ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 405 (เล่ม 40)

พระเถระบรรลุพระอรหัตและระลึกชาติได้
พระเถระนั้นได้โภชนะอันเป็นที่สบายแล้ว โดย ๒-๓ วันเท่านั้น
ก็ได้บรรลุพระอรหัต ยับยั้งอยู่ด้วยความสุขอันเกิดแต่มรรคและผลคิดว่า
" น่าขอบใจ มหาอุบาสิกาได้เป็นที่พึ่งของเราแล้ว เราอาศัยมหาอุบาสิกา
นี้ จึงถึงซึ่งการแล่นออกจากภพได้, แล้วใคร่ครวญอยู่ว่า มหาอุบาสิกา
นี้ได้เป็นที่พึ่งของเราในอัตภาพนี้ก่อน, ก็เมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในสงสาร
มหาอุบาสิกานี้เคยเป็นที่พึ่งในอัตภาพแม้อื่น ๆ หรือไม่ ? แล้วจึงตาม
ระลึกไปตลอด ๙๙ อัตภาพ.
แม้มหาอุบาสิกานั้น ก็เป็นนางบาทบริจาริกา (ภริยา) ของ
พระเถระนั้นใน ๙๙ อัตภาพ เป็นผู้มีจิตปฏิพัทธ์ในชายเหล่าอื่น จึงให้
ปลงพระเถระนั้นเสียจากชีวิต.
พระเถระครั้นเห็นโทษของมหาอุบาสิกานั้นเพียงเท่านี้แล้ว จึงคิดว่า
" น่าสังเวช มหาอุบาสิกานี้ได้ทำกรรมหนักมาแล้ว."
อุบาสิกาใคร่ครวญดูบรรพชิตกิจของพระเถระ
ฝ่ายมหาอุบาสิกานั่งในเรือนนั่นเอง พลางใคร่ครวญว่า " กิจแห่ง
บรรพชิตของภิกษุผู้บุตรของเรา ถึงที่สุดแล้ว หรือยังหนอ ?" ทราบว่า
พระเถระนั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว จึงใคร่ครวญยิ่งขึ้นไป ก็ทราบว่า
" ภิกษุผู้บุตรของเราบรรลุพระอรหัตแล้ว คิดว่า ' น่าปลื้มใจจริง อุบาสิกา
นี้ได้เป็นที่พึ่งของเราอย่างสำคัญ ' ดังนี้แล้วใคร่ครวญ (ต่อไปอีก) ว่า
" แม้ในกาลล่วงแล้ว อุบาสิกานี้ได้เคยเป็นที่พึ่งของเราหรือเปล่าหนอ ?"

405
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 406 (เล่ม 40)

