ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 1 (เล่ม 41)

พระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท
เล่มที่ ๑ ภาคที่ ๒
ตอนที่ ๒
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
คาถาธรรมบท
ปุปผวรรคที่๑ ๔
ว่าด้วยคนฉลาดและดอกไม้
[๑๔] ๑. ใครจักรู้ชัดซึ่งแผ่นดินนี้และยมโลก กับ
มนุสสโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก ใครจักเลือกบท
ธรรมอันเราแสดงดีแล้ว เหมือนนายมาลาการผู้ฉลาด
เลือกดอกไม้ฉะนั้น พระเสขะจักรู้ชัดแผ่นดินและ
ยมโลกกับมนุสสโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก พระเสขะ
จักเลือกบทธรรมอันเราแสดงดีแล้ว เหมือนนาย
มาลาการผู้ฉลาดเลือกดอกไม้ฉะนั้น.
๑. วรรคนี้ มีอรรถกถา ๑๒ เรื่อง.

1
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 2 (เล่ม 41)

๒. ภิกษุรู้แจ้งกายนี้ว่า มีฟองน้ำเป็นเครื่อง
เปรียบ รู้ชัดกายนี้ว่า มีพยับแดดเป็นธรรม ตัด
พวงดอกไม้ของมารเสียแล้ว พึงสถานที่มัจจุราช
ไม่เห็น.
๓. มัจจุย่อมพานระผู้มีใจข้องไปในอารมณ์
ต่าง ๆ ผู้เลือกเก็บดอกไม้อยู่เที่ยวไป เหมือนห้วงน้ำ
ใหญ่พัดชาวบ้านอันหลับแล้วไปฉะนั้น.
๔. มัจจุผู้ทำซึ่งที่สุด กระทำนระผู้มีใจข้อง
ในอารมณ์ต่าง ๆ เลือกเก็บดอกไม่อยู่เทียว ผู้ไม่อิ่ม
ในกามทั้งหลายนั่นแล สู่อำนาจ.
๕. มุนีพึงเที่ยวไปในบ้าน เหมือนแมลงภู่ไม่
ยังดอก สี และกลิ่นให้ชอกช้ำ ถือเอาแต่รสแล้ว
บินไปฉะนั้น.
๖. บุคคลผู้ไม่ควรทำคำแสยงขนของคนเหล่า
อื่นไว้ในใจ ไม่ควรแลดูกิจที่ทำแล้วและยังมิได้ทำ
ของคนเหล่าอื่น พึงพิจารณากิจที่ทำแล้ว และยัง
มิได้ทำของตนเท่านั้น.
๗. ดอกไม้งามมีสี ไม่มีกลิ่นแม้ฉันใด วาจา
สุภาษิตก็ฉันนั้น ย่อมไม่มีผลแก่ผู้ไม่ทำอยู่ ดอกไม้
งามมีสี พร้อมด้วยกลิ่นแม้ฉันใด วาจาสุภาษิตก็
ฉันนั้น ย่อมมีผลแก่ผู้ทำดีอยู่.

2
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 3 (เล่ม 41)

๘. นายมาลาการพึงทำพวงดอกไม้ให้มากจาก
กองดอกไม้แม้ฉันใด มัจจสัตว์ผู้มีอันจะพึงตาย
เป็นสภาพ ควรทำกุศลไว้ให้มากฉันนั้น.
๙. กลิ่นดอกไม้ฟุ้งไปทวนลมไม่ได้ กลิ่น
จันทน์หรือกลิ่นกฤษณาและกลัมพักก็ฟุ้งไปไม่ได้ แต่
กลิ่นของสัตบุรุษฟุ้งไปทวนลมได้ กลิ่นจันทน์ก็ดี
แม้กลิ่นกฤษณาก็ดี กลิ่นอุบลก็ดี กลิ่นมะลิก็ดี
กลิ่นศีลเป็นเยี่ยมกว่าคันธชาตนั่น.
๑๐. กลิ่นนี้ คือกลิ่นกลัมพัก และกลิ่นจันทน์
เป็นกลิ่นเพียงเล็กน้อย ส่วนกลิ่นของผู้มีศีลทั้งหลาย
เป็นกลิ่นชั้นสูง ย่อมหอมฟุ้งไปในเทพเจ้าและเหล่า
มนุษย์.
๑๑. มารย่อมไม่ประสบทางของท่านผู้มีศีลถึง
พร้อมแล้ว มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท พ้นวิเศษ
แล้วเพราะรู้ชอบเหล่านั้น.
๑๒. ดอกบัวมีกลิ่นดี พึงเกิดในกองหยากเยื่อ
อันบุคคลทิ้งแล้วใกล้ทางใหญ่ ดอกบัวนั้นพึงเป็นที่
ชอบใจฉันใด สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อ
ปุถุชนเป็นดังกองหยากเยื่อเกิดแล้ว ย่อมไพโรจน์
ล่วงซึ่งปุถุชนผู้มืดทั้งหลายด้วยปัญญาฉันนั้น.
จบปุปผวรรคที่ ๔

