ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 305 (เล่ม 40)

รอยเท้าเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ของสัตว์ทั้งหลายผู้สัญจรไปบนแผ่นดิน, รอย
เท้าทั้งปวงนั้น ย่อมถึงความประชุมลงในรอยเท้าช้าง, รอยเท้าช้าง อัน
ชาวโลกย่อมเรียกว่าเป็นยอดแห่งรอยเท้าเหล่านั้น. เพราะรอยเท้าช้างนี้
เป็นของใหญ่ แม้ฉันใด, ภิกษุทั้งหลาย กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง,
กุศลธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีความไม่ประมาทเป็นรากเหง้า มีความไม่
ประมาทเป็นที่ประชุมลง, ความไม่ประมาท อันเรากล่าวว่า เป็นยอด
แห่งธรรมเหล่านั้น ฉันนั้น เหมือนกันแล๑."
ก็ความไม่ประมาทนั้นนั่น โดยอรรถ ชื่อว่า ความไม่อยู่ปราศจาก
สติ, เพราะคำว่า " ความไม่ประมาท" นั่น เป็นชื่อของสิอันตั้งมั่น
เป็นนิตย์.
พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า อมตํ ปทํ, พระนิพพาน พระผู้มี-
พระภาคตรัสเรียกว่า อมตะ, เพราะพระนิพพานนั้น ชื่อว่าไม่แก่ไม่ตาย
เพราะความเป็นธรรมชาติไม่เกิด, เหตุนั้น พระองค์จึงตรัสเรียกพระ-
นิพพานว่า อมตะ, สัตว์ทั้งหลายย่อมถึง อธิบายว่า ย่อมบรรลุอมตะ
ด้วยความไม่ประมาทนี้ เหตุนั้น ความไม่ประมาทนี้จึงชื่อว่า เป็นเครื่อง
ถึง; (ความไม่ประมาท) ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า " เป็นอุบายเครื่อง
บรรลุซึ่งอมตะ" จึงชื่อว่า อมตํ ปทํ.
ภาวะคือความมัวเมา ชื่อว่า ความประมาท. คำว่า ความ
ประมาทนั่น เป็นชื่อของการปล่อยสติ กล่าวคือ ความมีสติหลงลืม.
บทว่า มจฺจุโน แปลว่า แห่งความตาย. บทว่า ปทํ คือ
เป็นอุบาย ได้แก่เป็นหนทาง. จริงอยู่ ชนผู้ประมาทแล้ว ย่อมไม่
๑. สํ. มหาวาร. ๑๙/๖๕.

305
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 306 (เล่ม 40)

