ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 21 (เล่ม 41)

พระศาสดาทรงย่อชาดก
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประมวล
ชาดก ตรัสว่า " พระราชา ในครั้งนั้น ได้เป็นโมคคัลลานะ, นารท-
อำมาตย์ ได้เป็นสารีบุตร, อันเตวาสิกชื่อกัปปกะ ได้เป็นอานนท์,
เกสวดาบส เป็นเราเอง " ดังนี้แล้ว ตรัสว่า อย่างนั้น มหาบพิตร
บัณฑิตในปางก่อน ถึงเวทนาปางตาย ได้ไปสู่ที่คนมีความคุ้นเคยกันแล้ว,
สาวกทั้งหลายของอาตมภาพ ชะรอยจะไม่ได้ความคุ้นเคยในสำนักของ
พระองค์."
พระราชาทรงส่งสาสน์ไปขอธิดาเจ้าศากยะ
พระราชาทรงดำริว่า เราควรจะทำความคุ้นเคยกับภิกษุสงฆ์,
เราจักทำอย่างไรหนอ ?" ดังนี้แล้ว ทรงดำริ ( อีก ) ว่า "ควรทำ
พระธิดาแห่งพระญาติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไว้ในพระราชมนเฑียร,
เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกภิกษุหนุ่มและพวกสามเณร ( ก็จะ) คุ้นเคยแล้วมา
ยังสำนักของเราเป็นนิตย์ ด้วยคิดว่า "พระราชาเป็นพระญาติของพระ-
สัมมาสัมพุทธเจ้า" ดังนี้ ส่งพระราชสาสน์ไปสำนักเจ้าศากยะทั้งหลายว่า
" ขอเจ้าศากยะทั้งหลาย จงประทานพระธิดาคนหนึ่ง แก่หม่อมฉัน,"
แล้วรับสั่งบังคับทูตทั้งหลายว่า "พวกท่านพึงถามว่า 'เป็นพระธิดา
แห่งเจ้าศากยะองค์ไหน ?' แล้ว ( จึง ) มา."
เจ้าศากยะให้ธิดานางทาสีแก่พระเจ้าปเสนทิ
พวกทูตไปแล้ว ทูลขอเจ้าหญิง (คนหนึ่ง ) กะเจ้าศากยะทั้งหลาย
เจ้าศากยะเหล่านั้นประชุมกันแล้ว ทรงดำริว่า พระราชาเป็นฝักฝ่ายอื่น;

21
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 22 (เล่ม 41)

ผิว่า พวกเราจักไม่ให้ไซร้, ท้าวเธอจักทำให้เราฉิบหาย; ก็ (เมื่อว่า )
โดยสกุล ท้าวเธอไม่เสมอกับเราเลย; พวกเราควรทำอย่างไรกันดี ?"
ท้าวมหานาม ตรัสว่า "ธิดาของหม่อมฉัน ชื่อวาสภขัตติยา เกิด
ในท้องของนางทาสี ถึงความเป็นผู้มีรูปงามเลิศมีอยู่, พวกเราจักให้นาง
นั้น" ดังนี้แล้ว จึงรับสั่งกะพวกทูตว่า "ดีละ พวกเราจักถวายเจ้าหญิง
แด่พระราชา."
ทูต. เป็นพระธิดาของเจ้าศากยะองค์ไหน ?
เจ้าศากยะ. เป็นพระธิดาของท้าวมหานามศากยราช ผู้เป็นพระ
โอรสของพระเจ้าอาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อวาสภขัตติยา.
ทูตเหล่านั้นไปกราบทูลแด่พระราชา (ของตน.) พระราชาตรัส
ว่า " ถ้าอย่างนั้นก็ดีละ, พวกเธอจงรีบนำมาเถิด; ก็ธรรมดาพวกกษัตริย์
มีเล่ห์กลมาก ( จะ ) พึงส่งแม้ลูกสาวของนางทาสีมา (ก็อาจเป็นได้),
พวกท่านจงนำธิดาผู้เสวยอยู่ในภาชนะเดียวกันกับพระบิดามา " ดังนี้แล้ว
ทรงส่งทูตทั้งหลายไป.
พวกเขาไปแล้วกราบทูลว่า "ขอเดชะ พระราชาทรงปรารถนา
พระธิดาผู้เสวยร่วมกับพระองค์" ท้าวมหานามรับสั่งว่า " ได้ซิ พ่อ "
(จึง) ให้ตกแต่งนาง ในเวลาเสวยของพระองค์รับสั่งให้เรียกนางมา
แสดงอาการ (ประหนึ่ง) ร่วมเสวยกับนางแล้วมอบแก่ทูตทั้งหลาย.
พวกเขาพานางไปยังเมืองสาวัตถีแล้ว กราบทูลเรื่องราวนั้นแด่พระราชา.
พระราชาทรงพอพระทัย ตั้งให้นางเป็นใหญ่กว่าสตรี ๕๐๐ คน
อภิเษกไว้ในตำแหน่งอัครมเหสี. ต่อกาลไม่ช้านัก นาง (ก็) ประสูติ
พระโอรส มีวรรณะเหมือนทองคำ. ต่อมาในวันขนานพระนามพระโอรส