ตามระลึกไปตลอด ๙๙ อัตภาพ; แต่เราแลได้คบคิดกับชายเหล่าอื่น ปลง
พระเถระนั้นเสียจากชีวิตใน ๙๙ อัตภาพ, พระเถระนี้แลเห็นโทษมีประมาณ
เท่านี้ของเราแล้ว คิดว่า 'น่าสังเวช อุบาสิกาได้ทำกรรมหนักแล้ว '
นางใคร่ครวญ (ต่อไป) ว่า " เราเมื่อท่องเที่ยวอยู่ในสงสาร เรามิได้
เคยทำอุปการะแก่ภิกษุผู้เป็นบุตรเลยหรือหนอ ?" ได้ระลึกถึงอัตภาพที่
ครบ ๑๐๐ อันยิ่งกว่า ๙๙ อัตภาพนั้น ก็ทราบว่า "ในอัตภาพที่ครบ
๑๐๐ เราเป็นบาทบริจาริกาแห่งพระเถระนั้น ได้ให้ชีวิตทานในสถาน
เป็นที่ปลงจากชีวิตแห่งหนึ่ง. น่าดีใจ เรากระทำอุปการะมากแก่ภิกษุผู้
บุตรของเรา" นั่งอยู่ในเรือนนั่นเองกล่าวว่า " ขอท่านจงใคร่ครวญดู
ให้วิเศษยิ่งขึ้น."
พระเถระนิพพาน
พระเถระนั้น ได้สดับเสียง ( ของอุบาสิกานั้น) ด้วยโสตธาตุ
อันเป็นทิพย์แล้ว ระลึกถึงอัตภาพที่ครบ ๑๐๐ ให้วิเศษขึ้น แล้วเห็น
ความที่อุบาสิกานั้นได้ให้ชีวิตแก่ตนในอัตภาพนั้น จึงคิดว่า " น่าดีใจ
อุบาสิกานี้ได้เคยทำอุปการะแก่เรา " ดังนี้แล้ว มีใจเบิกบานกล่าวปัญหา
ในมรรค ๔ ผล ๔ แก่อุบาสิกาในที่นั้นนั่นเอง ได้ปรินิพพานแล้วด้วย
นิพพานธาตุอันเป็นอนุปาทิเสส.
เรื่องภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง จบ.
๑. อญฺเญหิ สทฺธึ เอกโต หุตฺวา แปลตามพยัญชนะว่า เป็นโดยความเป็นอันเดียวกันกับบุรุษ
ทั้งหลายเหล่าอื่น.

406
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 407 (เล่ม 40)

๓. เรื่องอุกกัณฐิตภิกษุ [๒๖]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้กระสัน
(จะสึก ) รูปใดรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "สุทุทฺทสํ"
เป็นต้น.
พระเถระแนะอุบายพ้นทุกข์แก่เศรษฐีบุตร
ดังได้สดับมา เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี บุตรเศรษฐี
ผู้หนึ่ง เข้าไปหาพระเถระผู้เป็นชีต้น๑ของตน เรียนว่า "ท่านผู้เจริญ กระผม
ใคร่จะพ้นจากทุกข์, ขอท่านโปรดบอกอาการสำหรับพ้นจากทุกข์แก่
กระผมสักอย่างหนึ่ง. "
พระเถระ กล่าวว่า "ดีละ ผู้มีอายุ ถ้าเธอใคร่จะพ้นจากทุกข์ไซร้,
เธอจงถวายสลากภัต๒ ถวายปักขิกภัต๓ ถวายวัสสาวาสิกภัต๔ ถวาย
ปัจจัยทั้งหลายมีจีวรเป็นต้น, แบ่งทรัพย์สมบัติของตนให้เป็น ๓ ส่วน
ประกอบการงานด้วยทรัพย์ส่วน ๑ เลี้ยงบุตรและภรรยาด้วยทรัพย์ส่วน ๑
ถวายทรัพย์ส่วน ๑ ไว้ในพระพุทธศาสนา." เขารับว่า "ดีละ ขอรับ"
แล้วทำกิจทุกอย่าง ตามลำดับแห่งกิจที่พระเถระบอก แล้วเรียนถาม
พระเถระอีกว่า "กระผมจะทำบุญอะไรอย่างอื่น ที่ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีกเล่า ?
ขอรับ."
๑. กุลุปกะ ผู้เข้าไปสู่ตระกูล ๒. ภัตที่ยายกถวายตามสลาก. ๓. ภัตที่ทายกถวายในวัน
ปักษ์. ๔. ภัตที่ทายกถวายแก่ภิกษุผู้จำพรรษา.

