พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ - หน้าที่ 325 (เล่ม 40)

ตั้งชื่อเด็กทั้งสอง
เพราะเด็กแม้นั้นก็เกิดในหนทาง มารดาบิดาจึงตั้งชื่อบุตรผู้เกิด
ก่อนว่า "มหาปันถก." ตั้งชื่อบุตรผู้เกิดภายหลังว่า " จูฬปันถก."
แม้สองสามีภริยานั้น ก็พาเด็กทั้งสองไปสถานที่อยู่ของตนตามเดิม.
มหาปันถกแปลกใจในเรื่องญาติของตน
เมื่อสองสามีภริยาอยู่ในที่นั้น เด็กชายมหาปันถก ได้ยินเด็กชาย
อื่น ๆ เรียก (ผู้นั้นผู้นี้ ) ว่า " อา ลุง" และว่า "ปู่ (ตา) ย่า
(ยาย) " จึงถามมารดาว่า " แม่ เด็กอื่น ๆ เรียก ( ผู้นั้น ) ว่า
ปู่ ( ตา ), เรียก ( ผู้นี้ ) ว่า ' ย่า ( ยาย ),' พวกญาติของเราไม่มี
บ้างหรือ ?"
มารดา. เออ พ่อ พวกญาติของเราในที่นี้ไม่มี, แต่ตาของพวกเจ้า
ชื่อ ธนเศรษฐี มีอยู่ในพระนครราชคฤห์, พวกญาติของเราเป็นอันมาก
มีอยู่ในพระนครนั้น.
มหาปันถก. ทำไม พวกเราจึงไม่ไปในที่นั้นเล่า ? แม่.
นางไม่บอกเหตุที่ตนมากบุตร เมื่อบุตรทั้งสองพูดรบเร้าหนักเข้า
จึงบอกแก่สามีว่า " เด็กเหล่านี้รบกวนฉันเหลือเกิน, มารดาบิดาเห็น
พวกเราแล้ว จักกินเนื้อ ( เทียว ) หรือ ? มาเถิด บัดนี้เราทั้งสอง
จักแสดงตระกูลแห่งตา ยาย แก่พวกเด็ก."
สามี. ฉัน ไม่อาจจะเข้าหน้าได้, แต่จักพาเจ้าพวกนั้นไปได้.
ภริยา. ดีละ ควรที่เด็กทั้งสองจะพบเห็นตระกูลของตาด้วยอุบาย
อย่างใดอย่างหนึ่งแท้.

325
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ - หน้าที่ 326 (เล่ม 40)

พาบุตรทั้งสองไปหาตา
ชนทั้งสองพาเด็ก ๆ ไปถึงพระนครราชคฤห์โดยลำดับ พักอยู่ใน
ศาลาหลังหนึ่งริมประตูพระนคร. มารดาของเด็ก พาเด็กสองคนไปแล้ว
สั่งให้บอกความที่ตนมาแก่มารดาบิดา.
มารดาบิดาทั้งสองนั้น ได้ยินข่าวนั้นแล้ว กล่าวว่า " บรรดาชน
ทั้งหลายผู้ยังท่องเที่ยวอยู่ในสงสาร ชื่อว่า ผู้ไม่เคยเป็นบุตร ไม่เคย
เป็นธิดากัน ย่อมไม่มี, คนเหล่านั้นมีความผิดต่อเราเป็นข้อใหญ่
พวกเขาไม่สามารถจะตั้งอยู่ในคลองจักษุของเราได้, ชนทั้งสองจงเอา
ทรัพย์ประมาณเท่านี้ ไปสู่สถานที่ผาสุกเลี้ยงชีพเถิด, แต่จงส่งเด็ก
ทั้งสองมาในที่นี้."
สองสามีภรรยานั้น รับทรัพย์ที่ท่านทั้งสองนั้นส่งมาแล้ว มอบ
เด็กทั้งสองในมือของพวกคนใช้ที่มานั่นแล ส่งไปแล้ว, เด็กทั้งสอง
เจริญ (วัย ) อยู่ในตระกูลของตา ยาย.
มหาปันถกออกบวช
ในเด็กสองคนนั้น จูฬปักถกยังเล็กนัก, ส่วนมหาปันถกไปฟัง
ธรรมกถาของพระทศพลกับตา. เมื่อเขาไปสำนักของพระศาสดาเป็นนิตย์
จิตก็น้อมไปแล้วในบรรพชา. เขาพูดกะตาว่า "ถ้าคุณตาอนุญาตให้
กระผมไซร้ กระผมพึงบวช."
ท่านเศรษฐีกล่าวว่า "พูดอะไร พ่อ การบวชของเจ้าเป็น
ความดีแก่ตากว่าการบวชของคนทั่วทั้งโลก; ถ้าเจ้าอาจไซร้. ก็บวชเถิด"