22
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 23 (เล่ม 41)

นั้น พระราชาทรงส่งพระราชสาสน์ไปสำนักพระอัยยิกาว่า "พระนาง
วาสภขัตติยา พระธิดาแห่งศากยราช ประสูติพระโอรสแล้ว, จะทรง
ขนานพระนามพระกุมารนั้นว่าอย่างไร ?"
ฝ่ายอำมาตย์ผู้รับพระราชสาสน์นั้นไป ค่อนข้างหูตึง. เขาไปแล้ว
ก็กราบทูลแก่พระอัยยิกาของพระราชา.
พระกุมารได้พระนามว่าวิฑูฑภะ
พระอัยยิกานั้นทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ตรัสว่า "พระนางวาสภ-
ขัตติยา แม้ไม่ประสูติพระโอรส ก็ได้ครอบครองชนทั้งหมด, ก็บัดนี้
นางจักเป็นที่โปรดปรานยิ่งของพระราชา."
อำมาตย์หูตึงฟังคำว่า " วัลลภา" ไม่ค่อยชัด เข้าใจว่า "วิฑูฑภะ"
ครั้นเข้าเฝ้าพระราชาแล้ว ก็กราบทูลว่า "ขอเดชะ ขอพระองค์จงทรง
ขนานพระนามพระกุมารว่า ' วิฑูฑภะ' เถิด."
พระราชาทรงดำริว่า "คำว่า 'วิฑูฑภะ.  จักเป็นชื่อประจำ
ตระกูลเก่าของเรา" จึงได้ทรงขนานพระนามว่า " วิฑูฑภะ."
วิฑูฑภะเสด็จเยี่ยมศากยสกุล
ต่อมา พระราชาได้พระราชทานดำแหน่งเสนาบดีแก่วิฑูฑภกุมาร
นั้น ในเวลาที่ยังทรงพระเยาว์นั่นแล ด้วยตั้งพระทัยว่า "จะกระทำให้
เป็นที่โปรดปรานของพระศาสดา."
วิฑูฑภะนั้น ทรงเจริญด้วยเครื่องบำรุงสำหรับกุมาร ในเวลามี
พระชนม์ ๗ ขวบ ทรงเห็นของเล่นต่าง ๆ มีรูปช้างและรูปม้าเป็นต้น

23
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 24 (เล่ม 41)

