ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 375 (เล่ม 40)

ผู้มีหทัยอันความรักซึ่งเกิดขึ้นด้วยอำนาจปุพเพสันนิวาสท่วมทับแล้ว ดุจ
ห้วงน้ำใหญ่ ก็ปลงใจว่า " นั่น สามีของเรา " จึงโยนพวงดอกไม้ไป
เบื้องบนท้าวสักกะนั้น. พวกอสูรนึกละอายว่า " พระเจ้าอยู่หัวของพวกเรา
ไม่ได้ผู้ที่สมควรแก่พระธิดาตลอดกาลประมาณเท่านี้ บัดนี้ได้แล้ว, ผู้ที่
แก่กว่าปู่นี้แล สมควรแก่พระธิดาของท้าวเธอ" ดังนี้แล้ว จึงหลีกไป.
ฝ่ายท้าวสักกะ ทรงจับอสุรกัญญานั้นที่มือแล้ว ทรงประกาศว่า
" เรา คือท้าวสักกะ" แล้วทรงเหาะไปในอากาศ.
พวกอสูรรู้ว่า " พวกเราถูกสุกกะแก่ลวงเสียแล้ว" จึงพากันติดตาม
ท้าวสักกะนั้นไป. เทพบุตรผู้เป็นสารถีนามว่ามาตลี นำเวชยันตรถมาพัก
ไว้ในระหว่างทาง. ท้าวสักกะทรงอุ้มนางขึ้นในรถนั้นแล้ว บ่ายพระพักตร์
สู่เทพนคร เสด็จไปแล้ว. ครั้นในเวลาที่ท้าวสักกะนั้น เสด็จถึงสิมพลิวัน๑
ลูกนกครุฑได้ยินเสียงรถ (ตกใจ) กลัวร้องแล้ว. ท้าวสักกะได้ทรง
สดับเสียงสูกนกครุฑเหล่านั้นแล้ว ตรัสถามมาตลีว่า " นั่นนกอะไรร้อง ?"
มาตลี. ลูกนกครุฑ พระเจ้าข้า.
ท้าวสักกะ. เพราะเหตุไร มันจึงร้อง ?
มาตลี. เพราะได้ยินเสียงรถแล้ว กลัวตาย.
ท้าวสักกะ ตรัสว่า "อาศัยเราผู้เดียว นกประมาณเท่านี้ถูกความ
เร็วของรถให้ย่อยยับไปแล้ว มันอย่าฉิบหายเสียเลย, เธอจงกลับรถเสีย
เถิด."
มาตลีเทพบุตรนั้น ให้สัญญาแก่ม้าสินธพพันหนึ่งด้วยแส้ กลับ
รถแล้ว. พวกอสูรเห็นกิริยานั้น คิดว่า " ท้าวสักกะแก่ หนีไปตั้งแต่
๑. ป่าไม้งิ้ว.

375
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 376 (เล่ม 40)

อสุรบุรี บัดนี้ กลับรถแล้ว, เธอจักได้ผู้ช่วยเหลือเป็นแน่" จึงกลับ
เข้าไปสู่อสูรบุรีตามทางที่มาแล้วนั่นแล ไม่ยกศีรษะขึ้นอีก.
ฝ่ายท้าวสักกะ ทรงนำนางสาวอสูรชื่อสุชาดาไปเทพนครแล้ว ทรง
สถาปนาไว้ในตำแหน่งหัวหน้านางอัปสร ๒ โกฏิกึ่ง. นางทูลขอพรกะ
ท้าวสักกะว่า "ขอเดชะพระมหาราชเจ้า มารดาบิดาหรือพี่ชายพี่หญิงของ
หม่อมฉัน ในเทวโลกนี้ ไม่มี; พระองค์จะเสด็จไปในที่ใด ๆ พึง
(ทรงพระกรุณา) พาหม่อมฉันไปในที่นั้น ๆ (ด้วย) ท้าวเธอได้ประ-
ทานปฏิญญาแก่นางว่า "ได้."
พวกอสูรกลัวท้าวสักกะ
ก็จำเดิมแต่นั้นมา เมื่อดอกจิตตปาตลิบาน พวกอสูรประสงค์จะรบ
กะท้าวสักกะ ขึ้นมาเพื่อหมายจะต่อยุทธ ด้วยสำคัญว่า " เป็นเวลาที่
ดอกปาริฉัตตกทิพย์ของพวกเราบาน" ท้าวสักกะได้ประทานอารักขาแก่
พวกนาคในภายใต้สมุทร. ถัดนั้น พวกครุฑ, ถัดนั้น พวกกุมภัณฑ์,
ถัดนั้น พวกยักษ์, ถัดนั้น ท้าวจตุมหาราช, ส่วนชั้นบนกว่าทุก ๆ ชั้น
ประดิษฐานรูปจำลองพระอินทร์ ซึ่งมีวชิราวุธในพระหัตถ์ไว้ที่ทวารแห่ง
เทพนคร. พวกอสูรแม้ชำนะพวกนาคเป็นต้นมาแล้ว เห็นรูปจำลอง
พระอินทร์มาแต่ไกล ก็ย่อมหนีไป ด้วยเข้าใจว่า "ท้าวสักกะเสด็จออก
มาแล้ว."
อานิสงส์ความไม่ประมาท
พระศาสดาตรัสว่า "มหาลิ มฆมาณพปฏิบัติอัปปมาทปฏิปทา