407
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 408 (เล่ม 40)

พระเถระ ตอบว่า " ผู้มีอายุ เธอจงรับไตรสรณะ (และ)
ศีล ๕." เขารับไตรสรณะและศีล ๕ แม้เหล่านั้นแล้ว จึงเรียนถามถึง
บุญกรรมที่ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น. พระเถระก็แนะว่า " ถ้ากระนั้น เธอจง
รับศีล ๑๐." เขากล่าวว่า " ดีละ ขอรับ " แล้วก็รับ (ศีล ๑๐).
เพราะเหตุที่เขาทำบุญกรรมอย่างนั้นโดยลำดับ เขาจึงมีนามว่า อนุปุพพ-
เศรษฐีบุตร. เขาเรียนถามอีกว่า " บุญอันกระผมพึงทำ แม้ยิ่งขึ้นไป
กว่านี้ ยังมีอยู่หรือ ? ขอรับ" เมื่อพระเถระกล่าวว่า " ถ้ากระนั้น เธอ
จงบวช," จึงออกบวชแล้ว. ภิกษุผู้ทรงพระอภิธรรมรูปหนึ่ง ได้เป็น
อาจารย์ของเธอ, ภิกษุผู้ทรงพระวินัยรูปหนึ่ง เป็นพระอุปัชฌาย์, ใน
เวลาที่ภิกษุนั้นได้อุปสมมทแล้วมาสู่สำนักของตน (อาจารย์) อาจารย์
กล่าวปัญหาในพระอภิธรรมว่า "ชื่อว่า ในพระพุทธศาสนา ภิกษุทำกิจ
นี้จึงควร, ทำกิจนี้ไม่ควร. "
ฝ่ายพระอุปัชฌาย์ ก็กล่าวปัญหาในพระวินัย ในเวลาที่ภิกษุนั้น
มาสู่สำนักของตนว่า " ชื่อว่า ในพระพุทธศาสนา ภิกษุทำสิ่งนี้ควร,
ทำสิ่งนี้ไม่ควร; สิ่งนี้เหมาะ สิ่งนี้ไม่เหมาะ."
อยากสึกจนซูบผอม
ท่านคิดว่า "โอ ! กรรมนี้หนัก; เราใคร่จะพ้นจากทุกข์ จึงบวช,
แต่ในพระพุทธศาสนานี้ สถานเป็นที่เหยียดมือของเรา ไม่ปรากฏ, เรา
ดำรงอยู่ในเรือนก็อาจพ้นจากทุกข์ในวัฏฏะได้ เราควรเป็นคฤหัสถ์
(ดีกว่า)." ตั้งแต่นั้น ท่านกระสัน (จะสึก) หมดยินดี (ในพรหม-
จรรย์) ไม่ทำการสาธยายในอาการ ๓๒, ไม่เรียนอุเทศ ผอม ซูบซีด

408
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 409 (เล่ม 40)

มีตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ถูกความเกียจคร้านครอบงำ เกลื่อนกล่น
แล้วด้วยหิดเปื่อย.
ลำดับนั้น พวกภิกษุหนุ่มและสามเณร ถามท่านว่า " ผู้มีอายุ
ทำไม ? ท่านจึงยืนแฉะอยู่ในที่ยืนแล้ว นั่งแฉะในที่นั่งแล้ว ถูกโรค
ผอมเหลืองครอบงำ ผอม ซูบซีด มีตัวสะพรั่งด้วยเส้นเอ็น ถูกความ
เกียจคร้านครอบงำ เกลื่อนกล่นแล้วด้วยหิดเปื่อย, ท่านทำกรรม
อะไรเล่า ?"
ภิกษุ. ผู้มีอายุ ผมเป็นผู้กระสัน.
ภิกษุหนุ่มและสามเณร. เพราะเหตุไร ?
ภิกษุนั้น บอกพฤติการณ์นั้นแล้ว, ภิกษุหนุ่มและสามเณรเหล่านั้น
บอกแก่พระอาจารย์และพระอุปัชฌาย์ของท่านแล้ว. พระอาจารย์และพระ-
อุปัชฌาย์ ได้พากันไปยังสำนักพระศาสดา.
รักษาจิตอย่างเดียวอาจพ้นทุกข์ได้
พระศาสดาตรัสถามว่า " ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอมาทำไมกัน ?"
อาจารย์และอุปัชฌาย์. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุรูปนี้กระสันใน
ศาสนาของพระองค์.
พระศาสดา. ได้ยินว่า อย่างนั้นหรือ ? ภิกษุ.
ภิกษุ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. เพราะเหตุไร ?
ภิกษุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ( เพราะ) ข้าพระองค์ใคร่จะพ้น
จากทุกข์ จึงได้บวช, พระอาจารย์ของข้าพระองค์นั้น กล่าวอภิธรรมกถา,