ของกุมารเหล่าอื่น อันบุคคลนำมาจากตระกูลยาย จึงถามพระมารดาว่า
" เจ้าแม่ ใคร ๆ เขาก็นำบรรณาการมาจากตระกูลยายเพื่อพวกกุมาร
เหล่าอื่น, พระญาติไร ๆ ย่อมไม่ส่งบรรณาการไร ๆ มาเพื่อหม่อมฉัน
(บ้างเลย). เจ้าแม่ไม่มีพระชนนีพระชนกหรือ ?"
ทีนั้น พระมารดาจึงลวงโอรสนั้นว่า " พ่อ เจ้าศากยะเป็นยาย
ของเจ้ามีอยู่, แต่อยู่ไกล, เหตุนั้น พวกท่าน (จึง ) มิได้ส่งเครื่อง
บรรณาการไร ๆ มาเพื่อเจ้า."
ในเวลามีพระชันษาครบ ๑๖ ปี พระกุมารจึงทูลพระมารดาอีก
ว่า "เจ้าแม่ หม่อมฉันใคร่จะเยี่ยมตระกูลพระเจ้ายาย " แม้ถูกพระมารดา
ห้ามอยู่ว่า "อย่าเลย ลูกเอ๋ย, ลูกจักไปทำอะไรในที่นั้น "ก็ยังอ้อนวอน
ร่ำไป.
ทีนั้น พระมารดาของพระกุมาร ก็ทรงยินยอมว่า " ถ้าอย่างนั้นก็
ไปเถิด."
พวกศากยะต้องรับวิฑูฑภะ
พระกุมารกราบทูลพระราชบิดาแล้ว เสด็จออกไป พร้อมด้วย
บริวารเป็นอันมาก. พระนางวาสภขัตติยาทรงส่งจดหมายล่วงหน้าไปก่อน
ว่า " หม่อมฉันอยู่ในที่นี้สบายดี, พระญาติทั้งหลายอย่าแสดงโทษไร ๆ
ของพระสวามีแก่พระกุมารนั้นเลย."
เจ้าศากยะทรงทราบว่าวิฑูฑภกุมารเสด็จมา ทรงปรึกษากันว่า
" พวกเราไม่อาจไหว้ (วิฑูฑภกุมาร) ได้" จึงส่งพระกุมารทั้งหลาย
ที่เด็ก ๆ กว่าวิฑูฑภะนั้นไปยังชนบทเสีย, เมื่อวิฑูฑภกุมารนั้นเสด็จถึง

24
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 25 (เล่ม 41)

กบิลพัสดุ์บุรี, ก็ประชุมกันในท้องพระโรง. วิฑูฑภกุมารได้เสด็จไป
ประทับอยู่ ณ ที่นั้น.
ลำดับนั้น พวกเจ้าศากยะกล่าวกะพระกุมารนั้นว่า "พ่อ ผู้นี้เป็น
พระเจ้าตาของพ่อ. ผู้นี้เป็นพระเจ้าลุง." วิฑูฑภกุมารนั้น เที่ยวไหว้เจ้า
ศากยะทั้งหมด มิได้เห็นเจ้าศากยะแม้องค์หนึ่งไหว้ตน (จึง) ทูลถามว่า
" ทำไมหนอ จึงไม่มีเจ้าศากยะทั้งหลายไหว้หม่อมฉันบ้าง ?"
พวกเจ้าศากยะตรัสว่า "พ่อ กุมารที่เป็นน้อง ๆ ของพ่อเสด็จไป
ชนบท (เสียหมด) แล้วทรงทำสักการะให้แก่พระกุมารนั้น. พระ-
องค์ประทับอยู่สิ้น ๒-๓ วัน ก็เสด็จออกจากพระนครด้วยบริวารเป็น
อันมาก.
วิฑูฑภะกลับสู่เมืองของตน
ลำดับนั้น นางทาสีคนหนึ่งแช่งด่าว่า "นี้เป็นแผ่นกระดานที่บุตร
ของนางทาสีชื่อวาสภขัตติยานั่ง" ดังนี้แล้ว ล้างแผ่นกระดานที่พระกุมาร
นั้นนั่งในท้องพระโรง ด้วยน้ำเจือด้วยน้ำนม. มหาดเล็กคนหนึ่ง ลืม
อาวุธของตนไว้ กลับไปเอาอาวุธนั้น ได้ยินเสียงด่าวิฑูฑภกุมาร จึงถาม
โทษนั้น ทราบว่า "นางวาสภขัตติยา เกิดในท้องของนางทาสีของท้าว
มหานามศากยะ" ( จึง) บอกกล่าวแก่พวกพล. ได้มีการอื้อฉาวกัน
อย่างขนานใหญ่ว่า "ได้ยินว่า พระนางวาสภขัตติยา เป็นธิดาของ
นางทาสี."
วิฑูฑภะทรงอาฆาตพวกเจ้าศากยะ
เจ้าวิฑูฑภะทรงสดับคำนั้น ตั้งพระหฤทัยไว้ว่า "เจ้าศากยะ

25
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 26 (เล่ม 41)