376
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 377 (เล่ม 40)

อย่างนี้; ก็แล มฆมาณพนั่น ไม่ประมาทอย่างนี้ จึงถึงความเป็นใหญ่
เห็นปานนี้ ทรงเสวยราชย์ในเทวโลกทั้งสอง, ชื่อว่าความไม่ประมาทนั่น
บัณฑิตทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น สรรเสริญแล้ว, เพราะว่า การ
บรรลุคุณวิเศษซึ่งเป็นโลกิยะและโลกุตระแม้ทั้งหมดย่อมมีได้ เพราะอาศัย
ความไม่ประมาท " ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า
๗. อปฺปมาเทน มฆวา เทวานํ เสฏฺฐตํ คโต
อปฺปมาทํ ปสํสนฺติ ปมาโท ครหิโต สทา.
"ท้าวมฆวะ ถึงความเป็นผู้ประเสริฐกว่าเทพยดา
ทั้งหลาย เพราะความไม่ประมาท; บัณฑิตทั้งหลาย
ย่อมสรรเสริญความไม่ประมาท, ความประมาท
อันท่านติเตียนทุกเมื่อ."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปมาเทน คือ เพราะความไม่
ประมาทที่ทำไว้ ตั้งต้นแต่แผ้วถางภูมิประเทศในอจลคาม.
บทว่า มฆวา เป็นต้น ความว่า มฆมาณพ ซึ่งปรากฏว่า
" มฆวะ" ในบัดนี้ ชื่อว่า ถึงความเป็นผู้ประเสริฐกว่าเทพยดาทั้งหลาย
เพราะความเป็นราชาแห่งเทวโลกทั้งสอง.
บทว่า ปสํสนฺติ ความว่า บัณฑิตทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น
ย่อมชมเชย สรรเสริญความไม่ประมาทอย่างเดียว.
ถามว่า " เพราะเหตุไร ?"
วิสัชนาว่า " เพราะความไม่ประมาท เป็นเหตุให้ได้คุณวิเศษที่เป็น

377
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 378 (เล่ม 40)

โลกิยะและโลกุตระทั้งหมด."
บาทพระคาถาว่า ปมาโท ครหิโต สทา ความว่า ส่วนความ
ประมาท อันพระอริยะเหล่านั้นติเตียน คือนินทาแล้ว เป็นนิตย์.
ถามว่า " เพราะเหตุไร ?"
วิสัชนาว่า " เพราะความประมาทเป็นต้นเค้าของความวิบัติทุกอย่าง."
จริงอยู่ ความเป็นผู้โชคร้ายในมนุษย์ก็ดี การเข้าถึงอบายก็ดี ล้วนมีความ
ประมาทเป็นมูลทั้งนั้น ดังนี้.
ในเวลาจบคาถา เจ้าลิจฉวีนามว่ามหาลิ ทรงดำรงอยู่ในโสดา-
ปัตติผลแล้ว. แม้บริษัทผู้ประชุมกันเป็นอันมาก ก็ได้เป็นพระอริยบุคคล
มีพระโสดาบันเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องท้าวสักกะ จบ.

