่านั้น.
เศรษฐี. เมื่อเธอทอดขนมที่นี้ คนเป็นจำนวนมากก็ย่อมหวัง
(ที่จะกินด้วย) เธอจงเว้นข้าวสาร (ที่ดี) ทั้งสิ้น ถือเอาข้าวสารหัก
และเชิงกรานและกระเบื้อง และถือเอาน้ำนม เนยใส น้ำผึ้ง และน้ำอ้อย
หน่อยหนึ่งแล้ว ขึ้นไปชั้นบนแห่งปราสาท ๗ ชั้น แล้วทอดเถิด, ฉัน
คนเดียวเท่านั้น จักนั่งกิน ณ ที่นั้น.
นางรับคำว่า "ดีละ" แล้วให้ทาสีถือสิ่งของที่ควรถือ เอาขึ้นไป
สู่ปราสาท แล้วไล่ทาสีไป ให้เรียกเศรษฐีมา. เศรษฐีนั้น ปิดประตูใส่
ลิ่มและสลักทุกประตูตั้งแต่ประตูแรกมา แล้วขึ้นไปยังชั้นที่ ๗ ปิดประตู
แล้วนั่ง ณ ชั้นแม้นั้น. ฝ่ายภรรยาของเขาก็ติดไฟที่เชิงกราน ยกกระเบื้อง
ขึ้นตั้ง แล้วเริ่มทอดขนม.
พระมหาโมคคัลลานะไปทรมานเศรษฐี
ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสเรียกพระมหาโมคคัลลานเถระมาแต่เช้าตรู่
ตรัสว่า "โมคคัลลานะ ในสักกรนิคม (ซึ่งตั้งอยู่ ) ไม่ไกลกรุง
ราชคฤห์ เศรษฐีผู้มีความตระหนี่นั่นคิดว่า 'เราจักกินขนมเบื้อง' จึง
ให้ภรรยาทอดขนมเบื้องบนปราสาท ๗ ชั้น เพราะกลัวคนเหล่าอื่นเห็น,
เธอจงไป ณ ที่นั้นแล้วทรมานเศรษฐี ทำให้สิ้นพยศ๑ ให้ผัวเมียแม้
ทั้งสองถือขนม และน้ำนม เนยใส น้ำผึ้งและน้ำอ้อย แล้วนำมายัง
พระเชตวันด้วยกำลังของตน; วันนี้เรากับภิกษุ ๕๐๐ รูปจักนั่งในวิหาร
นั่นแหละ, จักทำภัตกิจด้วยขนมเท่านั้น."
๑. นิพฺพิเสวนํ แปลตามศัพท์ว่า มีความเสพผิดออกแล้ว.

52
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 53 (เล่ม 41)

แม้พระเถระ ก็รับพระดำรัสของพระศาสดาว่า "ดีละ พระเจ้า-
ข้า" แล้วไปยังนิคมนั้นด้วยกำลังฤทธิ์ทันทีทีเดียว เป็นผู้นุ่งห่มเรียบร้อย
ได้ยืนอยู่ที่ช่องสีหบัญชร๑แห่งปราสาทนั้น เหมือนรูปแก้วมณีลอยเด่นอยู่
กลางอากาศเทียว. เพราะเห็นพระเถระนั้นแล ดวงหทัยของมหาเศรษฐี
ก็สั่นสะท้าน เขาคิดว่า " เรามาที่นี่ เพราะกลัวบุคคลทั้งหลายผู้มีรูป
อย่างนี้นั่นแล, แต่สมณะนี้ยังมายืนอยู่ที่ช่องหน้าต่างได้" เมื่อไม่เห็น
เครื่องมือที่ตนควรจะฉวยเอา เดือดดาลทำเสียงตฏะ ๆ ประดุจก้อนเกลือ
ที่ถูกโรยลงในไฟ จึงกล่าวอย่างนั้นว่า "สมณะ ท่านยืนอยู่ในอากาศ จัก
ได้อะไร ? แม้จงกรมแสดงรอยเท้าในอากาศซึ่งหารอยมิได้อยู่ ก็จักไม่ได้
เหมือนกัน." พระเถระจงกรมกลับไปกลับมาในที่นั้นนั่นแล. เศรษฐี
กล่าวว่า "ท่านจงกรมอยู่จักได้อะไร ? แม้นั่งด้วยบัลลังก์๒ ในอากาศ
ก็จักไม่ได้เช่นกัน." พระเถระจึงนั่งคู้บัลลังก์.
ลำดับนั้น เศรษฐีกล่าวกะท่านว่า " ท่านนั่งในอากาศ จักได้
อะไร ? แม้มายืนที่ธรณีหน้าต่างก็จักไม่ได้." พระเถระได้ยืนอยู่ที่ธรณี
(หน้าต่าง ) แล้ว. ลำดับนั้น เขากล่าวกะท่านว่า "ท่านยืนที่ธรณี
(หน้าต่าง ) จักได้อะไร ? แม้บังหวนควันแล้ว ก็จักไม่ได้เหมือนกัน."
แม้พระเถรก็บังหวนควัน. ปราสาททั้งสิ้นได้มีควันเป็นกลุ่มเดียวกัน.
อาการนั้น ได้เป็นเหมือนเวลาเป็นที่แทงตาทั้งสองของเศรษฐีด้วยเข็ม
เศรษฐีไม่กล่าวกะท่านว่า "แม้ท่านให้ไฟโพลงอยู่ก็จักไม่ได้" เพราะ
กลัวไฟไหม้เรือน แล้วคิดว่า "สมณะนี้ จักเป็นผู้เกี่ยวข้องอย่างสนิท
๑. ศัพท์ว่า "สีหบัญชร" หมายความว่า หน้าต่างมีลูกกรง แปลตามศัพท์ว่า "หน้าต่างมี
สัณฐานประดุจกรงเล็บแห่งสีหะ. ๒. นั่งขัดสมาธิ.

