พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 295 (เล่ม 40)

พระราชา. เธอจักทำผ้าเช็ดเท้าเก่าให้เป็นอะไร ?
พระเถระ. เธอจักโขลกให้ละเอียดแล้ว๑ ผสมด้วยดินเหนียวฉาบฝา.
พระราชา. ท่านผู้เจริญ ผ้าทั้งหลายที่ถวายแด่พวกพระผู้เป็นเจ้า
จักไม่เสียหาย แม้เพราะทำกรรมมีประมาณเท่านั้นหรือ ?
พระเถระ. อย่างนั้น มหาบพิตร.
พระราชาทรงเลื่อมใสแล้ว รับสั่งให้นำผ้า ๕๐๐ อื่นอีกมากให้ตั้ง
ไว้แทบบาทมูลของพระเถระแล้ว.
ได้ยินว่า พระเถระได้ผ้ามีค่าถึง ๕๐๐ ซึ่งพระราชาทรงวางไว้
แทบบาทมูลถวายโดยส่วน ๕๐๐ ถึง ๕๐๐ ครั้ง, ได้ผ้ามีค่าถึงพันหนึ่ง
ซึ่งพระราชาทรงวางไว้แทบบาทมูลถวายโดยส่วนพันหนึ่ง ถึงพันครั้ง,
ได้ผ้ามีค่าถึงแสนหนึ่ง ซึ่งพระราชาทรงวางไว้แทบบาทมูลถวายโดยส่วน
แสนหนึ่ง ถึงแสนครั้ง. ก็ชื่อว่าการนับผ้าที่พระเถระได้แล้วโดยนัย
เป็นต้นว่า ๑-๒-๓-๔-๕-๑๐ ดังนี้ ย่อมไม่มี: ได้ยินว่า เมื่อพระ-
ตถาคตปรนิพพานแล้ว, พระเถระเที่ยวไปทั่วชมพูทวีป ได้ถวายบาตร
และจีวรทั้งหลาย ซึ่งเป็นของ ๆ ตนนั่นแล แก่ภิกษุทั้งหลายในวิหาร
ทั้งปวงแล้ว.
พระนางสามาวดีถูกไฟคลอก
พระนางมาคันทิยาคิดว่า "เราทำสิ่งใด, สิ่งนั้นมิได้เป็นอย่าง
นั้น กลับเป็นอย่างอื่นไป; เราจักทำอย่างไรหนอแล ?" ดังนี้แล้วคิดว่า
" อุบายนี้ ใช้ได้" เมื่อพระราชาเสด็จไปสู่ที่ทรงกีฬาในพระราชอุทยาน
๑. ขณฺฑาขณฺฑิกํ แปลว่า ให้เป็นท่อนและหาท่อนมิได้.

295
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 296 (เล่ม 40)