326
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ - หน้าที่ 327 (เล่ม 40)

ดังนี้แล้ว นำเขาไปลู่สำนักพระศาสดา. เมื่อพระองค์ตรัส (ถาม) ว่า
"คฤหบดี ท่านได้เด็กมาหรือ ? กราบทูลว่า " พระเจ้าข้า เด็กคนนี้
เป็นหลานของข้าพระองค์ ประสงค์จะบวชในสำนักของพระองค์."
พระศาสดาตรัสสั่งภิกษุ ผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรรูปใด
รูปหนึ่งว่า " เธอจงให้เด็กคนนี้บวช ." พระเถระบอกตจปัญจก-
กัมมัฏฐานแก่เธอแล้ว ให้บรรพชา.
มหาปันถกบรรลุพระอรหัต
เธอเรียนพระพุทธพจน์ได้มาก มีอายุครบ ได้อุปสมบทแล้ว ทำ
กรรมในโยนิโสมนสิการ บรรลุพระอรหัตแล้ว.
มหาปันถกปรารภถึงน้องชาย
ท่านให้เวลาล่วงไปด้วยความสุขในฌานและความสุขอันเกิดแต่ผล
คิดว่า " เราอาจให้ความสุขนี้แก่จูฬปันถกหรือหนอ ?" ภายหลังได้
ไปสู่สำนักของเศรษฐีผู้เป็นตาแล้ว กล่าวอย่างนี้ว่า "ท่านมหาเศรษฐี
ถ้าท่านอนุญาตไซร้, รูปพึงให้จูฬปันถกออกบวช ."
เศรษฐีกล่าวว่า "นิมนต์ท่านให้เขาบวชเถิด ขอรับ."
ได้ยินว่า เศรษฐีเลื่อมใสดีแล้วในพระศาสนา แต่เมื่อถูกถามว่า
" เด็กเหล่านี้เป็นบุตรของธิดาคนไหนของท่า" จะบอกว่า "ของ
ลูกสาวที่หนีไป" ก็ละอาย; เพราะฉะนั้น ท่านจึงอนุญาตการบวชแก่
หลานทั้งสองนั้นโดยง่าย.
๑. เจริญกัมมัฏฐาน.

327
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ - หน้าที่ 328 (เล่ม 40)