เป็นไปล่วงซึ่งชาติได้, แม้เกิดแล้ว ก็ย่อมแก่ด้วย ย่อมตายด้วย เหตุนั้น
ความประมาท จึงชื่อว่าเป็นทางแห่งมัจจุ คือย่อมนำเข้าหาความตาย.
บาทพระคาถาว่า อปฺปมตฺตา น มียนฺติ ความว่า ก็ผู้ประกอบ
ด้วยสติ ชื่อว่า ผู้ไม่ประมาทแล้ว. ใคร ๆ ไม่พึงกำหนดว่า "ผู้ไม่
ประมาทแล้วย่อมไม่ตาย คือเป็นผู้ไม่แก่และไม่ตาย" ดังนี้, เพราะว่า
สัตว์ไร ๆ ชื่อว่าไม่แก่และไม่ตาย ย่อมไม่มี, แต่ชื่อว่าวัฏฏะของสัตว์
ผู้ประมาทแล้ว กำหนดไม่ได้; (วัฏฏะ) ของผู้ไม่ประมาทกำหนดได้;
เหตุนั้น สัตว์ผู้ประมาทแล้ว แม้เป็นอยู่ ก็ชื่อว่าตายแล้วโดยแท้ เพราะ
ความเป็นผู้ไม่พ้นจากทุกข์ มีชาติเป็นต้นได้, ส่วนผู้ไม่ประมาท เจริญ
อัปปมาทลักษณะแล้ว ทำให้แจ้งซึ่งมรรคและผลโดยฉับพลัน ย่อมไม่
เกิดในอัตภาพที่ ๒ และที่ ๓; เหตุนั้นสัตว์ผู้ไม่ประมาทเหล่านั้น เป็น
อยู่ก็ตาม ตายแล้วก็ตาม ชื่อว่าย่อมไม่ตายโดยแท้.
บาทพระคาถาว่า เย ปมตฺตา ยถา มตา ความว่า ส่วนสัตว์
เหล่าใดประมาทแล้ว, สัตว์เหล่านั้น ย่อมเป็นเหมือนสัตว์ที่ตายแล้ว
ด้วยการขาดชีวิตินทรีย์ มีวิญญาณไปปราศแล้วเช่นกับท่อนฟืนฉะนั้นเทียว
เพราะความที่ตนตายแล้วด้วยความตาย คือ ความประมาท; จริงอยู่
แม้จิตดวงหนึ่งว่า " เราจักถวายทาน, เราจักรักษาศีล เราจักทำอุโบสถ
กรรม" ดังนี้ ย่อมไม่เกิดขึ้น แม้แก่เขาทั้งหลายผู้เป็นคฤหัสถ์ก่อน,
จิตดวงหนึ่งว่า "เราจักบำเพ็ญวัตรทั้งหลาย มีอาจริยวัตรและอุปัชฌาย-
วัตรเป็นต้น, เราจักสมาทานธุดงค์, เราจักเจริญภาวนา" ดังนี้ ย่อม
ไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น แม้ผู้เป็นบรรพชิต ดังจิตดวงหนึ่งไม่เกิดขึ้น
แก่สัตว์ที่ตายแล้วฉะนั้น, สัตว์ผู้ประมาทแล้วนั้น จะเป็นผู้มีอะไรเป็น

306
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 307 (เล่ม 40)

เครื่องกระทำให้ต่างจากสัตว์ผู้ตายแล้วเล่า ? เพราะฉะนั้น ย่อมเป็นเหมือน
คนตายแล้ว."
บาทพระคาถาว่า เอตํ วิเสสโต ญตฺวา ความว่า รู้ความนั้น
โดยแปลกกันว่า " การแล่นออกจากวัฏฏะของผู้ประมาทแล้วย่อมไม่มี,
ของผู้ไม่ประมาทแล้ว มีอยู่."
มีปุจฉาว่า "ก็ใครเล่า ย่อมรู้ความแปลกกันนั่น ?"
มีวิสัชนาว่า " บัณฑิตทั้งหลาย ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทย่อมรู้."
อธิบายว่า บัณฑิต คือผู้มีเมธา ได้แก่ ผู้มีปัญญาเหล่าใด ตั้งอยู่
ในความไม่ประมาทของตนแล้ว เจริญความไม่ประมาทอยู่ บัณฑิตเหล่า
นั้น ย่อมรู้เหตุอันแปลกกันนั่น.
บาทพระคาถาว่า อปฺปมาเท ปโมทนฺติ ความว่า บัณฑิตเหล่านั้น
ครั้นรู้อย่างนี้แล้ว ย่อมบันเทิง คือ เป็นผู้มีหน้ายิ้มแย้ม ได้แก่ ยินดี
ร่าเริง ในความไม่ประมาทของตนนั้น.
บาทพระคาถาว่า อริยานํ โคจเร รตา ความว่า บัณฑิตเหล่า
นั้น บันเทิงอยู่ในความไม่ประมาทอย่างนั้น เจริญความไม่ประมาทนั้น
แล้ว ย่อมเป็นผู้ยินดี คือ ยินดียิ่งในโพธิปักขิยธรรม ๓๗ เเยกออก
เป็นสติปัฏฐาน ๔ เป็นต้น และในโลกุตรธรรม ๙ ประการ อันนับ
ว่าเป็นธรรมเครื่องโคจรของพระอริยะทั้งหลาย คือ พระพุทธเจ้า พระ-
ปัจเจกพุทธเจ้าและสาวกของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.
สองบทว่า เต ฌายิโน ความว่า บัณฑิตผู้ไม่ประมาทเหล่านั้น
เป็นผู้มีความเพ่งด้วยฌานทั้งสองอย่าง คือ ด้วยอารัมมณูปนิชฌาน กล่าว