จึงส่งข่าวไปแก่อาว่า "ขออาจงไปปราสาทของนางสามาวดี ให้เปิด
เรือนคลังผ้าและเรือนคลังน้ำมันแล้ว ชุบผ้าในตุ่มน้ำมันแล้วพันเสา ทำ
หญิงทั้งหมดเหล่านั้นไว้โดยความเป็นอันเดียวกัน ปิดประตู ลั่นยนต์ใน
ภายนอก เอาคบไฟมีด้ามจุดไฟตำหนัก ลงแล้วจงไปเสีย." นายมาคัน-
ทิยะนั้นขึ้นสู่ปราสาท ให้เปิดเรือนคลังทั้งหลาย ชุบผ้าในตุ่มน้ำมันแล้ว
เริ่มพันเสา.
ลำดับนั้น หญิงทั้งหลายมีพระนางสามาวดีเป็นประมุข กล่าวกะ
นายมาคันทิยะอยู่ว่า "นี่อะไรกัน ? อา" เข้าไปหาแล้ว. นายมาคันทิยะ
กล่าวอย่างนี้ว่า " แม่ทั้งหลาย พระราชารับสั่งให้พันเสาเหล่านี้ด้วยผ้า
ชุบน้ำมัน เพื่อประโยชน์แก่การทำให้มั่นคง ธรรมดาในพระราชวัง
กรรมที่ประกอบดีและชั่ว เป็นของรู้ได้ยาก, อย่าอยู่ในที่ใกล้เราเลย แม่
ทั้งหลาย" ดังนี้แล้ว ให้หญิงเหล่านั้นผู้มาแล้วเข้าไปในห้อง ปิดประตู
แล้ว ลั่นยนต์ในภายนอก จุดไฟ จำเดิมแต่ต้น ลงมาแล้ว.
พระนางสามาวดีได้ให้โอวาทแก่หญิงเหล่านั้นว่า " การกำหนด
อัตภาพ ซึ่งถูกไฟเผาอย่างนี้ของพวกเราผู้ท่องเที่ยวอยู่ในสงสาร อันมี
ส่วนสุดไม่ปรากฏแล้ว แม้พุทธญาณก็ไม่ทำได้โดยง่าย, ท่านทั้งหลาย
จงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด." หญิงเหล่านั้นเมื่อตำหนักถูกไฟไหม้อยู่, มนสิการ
ซึ่งเวทนาปริคคหกัมมัฏฐาน๑, บางพวกบรรลุผลที่ ๒, บางพวกบรรลุผล
ที่ ๓.
เพราะฉะนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์ จึงกล่าวว่า "ครั้งนั้นแล๒
ภิกษุเป็นอันมาก กลับจากบิณฑบาตในภายหลังแห่งภัต (หลังจาก
๑. กัมมัฏฐาน มีอันกำหนดเวทนาเป็นอารมณ์. ๒. ขุ. อุ. ๒๕/ ข้อ ๑๕๗ อุเทนสูตร.

296
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 297 (เล่ม 40)

ฉันข้าว), พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่โดยที่ใด เข้าไปเฝ้าโดยที่นั้น;
ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่งแล้ว ณ ส่วนข้าง
หนึ่ง; ภิกษุเหล่านั้น ผู้นั่งแล้ว ณ ส่วนข้างหนึ่งแล ได้กราบทูลคำนี้
กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานวโรกาส
ภายในบุรีของพระเจ้าอุเทน ผู้เสด็จไปสู่พระราชอุทยานถูกไฟไหม้แล้ว,
หญิง ๕๐๐ มีพระนางสามาวดีเป็นประมุขทำกาละแล้ว, ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ คติของอุบาสิกาเหล่านั้นเป็นอย่างไร ? สัมปรายภพเฉพาะหน้า
เป็นอย่างไร ?" พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย ในอุบาสิกา
เหล่านี้ อุบาสิกาที่เป็นโสดาบันก็มี, เป็นสกทาคามีก็มี, เป็นอนาคา-
มีก็มี, อุบาสิกาทั้งหมดนั้นไม่เป็นผู้ไร้ผลทำกาละดอก ภิกษุทั้งหลาย."
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว
ทรงเปล่งพระอุทานนี้ ในเวลานั้นว่า
"โลกมีโมหะเป็นเครื่องผูกพัน ย่อมปรากฏ
ดุจรูปอันสมควร, คนพาลมีอุปธิกิเลสเป็นเครื่อง
ผูกไว้ ถูกความมืดแวดล้อมแล้ว จึงปรากฏดุจมี
ความเที่ยง, ความกังวลย่อมไม่มีแก่ผู้เห็นอยู่.๑"
ก็แลครั้นตรัสอย่างนั้นแล้ว ทรงแสดงธรรมว่า " ภิกษุทั้งหลาย
ธรรมดาสัตว์ทั้งหลาย เที่ยวไปในวัฏฏะ เป็นผู้ไม่ประมาทตลอดกาลเป็น
นิตย์กระทำบุญกรรมก็มี, เป็นผู้มีความประมาทกระทำบาปกรรมก็มี, เหตุ
นั้น สัตว์ผู้เที่ยวไปในวัฏฏะ จึงเสวยสุขบ้างทุกข์บ้าง."
๑. ขุ. อุ. ๒๕/ ข้อ ๑๕๗.