จูฬปันถกบวชแล้วกลายเป็นคนโง่
พระเถระให้จูฬปันถกบวชแล้ว ให้ตั้งอยู่ในศีลทั้งหลาย. แม้
จูฬปันถกนั้นพอบวชแล้ว ได้เป็นคนโง่เขลา.
พระเถระเมื่อพร่ำสอนเธอ กล่าวคาถานี้ว่า
"ดอกบัวโกกุนท มีกลิ่นหอม บานแต่เช้า
พึงมีกลิ่นไม่ไปปราศฉันใด, เธอจงเห็นพระอังคีรส
ผู้ไพโรจน์อยู่ ดุจพระอาทิตย์ส่องแสงในกลางหาว
ฉันนั้น."
คาถาเดียวเท่านั้น โดย ๔ เดือน เธอก็ไม่สามารถจะเรียนได้.
บุรพกรรมของพระจูฬปันถก
ถามว่า " เพราะอะไร ?"
แก้ว่า "ได้ยินว่า เธอบวชในกาลพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า
ผู้มีปัญญา ได้ทำการหัวเราะเยาะ ในเวลาที่ภิกษุเขลารูปใดรูปหนึ่ง
เรียนอุเทศ, ภิกษุนั้นละอายเพราะการหัวเราะนั้น เลยเลิกเรียนอุเทศ ไม่
ทำการสาธยาย.
เพราะกรรมนั้น จูฬปันถกนี้ พอบวชแล้ว จึงเป็นคนโง่, บทที่
เรียนแล้ว ๆ เมื่อเธอเรียนบทต่อ ๆ ไป ก็เลือนหายไป. เมื่อเธอพยายาม
เพื่อเรียนคาถานี้แล. สี่เดือนล่วงไปแล้ว.

328
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ - หน้าที่ 329 (เล่ม 40)

จูฬปันถกถูกพระพี่ชายประฌาน
ทีนั้น พระมหาปันถก ได้กล่าวกะเธอว่า "จูฬปันถก เธอเป็น
คนอาภัพในศาสนานี้, โดย ๔ เดือน แม้คาถาเดียวก็ไม่อาจเรียนได้,
ก็เธอจักยังกิจแห่งบรรพชิตให้ถึงที่สุดได้อย่างไร ? จงออกไปจากที่นี้
เสียเถิด." ดังนี้แล้ว ก็ขับออกจากวิหาร.
พระจูฬปันถกไม่ปรารถนาความเป็นคฤหัสถ์ เพราะความเยื่อใยใน
พระพุทธศาสนา.
ก็ในกาลนั้น พระมหาปันถกเป็นภัตตุเทสก์. หมอชีวกโกมารภัจ
ถือระเบียบดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้เป็นอันมากไปสู่อัมพวัน บูชา
พระศาสดา สดับธรรม ลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระทศพลแล้ว
เข้าไปหาพระมหาปันถก ถามว่า "ภิกษุในสำนักของพระศาสดา มี
จำนวนเท่าไร ขอรับ."
พระมหาปันถก. ภิกษุมีประมาณ ๕๐๐ รูป.
หมอชีวก. ท่านผู้เจริญ พรุ่งนี้ ขอใต้เท้าได้พาภิกษุ ๕๐๐ รูป
มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข (ไป) รับภิกษาในเรือนของกระผม.
พระมหาปันถก. อุบาสก ภิกษุโง่ (รูปหนึ่ง) ชื่อจูฬปันถก
มีธรรมไม่งอกงาม, รูปจะเว้นเธอเสีย แล้วรับนิมนต์เพื่อภิกษุทั้งหลาย
ที่เหลือ.
พระจูฬปักถกหนีไปสึกแต่สึกไม่ได้
พระจูฬปันถกฟังคำนั้นแล้ว คิดว่า " พระเถระ เมื่อรับนิมนต์
เพื่อภิกษุทั้งหลายมีประมาณเท่านั้น ก็คัดเราไว้ภายนอกแล้วจึงรับ, จิต

329
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ - หน้าที่ 330 (เล่ม 40)