307
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 308 (เล่ม 40)

คือ สมาบัติ ๘๑, และด้วยลักขณูปนิชฌาน กล่าวคือ วิปัสสนามรรค
และผล.
บทว่า สาตติกา ความว่า เป็นผู้มีความเพียร ซึ่งเป็นไปทาง
กายและทางจิต เป็นไปแล้วติดต่อ จำเดิมแต่กาลเป็นที่ออกบวชจนถึง
การบรรลุพระอรหัต.
บาทพระคาถาว่า นิจฺจํ ทฬฺหปรกฺกมา ความว่า ผู้ประกอบ
ด้วยความเพียรเห็นปานนี้ว่า "ผลนั้นใด อันบุคคลพึงบรรลุได้ด้วยเรี่ยว
แรงของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่นของบุรุษ ยัง
ไม่บรรลุผลนั้น แล้วหยุดความเพียรเสีย จักไม่มี๒" (เช่นนี้) ชื่อว่า
บากบั่นมั่น ชื่อว่า เป็นไปแล้วเป็นนิตย์ เหตุไม่ท้อถอยในระหว่าง.
ในคำว่า ผุสนฺติ นี้ พึงทราบวินิจฉัย ดังต่อไปนี้ :-
การถูกต้องมี ๒ คือ ญาณผุสนา (การถูกต้องด้วยญาณ),
วิปากผุสนา ( การถูกต้องด้วยวิบาก). ในผุสนา ๒ อย่างนั้น มรรค ๔
ชื่อว่า ญาณผุสนา. ผล ๔ ชื่อว่า วิปากผุสนา. ในผุสนา ๒ อย่างนั้น
วิปากผุสนา พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประสงค์เอาในบทว่า ผุสนฺติ นี้.
บัณฑิตผู้เป็นนักปราชญ์ เมื่อทำนิพพานให้แจ้งด้วยอริยผล ชื่อว่า ย่อม
ทำนิพพานให้แจ้งด้วยวิปากผุสนา.
บาทพระคาถาว่า โยคกฺเขมํ อนุตฺตรํ ความว่า (ซึ่งนิพพาน)
๑. สมาบัติ ๘ คือปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน รวมเรียกว่า รูปสมาบัติ ๔.
อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ รวมเรียก
ว่า
อรูปสมาบัติ ๔.
๒. สัง. นิ. ๑๖/๓๔.

308
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 309 (เล่ม 40)

อันเป็นแดนเกษม คือ ไม่มีภัย จากโยคะ ๔๑ อันยังมหาชนให้จมลงใน
วัฏฏะ ชื่อว่า ยอดเยี่ยม เพราะความเป็นสิ่งประเสริฐกว่าโลกิยธรรม
และโลกุตรธรรมทั้งปวง.
ในที่สุดแห่งเทศนา ชนเป็นอันมาก ได้เป็นพระอริยบุคคล มี
โสดาบันเป็นต้น. เทศนา เป็นกถามีประโยชน์แก่มหาชน ดังนี้แล.
เรื่องพระนางสามาวดี จบ.
๑. โยคะ ๔ กามโยคะ ภวโยคะ ทิฏฐิโยคะ อวิชชาโยคะ.

309
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 310 (เล่ม 40)