378
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 379 (เล่ม 40)

๘. เรื่องภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง [๒๒]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุ
รูปใดรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " อปฺปมาทรโต ภิกฺขุ"
เป็นต้น.
ภิกษุนั่งพิจารณาไฟไหม้ป่าเป็นอารมณ์
ดังได้สดับมา ภิกษุรูปนั้นเรียนกัมมัฏฐาน ตราบเท่าถึงพระอรหัต
ในสำนักพระศาสดาแล้ว เข้าป่าเพียรพยายามอยู่ ก็ไม่อาจบรรลุพระอรหัต
ได้. ท่านนึกว่า " เราจักไปทูลพระศาสดาให้ตรัสบอกกัมมัฏฐานให้วิเศษ
(ขึ้นไป) " ดังนี้แล้ว ออกจากป่านั้น กำลังเดินมายังสำนักพระศาสดา
เห็นไฟป่าตั้งขึ้น ( ลุกลาม) มากมาย ในระหว่างหนทาง รีบขึ้นยอดเขา
โล้นลูกหนึ่ง นั่งดูไฟซึ่งกำลังไหม้ป่า ยืดเอาเป็นอารมณ์ว่า " ไฟนี้
เผาเชื้อทั้งหลายมากและน้อยไป ฉันใด; แม้ไฟคืออริยมรรคญาณ ก็จัก
พึงเผาสังโยชน์ทั้งหลายมากและน้อยไป ฉันนั้น."
ปฏิปทาตัดสังโยชน์
พระศาสดา ประทับนั่งในพระคันธกุฎีนั่นแล ทรงทราบวาระจิต
ของเธอแล้ว ตรัสว่า " อย่างนั้นแล ภิกษุ สังโยชน์ทั้งหลายละเอียด
และหยาบ ซึ่งเกิดอยู่ในภายในของสัตว์เหล่านี้ ดุจเชื้อมากบ้างน้อยบ้าง

379
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 380 (เล่ม 40)

ฉะนั้น, ควรเผาสังโยชน์เหล่านั้นด้วยไฟคือญาณเสียแล้ว ทำให้เป็นของ
ไม่ควรเกิดอีก" ดังนี้แล้ว ทรงเปล่งพระรัศมี ปรากฏประหนึ่งว่า
ประทับนั่ง ณ ที่จำเพาะหน้าของภิกษุนั้น ตรัสพระคาถานี้ว่า
๘. อปฺปนาทรโต ภิกฺขุ ปมาเท ภยทสฺสิ วา
สญฺโญชนํอณุํ ถูลํ ฑหํ อคฺคีว คจฺฉติ.
" ภิกษุยินดีแล้วในความไม่ประมาท หรือมีปกติ
เห็นภัยในความประมาท ย่อมเผาสังโยชน์ ทั้ง
ละเอียดและหยาบไป ดุจไฟเผาเชื้อมากและน้อย
ไปฉะนั้น."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปมาทรโต ความว่า ยินดีคืออภิรมย์
แล้วในความไม่ประมาท ได้แก่ ยังกาลให้ล่วงไปด้วยความไม่ประมาท.
บาทพระคาถาว่า ปมาเท ภยทสฺสิ วา ความว่า ผู้เห็นภัยใน
ความประมาท มีการเข้าถึงนรกเป็นต้น, อีกประการหนึ่ง ชื่อว่าผู้เห็น
ความประมาทโดยความเป็นภัย เพราะความประมาทนั้นเป็นรากเหง้าแห่ง
ความอุบัติเหล่านั้น.
บทว่า สญฺโญชนํ ความว่า สังโยชน์ ๑๐ อย่าง๑ เป็นเครื่อง
ประกอบ เครื่องผูก ( หมู่สัตว์) ไว้กับทุกข์ในวัฏฏะ สามารถยังสัตว์
ให้จมลงในวัฏฏะได้.
๑. สักกายทิฏฐิ ความเห็นเป็นเหตุถือตัวถือตน ๑ วิจิกิจฉา ความลังเล ไม่แน่ใจ ๑ สีลัพพต-
ปรามาส ความลูบคลำศีลและพรต ๑ กามราคะ ความกำหนัดด้วยอำนาจกิเลสกาม ๑ ปฏิฆะ
ความกระทบกระทั่งแห่งจิต ๑ รูปราคะ ความติดใจในรูปธรรม ๑ อรูปราคะ ความติดใจในอรูป-
ธรรม ๑ มานะ ความถือตัวว่าเป็นนั่นเป็นนี่ ๑ อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน ๑ อวิชชา ความหลงเป็น
เหตุไม่รู้จริง ๑.