409
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 410 (เล่ม 40)

พระอุปัชฌาย์กล่าววินัยกถา. ข้าพระองค์นั้นได้ทำความตกลงใจว่า ' ใน
พระพุทธศาสนานี้ สถานเป็นที่เหยียดมือของเราไม่มีเลย, เราเป็นคฤหัสถ์
ก็อาจพ้นจากทุกข์ได้, เราจักเป็นคฤหัสถ์' ดังนี้ พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. ภิกษุ ถ้าเธอจักสามารถรักษาได้เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น,
กิจคือการรักษาสิ่งทั้งหลายที่เหลือ ย่อมไม่มี.
ภิกษุ. อะไร ? พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. เธอจักอาจรักษาเฉพาะจิตของเธอ ได้ไหม ?
ภิกษุ. อาจรักษาได้ พระเจ้าข้า.
พระศาสดา ประทานพระโอวาทนี้ว่า " ถ้ากระนั้น เธอจงรักษา
เฉพาะจิตของตนไว้, เธออาจพ้นจากทุกข์ได้" ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระ
คาถานี้
๓. สุทุทฺทสํ สุนิปุณํ ยตฺถ กามนิปาตินํ
จิตฺตํ รกฺเขถ เมธาวี จิตฺตํ คุตฺตํ สุขาวหํ.
"ผู้มีปัญญา พึงรักษาจิต ที่เห็นได้แสนยาก
ละเอียดยิ่งนัก มันตกไปในอารมณ์ตามความใคร่,
(เพราะว่า) จิตที่คุ้มครองไว้ได้ เป็นเหตุนำสุขมา
ให้."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุทุทฺทสํ ได้แก่ ยากที่จะเห็นได้
ด้วยดี. บทว่า สุนิปุณํ ละเอียดที่สุด ได้แก่ ละเอียดอย่างยิ่ง.
บาทพระคาถาว่า ยตฺถ กามนิปาตินํ ความว่า มักไม่พิจารณา

410
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 411 (เล่ม 40)

ดูฐานะทั้งหลายมีชาติเป็นต้น ตกไปในอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ในฐานะ
ที่พึงได้หรือไม่พึงได้ สมควรหรือไม่สมควร.
บาทพระคาถาว่า จิตฺตํ รกฺเขถ เมธาวี ความว่า คนอันธพาล
มีปัญญาทราม ชื่อว่า สามารถรักษาจิตของตนไว้ได้ ย่อมไม่มี. เขา
เป็นผู้เป็นไปในอำนาจจิต ย่อมถึงความพินาศฉิบหาย: ส่วนผู้มีปัญญา
คือเป็นบัณฑิตเทียว ย่อมอาจรักษาจิตไว้ได้. เพราะเหตุนั้น แม้เธอจง
คุ้มครองจิตไว้ให้ได้; เพราะว่า จิต ที่คุ้มครองไว้ได้ เป็นเหตุนำสุขมาให้
คือย่อมนำมาซึ่งสุขอันเกิดแต่มรรคผลและนิพพาน ดังนี้.
ในกาลจบเทศนา ภิกษุนั้นบรรลุโสดาปัตติผลแล้ว ชนแม้
เหล่าอื่นเป็นอันมาก ได้เป็นอริยบุคคล มีพระโสดาบันเป็นต้น. เทศนา
ได้สำเร็จประโยชน์แก่มหาชน ดังนี้แล.
เรื่องอุกกัณฐิตภิกษุ จบ.