เหล่านั้น จงล้างแผ่นกระดานที่เรานั่งด้วยน้ำเจือด้วยนมก่อน. แต่ใน
กาลที่เราดำรงราชสมบัติแล้ว เราจักเอาเลือดในลำคอของเจ้าศากยะ
เหล่านั้น ล้างแผ่นกระดานที่เรานั่ง" เมื่อพระองค์เสด็จยาตราถึงกรุง
สาวัตถี, พวกอำมาตย์ก็กราบทูลเรื่องทั้งหมดแด่พระราชา.
พระราชาทรงพิโรธเจ้าศากยะว่า " ได้ให้ธิดานางทาสีแก่เรา"
จึงรับสั่งให้ริบเครื่องบริหารที่พระราชทานแก่พระนางวาสภขัตติยาและ
พระโอรสให้พระราชทานเพียงสิ่งของอันผู้เป็นทาสและทาสีพึงได้เท่านั้น.
ต่อมา โดยกาลล่วงไป ๒-๓ วัน พระศาสดาเสด็จไปยังพระราช-
นิเวศน์ ประทับนั่งแล้ว. พระราชาเสด็จมาถวายบังคมแล้วทูลว่า "ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ข่าวลือว่า พวกพระญาติของพระองค์ประทานธิดาแห่ง
นางทาสีแก่หม่อมฉัน . เพราะฉะนั้น หม่อมฉันจึงริบเครื่องบริหารของ
นางวาสภขัตติยานั้นพร้อมทั้งบุตร ให้ ๆ เพียงสิงของอันผู้เป็นทาสและ
ทาสีควรได้เท่านั้น."
พระศาสดาตรัสว่า "มหาบพิตร พวกเจ้าศากยะทำกรรมไม่สมควร,
ธรรมดาเมื่อจะให้ ก็ควรให้พระธิดาที่มีชาติเสมอกัน; มหาบพิตร ก็
อาตมภาพขอทูลพระองค์ว่า 'พระนางวาสภขัตติยาเป็นพระธิดาของขัตติย-
ราช ได้อภิเษกในพระราชมนเฑียรของขัตติยราช. ฝ่ายวิฑูฑภกุมาร ก็
ทรงอาศัยขัตติยราชนั่นแลประสูติแล้ว, ธรรมดาว่า โคตรฝ่ายมารดาจัก
ทำอะไร (ได้) โคตรฝ่ายบิดาเท่านั้นเป็นสำคัญ" ดังนี้แล้ว ตรัสว่า
" โบราณกบัณฑิตทั้งหลายได้พระราชทานตำแหน่งอัครมเหสี แก่หญิงผู้
ยากจนชื่อกัฏฐหาริกา๑, และพระกุมารที่เกิดในท้องของนางนั้น (ก็) ถึง
๑. หญิงหาบฟืน.

26
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 27 (เล่ม 41)

ความเป็นพระราชาในพระนครพาราณสี (อันกว้างใหญ่ไพศาล) ถึง
๑๒ โยชน์ ทรงพระนามว่า " กัฏฐวาหนราช" แล้วตรัสกัฏฐหาริย-
ชาดก๑.
พระราชาทรงสดับธรรมกถา ทรงยินดีว่า "ทราบว่า โคตรฝ่าย
บิดาเท่านั้นเป็นสำคัญ " จึงรับสั่งให้พระราชทานเครื่องบริหารเช่นเคยนั่น
แล แก่มารดาและบุตร.
พันธุละพาภรรยาผู้แพ้ท้องอาบน้ำ
ภรรยาแม้ของพันธุลเสนาบดีแล ชื่อมัลลิกา ซึ่งเป็นพระธิดาของ
เจ้ามัลละ ในกุสินารานคร ไม่คลอดบุตรสิ้นกาลนาน.
ต่อมา พันธุลเสนาบดีส่งนางไปว่า "เจ้าจงไปสู่เรือนแห่งตระกูล
ของตนเสียเถิด."
นางคิดว่า "เราจักเฝ้าพระศาสดาแล้วจึงไป" จึงเข้าไปยังพระ-
เชตวัน ยืนถวายบังคนพระตถาคต อันพระตถาคตตรัสถามว่า "เธอ
จะไป ณ ที่ไหน ?" กราบทูลว่า " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สามีส่งหม่อมฉัน
ไปสู่เรือนแห่งตระกูล."
พระศาสดา. เพราะเหตุไร ?
นาง. นัยว่า หม่อมฉันเป็นหมัน ไม่มีบุตร.
พระศาสดา. ถ้าอย่างนั้น. กิจคือการไปไม่มี, จงกลับเสียเถิด.
นางดีใจ ถวายบังคมพระศาสดา กลับไปสู่นิเวศน์ เมื่อสามีถามว่า
" กลับมาทำไม ?" ตอบว่า "พระทศพลให้ฉันกลับ." พันธุละคิดว่า
๑. ขุ. ชา. เอก. ๒๗/๓. อรรถกถา. ๑/๒๐๔. แต่ในที่นั้น เป็น กัฏฐหาริชาดก.