297
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 298 (เล่ม 40)

พระเจ้าอุเทนลงโทษพระนางมาคันทิยากับพวก
พระราชา ทรงสดับว่า " ข่าวว่า ตำหนักของพระนางสามาวดี
ถูกไฟไหม้," แม้เสด็จมาโดยเร็ว ก็ไม่ได้อาจเพื่อจะทันถึงตำหนักอันไฟ
ยังไม่ไหม้ได้, ก็แลครั้นเสด็จมาแล้ว ทรงยังตำหนักให้ดับแล้ว ทรงเกิด
โทมนัสมีกำลัง แวดล้อมด้วยหมู่อำมาตย์ ประทับนั่งอนุสรณ์ถึงพระคุณ
ของพระนางสามาวดี ทรงพระดำริว่า "นี้เป็นการกระทำของใครหนอ ?"
ดังนี้แล้ว ทรงทราบว่า " กรรมนี้ จักเป็นกรรมอันนางมาคันทิยาให้
ทำแล้ว," ทรงพระดำริว่า " นางมาคันทิยานั้น อันเราทำให้หวาดกลัว
แล้วถาม ก็จักไม่บอก, เราจักค่อย ๆ ถามโดยอุบาย." จึงตรัสกะ
อำมาตย์ทั้งหลายว่า " ผู้เจริญทั้งหลาย ในกาลก่อนแต่กาลนี้ เราลุกขึ้น
เสร็จสรรพแล้ว ก็เป็นผู้ระแวงสงสัยอยู่รอบข้างทีเดียว, นางสามาวดี
แสวงหาแต่โทษเราเป็นนิตย์, นางก็ตายไปแล้ว; ก็บัดนี้ เราจักเย็นใจ
ได้ละ, เราจักได้อยู่โดยความสุข." พวกอำมาตย์ทูลว่า "ข้าแต่สมมติ-
เทพ กรรมนี้อันใครหนอแลทำแล้ว ?" พระราชาตรัสตอบว่า " จัก
เป็นกรรม อันใคร ๆ ทำแล้วด้วยความรักในเรา." พระนางมาคันทิยา
ทรงยืนเฝ้าอยู่ในที่ใกล้ ฟังพระดำรัสนั้นแล้ว จึงกราบทูลว่า "ใคร ๆ
คนอื่นจักไม่อาจทำได้, พระเจ้าข้า กรรมนี้อันหม่อมฉันทำแล้ว, หม่อมฉัน
สั่งอาให้ทำ." พระราชาตรัสว่า " ชื่อว่าสัตว์ผู้มีความรักในเราอื่น ยกไว้
เสียแต่เจ้า ย่อมไม่มี, เราพอใจ, พระเทวี เราจะให้พรแก่เจ้า, เจ้าจง
ให้เรียกหมู่ญาติของตนมา." นางส่งข่าวไปแก่พวกญาติว่า "พระราชา
ทรงพอพระหฤทัย จะพระราชทานพรแก่เรา, จงมาเร็ว ."
พระราชารับสั่งให้ทำสักการะใหญ่ แก่ญาติทั้งหลายของพระนาง

298
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 299 (เล่ม 40)