ของพี่ชายเรา จักแยก (หมดเยื่อใย) ในเราแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย;
บัดนี้ เราจะต้องการอะไรด้วยศาสนานี้, เราจักเป็นคฤหัสถ์ทำบุญต่าง ๆ
มีทานเป็นต้นเลี้ยงชีพละ." วันรุ่งขึ้น เธอไปเพื่อจะสึกแต่เช้าตรู่.
พระศาสดา ทรงตรวจดูโลก ( คือหมู่สัตว์) เฉพาะในเวลาใกล้รุ่ง
ทรงเห็นเหตุนี้แล้ว จึงเสด็จล่วงหน้าไปก่อน ได้ทรงหยุดจงกรมอยู่ที่ซุ้ม
ประตูใกล้ทางที่พระจูพปันถกไป. พระจูฬปันถกเมื่อเดินไปพบพระศาสดา
จึงเข้าไปเฝ้าถวายบังคม.
พระศาสดาทรงรับรองให้อยู่ต่อไป
ขณะนั้น พระศาสดาตรัสกะเธอว่า "จูฬปันถก นี่เธอจะไปไหน ?
ในเวลานี้."
จูฬปันถกทูลว่า " พระพี่ชายขับไล่ข้าพระองค์ พระเจ้าข้า ข้า-
พระองค์ไปเพื่อจะสึก เพราะเหตุนั้น. "
พระศาสดา ตรัสว่า จูฬปันถก เธอชื่อว่าบรรพชาในสำนัก
ของเรา, แม้ถูกพี่ชายขับไล่ ทำไม จึงไม่มาสู่สำนักของเรา ? มาเถิด,
เธอจะต้องการอะไรด้วยความเป็นคฤหัสถ์ เธอต้องอยู่ (ต่อไป ) ใน
สำนักของเรา" ดังนี้แล้ว ทรงเอาฝ่าพระหัตถ์อันมีพื้นวิจิตรไปด้วยจักร
ลูบเธอที่ศีรษะแล้ว พาไปให้นั่งที่หน้ามุขพระคันธกุฎี ประทานท่อนผ้าที่
สะอาด ซึ่งทรงบันดาลขึ้นด้วยฤทธิ์ ด้วยตรัสสั่งว่า "จูฬปันถก"
เธอจงผินหน้าไปทางทิศตะวันออก ลูบท่อนผ้านี้ ด้วยบริกรรมว่า
" รโชหรณํ. รโชหรณํ" (ผ้าเช็ดธุลี ๆ) อยู่ที่นี้แหละ ครั้นเมื่อเขา
กราบทูลเวลาแล้ว, มีภิกษุสงฆ์แวดล้อม เสด็จไปเรือนของหมอชีวก
ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาตกแต่งไว้.

330
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ - หน้าที่ 331 (เล่ม 40)

พระจูฬปันถกเจริญภาวนาบรรลุพระอรหัต
ฝ่ายพระจูฬปันถกนั่งแลดูพระอาทิตย์ พลางลูบผ้าท่อนนั้น บริกรรม
ว่า " รโชหรณํ " รโชหรณํ." เมื่อท่านลูบท่อนผ้านั้นอยู่, ท่อนผ้าได้
เศร้าหมองแล้ว. ลำดับนั้น จึงคิดว่า " ท่อนผ้านี้สะอาดแท้ๆ แต่อาศัย
อัตภาพนี้จึงละปกติเดิมเสีย กลายเป็นของเศร้าหมองอย่างนี้ไปได้, สังขาร
ทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ ? ( ครั้นแล้ว ) เริ่มตั้งความสิ้นและความเสื่อม
เจริญวิปัสสนา.
พระศาสดาทรงทราบว่า " จิตของพระจูฬปันถกขึ้นสู่วิปัสสนาแล้ว "
จึงตรัสว่า " จูฬปันถก เธออย่าทำความหมายเฉพาะท่อนผ้านั้น ว่า
' เศร้าหมองแล้ว ติดธุลี; ' ก็ธุลีทั้งหลาย มีธุลีคือราคะเป็นต้น มีอยู่ใน
ภายในของเธอ, เธอจงนำ (คือกำจัด) มันออกเสีย" ดังนี้แล้ว ทรง
เปล่งพระรัศมี เป็นผู้มีพระรูปปรากฏดุจประทับนั่งตรงหน้า ได้ทรงภาษิต
คาถาเหล่านี้ว่า
"ราคะ ชื่อว่าธุลี, แต่เรณู (ละออง) ท่านหา
เรียกว่า (ธุลี) ไม่: คำว่า "ธุลี" นั่นเป็นชื่อ
ของราคะ; ภิกษุเหล่านั้น ละธุลีนั่นได้ขาดแล้ว
อยู่ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี.
โทสะ ชื่อว่าธุลี, แต่เรณู (ละออง) ท่านหา
เรียกว่า ( ธุลี) ไม่: คำว่า "ธุลี" นั่นเป็นชื่อ
ของโทสะ; ภิกษุเหล่านั่น ละธุลีนั่นได้ขาดแล้ว
อยู่ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี.