3
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 4 (เล่ม 41)

๔. ปุปผวรรควรรณนา
๑. เรื่องภิกษุ ๕๐๐ รูปผู้ขวนขวายในปฐวีกถา [๓๓]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุ
๕๐๐ รูป ผู้ขวนขวายในปฐวีกถา ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "โก
อิมํ ปฐวึ วิเชสฺสติ" เป็นต้น.
ควรปรารภแผ่นดินภายใน
ดังได้สดับมา ภิกษุเหล่านั้น เที่ยวจาริกไปในชนบทกับพระผู้มี-
พระภาคเจ้า มาถึงพระเชตวันแล้วนั่งในหอฉันในเวลาเย็น เล่าถึงเรื่อง
แผ่นดินในสถานที่ตนไปแล้ว ๆ ว่า "ในสถานเป็นที่ไปสู่บ้านโน้น จาก
บ้านโน้น เสมอ ไม่เสมอ มีเปือกตมมาก มีกรวดมาก มีดินดำ มีดิน
แดง."
พระศาสดา เสด็จมาตรัสถามว่า "ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอ
นั่งสนทนากันด้วย เรื่องอะไรหนอ ?" เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า
" ด้วยเรื่องแผ่นดินในสถานที่พวกข้าพระองค์เที่ยวไปแล้ว พระเจ้าข้า"
ดังนี้แล้ว จึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย นั่นชื่อว่าแผ่นดินภายนอก, การ
ที่พวกเธอทำบริกรรมในแผ่นดินภายในจึงจะควร" ดังนี้ แล้วได้ทรง
ภาษิต ๒ พระคาถามนี้ว่า :-

4
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 5 (เล่ม 41)

๑. โก อิมํ ปฐวึ วิเชสฺสติ ยมโลกญฺจ อิมํ สเทวกํ
โก ธมฺมปทํ สุเทสิตํ กุสโล ปุปฺผมิว ปเจสฺสติ.
เสโข ปฐวึ วิเชสฺสติ ยมโลกญฺจ อิมํ สเทวกํ
เสโข ธมฺมปทํ สุเทสิตํ กุสโล ปุปฺผมิว ปเจสฺสติ.
"ใคร จักรู้ชัดซึ่งแผ่นดินนี้ และยมโลกกับ
มนุสสโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก, ใคร จักเลือก
บทธรรม อันเราแสดงดีแล้ว เหมือนนายมาลาการ
ผู้ฉลาดเลือกดอกไม้ฉะนั้น. พระเสขะจักรู้ชัดแผ่นดิน
และยมโลกกับมนุสสโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก. พระ-
เสขะจักเลือกบทธรรมอันเราแสดงดีแล้ว เหมือน
นายมาลาการผู้ฉลาดเลือกดอกไม้ฉะนั้น."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า โก อิมํ ความว่า ใคร (จักรู้
ชัด) ซึ่งแผ่นดินนี้ กล่าวคืออัตภาพ.
บทว่า วิเชสฺสติ ความว่า จักรู้แจ้ง คือแทงตลอด ได้แก่ ทำให้
แจ้ง ด้วยญาณของตน.
บทว่า ยมโลกญฺจ ได้แก่ อบายโลก ๔ อย่างด้วย.
สองบทว่า อิมํ สเทวกํ ความว่า ใคร จักรู้ชัด คือจักทราบชัด
ได้แก่ แทงตลอด ทำให้แจ้งซึ่งมนุสสโลกนี้กับเทวโลกด้วย พระศาสดา
ย่อมตรัสถามดังนี้.
บาทพระคาถาว่า โก ธมฺมปทํ สุเทสิตํ ความว่า ใคร จัก
เลือก คือคัด ได้แก่พิจารณาเห็น แทงตลอด ทำให้แจ้ง ซึ่งบทธรรม