53
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 54 (เล่ม 41)

ไม่ได้แล้วจักไม่ไป, เราจักให้ถวายขนมแก่ท่านชิ้นหนึ่ง " แล้วจึงกล่าว
กะภรรยาว่า "นางผู้เจริญ เธอจงทอดขนมชิ้นเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่ง ให้แก่
สมณะแล้ว จงส่งท่านไปเสียเถอะ." นางหยอดแป้งลงในถาดกระเบื้อง
นิดเดียว. (แต่ ) ขนม ( กลาย) เป็นขนมชิ้นใหญ่ ได้พองขึ้นเต็ม
ทั่วทั้งถาด ตั้งอยู่แล้ว. เศรษฐีเห็นเหตุนั้น กล่าวว่า "(ชะรอย)
หล่อนจักหยิบแป้งมากไป" ดังนี้แล้ว ตักแป้งหน่อยหนึ่งด้วยมุมทัพพี
แล้ว หยอดเองทีเดียว. ขนมเกิดใหญ่กว่าขนมชิ้นก่อน. เศรษฐีทอด
ขนมชิ้นใด ๆ ด้วยอาการอย่างนั้น, ขนมชิ้นนั้น ๆ ก็ยิ่งใหญ่โตทีเดียว.
เขาเบื่อหน่าย จึงกล่าวกะภรรยาว่า "นางผู้เจริญ เธอจงให้ขนมแก่
สมณะนี้ชิ้นหนึ่งเถอะ." เมื่อนางหยิบขนมชิ้นหนึ่งจากกระเช้า, ขนม
ทั้งหมดก็ติดเนื่องเป็นอันเดียวกัน. นางจึงกล่าวกะเศรษฐีว่า "นาย
ขนมทั้งหมดติดเนื่องเป็นอันเดียวกันเสียแล้ว. ดิฉันไม่สามารถทำให้แยก
กันได้." แม้เขากล่าวว่า " ฉันจักทำเอง." แล้วก็ไม่อาจทำได้. ถึงทั้ง
สองคน จับที่ริม (แผ่นขนม) แม้ดึงออกอยู่ ก็ไม่อาจให้แยกออกจาก
กันได้เลย. ครั้นเมื่อเศรษฐีนั้นปล้ำอยู่กับขนม ( เพื่อจะให้แยกกัน ),
เหงื่อก็ไหลออกจากสรีระแล้ว. ความหิวกระหายก็หายไป. ลำดับนั้น
เขากล่าวกะภรรยาว่า "นางผู้เจริญ ฉันไม่มีความต้องการขนมแล้ว,
เธอจงให้แก่สมณะเถิด." นางฉวยกระเช้าแล้วเข้าไปหาพระเถระ. พระ-
เถระแสดงธรรมแก่คนแม้ทั้งสอง, กล่าวคุณพระรัตนตรัย, แสดงผลทาน
ที่บุคคลให้แล้วเป็นอาทิ ให้เป็นดังพระจันทร์ในพื้นท้องฟ้าว่า " ทานที่
บุคคลให้แล้ว ย่อมมีผล. ยัญที่บุคคลบูชา ย่อมมีผล." เศรษฐีฟังธรรม
นั้นแล้ว มีจิตเลื่อมใส กล่าวว่า " ท่านผู้เจริญ ท่านจงมานั่งฉันบน