27
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 28 (เล่ม 41)

" พระทศพลทรงเห็นการณ์ไกล จักเห็นเหตุ ( นี้ ) " จึงรับไว้. ต่อมา
ไม่นานนัก นางก็ตั้งครรภ์ เกิดแพ้ท้อง บอกว่า "ความแพ้ท้องเกิด
แก่ฉันแล้ว."
พันธุละ. แพ้ท้องอะไร ?
นาง. นาย ฉันใคร่จะลงอาบแล้ว ดื่มน้ำควรดื่มในสระโบกขรณี
อันเป็นมงคล ในงานอภิเษกแห่งคณะราชตระกูลในนครไพสาลี.
พันธุละกล่าวว่า "ดีละ" แล้วถือธนูอันบุคคลพึงโก่งด้วยเรี่ยวแรง
ของบุรุษพันหนึ่ง อุ้มนางขึ้นรถ ออกจากเมืองสาวัตถี ขับรถเข้าไปสู่
เมืองไพสาลี โดยประตูที่เจ้าลิจฉวีให้แก่มหาลิลิจฉวี.
ก็ที่อยู่อาศัยของเจ้าลิจฉวีนามว่ามหาลิ มีอยู่ ณ ที่ใกล้ประตูนั่นแล.
พอท่านได้ยินเสียงรถกระทบธรณีประตูก็รู้ว่า " เสียงรถของพันธุละ"
จึงกล่าวว่า "วันนี้ ภัยจะเกิดแก่พวกเจ้าลิจฉวี."
การอารักขาสระโบกขรณี แข็งแรงทั้งภายในและภายนอก, เบื้อง
บนเขาขึงข่ายโลหะ, แม้นกก็ไม่มีโอกาส.
ฝ่ายพันธุลเสนาบดีลงจากรถ เฆี่ยนพวกมนุษย์ผู้รักษาด้วยหวายให้
หลบหนีไป แล้วตัดข่ายโลหะ ให้ภริยาอาบแล้ว แม้ตนเองก็อาบใน
ภายในสระโบกขรณีแล้ว อุ้มนางขึ้นรถอีก ออกจากพระนคร ขับไปโดย
ทางที่มาแล้วนั่นแล.
พวกเจ้าลิจฉวีติดตาม
พวกเจ้าหน้าที่ผู้รักษา ทูลเรื่องแก่พวกเจ้าลิจฉวี. พวกเจ้าลิจฉวี
กริ้ว เสด็จขึ้นรถ ๕๐๐ คัน (ขับ) ออกไปด้วยเจตนาว่า "จักจับเจ้า

28
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 29 (เล่ม 41)