5
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 6 (เล่ม 41)

กล่าวคือโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ๑ ที่ชื่อว่าอันเราแสดงดีแล้ว เพราะ
ความเป็นธรรมอันเรากล่าวแล้วตามความเป็นจริง เหมือนนายมาลาการผู้
ฉลาดเลือกดอกไม้อยู่ฉะนั้น.
บทว่า เสโข เป็นต้น ความว่า พระอริยบุคคล ๗ จำพวก
ตั้งแต่ท่านผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค จนถึงท่านผู้ตั้งอยู่ในอรหัตมรรค
ชื่อว่าพระเสขะ เพราะยังศึกษาสิกขา ๓ เหล่านี้ คือ อธิสีลสิกขา อธิจิตต-
สิกขา อธิปัญญาสิกขา คร่าออกอยู่ซึ่งฉันทราคะ๒จากอัตภาพนั้น ด้วย
อรหัตมรรค ชื่อว่าจักรู้ชัด คือจักทราบชัด ได้แก่แทงตลอด ทำให้แจ้ง
ซึ่งแผ่นดินนี้ กล่าวคืออัตภาพ.
บทว่า ยมโลกญฺจ เป็นต้น ความว่า พระเสขะนั้นนั่นแหละ
จักรู้ชัด คือจักทราบชัด ได้แก่แทงตลอด ทำให้แจ้ง ซึ่งยมโลก มี
ประการอันกล่าวแล้วอย่างนั้น และมนุสสโลกนี้ กับทั้งเทวโลกทั้งหลาย
ชื่อว่าพร้อมทั้งเทวโลก. พระผู้ยังต้องศึกษา ๗ จำพวกนั้นแหละ ชื่อว่า
เสขะ. อธิบายว่า นายมาลาการผู้ฉลาด เข้าไปสู่สวนดอกไม้แล้ว เว้น
ดอกไม้ที่อ่อนและตูม ที่สัตว์เจาะ ที่เหี่ยว และที่เกิดเป็นปมเสียแล้ว
เลือกเอาเฉพาะแต่ดอกไม้ที่งาม ที่เกิดดีแล้ว ชื่อฉันใด พระเสขะ จักเลือก
คือคัด ได้แก่พิจารณาเห็น แทงตลอด ทำให้แจ้ง แม้ซึ่งบทแห่งโพธิ-
ปักขิยธรรมนี้ ที่เรากล่าวดีแล้ว คือแสดงดีแล้ว ฉันนั้นนั่นแล.
๑. คือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗
มรรคมีองค์ ๘.
๒. ฉันทราคะ แปลว่า ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ.

6
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 7 (เล่ม 41)

พระศาสดาทรงเฉลยปัญหาเองทีเดียว. ในเวลาจบเทศนา ภิกษุ
๕๐๐ รูป บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลายแล้ว, เทศนา
ได้มีประโยชน์แม้แก่บริษัทผู้ประชุมกัน ดังนี้แล.
เรื่องภิกษุ ๕๐๐ รูปผู้ขวนขวายในปฐวีกถา จบ.

7
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 8 (เล่ม 41)

๒. เรื่องพระเถระผู้เจริญมรีจิกัมมัฏฐาน [๓๔]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุรูปใด
รูปหนึ่ง ผู้เจริญมรีจิกัมมัฏฐาน๑ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " เผณูปมํ"
เป็นต้น.
พระเถระเจริญมรีจิกัมมัฏฐาน
ดังได้สดับมา พระเถระนั้น เรียนกัมมัฏฐานในสำนักพระศาสดา
แล้วคิดว่า " เราจักทำสมณธรรม " ดังนี้แล้ว เข้าไปสู่ป่า พากเพียร
พยายามแล้ว ก็ไม่อาจบรรลุพระอรหัตได้ จึงกลับมายังสำนักพระศาสดา
ด้วยตั้งใจว่า " จักทูลอาราธนาให้ตรัสบอกพระกัมมัฏฐานให้วิเศษ, "
เห็นพยับแดดในระหว่างทาง เจริญมรีกัมมัฏฐานว่า " พยับแดดนี้
ตั้งขึ้นแล้วในฤดูร้อน ย่อมปรากฏแก่บุคคลทั้งหลายผู้ยืนอยู่ ณ ที่ไกล
ดุจมีรูปร่าง, แต่ไม่ปรากฏเลย แก่บุคคลผู้มาสู่ที่ใกล้ฉันใด; แม้อัตภาพนี้
ก็มีรูปเหมือนอย่างนั้น เพราะอรรถว่า เกิดขึ้นและเสื่อมไป" เดินมาแล้ว
เมื่อยล้าในหนทาง อาบน้ำในแน่น้ำอจิรวดี นั่งที่ร่ม (ไม้) ริมฝั่ง
แม่น้ำมีกระแสอันเชี่ยวแห่งหนึ่ง เห็นฟองน้ำใหญ่ ตั้งขึ้นด้วยกำลังแห่ง
น้ำกระทบกันแล้วแตกไป ได้ถือเอาเป็นอารมณ์ว่า " แม้อัตภาพนี้ ก็มี
รูปร่างอย่างนั้นเหมือนกัน เพราะอรรถว่า เกิดขึ้นแล้วก็แตกไป."
๑. กัมมัฏฐานมีอันพิจารณาพยับแดดเป็นอารมณ์.