มาคันทิยา ซึ่งมาแล้ว ๆ แม้พวกคนผู้มิใช่ญาติของพระนางมาคันทิยา
เห็นสักการะนั้นแล้ว ก็ให้สินจ้าง กล่าวว่า " พวกเราเป็นญาติของ
พระนางมาคันทิยา" พากันมาแล้ว. พระราชารับสั่งให้จับคนเหล่านั้น
ทั้งหมดไว้ แล้วให้ขุดหลุมทั้งหลายประมาณแค่สะดือ ที่พระลานหลวง
แล้ว ให้คนเหล่านั้นนั่งลงในหลุมเหล่านั้นเอาดินร่วนกลบ ให้เกลี่ยฟาง
ไว้เบื้องบน แล้วจุดไฟ, ในเวลาที่หนังถูกไฟไหม้แล้ว, รับสั่งให้ไถ
ด้วยไถเหล็กทั้งหลาย ให้ทำให้เป็นท่อนและหาท่อนมิได้ (หรือ) เป็น
ชิ้นและหาชิ้นมิได้. พระราชารับสั่งให้เชือดเนื้อ แม้จากสรีระของพระ-
นางมาคันทิยา ตรงที่มีเนื้อล่ำ ๆ ด้วยมีดอันคมกริบแล้ว ให้ยกขึ้นสู่
เตาไฟอันเดือดด้วยน้ำมัน ให้ทอดดุจขนมแล้ว ให้เคี้ยวกินเนื้อนั้นแล.
ความตายของพระนางสามาวดีควรแก่กรรมในปางก่อน
ต่อมาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย สนทนากันในโรงธรรมว่า๑ " ความ
ตายเช่นนี้ ของอุบาสิกาผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธาเห็นปานนี้ ไม่สมควรเลย
หนอ ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย."
พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า " ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เธอทั้งหลาย
นั่งประชุมกันด้วยเรื่องอะไรหนอ ?" เมื่อพวกภิกษุนั้นกราบทูลว่า "ด้วย
เรื่องชื่อนี้ " ดังนี้แล้ว ตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย ความตายนั่นของหญิง
ทั้งหลาย มีพระนางสามาวดีเป็นประมุข ไม่ควรแล้วในอัตภาพนี้ แต่ว่า
ความตายอันหญิงเหล่านั้นได้แล้ว สมควรแท้แก่กรรมซึ่งเขาทำไว้ใน
กาลก่อน," อันภิกษุเหล่านั้นทูลอาราธนาว่า " กรรมอะไร อันหญิง
๑. ยังกถาให้ตั้งขึ้นในโรงธรรม.

299
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 300 (เล่ม 40)

เหล่านั้นทำไว้ในกาลก่อน พระเจ้าข้า ? ขอพระองค์จงตรัสบอกแก่
ข้าพระองค์ทั้งหลาย" ดังนี้แล้ว จึงทรงนำอดีตนิทานมา (เล่าว่า)
บุรพกรรมของพระนางสามาวดีกับบริวาร
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติอยู่ในกรุง
พาราณสี พระปัจเจกพุทธเจ้า ๘ องค์ ฉันอยู่ในพระราชวังเนืองนิตย์.
หญิง ๕๐๐ คน ย่อมบำรุงพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น. ในท่านเหล่านั้น
พระปัจเจกพุทธเจ้า ๗ องค์ไปสู่หิมวันตประเทศ อีกองค์หนึ่ง นั่งเข้า
ฌานอยู่ในที่รกด้วยหญ้าแห่งหนึ่งริมแม่น้ำ. ต่อมาวันหนึ่ง เมื่อพระ-
ปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายไปแล้ว, พระราชาทรงพาหญิงเหล่านั้นไป เพื่อ
ทรงเล่นน้ำในแม่น้ำ. ณ สถานที่นั้น หญิงเหล่านั้นเล่นน้ำตลอดส่วน
แห่งวัน ขึ้นแล้ว ถูกความหนาวบีบคั้นเทียวใคร่จะผิงไฟ กล่าวกันว่า
"ท่านทั้งหลาย พึงหาดูที่ก่อไฟของพวกเรา," เที่ยวไป ๆ มา ๆ อยู่
เห็นที่รกด้วยหญ้า (ชัฏหญ้า ) นั้น จึงยืนล้อมก่อไฟแล้ว ด้วยสำคัญว่า
" กองหญ้า" เมื่อหญ้าทั้งหลายไหม้แล้วก็ยุบลง, หญิงเหล่านั้นแลเห็น
พระปัจเจกพุทธเจ้า จึงกล่าวกันว่า " พวกเรา ฉิบหายแล้ว ! พวกเรา
ฉิบหายแล้ว ! พระปัจเจกพุทธเจ้าของพระราชาถูกไฟคลอก, พระราชา
ทรงทราบจักทำพวกเราให้ฉิบหาย, เราจักทำท่านให้ไหม้ทั้งหมด," ทุกคน
นำฟืนมาจากที่โน้นที่นี้ ทำให้เป็นกองในเบื้องบนแห่งพระปัจเจกพุทธ-
เจ้านั้น กองฟืนใหญ่ได้มีแล้ว. ลำดับนั้น หญิงเหล่านั้นสุมฟืนนั้น
แล้วหลีกไป ด้วยสำคัญว่า "บัดนี้ จักไหม้ละ." ครั้งก่อน พวกเขา
เป็นผู้ไม่มีความจงใจ ก็ถูกกรรมติดตามแล้วในบัดนี้. ก็คนทั้งหลายแม้