๒. เรื่องกุมภโฆสก [๑๑]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภเศรษฐี
ชื่อกุมภโฆสก ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " อุฏฺฐานนโต " เป็นต้น.
กุมภโฆสกกลัวตายหนีไปอยู่ภูเขา
ความพิสดารว่า ในนครราชคฤห์ อหิวาตกโรคเกิดขึ้นในเรือน
ของราชคหเศรษฐี. เมื่ออหิวาตกโรคนั้นเกิดขึ้นแล้ว, สัตว์ดิรัจฉาน
ตั้งต้นแต่แมลงวันจนถึงโคย่อมตายก่อน, ถัดนั้นมา ก็ทาสและกรรมกร,
ภายหลังเขาทั้งหมดก็คือเจ้าของเรือน, เพราะฉะนั้น โรคนั้นจึงจับเศรษฐี
และภริยาภายหลังเขาทั้งหมด. สองสามีภริยานั้น โรคถูกต้องแล้ว แลดู
บุตรซึ่งยืนอยู่ ณ ที่ใกล้ มีนัยน์ตาทั้งสองนองด้วยน้ำตา พูดกะบุตรว่า
" พ่อเอ๋ย เขาว่า เมื่อโรคชนิดนี้เกิดขึ้น, ชนทั้งหลาย พังฝาเรือนหนี
ไปย่อมได้ชีวิต, ตัวเจ้าไม่ต้องห่วงใยเราทั้งสองพึงหนีไป ( เสียโดยด่วน)
มีชีวิตอยู่ จึงกลับมาอีก พึงขุดเอาทรัพย์ ๔๐ โกฏิ ที่เราทั้งสองฝังเก็บ
ไว้ในที่โน้นขึ้นเลี้ยงชีวิต."
เขาฟังคำของมารดาและบิดานั้นแล้ว ร้องไห้ ไหว้มารดาบิดา
กลัวต่อภัยคือความตาย ทำลายฝาเรือนหนีไปสู่ชัฏแห่งภูเขา อยู่ในที่นั้น
สิ้น ๑๒ ปีแล้ว จึงกลับมายังที่อยู่ของมารดาบิดา .
เขากลับมาบ้านเดิมไม่มีใครจำได้
ครั้งนั้น ใคร ๆ จำเขาไม่ได้ เพราะความที่ไปในกาลยังเป็นเด็ก

310
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 311 (เล่ม 40)

กลับมาในกาลมีผมและหนวดขึ้นรุงรัง.
เขาไปสู่ที่ฝังทรัพย์ ด้วยสามารถแห่งเครื่องหมายอันมารดาและบิดา
ให้ไว้ ทราบความที่ทรัพย์ไม่เสียหาย จึงคิดว่า "ใคร ๆ ย่อมจำเรา
ไม่ได้. ถ้าเราจักขุดทรัพย์ขึ้นใช้สอยไซร้, ชนทั้งหลายพึงคิดว่า ' คน
เข็ญใจผู้หนึ่งขุดทรัพย์ขึ้นแล้ว, พึงจับเราแล้ว เบียดเบียน ถ้ากระไร
เราพึงทำการรับจ้างเป็นอยู่, ทีนั้น เขานุ่งผ้าเก่าผืนหนึ่ง ( เที่ยว) ถามว่า
"ใคร ๆ มีความต้องการด้วยคนรับจ้าง มีอยู่หรือ ?" (ไป) ถึงถนน
อันเป็นที่อยู่ของคนผู้จ้างแล้ว.
กุมภโฆสกรับจ้างทำงาน
ขณะนั้น พวกผู้จ้างเห็นเขาแล้ว กล่าวว่า " ถ้าเจ้าจักทำการ
งานของพวกเราได้สักอย่างหนึ่งไซร้, พวกเราจักให้ค่าจ้างสำหรับซื้อภัต."
เขาถามว่า " ชื่อว่าการงานอะไร ? ที่พวกท่านจักให้ทำ."
พวกผู้จ้างตอบว่า " การงานคือการปลุกและการตักเตือน, ถ้า
เจ้าอาจ (ทำ) ได้ไซร้, เจ้าจงลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ เที่ยวบอกว่า " พ่อ
ทั้งหลาย ท่านทั้งหลาย จงลุกขึ้น จงตระเตรียมเกวียนทั้งหลาย, จงเทียม
โคผู้ ในเวลาที่สัตว์พาหนะต่าง ๆ มีช้างและม้าเป็นต้นไปเพื่อต้องการ
กินหญ้า, แม่ทั้งหลาย แม้พวกท่านจงลุกขึ้นต้มยาคู หุงภัต" เขา
รับว่า " ได้จ๊ะ."
ลำดับนั้น พวกผู้จ้างได้ให้เรือนหลังหนึ่งแก่เขา เพื่อประโยชน์
แก่การอยู่ ณ ที่ใกล้. เขาได้การงานนั้นทุกวัน.