มัลละชื่อพันธุละ." ได้แจ้งเรื่องนั้นแก่เจ้ามหาลิ.
เจ้ามหาลิตรัสว่า "พวกท่านอย่าเสด็จไป, เพราะเจ้าพันธุละนั้น
จักฆ่าพวกท่านทั้งหมด." แม้เจ้าลิจฉวีเหล่านั้นก็ยังตรัสว่า "พวกข้าพเจ้า
จักไปให้ได้." เจ้ามหาลิ ตรัสว่า " ถ้ากระนั้น พวกท่านทรงเห็นที่ ๆ
ล้อรถจมลงไปสู่แผ่นดินจนถึงดุมแล้ว ก็พึงเสด็จกลับ; เมื่อไม่กลับแต่
นั้น จักได้ยินเสียงราวกับสายอสนีบาตข้างหน้า, พึงเสด็จกลับจากที่นั้น;
เมื่อไม่กลับแต่นั้น จักเห็นช่องในแอกรถของพวกท่าน, พึงกลับแต่ที่นั้น
ทีเดียว, อย่าได้เสด็จไปข้างหน้า ( เป็นอันขาด )."
เจ้าลิจฉวีเหล่านั้น ไม่เสด็จกลับตามคำของเจ้ามหาลิ พากันติดตาม
พันธุละเรื่อยไป. นางมัลลิกาเห็นแล้ว จึงกล่าวว่า "นาย รถทั้งหลาย
ย่อมปรากฏ."
พันธุละกล่าวว่า "ถ้ากระนั้น ในเวลารถปรากฏเป็นต้นเดียวกัน
ทีเดียว เจ้าพึงบอก."
ในกาลเมื่อรถทั้งหมดปรากฏดุจเป็นต้นเดียวกัน นางจึงบอกว่า
"นาย งอนรถปรากฏเป็นต้นเดียวกันทีเดียว."
พันธุละกล่าวว่า " ถ้ากระนั้น เจ้าจงจับเชือกเหล่านี้ " แล้วให้
เชือกแก่นาง ยืนตรงอยู่บนรถ โก่งธนูขึ้น. ล้อรถจมลงไปสู่แผ่นดิน
ถึงดุม. เจ้าลิจฉวีทรงเห็นที่นั้นแล้ว ก็ยังไม่เสด็จไป. เจ้าพันธุละนอกนี้
ไปได้หน่อยหนึ่งก็ดีดสายธนู. เสียงสายธนูนั้นได้เป็นประหนึ่งอสนีบาต.
เจ้าลิจฉวีเหล่านั้นก็ยังไม่เสด็จกลับแม้จากที่นั้น, ยังเสด็จติดตามไปอยู่นั่น
แล.

29
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 30 (เล่ม 41)

อำนาจลูกศรของพันธุละ
พันธุละยืนอยู่บนรถนั่นแล ยิงลูกศรไปลูกหนึ่ง ลูกศรนั้น ทำ
งอนรถ ๕๐๐ คันให้เป็นช่องแล้ว แทงทะลุพระราชา ๕๐๐ ในที่ผูกเกราะ
แล้วจมลงไปในแผ่นดิน.
เจ้าลิจฉวีเหล่านั้น ไม่รู้ว่าคนถูกลูกศรแทงแล้วตรัสว่า " เฮ้ย หยุด
ก่อน, เฮ้ย หยุดก่อน" ยังเสด็จติดตามไปนั่นแล. พันธุลเสนาบดี
หยุดรถแล้วกล่าวว่า " พวกท่านเป็นคนตาย. ชื่อว่าการรบของข้าพเจ้า
กับคนตายทั้งหลาย ย่อมไม่มี."
เจ้าลิจฉวี. ชื่อว่าคนตาย ไม่เหมือนเรา.
พันธุละ. ถ้ากระนั้น พวกท่านจงแก้เกราะของคนหลังทั้งหมดดู.
พวกเจ้าลิจฉวีเหล่านั้นให้แก้แล้ว. เจ้าลิจฉวีองค์นั้น ล้มลงสิ้น
ชีพิตักษัยในขณะแก้เกราะออกแล้วนั่งเอง.
ทีนั้น พันธุละจึงกล่าวกะเจ้าลิจฉวีเหล่านั้นว่า "พวกท่านแม้ทั้งหมด
ก็เหมือนกัน, เสด็จไปเรือนของตน ๆ แล้ว จึงจัดสิ่งที่ควรจัด พร่ำสอน
ลูกเมีย แล้วแก้เกราะออก.
เจ้าลิจฉวีเหล่านั้น กระทำอย่างนั้นทุก ๆ องค์ ถึงชีพิตักษัยแล้ว.
พันธุละมีบุตร ๓๒ คน
ฝ่ายพันธุละ พานางมัลลิกามายังเมืองสาวัตถี. นางคลอดบุตรเป็น
คู่ ๆ ถึง ๑๖ ครั้ง.
แม้บุตรของนางทั้งหมดได้เป็นผู้แกล้วกล้า ถึงพร้อมด้วยกำลัง, ถึง
ความสำเร็จศิลปะทั้งหมด. คนหนึ่ง ๆ ได้มีบุรุษพันคนเป็นบริวาร. พระ-

30