ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 285 (เล่ม 40)

พระศาสดาผู้เสด็จไปสู่ภายในพระนคร ด่าอยู่ บริภาษอยู่ด้วยวัตถุสำหรับ
ด่า ๑๐ อย่างว่า
๑. "เจ้าเป็นโจร
๒. เจ้าเป็นพาล
๓. เจ้าเป็นบ้า
๔. เจ้าเป็นอูฐ
๕. เจ้าเป็นวัว
๖. เจ้าเป็นลา
๗. เจ้าเป็นสัตว์นรก
๘. เจ้าเป็นสัตว์ดิรัจฉาน
๙. สุคติของเจ้าไม่มี
๑๐.เจ้าหวังได้ทุคติอย่างเดียว."
ท่านพระอานนท์ฟังคำนั้นแล้ว ได้กราบทูลคำนี้กะพระศาสดาว่า
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชาวเมืองเหล่านี้ ย่อมด่า ย่อมบริภาษพวกเรา,
พวกเราจะไปในที่อื่นจากที่นี้."
พระศาสดาตรัสถามว่า " เราจะไปที่ไหน อานนท์."
พระอานนท์กราบทูลว่า " ไปเมืองอื่น พระเจ้าข้า."
พระศาสดา. เมื่อพวกมนุษย์ในเมืองนั้นด่าอยู่, เราจักไปในที่ไหน
กันอีกเล่า ? อานนท์.
พระอานนท์. ไปสู่เมืองอื่น แม้จากเมืองนั้น พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. เมื่อพวกมนุษย์ในเมืองนั้นด่าอยู่, เราจักไปในที่ไหน
กันเล่า ?

285
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 286 (เล่ม 40)

พระอานนท์. ไปเมืองอื่นจากเมืองนั้น พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. อานนท์ การทำอย่างนี้ไม่ควร; อธิกรณ์เกิดขึ้น
ในที่ใด, เมื่ออธิกรณ์นั้นสงบระงับแล้วในที่นั้นแล จึงควรไปในที่อื่น;
อานนท์ ก็พวกเหล่านั้น ใครเล่า ? ด่า.
พระอานนท์. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกเหล่านั้นทุกคนจน
กระทั่งพวกทาสและกรรมกร ด่า.
พระศาสดา ตรัสว่า " อานนท์ เราเป็นเช่นกับช้างตัวก้าวลงสู่
สงคราม, ก็การอดทนลูกศรอันมาจาก ๔ ทิศ ย่อมเป็นภาระของช้างซึ่ง
ก้าวลงสู่สงความฉันใด ชื่อว่าการอดทนต่อถ้อยคำอันคนทุศีลเป็นอันมาก
กล่าวแล้ว ก็เป็นภาระของเราฉันนั้นเหมือนกัน" ดังนี้แล้ว เมื่อทรง
ปรารภพระองค์แสดงธรรมภาษิตคาถา ๓ เหล่านี้ในนาควรรคว่า๑
"เราจักอดกลั้นถ้อยคำล่วงเกิน ดังช้างอดทน
ลูกศร ซึ่งตกไปจากแล่งในสงคราม, เพราะคนเป็น
อันมาก เป็นผู้ทุศีล, ราชบุรุษทั้งหลาย ย่อมนำ
พาหนะที่ฝึกแล้วไปสู่ที่ประชุม, พระราชาย่อมเสด็จ
ขึ้นพาหนะที่ฝึกแล้ว; ในหมู่มนุษย์ผู้ใดอดกลั้นถ้อยคำ
ล่วงเกินได้, ผู้นั้นชื่อว่าฝึก (ตน) แล้ว เป็นผู้
ประเสริฐสุด. ม้าอัสดรที่ฝึกแล้วเป็นสัตว์ประเสริฐ,
ม้าอาชาไนย ม้าสินธพที่ฝึกแล้ว เป็นสัตว์ประเสริฐ,
พระยาช้างชาติกุญชรที่ฝึกแล้ว ก็เป็นสัตว์ประเสริฐ,
(แต่) ผู้ฝึกตนเองได้แล้ว ประเสริฐกว่านั้น."
๑. ขุ. ธ. ๒๕/๗๕.