311
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 312 (เล่ม 40)

พระเจ้าพิมพิสารทรงทราบฐานะของกุมภโฆสก
อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาทรงพระนามว่า พิมพิสาร ได้ทรงสดับ
เสียงของเขาแล้ว. ก็ท้าวเธอได้เป็นผู้ทรงทราบเสียงร้องของสัตว์ทั้งปวง,
เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า "นั่นเป็นเสียงของคนผู้มีทรัพย์มาก."
ขณะนั้น นางสนมของท้าวเธอคนหนึ่ง ยืนเฝ้าอยู่ ณ ที่ใกล้คิดว่า
" ในหลวงจักไม่ตรัสเหลว ๆ ไหล ๆ, เราควรรู้จักชายนี้." จึงส่งชาย
ผู้หนึ่งไป (สืบ) ด้วยคำว่า "ไปเถิด พ่อ ท่านจงทราบบุรุษนั่น
(แล้วกลับมา )."
เขารีบไป พบกุมภโฆสกนั้นแล้ว ก็กลับมาบอกว่า "นั้นเป็น
มนุษย์กำพร้าคนหนึ่ง ซึ่งทำการรับจ้างของชนผู้จ้างหลาย."
พระราชา ทรงสดับถ้อยคำของบุรุษนั้นแล้ว ก็ทรงดุษณีภาพ,๑
ในวันที่ ๒ ก็ดี ในวันที่ ๓ ก็ดี ครั้นทรงสดับเสียงของกุมภโฆสกนั้นแล้ว
ก็ตรัสอย่างนั้นเหมือนกัน.
นางสนมรับอาสาพระเจ้าพิมพิสาร
นางสนมแม้นั้น ก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน ส่ง (บุรุษ) ไปหลาย
ครั้ง เมื่อเขาบอกว่า " เป็นมนุษย์กำพร้า" จึงคิดว่า " ในหลวง
แม้ทรงสดับคำว่า ' นั่น มนุษย์กำพร้า' ก็ไม่ทรงเชื่อ ตรัสย้ำอยู่ว่า
' นั่นเสียงบุรุษผู้มีทรัพย์มาก ' ในข้อนี้ต้องมีเหตุ; ควรที่เราจะรู้จักชาย
นั้นตามความจริง. " นางสนมนั้น จึงกราบทูลพระราชาว่า "ข้าแต่สม-
มติเทพ ข้าพระบาท เมื่อได้ทรัพย์พันหนึ่งจักพาธิดาไป (ออกอุบาย)
ให้ทรัพย์นั่นเข้าสู่ราชสกุลจงได้."
๑. นิ่งเฉย.

312
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 313 (เล่ม 40)

พระราชา รับสั่งให้พระราชทานทรัพย์พันหนึ่งแก่นางแล้ว. นาง
รับพระราชทานทรัพย์นั้นแล้ว ให้ธิดานุ่งผ้าค่อนข้างเก่าผืนหนึ่ง ออก
จากพระราชมณเฑียรพร้อมกับธิดานั้น เป็นดุจคนเดินทาง ไปสู่ถนน
อันเป็นที่อยู่คนรับจ้าง เข้าไปสู่เรือนหลังหนึ่ง พูดว่า " แม่จ๋า ฉันทั้งสอง
เดินทางมา (เหน็ดเหนื่อย) จักขอพักในเรือนนี้สักวันสองวันแล้ว
จักไป."
นางสนมกับธิดาพักอยู่ในเรือนกุมภโฆสก
หญิงเจ้าของเรือน พูดว่า " แม่ ผู้คนในเรือนมีมาก, แม่ไม่
อาจพักในเรือนนี้ได้, เรือนของนายกุมภโฆสกนั้นแน่ะว่าง เชิญแม่ไป
(ขอพัก) ในเรือนนั้นเถิด." นางไปที่เรือนของกุมภโฆสกนั้นแล้ว
กล่าวว่า " นายจ๋า ฉันทั้งสองเป็นคนเดินทาง จัก (ขอพัก) อยู่ใน
เรือนนี้สักวันสองวัน," แม้ถูกเขาห้ามแล้วตั้งหลายครั้ง ก็พูดอ้อนวอนว่า
" นายจ๋า ฉันทั้งสองจัก (ขอพัก) อยู่ชั่ววันนี้วันเดียว พอเช้าตรู่ก็จักไป
ดอก," ไม่ปรารถนาจะออกไปแล้ว. นางพักอยู่ในเรือนของกุมภโฆสก
นั้นนั่นแล วันรุ่งขึ้น ในเวลาเขาจะไปป่า จึงพูดว่า " นายจ๋า ขอนาย
จงมอบค่าอาหารสำหรับนายไว้แล้วจึงค่อยไป, ฉันจัก (จัดแจง) หุงต้ม
ไว้เพื่อนาย." เมื่อเขากล่าวว่า " อย่าเลย ฉันจักหุงต้มกินเองก็ได้,"
จึงรบเร้าบ่อย ๆ เข้า (จนสำเร็จ) ทำทรัพย์ที่เขาให้ ให้เป็นสักว่าอัน
คนได้รับไว้แล้วทีเดียว ให้นำโภชนะและสิ่งต่าง ๆ มีข้าวสารที่บริสุทธิ์
เป็นต้น มาแต่ร้านตลาดหุงข้าวสุกให้ละมุนละไมดี และปรุงแกงกับ
๒-๓ อย่าง ซึ่งมีรสอร่อยโดยเยี่ยงอย่างหุงต้มในราชสกุล ได้ให้แก่กุมภ-
โฆสกผู้มาจากป่า. ครั้นทราบ (ว่า) เขาบริโภคแล้ว ถึงความเป็นผู้มี