380
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 381 (เล่ม 40)

บทว่า อณุํ ถูลํ คือมากและน้อย.
บาทพระคาถาว่า ฑหํ อคฺคีว คจฺฉติ ความว่า ภิกษุนั้นยินดี
แล้วในความไม่ประมาท ย่อมเผาสังโยชน์นั่นด้วยไฟคือญาณ ซึ่งตน
บรรลุแล้วด้วยความไม่ประมาท คือทำให้เป็นของไม่ควรเกิดขึ้นอีกต่อไป
ดุจไฟเผาเชื้อมากและน้อยนั้นแลไปฉะนั้น.
ในกาลจบคาถา ภิกษุนั้น นั่งอย่างเดิมเทียว เผาสังโยชน์ทั้งหมด
แล้ว บรรลุพระอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย มาทางอากาศ
(เหาะมา) ชมเชยสรรเสริญพระสรีระของพระตถาคต ซึ่งมีพรรณะดุจ
ทองคำแล้ว ถวายบังคม หลีกไป ดังนี้แล.
เรื่องภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง จบ.

381
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 382 (เล่ม 40)

๙. เรื่องพระติสสเถระผู้มีปกติอยู่ในนิคม [๒๓]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระติสสเถระ
ผู้มีปกติอยู่ในนิคม ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "อปฺปมาทรโต" เป็น
ต้น.
พระเถระเที่ยวรับบิณฑบาตแต่ในบ้านญาติ
ความพิสดารว่า กุลบุตรคนหนึ่ง เกิดเติบโตในบ้านที่ตั้งอยู่ในนิคม
แห่งหนึ่ง ซึ่งไม่ไกลแต่กรุงสาวัตถี บรรพชาแล้วได้อุปสมบทในศาสนา
ของพระศาสดาแล้ว ปรากฏว่า " ชื่อว่า พระนิคมติสสเถระเป็นผู้มักน้อย
สันโดษ สงัด ปรารภความเพียร." ท่านเที่ยวบิณฑบาตเฉพาะในบ้าน
ของญาติเป็นนิตย์. เมื่อคนทั้งหลายมีอนาถบิณฑิกเศรษฐี เป็นต้น ทำ
มหาทานอยู่ก็ดี, เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงบำเพ็ญอสทิสทานอยู่ก็ดี,*
ก็ไม่มากรุงสาวัตถี.
พวกภิกษุจึงสนทนากันว่า " พระนิคมติสสะนี้ ลุกขึ้นเสร็จสรรพ
แล้ว ก็คลุกคลีด้วยญาติอยู่ เมื่อชนทั้งหลายมีอนาถบิณฑิกเศรษฐี เป็นต้น
ทำมหาทานอยู่ก็ดี, เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงบำเพ็ญอสทิสทานอยู่ก็ดี,
เธอไม่มาเลย ดังนี้แล้ว จึงกราบทูลแด่พระศาสดา.
พระเถระได้รับสาธุการจากพระศาสดา
พระศาสดา รับสั่งให้เรียกท่านมาแล้ว ตรัสถามว่า " ภิกษุ
๑. ทานอันไม่มีทานอื่นเสมอ.

382
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 383 (เล่ม 40)