331
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ - หน้าที่ 332 (เล่ม 40)

โมหะ ชื่อว่าธุลี, แต่เรณู (ละออง) ท่านหา
เรียกว่า ( ธุลี) ไม่; คำว่า "ธุลี" นั่นเป็นชื่อ
ของโมหะ; ภิกษุเหล่านั้น ละธุลีนั่นได้ขาดแล้ว
อยู่ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี."
ในกาลจบคาถา พระจูฬปันถกบรรลุพระอรหัต พร้อมด้วย
ปฏิสัมภิทาทั้งหลายแล้ว. ปิฎก ๓ มาถึงแก่ท่านพร้อมกับปฏิสัมภิทา
ทีเดียว.
บุรพกรรมของพระจูฬปันถก
ได้ยินว่า ครั้งดึกดำบรรพ์ ท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ทรงทำ
ประทักษิณพระนคร เมื่อพระเสโท๑ไหลออกจากพระนลาต๒ ทรงเอาผ้า
สะอาดเช็ดที่สุดพระนลาต. ผ้าได้เศร้าหมองแล้ว. ท้าวเธอกลับได้
อนิจจสัญญาว่า๓ "ผ้าสะอาดเห็นปานนี้อาศัยสรีระนี้ ละปกติแปรเป็น
เศร้าหมองไปได้, สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ," เพราะเหตุนั้น ผ้า
สำหรับเช็ดธุลีนั่นแล จึงเป็นปัจจัยของท่านแล้ว.
ฝ่ายหมอชีวกโกมารภัจ ได้น้อมน้ำทักษิโณทกเข้าไปถวาย
พระทศพล, พระศาสดาทรงปิดบาตรด้วยพระหัตถ์ ตรัสว่า "ชีวก
ภิกษุในวิหาร ยังมีอยู่มิใช่หรือ ?"
พระมหาปันถกกราบทูลว่า "ในวิหาร ภิกษุไม่มีมิใช่หรือ ?
พระเจ้าข้า." พระศาสดา ตรัสว่า "มี ชีวก." หมอชีวกส่งบุรุษไป
ด้วยสั่งว่า "พนาย ถ้ากระนั้น เธอจงไป จงรู้ว่าภิกษุในวิหารมีหรือ
ไม่มี.
๑. เหงื่อ ๒. หน้าฝาก ๓. ความหวายว่าไม่เที่ยว

332
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ - หน้าที่ 333 (เล่ม 40)