300
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 301 (เล่ม 40)

นำฟืน ๑,๐๐๐ เล่มเกวียนมาสุมอยู่ ก็ไม่อาจเพื่อจะทำพระปัจเจกพุทธเจ้า
ภายในสมาบัติ แม้ให้มีอาการสักว่าอุ่นได้. เพราะฉะนั้น พระปัจเจก-
พุทธเจ้านั้น ในวันที่ ๗ จึงได้ลุกขึ้นไปตามสบายแล้ว. หญิงเหล่านั้น
ไหม้ในนรกสิ้นหลายพันปี เพราะความที่กรรมนั้นอันทำไว้แล้ว ไหม้แล้ว
ในเรือนที่ถูกไฟไหม้อยู่ โดยทำนองนี้แล สิ้น ๑๐๐ อัตภาพ ด้วยวิบาก
อันเหลือลงแห่งกรรมนั้นแล. นี้เป็นบุรพกรรมของหญิงเหล่านั้น ด้วย
ประการฉะนี้.
บุรพกรรมของนางขุชชุตตรา
เมื่อพระศาสดาตรัสอย่างนั้นแล้ว ภิกษุทั้งหลาย จึงทูลถามพระ-
ศาสดาว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็นางขุชชุตตราเล่า เพราะกรรม
อะไร ? จึงเป็นหญิงค่อม, เพราะกรรมอะไร ? จึงเป็นผู้มีปัญญามาก,
เพราะกรรมอะไร ? จึงบรรลุโสดาปัตติผล, เพราะกรรมอะไร จึงเป็น
คนรับใช้ของคนเหล่าอื่น." พระศาสดา ตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย ใน
กาลที่พระราชาองค์นั้นแล ครองราชสมบัติในกรุงพาราณสี พระปัจเจก-
พุทธเจ้าองค์นั้นเหมือนกัน ได้เป็นผู้มีธาตุแห่งคนค่อมหน่อยหนึ่ง. ลำดับ
นั้น หญิงผู้อุปัฏฐายิกาคนหนึ่งห่มผ้ากัมพลถือขันทองคำทำเป็นคนค่อม
พุทธเจ้าของพวกเราย่อมเที่ยวไปอย่างนี้และอย่างนี้." เพราะผลอันไหล
ออกแห่งกรรมนั้นนางจึงเป็นหญิงค่อม.
อนึ่ง ในวันแรก พระราชาทรงนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้า
เหล่านั้น ให้นั่งในพระราชมณเฑียรแล้วให้ราชบุรุษรับบาตร บรรจุบาตร

301
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 302 (เล่ม 40)