8
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 9 (เล่ม 41)

ทรงเปรียบกายด้วยฟองน้ำและพยับแดด
พระศาสดา ประทับอยู่ที่พระคันธกุฎีนั่นแล ทอดพระเนตรเห็น
พระเถระนั้นแล้ว จึงตรัสว่า "อย่างนั้นนั่นแหละ ภิกษุ อัตภาพนี้มีรูป
อย่างนั้นแล มีอันเกิดขึ้นและแตกไปเป็นสภาพแน่แท้ เหมือนฟองน้ำ
(และ) พยับแดด" ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๒. เผณูปมํ กายมิมํ วิทิตฺวา
มรีจิธมฺมํ อภิสมฺพุธาโน
เฉตฺวาน มารสฺส ปปุปฺผกานิ
อทสฺสนํ มจฺจุราชสฺส คจฺเฉ.
" ภิกษุรู้แจ้งกายนี้ว่า มีฟองน้ำเป็นเครื่อง
เปรียบ, รู้ชัดกายนี้ว่า มีพยับแดดเป็นธรรม ตัด
พวงดอกไม้ของมารเสียแล้ว พึงถึงสถานที่มัจจุราช
ไม่เห็น."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เผณูปมํ ความว่า รู้แจ้งกายนี้คือ
อันนับว่าเป็นที่ประชุมแห่งส่วนต่าง ๆ มีผมเป็นต้น ว่า " เห็นสมด้วย
ฟองน้ำ เพราะอรรถว่า ไม่มีกำลัง มีกำลังทราม ไม่ตั้งอยู่นานและเป็น
ไปชั่วกาล."
บทว่า มรีจิรธมฺมํ เป็นต้น ความว่า รู้ชัด คือรู้ ได้แก่ทราบว่า
" แม้กายนี้ ชื่อว่ามีพยับแดดเป็นธรรม เพราะอรรถว่า เป็นไปชั่วขณะ
และปรากฏนิดหน่อย เหมือนอย่างพยับแดด เป็นดุจมีรูปร่าง (และ)

9
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ 10 (เล่ม 41)

เป็นดุจเข้าถึงความเป็นของที่ควรถือเอาได้ แก่บุคคลทั้งหลายผู้ยืนอยู่ ณ ที่
ไกล, ( แต่ ) เมื่อบุคคลเข้าไปใกล้ ย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า เข้า
ถึงความเป็นของถือเอาไม่ได้ฉะนั้น."
สองบทว่า มารสฺส ปปุปฺผกานิ เป็นต้น ความว่า ภิกษุผู้
ขีณาสพ๑ ตัดวัฏฏะอันเป็นไปในไตรภูมิ๒ กล่าวคือพวงดอกไม้ของมาร
เสียได้ ด้วยอริยมรรคแล้ว พึงถึงสถานที่ไม่เห็น คือที่อันไม่เห็น คือที่
อันไม่เป็นวิสัยของมัจจุราช ได้แก่พระอมตมหานิพพาน.
ในกาลจบคาถา พระเถระ บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา
ทั้งหลายแล้ว ชมเชย สรรเสริญ ถวายบังคมพระสรีระของพระศาสดา
ซึ่งมีพรรณดุจทองคำ มาแล้ว ดังนี้แล.
เรื่องพระเถระผู้เจริญมรีจิกัมมัฏฐาน จบ.
๑. ผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว. ๒. ไตรภูมิ=ภูมิ ๓ คือ กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ.

10