54
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 55 (เล่ม 41)

บัลลังก์นี้เถิด."
พระเถระนำเศรษฐีและภรรยาไปเฝ้าพระศาสดา
พระเถระกล่าวว่า " มหาเศรษฐี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับนั่ง
ในวิหารกับภิกษุ ๕๐๐ รูป ด้วยตั้งพระหฤทัยว่า "จักเสวยขนม. เมื่อ
ท่านมีความชอบใจ. เศรษฐี ท่านจงให้ภรรยาถือเอาขนมและวัตถุอื่น
มีน้ำนมเป็นต้น, พวกเราจักไปสู่สำนักของพระศาสดา."
เศรษฐี. ก็บัดนี้ พระศาสดาประทับอยู่ ณ ที่ไหนเล่า ? ขอรับ.
พระเถระ. ประทับอยู่ในพระเชตวันวิหาร ในที่สุดแห่งที่ ๔๕
โยชน์จากที่นี้ เศรษฐี.
เศรษฐี. ท่านผู้เจริญ พวกเราจักไปสิ้นหนทางไกลมีประมาณเท่านี้
จะไม่ล่วงเลยเวลาอย่างไร ?
พระเถระ. มหาเศรษฐี เมื่อท่านมีความชอบใจ, เราจักนำท่าน
ทั้งสองไปด้วยกำลังของตน. หัวบันไดปราสาทของท่านจักมีในที่ของตน
นี่เอง, แต่เชิงบันไดจักมีที่ซุ้มประตูพระเชตวัน, เราจักนำไปสู่พระเชตวัน
โดยกาลชั่วเวลาลงจากปราสาทชั้นบนไปยังชั้นล่าง.
เขารับว่า "ดีละ ขอรับ." พระเถระทำหัวบันไดไว้ในที่นั้น
นั่นเองแล้ว อธิษฐานว่า "ขอเชิงบันไดจงมีที่ซุ้มประตูพระเชตวัน."
บันไดก็ได้เป็นแล้วอย่างนั้นนั่นแล. พระเถระให้เศรษฐีและภรรยาถึงพระ-
เชตวันเร็วกว่ากาลที่ลงไปจากปราสาทชั้นบนลงไปยังชั้นล่าง.
สามีภรรยาแม้ทั้งสองคนนั้น เข้าไปเฝ้าพระศาสดาแล้ว กราบทูล
กาล. พระศาสดาเสด็จเข้าไปสู่โรงฉันแล้ว ประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่

55
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 56 (เล่ม 41)

เขาปูลาดไว้แล้ว พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์. มหาเศรษฐีได้ถวายทักษิโณทก
แก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข, ภรรยาใส่ขนมในบาตรของพระ-
ตถาคตเจ้าแล้ว แม้มหาเศรษฐีพร้อมด้วยภรรยา ก็บริโภคขนมพอแก่
ความต้องการ. ความหมดสิ้นของขนมไม่ปรากฏเลย. แม้เมื่อเขาถวาย
ขนมแก่ภิกษุในวิหารทั้งสิ้นและ (ให้ ) แก่คนกินเดนทั้งหลายแล้ว
ความหมดสิ้นไป (แห่งขนม) ก็ไม่ปรากฏอยู่นั่นเอง. เขาทั้งสองจึง
กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขนมหาถึงความ
หมดไปไม่."
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า " ถ้ากระนั้น ท่านทั้งสองจงทิ้งเสียที่
ซุ้มประตูพระเชตวัน." เขาทั้งสองก็ทิ้งที่เงื้อมซึ่งไม่ไกลซุ้มประตู
(พระเชตวัน). แม้ทุกวันนี้ ที่นั้น ก็ยังปรากฏชื่อว่า "เงื้อมขนมเบื้อง."
มหาเศรษฐีพร้อมด้วยภรรยาเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ยืนอยู่ ณ ที่
ควรข้างหนึ่งแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทำอนุโมทนาแล้ว.
ในกาลจนอนุโมทนา สามีและภรรยาแม้ทั้งสองดำรงอยู่ในโสดา-
ปัตติผลแล้ว ถวายบังคมพระศาสดา ขึ้นบันไดที่ซุ้มประตู (พระ-
เชตวัน) แล้ว สถิตอยู่ที่ปราสาทของตนทีเดียว ตั้งแต่นั้นมาเศรษฐี
ได้เกลี่ยทรัพย์จำนวน ๘๐ โกฏิ ในพระพุทธศาสนานั่นแหละ.
พวกภิกษุสรรเสริญพระมหาโมคคัลลานะ
ในเวลาเย็นวันรุ่งขึ้น พวกภิกษุประชุมกันในโรงธรรม นั่งกล่าว
คุณกถาของพระเถระว่า "ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ท่านทั้งหลาย จงดู
อานุภาพของพระมหาโมคคัลลานะ ท่านชื่อว่าไม่กระทบกระทั่งศรัทธา