411
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 412 (เล่ม 40)

๔. เรื่องพระภาคิไนยสังฆรักขิตเถระ [๒๗]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุชื่อว่า
สังฆรักขิต ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " ทูรงฺคมํ เอกจรํ " เป็นต้น
พระเถระไม่รับผ้าสาฎกที่พระหลานชายถวาย
ดังได้สดับมา กุลบุตรผู้หนึ่งในกรุงสาวัตถี ฟังพระธรรมเทศนา
ของพระศาสดาแล้วออกบวช ได้อุปสมบทแล้ว มีนามว่าสังฆรักขิตเถระ
โดย ๒ - ๓ วันเท่านั้น ก็บรรลุพระอรหัตผล. น้องชายของท่าน ได้
บุตรแล้ว ก็ได้ตั้งชื่อของพระเถระ ( แก่บุตรนั้น) . เขามีนามว่า
ภาคิไนยสังฆรักขิต เจริญวัยแล้ว ได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของ
พระเถระ เข้าไปจำพรรษาในวัดใกล้บ้านแห่งใดแห่งหนึ่ง ได้ผ้าวัสสา-
วาสิกสาฎก ๒ ผืน คือยาว ๗ ศอกผืนหนึ่ง ยาว ๘ ศอกผืนหนึ่ง กำหนด
ไว้ว่า " ผ้าผืนยาว ๘ ศอกจักเป็นของพระอุปัชฌาย์ของเรา" คิดว่า
" ผ้าผืนยาว ๗ ศอกจักเป็นของเรา" ออกพรรษาแล้ว ประสงค์ว่า
" จักเยี่ยมพระอุปัชฌาย์" เดินมาพลางเที่ยวบิณฑบาตในระหว่างทาง
ครั้นมา (ถึง) แล้ว เมื่อพระเถระยังไม่กลับมาสู่วิหารนั่นแล, เข้าไปสู่
วิหารแล้วปัดกวาดที่สำหรับพักกลางวันของพระเถระ จัดตั้งน้ำล้างเท้าไว้
ปูอาสนะแล้วนั่งแลดูหนทางเป็นที่มา (แห่งพระเถระ) อยู่. ครั้นทราบ
ความที่พระเถระมาถึงแล้ว กระทำการต้อนรับ รับบาตรจีวร อาราธนา

412
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 413 (เล่ม 40)

พระเถระให้นั่ง ด้วยคำว่า " ขอท่านนั่งเถิด ขอรับ" ถือพัดก้านตาล
พัดแล้ว ถวายน้ำดื่ม ล้างเท้าทั้งสองแล้ว นำผ้าสาฎกนั้นมาวางไว้ ณ
ที่ใกล้เท้าเรียนว่า "ท่านขอรับ ขอท่านจงใช้สอยผ้าสาฎกผืนนี้" ดังนี้
แล้ว ได้ยืนพัดอยู่.
ลำดับนั้น พระเถระกล่าวกะเธอว่า " สังฆรักขิต จีวรของฉัน
บริบูรณ์, เธอนั่นแล จงใช้สอย."
พระสังฆรักขิต. ท่านขอรับ ผ้าสาฏกนี้ กระผมกำหนดไว้เพื่อ
ท่านทีเดียว จำเดิมแต่เวลาที่กระผมได้แล้ว, ขอท่านจงทำการใช้สอยเถิด.
พระเถระ. ช่างเถอะ สังฆรักขิต จีวรของฉันบริบูรณ์, เธอ
นั่นแล จงใช้สอยเถิด.
พระสังฆรักขิต. ท่านขอรับ ขอท่านอย่าทำอย่างนั้นเลย (เพราะ)
เมื่อท่านใช้สอยผ้าสากฎนี้ ผลมากจักมีแก่กระผม.
พระหลานชายนึกถึงฆราวาสวิสัย
ลำดับนั้น เมื่อพระสังฆรักขิตนั้น แม้กล่าว (วิงวอน) อยู่
แล้ว ๆ เล่า ๆ, พระเถระก็ไม่ปรารถนาผ้าสาฎกผืนนั้น. เธอยืนพัดอยู่
พลางคิดอย่างนี้ว่า "ในเวลาเป็นคฤหัสถ์ เราเป็นหลานของพระเถระ;
ในเวลาบวชแล้ว เราก็เป็นสัทธิวิหาริก (ของท่าน), แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น
พระอุปัชฌาย์ ก็ไม่ประสงค์ทำการใช้สอยร่วมกับเรา, เมื่อพระอุปัชฌาย์
นี้ ไม่ทำการร่วมใช้สอยกับเรา, เราจะต้องการอะไรด้วยความเป็นสมณะ,
เราจักเป็นคฤหัสถ์ (ดีกว่า)."
ขณะนั้น เธอได้มีความคิดเห็นว่า " การครองเรือน ตั้งตัวได้ยาก,