313
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 314 (เล่ม 40)

จิตเบิกบาน จึงพูดว่า " นายจ๋า ฉันทั้งสองเป็นผู้เมื่อยล้า ขอพักอยู่
ในเรือนนี้แล สักวันสองวันเถอะ," เขารับรองว่า "ได้จ้ะ."
กุมภโฆสกเสียรู้นางชาววัง
ทีนั้น นางก็ปรุงภัตอย่างเอร็ดอร่อย ทั้งเวลาเย็นทั้งวันรุ่งขึ้น
แล้วได้ให้แก่เขา. และครั้นทราบความที่เขาเป็นผู้มีจิตเบิกบานแล้วก็
วิงวอน (อีก ) ว่า "นายจ๋า ฉันทั้งสองจักอยู่ในเรือนนี้แล สัก ๒-๓ วัน"
ดังนี้แล้ว อยู่ในเรือนนั้น เอาศัสตราอันคมตัดฐานเตียงของเขาภายใต้
แม่แคร่ในที่นั้น ๆ. เมื่อเขามา พอนั่งลงเท่านั้น, เตียงก็ยอบลงเบื้อง
ล่าง. เขากล่าวว่า " ทำไม เตียงนี้ จึงขาดไปอย่างนี้ ?"
นางสนม. นายจ๋า ฉันไม่อาจห้ามพวกเด็กหนุ่ม ๆ ได้ พวกเขา
มาประชุมกัน (เล่น) ที่นี้ละซิ.
กุมภโฆสก. แม่ เพราะอาศัยแก ๒ คน ทุกข์นี้ จึงเกิดแก่ฉัน,
เพราะในกาลก่อน ฉันจะไปในที่ไหน ๆ ก็ปิดประตูแล้วจึงไป.
นางสนม. จะทำอย่างไรได้ละ ? พ่อ ฉันไม่อาจห้ามได้.
นางตัด (ฐานเตียง) โดยทำนองนี้แล สิ้น ๒-๓ วัน แม้ถูกเขา
ตำหนิติเตียนว่ากล่าวอยู่ ก็คงกล่าว (แก้ตัว) อย่างนั้นแล้วตัดเชือก
ที่เหลือ เว้นเชือกเส้นเล็ก ๆ ไว้เส้น ๒ เส้น.
วันนั้น เมื่อเขาพอนั่งลงเท่านั้น, ฐาน (เตียง) ทั้งหมดตกลง
ไปที่พื้นดิน. ศีรษะ (ของเขา) ได้ (ฟุบลง ) รวมเข้ากับเข่าทั้งสอง
เขาลุกขึ้นได้ ก็พูดว่า "ฉันจะทำอะไรได้ ? บัดนี้ จักไปไหนได้ ? ฉัน
เป็นผู้ถูกพวกแกทำไม่ให้เป็นเจ้าของแห่งเตียงเป็นที่นอนเสียแล้ว."

314