56
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 57 (เล่ม 41)

ไม่กระทบกระทั่งโภคะ ทรมานเศรษฐีผู้มีความตระหนี่โดยครู่เดียว กระทำ
ให้หมดพยศแล้ว ให้เขาถือขนมนำมาสู่พระเชตวัน กระทำไว้ตรง
พระพักตร์พระศาสดาแล้ว ให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล น่าอัศจรรย์ พระ-
เถระมีอานุภาพมาก.
พระศาสดา ทรงสดับถ้อยคำของพวกภิกษุ ด้วยพระโสตธาตุอัน
เป็นทิพย์ เสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า "ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่ง
ประชุมด้วยเรื่องอะไรกันหนอ ?" เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า "ด้วย
เรื่องชื่อนี้" จึงตรัสสรรเสริญพระเถระว่า " ภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาอัน
ภิกษุผู้ทรมาน ไม่กระทบกระทั่งศรัทธา ไม่กระทบกระทั่งโภคะ ไม่ให้
สกุลชอกช้ำ ไม่เบียดเบียน (สกุล) เป็นดุจแมลงภู่เคล้าเอาละอองจาก
ดอกไม้ เข้าไปหา (สกุล) แล้ว ควรให้รู้พุทธคุณ, โมคคัลลานะ
บุตรของเราก็เป็นเช่นนั้น" ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า:-
๕. ยถาปิ ภมโร ปุปฺผํ วณฺณวนฺตํ อเหฐยํ
ปเลติ รสมาทาย เอวํ คาเม มุนี จเร.
"มุนีพึงเที่ยวไปในบ้าน เหมือนแมลงภู่ไม่ยัง
ดอก สี และกลิ่นให้ชอกช้ำ ถือเอาแต่รสแล้วบิน
รูปฉะนั้น."
แก้อรรถ
ชาติแห่งสัตว์ผู้กระทำน้ำหวานชนิดใดชนิดหนึ่ง ชื่อว่า ภมร ใน
พระคาถานั้น. บทว่า ปุปฺผํ เป็นต้น ความว่า แมลงภู่เมื่อบินไปในสวน
ดอกไม้ ไม่ยังดอก สี และกลิ่นให้ชอกช้ำ คือว่า ไม่ให้เสียหาย บินไป.

57
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 58 (เล่ม 41)

บทว่า ปเลติ ความว่า ครั้นบินไปอย่างนั้นแล้ว ดื่มรสจนพอ
ความต้องการ ดาบเอารสแม้อื่นไปเพื่อประโยชน์แก่การกระทำน้ำหวาน
แล้วบินไป. แมลงภู่นั้น ร่อนลงสู่ป่าชัฏแห่งหนึ่งแล้ว เก็บรสซึ่งเจือด้วย
ธุลีนั้นไว้ในโพรงไม้แห่งหนึ่งแล้ว กระทำรสน้ำหวานให้เป็นน้ำผึ้งโดย
ลำดับ; ดอก หรือสี และกลิ่นของดอกไม้นั้นหาชอกช้ำไป เพราะการ
เที่ยวไปในสวนดอกไม้แห่งแมลงภู่นั้นเป็นปัจจัยไม่ ที่แท้สิ่งทั้งหมดคง
เป็นปกติอยู่นั่นเอง.
บาทพระคาถาว่า เอวํ คาเม มุนี จเร ความว่า พระอนา-
คาริยมุนี ต่างโดยเสขะและอเสขะก็ฉันนั้น เที่ยวรับภิกษาในบ้านโดย
ลำดับสกุล.
แท้จริง การเลื่อมศรัทธาหรือการเสื่อมโภคะหามีแก่สกุลทั้งหลาย
เพราะการเที่ยวไปในบ้านของมุนีนั้นเป็นปัจจัยไม่, ศรัทธาก็ดี โภคะก็ดี
คงเป็นปกติอยู่นั่นเอง; ก็แล พระเสขมุนีและอเสขมุนี ครั้นเที่ยวไป
อย่างนั้นออกมาแล้ว. พระเสขมุนี ปูสังฆาฏิ นั่ง ณ ที่ที่สบายด้วยน้ำ
ภายนอกบ้านก่อนแล้วพิจารณา (อาหารบิณฑบาต) ด้วยสามารถแห่ง
การเปรียบด้วยน้ำมันหยอดเพลา ผ้าปิดแผล และเนื้อแห่งบุตร แล้ว
ฉันบิณฑบาต หลบเข้าไปสู่ไพรสณฑ์เห็นปานนั้น พิจารณากัมมัฏฐาน
เป็นไปภายใน กระทำมรรค ๔ และผล ๔ ให้อยู่ในเงื้อมมือให้ได้, ส่วน
พระอเสขมุนี ประกอบการอยู่สบายในทิฏฐธรรมเนือง ๆ บัณฑิตพึง
ทราบความที่มุนีนั้นควรเห็นสมกับแมลงภู่โดยการกระทำน้ำหวานเช่นนี้.
แต่ในที่นี้ทรงประสงค์เอาพระขีณาสพ.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมาก บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-