ให้เต็มด้วยข้าวปายาสแล้วรับสั่งให้ถวาย. พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย
ถือบาตรอันเต็มด้วยข้าวปายาสร้อน ต้องผลัดเปลี่ยน (มือ) บ่อย ๆ.
หญิงนั้น เห็นท่านทำอยู่อย่างนั้น ก็ถวายวลัยงา ๘ วลัย ซึ่งเป็น
ของของตน กล่าวว่า " ท่านจงวางไว้บนวลัยนี้แล้วถือเอา." พระปัจเจก-
พุทธเจ้าเหล่านั้น ทำอย่างนั้นแล้ว. แลดูหญิงนั้น. นางทราบความ
ประสงค์ของท่านทั้งหลาย จึงกล่าวว่า " ท่านเจ้าข้า ดิฉันหามีความต้อง
การวลัยเหล่านี้ไม่, ดิฉันบริจาควลัยเหล่านั้นแล้วแก่ท่านทั้งหลายนั่นแล,
ขอท่านจงรับไป." พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นรับแล้วได้ไปยังเงื้อมเขาชื่อ
นันทมูลกะ. แม้ทุกวันนี้ วลัยเหล่านั้นก็ยังดี ๆ อยู่นั่นเอง. เพราะผล
อันไหลออกแห่งกรรมนั้น ในบัดนี้ นางจึงเป็นผู้ทรงพระไตรปิฏก มี
ปัญญามาก. เพราะผลอันไหลออกแห่งการอุปัฏฐาก ซึ่งนางทำแก่พระ-
ปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย นางจึงได้บรรลุโสดาปัตติผล. นี้เป็นบุรพกรรม
ในสมัยพุทธันดรของนาง.
ส่วนในกาลแห่งพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ธิดาของเศรษฐีในกรุง
พาราณสีคนหนึ่ง จับแว่น นั่งแต่งตัวอยู่ในเวลามีเงาเจริญ ( เวลาบ่าย).
ลำดับนั้น นางภิกษุณีขีณาสพรูปหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้คุ้นเคยของนางได้ไปเพื่อ
เยี่ยมนาง. จริงอยู่ นางภิกษุณี แม้เป็นพระขีณาสพก็เป็นผู้ปรารถนา
เพื่อจะเห็นตระกูลอุปัฏฐากในเวลาเย็น. ก็ในขณะนั้นหญิงรับใช้ไร ๆ ใน
สำนักของธิดาเศรษฐีไม่มีเลย. นางจึงกล่าวว่า "ดิฉันไหว้ เจ้าข้า
โปรดหยิบกระเช้าเครื่องประดับนั่น ให้แก่ดิฉันก่อน." พระเถรี คิดว่า
" ถ้าเรา จักไม่หยิบกระเช้าเครื่องประดับนี้ให้แก่นางไซร้ นางจักทำ
ความอาฆาตในเราแล้ว บังเกิดในนรก, แต่ว่า ถ้าเราจัก (หยิบ)

302
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 303 (เล่ม 40)