ข่าวว่า เธอทำอย่างนั้น จริงหรือ ?" เมื่อท่านกราบทูลว่า " ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่มีความคลุกคลีด้วยญาติ, ข้าพระองค์
อาศัยพวกมนุษย์ที่เป็นญาติเหล่านั้น ย่อมได้อาหารที่พอจะกลืนกินได้,
ข้าพระองค์คิดว่า ' เมื่อเราได้อาหารที่เลวก็ตาม ประณีตก็ตาม ซึ่ง
พอยังอัตภาพให้เป็นไปได้แล้ว, ประโยชน์อะไรด้วยการแสวงหาอาหาร
อีกเล่า ?' ดังนี้แล้ว จึงไม่มา, ก็ชื่อว่า ความคลุกคลีด้วยหมู่ญาติไม่มี
แก่ข้าพระองค์ พระเจ้าข้า" แม้ตามปกติ (พระองค์ ) ก็ทรงทราบ
อัธยาศัยของท่านอยู่ จึงประทานสาธุการว่า " ดีละ ๆ ภิกษุ" ดังนี้แล้ว
ตรัสว่า " ภิกษุ ก็ข้อที่เธอได้อาจารย์ผู้เช่นเราแล้ว ได้เป็นผู้มักน้อย
ไม่อัศจรรย์นัก, เพราะว่า ชื่อว่า ความเป็นผู้มักน้อยนี้เป็นแบบแผน
ของเรา เป็นประเพณีของเรา" ดังนี้แล้ว อันภิกษุทั้งหลายทูลอาราธนา
แล้ว ทรงนำอดีตนิทานมาว่า
เรื่องนกเขาแต้ว
ในอดีตกาล นกแขกเค้าหลายพันตัว อยู่ในป่าไม้มะเดื่อแห่งหนึ่ง
ใกล้ผงแม่น้ำคงคาในป่าหิมพานต์ บรรดานกแขกเต้าเหล่านั้น พระยานก
แขกเต้าตัว หนึ่ง เมื่อผลแห่งต้นไม้ที่ตนอาศัยอยู่สิ้นแล้ว จิกกิน
หน่อใบหรือเปลือกซึ่งยังเหลืออยู่ ดื่มน้ำในแม่น้ำคงคา เป็นสัตว์ที่มี
ความปรารถนาน้อยอย่างยิ่ง สันโดษ ไม่ไปในที่อื่น ด้วยคุณคือความ
ปรารถนาน้อยและสันโดษของพระยานกแขกเต้านั้น ภพของท้าวสักกะ
ไหวแล้ว.

383
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 384 (เล่ม 40)

ท้าวสักกะทรงทดลองพระยานกแขกเต้า
ท้าวสักกะทรงรำพึงอยู่ ทรงเห็นเหตุนั้นแล้ว ทรง (บันดาล)
ให้ต้นไม้นั้นเหี่ยวแห้งด้วยอานุภาพของตน เพื่อจะทดลองพระยานก
แขกเต้านั้น ต้นไม้หักแล้ว เหลืออยู่สักว่าตอเท่านั้น เป็นช่องน้อย
และช่องใหญ่ (ปรุหมด). เมื่อลมโกรกมา ( กระทบ ) ได้เปล่ง
เสียงดุจถูกบุคคลเคาะ ตั้งอยู่แล้ว ขุยทั้งหลายปลิวออกจากช่องของ
ต้นไม้นั้น. พระยานกแขกเต้าจิกกินขุยเหล่านั้น แล้วดื่มน้ำในแม่น้ำคงคา
ไม่ไปในที่อื่น ไม่พรั่นพรึงลมและแดด จับอยู่ที่ปลายตอมะเดื่อ. ท้าว
สักกะทรงทราบความที่พระยานกแขกเต้านั้น มีความปรารถนาน้อยอย่างยิ่ง
ทรงดำริว่า " เราจักให้พระยานกแขกเต้านั้น กล่าวคุณแห่งมิตรธรรม
แล้วให้พรแก่นกนั้น ทำ ( บันดาล) ต้นมะเดื่อให้มีผลไม่วายแล้ว"
ดังนี้แล้ว (นิรมิต ) พระองค์เป็นพระยาหงส์ตัวหนึ่ง นำนางอสุรกัญญา
นามว่าสุชาดาไว้ข้างหน้า เสด็จไปป่ามะเดื่อนั้น จับที่กิ่งแห่งต้นไม้ต้นหนึ่ง
ในที่ไม่ไกล เมื่อจะตรัสสนทนากับพระยานกแขกเต้านั้น ตรัสคาถานี้ว่า
" พฤกษามีใบสดเขียวมีอยู่, หมู่ไม้มีผลหลาก
หลาย ก็มีมาก, เหตุไรหนอ ? ใจของนกแขกเต้า
จึงยินดีแล้วในไม้แห้งที่ผุ."
สุวชาดกทั้งหมด บัณฑิตพึงให้พิสดาร ตามนัยที่มาแล้วในนวกนิบาต๑
นั่นและ; แต่ความเกิดขึ้นแห่งเรื่องเท่านั้น ในนวกนิบาตและในที่นี้ต่างกัน
ที่เหลือเหมือนกันทั้งนั้น.
๑. ขุ. ชา. นวก. ๒๗/๒๕๗. อรรถกถา. ๕/๓๕๕. จุลลสุวกราชชาดก.

384