58
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 59 (เล่ม 41)

ปัตติผลเป็นต้น.
พระศาสดา ครั้นตรัสพระธรรมเทศนานี้แล้ว เพื่อจะประกาศคุณ
ของพระเถระแม้ให้ยิ่ง จึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย โมคคัลลานะทรมาน
เศรษฐีผู้มีความตระหนี่ในบัดนี้เท่านั้นก็หาไม่ แม้ในกาลก่อน เธอก็
ทรมานเขาแล้ว ให้รู้ความเกี่ยวเนื่องกันแห่งกรรมและผลแห่งกรรมเหมือน
กัน" ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนี้ ทรงนำอดีตนิทาน
(มาสาธก) ตรัสอิลลีสชาดก๑นี้ก็ :-
" คนทั้งสองเป็นคนกระจอก คนทั้งสองเป็นคน
ค่อม คนทั้งสองเป็นคนมีตาเหล่ คนทั้งสองมีย่อม
บนศีรษะ, เราไม่รู้จักเศรษฐีชื่ออิลลีสะ (ว่า) คน
ไหน?" ดังนี้แล.
เรื่องโกสิยเศรษฐีผู้มีความตระหนี่ จบ.
๑. ขุ. ชา. ๒๗/ข้อ ๗๘ อรถกถา ๒/๑๖๓.

59
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 60 (เล่ม 41)

๖. เรื่องปาฏิกาชีวก [๓๘]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภอาชีวกชื่อ
ปาฏิกะ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "น ปเรสํ วิโลมานิ" เป็นต้น.
ชาวบ้านสรรเสริญธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า
ดังได้สดับมา หญิงแม่เรือนคนหนึ่งในกรุงสาวัตถี ปฏิบัติอาชีวก
ชื่อปาฏิกะ ตั้งไว้ในฐานะดังลูก. พวกมนุษย์ในเรือนใกล้เคียงของนาง
ฟังธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว มาพรรณนาพระพุทธคุณโดยประการ
ต่าง ๆ เป็นต้นว่า " แหม ! พระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
น่าอัศจรรย์ (นัก)."
นางอยากไปฟังธรรมแต่ไม่สมประสงค์
หญิงแม่เรือนนั้น ฟังถ้อยคำสรรเสริญพระคุณของพระพุทธเจ้าแล้ว
ประสงค์จะไปสู่วิหารแล้วฟังธรรม จึงเล่าความนั้นแก่อาชีวก แล้วกล่าว
ว่า "พระผู้เป็นเจ้า ดิฉันจักไปสำนักของพระพุทธเจ้า."
อาชีวกนั้นห้ามว่า " อย่าไปเลย" แล้วก็เลยห้ามนางแม้ผู้อ้อนวอน
อยู่แล้ว ๆ เล่า ๆ เสียทีเดียว.
นางคิดว่า " พระผู้เป็นเจ้านี้ ไม่ให้เราไปวิหารฟังธรรม. เรา
จักนิมนต์พระศาสดามา แล้วฟังธรรมในที่นี้แหละ" ดังนี้แล้ว ใน
เวลาเย็น จึงเรียกบุตรชายมาแล้วส่งไปด้วยคำว่า " เจ้าจงไป, จงนิมนต์

60