รอยเท้าเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ของสัตว์ทั้งหลายผู้สัญจรไปบนแผ่นดิน, รอย
เท้าทั้งปวงนั้น ย่อมถึงความประชุมลงในรอยเท้าช้าง, รอยเท้าช้าง อัน
ชาวโลกย่อมเรียกว่าเป็นยอดแห่งรอยเท้าเหล่านั้น. เพราะรอยเท้าช้างนี้
เป็นของใหญ่ แม้ฉันใด, ภิกษุทั้งหลาย กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง,
กุศลธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีความไม่ประมาทเป็นรากเหง้า มีความไม่
ประมาทเป็นที่ประชุมลง, ความไม่ประมาท อันเรากล่าวว่า เป็นยอด
แห่งธรรมเหล่านั้น ฉันนั้น เหมือนกันแล๑."
ก็ความไม่ประมาทนั้นนั่น โดยอรรถ ชื่อว่า ความไม่อยู่ปราศจาก
สติ, เพราะคำว่า " ความไม่ประมาท" นั่น เป็นชื่อของสิอันตั้งมั่น
เป็นนิตย์.
พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า อมตํ ปทํ, พระนิพพาน พระผู้มี-
พระภาคตรัสเรียกว่า อมตะ, เพราะพระนิพพานนั้น ชื่อว่าไม่แก่ไม่ตาย
เพราะความเป็นธรรมชาติไม่เกิด, เหตุนั้น พระองค์จึงตรัสเรียกพระ-
นิพพานว่า อมตะ, สัตว์ทั้งหลายย่อมถึง อธิบายว่า ย่อมบรรลุอมตะ
ด้วยความไม่ประมาทนี้ เหตุนั้น ความไม่ประมาทนี้จึงชื่อว่า เป็นเครื่อง
ถึง; (ความไม่ประมาท) ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า " เป็นอุบายเครื่อง
บรรลุซึ่งอมตะ" จึงชื่อว่า อมตํ ปทํ.
ภาวะคือความมัวเมา ชื่อว่า ความประมาท. คำว่า ความ
ประมาทนั่น เป็นชื่อของการปล่อยสติ กล่าวคือ ความมีสติหลงลืม.
บทว่า มจฺจุโน แปลว่า แห่งความตาย. บทว่า ปทํ คือ
เป็นอุบาย ได้แก่เป็นหนทาง. จริงอยู่ ชนผู้ประมาทแล้ว ย่อมไม่
๑. สํ. มหาวาร. ๑๙/๖๕.