413
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 414 (เล่ม 40)

เราจักขายผ้าสาฎกผืนยาว ๘ ศอกแล้ว ซื้อแม่แพะ (มา ) ตัวหนึ่ง,
ธรรมดาแม่แพะย่อมตกลูกเร็ว เรานั้นจะขายลูกแพะที่ตกแล้ว ๆ ทำให้
เป็นต้นทุน, ครั้นรวมต้นทุนได้มากแล้ว จักนำหญิงคนหนึ่งมาเป็นภริยา,
นางจักคลอดบุตรคนหนึ่ง เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจักตั้งชื่อหลวงลุงของเรา
แก่บุตรนั้น แล้วให้นั่งในยานน้อยพาบุตรและภริยาของเรามาไหว้หลวง-
ลุง, เมื่อเดินมา จักพูดกะภริยาของเราในระหว่างทางว่า ' หล่อนจงนำ
บุตรมาแก่เราก่อน, เราจักนำ ( อุ้ม ) เขาไป.' หล่อนจักพูดว่า ' เธอ
จะต้องการอะไรด้วยบุตร, เธอจงมา จงขับยานน้อยนี้ไป,' แล้วรับเอา
บุตรไป ตั้งใจว่า ' เราจักนำเขาไป,' เมื่อไม่อาจอุ้มไปได้ จักทิ้งไว้ที่
รอยล้อ, เมื่อเป็นเช่นนั้น ล้อจักทับสรีระของเขาไป, ลำดับนั้น เราจะ
พูดกะหล่อนว่า ' หล่อนไม่ได้ให้บุตรของฉันแก่ฉันเอง. หล่อนไม่สามารถ
อุ้มบุตรนั้นไปได้, บุตรนั้นย่อมเป็นผู้อันเจ้าให้ฉิบหายเสียแล้ว, จักเอา
ด้ามปฏักตีหลัง (ภริยา)."
พระเถระถูกพระหลานชายตี
พระหลานชายนั้น คิดอยู่อย่างนั้น พลางยืนพัดอยู่เทียว เอาพัด
ก้านตาลตีศีรษะพระเถระแล้ว.
พระเถระใคร่ครวญอยู่ว่า " เพราะเหตุไรหนอแล ? เราจึงถูกสังฆ-
รักขิตตีศีรษะ," ทราบเรื่องที่พระหลานชายนั้นคิดแล้ว ๆ ทั้งหมด, จึง
พูดว่า " สังฆรักขิต เธอไม่ได้อาจจะให้ประหารมาตุคาม, ในเรื่องนี้
พระเถระผู้แก่มีโทษอะไรเล่า ?"
เธอคิดว่า " ตายจริง เราฉิบหายแล้ว, นัยว่าพระอุปัชฌาย์รู้เรื่อง

414