ให้, นางจักเกิดเป็นหญิงรับใช้ของคนอื่น; แต่ว่า เพียงความเป็นผู้รับ
ใช้ของคนอื่น ย่อมดีกว่าความเร่าร้อนในนรกแล." พระเถรีนั้นอาศัย
ความเอ็นดู จึงได้หยิบกระเช้าเครื่องประดับนั้นให้แก่นาง. เพราะผลอัน
ไหลออกแห่งกรรมนั้น นางจึงเป็นคนรับใช้ของคนเหล่าอื่น.
พระศาสดาเสด็จมาแสดงธรรมที่ธรรมสภา
รุ่งขึ้นวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย สนทนากันในโรงธรรมว่า หญิง ๕๐๐
มีพระนางสามาวดีเป็นประมุข ถูกไฟไหม้แล้วในตำหนัก, พวกญาติของ
พระนางมาคันทิยา ถูกจุดไฟอันมีฟางเป็นเชื้อไว้เบื้องบนแล้วทำลายด้วย
ไถเหล็ก, พระนางมาคันทิยา ถูกทอดด้วยน้ำมันอันเดือดพล่าน, ในคน
เหล่านั้น ใครหนอแล ? ชื่อว่าเป็นอยู่, ใคร่ ? ชื่อว่าตายแล้ว."
พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า "ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เธอทั้งหลาย
นั่งประชุมกันด้วยเรื่องอะไรหนอ ? เมื่อพวกภิกษุนั้นกราบทูลว่า " ด้วย
เรื่องชื่อนี้ " ดังนี้แล้ว จึงตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย คนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง
ประมาทแล้ว, คนเหล่านั้น แม้เป็นอยู่ตั้ง ๑๐๐ ปี ก็ชื่อว่าตายแล้วโดยแท้;
คนเหล่าใด ไม่ประมาทแล้ว, คนเหล่านั้น แม้ตายแล้ว ก็ชื่อว่ายังคง
เป็นอยู่; เพราะฉะนั้น พระนางมาคันทิยา จะเป็นอยู่ก็ตาม ตายแล้วก็ตาม
ก็ชื่อว่าตายแล้วทีเดียว หญิง ๕๐๐ มีพระนางสามาวดีเป็นประมุข แม้
ตายแล้ว ก็ชื่อว่าเป็นอยู่นั่นเทียว; ภิกษุทั้งหลาย เพราะว่าผู้ไม่ประมาท
ตายแล้ว ชื่อว่าย่อมไม่ตาย; ดังนี้แล้ว ได้ภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า
๒. อปฺปมาโท อมตํ ปทํ ปมาโท มจฺจุโน ปทํ
อปฺปมตฺตา น มียนฺติ เย ปมตฺตา ยถา มตา

303
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 304 (เล่ม 40)

เอตํ วิเสสโต ญตฺวา อปฺปมาทมฺหิ ปณฺฑิตา
อปฺปมาเท ปโมทนฺตื อริยานํ โคจเร รตา
เต ฌายิโน สาตติถา นิจฺจํ ทฬฺหปรกฺกมา
ผุสนฺติ ธีรา นิพฺพานํ โยคกฺเขมํ อนุตฺตรํ
"ความไม่ประมาทเป็นเครื่องถึงอมตะ๑ ความ
ประมาทเป็นทางแห่งมัจจุ ผู้ไม่ประมาทแล้ว
ชื่อว่าย่อมไม่ตาย: ผู้ใดประมาทแล้ว ผู้นั้นย่อม
เป็นเหมือนคนตายแล้ว; บัณฑิตรู้ความนั่นโดย
แปลกกันแล้ว (ตั้งอยู่ ) ในความไม่ประมาท
บันเทิงอยู่ในความไม่ประมาท: ยินดีในธรรม
เป็นที่โคจรของพระอริยะทั้งหลาย, บัณฑิตผู้ไม่
ประมาทเหล่านั้น มีความเพ่ง มีความเพียรเป็น
ไปติดต่อ. บากบั่นมั่นเป็นนิตย์ เป็นนักปราชญ์
ย่อมถูกต้องพระนิพพาน อันเป็นแดนเกษมจาก
โยคะอันยอดเยี่ยม."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปมาโท ย่อมแสดงเนื้อความกว้าง
คือ ถือเอาเนื้อความกว้างตั้งอยู่. จริงอยู่ พระพุทธพจน์ คือพระไตรปิฎก
แม้ทั้งสิ้น ซึ่งอาจารย์ทั้งหลายนำมากล่าวอยู่ ย่อมหยั่งลงสู่ความไม่ประมาท
นั่นเอง, เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสไว้ว่า "ภิกษุทั้งหลาย
๑. อมตํ ปทํ แปลว่า เป็นทางแห่งอมตะ ก็ได้ เป็นทางไม่ตาย ก็ได้.

304