พระจูฬปันถกนิรมิตตนเป็นภิกษุพันรูป
ในขณะนั้น พระจูฬปันถกคิดว่า "พี่ชายของเราพูดว่า 'ภิกษุ
ในวิหารไม่มี,' เราจักประกาศความที่ภิกษุในวิหารมีแก่ท่าน (พี่ชาย)
ดังนี้แล้ว จึง (นิรมิต) ให้อัมพวันทั้งสิ้นเต็มด้วยภิกษุทั้งนั้น ภิกษุ
บางพวกเย็บจีวร, บางพวกย้อมจีวร, บางพวกทำการสาธยาย; นิรมิต
ภิกษุพันรูป ไม่เหมือนกันและกันอย่างนี้.
บุรุษนั้นเห็นภิกษุเป็นอันมากในวิหาร จึงกลับมาบอกแก่หมอชีวกว่า
" คุณหมอขอรับ อัมพวันทั้งสิ้น เต็มด้วยภิกษุทั้งหลาย."
(พระธรรมสังคาหกาจารย์ กล่าวว่า)
"ฝ่ายพระเถระ ชื่อว่าจูฬปันถก นิรมิตตน
พันครั้ง (เป็นภิกษุพันรูป) ในอัมพวันนั้นแล
แล้วนั่งในอันพวันอันน่ารื่นรมย์ จนกว่าเขาจะบอก
เวลา."
ลำดับนั้น พระศาสดา ตรัสกะบุรุษนั้นว่า "เธอจงไปวิหาร
บอกว่า "พระศาสดารับสั่งหาพระชื่อจูฬปันถก."
เมื่อบุรุษนั้นไปบอกตามรับสั่งแล้ว ทั้งพันปากก็ขานว่า "ข้าพเจ้า
ชื่อจูฬปันถก, ข้าพเจ้าชื่อจูฬปันถก."
บุรุษนั้นกลับไปกราบทูลอีกว่า "พระเจ้าข้า ได้ยินว่า ภิกษุแม้
ทุกรูปชื่อจูฬปันถกทั้งนั้น ?:
พระศาสดาตรัสว่า " ถ้ากระนั้น เธอจงไป. รูปใดเอ่ยก่อนว่า

333
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ - หน้าที่ 334 (เล่ม 40)

'ข้าพเจ้าชื่อจูฬปันถก,' จงจับมือรูปนั้นไว้,๑ รูปที่เหลือจักหายไป."
เขาได้ทำตามรับสั่ง. ภิกษุประมาณพันรูป หายไปแล้วทันที
ทีเดียว. พระเถระได้ไปกับบุรุษนั้น.
พระศาสดารับสั่งให้จูฬปันถกอนุโมทนา
ในเวลาเสร็จภัตกิจ พระศาสดาตรัสเรียกหมอชีวกมารับสั่งว่า
" ชีวก เธอจงรับบาตรของจูฬปันถกเถิด, จูฬปันถกนี้จักทำอนุโมทนา
แก่เธอ." หมอชีวกได้ทำอย่างนั้นแล้ว. พระเถระบันลือสีหนาท ดุจ
สีหะที่ขึ้นรุ่น (กำลังคะนอง) ได้ทำอนุโมทนา ยังพระไตรปิฎกให้
กระฉ่อนแล้ว.
พระศาสดาเสด็จลุกจากอาสนะ มีภิกษุสงฆ์แวดล้อมเสด็จไปสู่วิหาร,
เมื่อภิกษุทั้งหลายแสดงวัตรแล้ว. เสด็จลุกจากอาสนะ ทรงยืนที่หน้ามุข
พระคันธกุฎี ประทานสุคโตวาท ตรัสบอกกัมมัฏฐานแก่ภิกษุสงฆ์ ทรง
ส่งภิกษุสงฆ์ไปแล้ว เสด็จเข้าสู่พระคันธกุฎีที่อบด้วยกลิ่นหอมฟุ้ง ทรง
ผทมสีหไสยาโดยพระ๑ ปรัศว์เบื้องขวา.
พวกภิกษุปรารภพระคุณของพระศาสดา
ครั้นในเวลาเย็น ภิกษุทั้งหลายนั่งประชุมกันข้างนี้และข้างโน้น
ดุจแวดวงด้วยม่านรัตตกัมพล๓ ปรารภถึงเรื่องพระคุณของพระศาสดาว่า
"ท่านผู้มีอายุ พระมหาปันถกไม่ทราบอัธยาศัยของพระจูฬปันถก จึง
๑. ตํ หตฺเถ คณฺห จักรูปนั้นไว้ที่มือ. ๒ นอนตะแคงข้างขวา
๓.ผู้ทอด้วยขนสัตว์มีสีแดง.

334