286
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 287 (เล่ม 40)

ธรรมกถาได้มีประโยชน์แก่มหาชนผู้ถึงพร้อมแล้ว, พระศาสดา
ครั้นทรงแสดงธรรมอย่างนั้นแล้ว ตรัสว่า " อานนท์ เธออย่าคิดแล้ว,
พวกเหล่านั้น จักด่าได้เพียง ๗ วันเท่านั้น ในวันที่ ๗ จักเป็นผู้นิ่ง;
เพราะว่า อธิกรณ์ซึ่งเกิดขึ้นแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมไม่เกิน ๗ วัน
ไป."
พระนางมาคันทิยาหาความด้วยเรื่องไก่
พระนางมาคันทิยา ให้คนด่าพระศาสดาแล้ว (แต่) ไม่อาจให้
หนีไปได้ จึงคิดว่า " เราจักทำอย่างไรหนอ ?" ดังนี้แล้ว คิดว่า
" หญิงเหล่านี้ เป็นผู้อุปถัมภ์พระสมณโคดมนั้น, เราจักทำความฉิบหาย
ให้เเก่หญิงเหล่านั้น" วันหนึ่ง เมื่อทำการรับใช้อยู่ในที่เป็นที่เสวย
น้ำจัณฑ์แห่งพระราชา ส่งข่าวไปแก่อาว่า " โปรดทราบว่า ฉันมีความ
ต้องการด้วยไก่ทั้งหลาย, ขออาจงนำเอาไก่ตาย ๘ ตัว ไก่เป็น ๘ ตัวมา,
ก็แลครั้นมาแล้ว จงยืนอยู่ที่บันได บอกความที่ตนมาแล้ว แม้เมื่อ
รับสั่งว่า 'จงเข้ามา,' ก็อย่าเข้าไป จงส่งไก่เป็น ๘ ตัวไปก่อน ส่งไก่ตาย
นอกนี้ไปภายหลัง," และนางได้ประทานสินจ้างแก่คนใช้ด้วยสั่งว่า
"เจ้าพึงการทำตามคำของเรา."
นายมาคันทิยะมาแล้ว ให้ทูลแด่พระราชาให้ทรงทราบ, เธอรับสั่ง
ว่า "จงเข้ามา" ก็กล่าวว่า " เราจักไม่เข้าไปสู่ที่เป็นที่เสวยน้ำจัณฑ์ของ
พระราชา." ฝ่ายพระนางมาคันทิยา ส่งคนใช้ไปด้วยคำว่า "พ่อ จงไป
สู่สำนักแห่งอาของเรา." เขาไปแล้ว นำไก่เป็น ๘ ตัว ซึ่งนายมาคันทิยะ
นั้นให้แล้วมา กราบทูลว่า " ข้าแต่สมมติเทพ ท่านปุโรหิต ส่งเครื่อง

287
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 288 (เล่ม 40)

บรรณาการมาแล้ว." พระราชาตรัสว่า "ดีแท้ แกงอ่อมเกิดขึ้นแก่
พวกเราแล้ว, ใครหนอแล ? ควรแกง." พระนางมาคันทิยากราบทูล
ว่า " ข้าแต่มหาราช หญิง ๕๐๐ มีพระนางสามาวดีเป็นประมุข เป็นผู้
ไม่มีการงานเที่ยวเตร่อยู่, ขอพระองค์จงส่งไปให้แก่หญิงเหล่านั้น;
หญิงเหล่านั้นแกงแล้วจักนำมา (ถวาย)." พระราชาทรงส่งไปด้วยพระ-
ดำรัสว่า " เจ้าจงไปให้แก่หญิงเหล่านั้น, ได้ยินว่า หญิงเหล่านั้น จง
อย่าให้ในมือคนอื่น จงฆ่าแกงเองทีเดียว." คนใช้รับพระดำรัสว่า "ดีละ
พระเจ้าข้า" แล้วไปบอกอย่างนั้น เป็นผู้อันหญิงเหล่านั้น คัดค้านแล้ว
ว่า " พวกฉันไม่ทำปาณาติบาต" จึงมาทูลความนั้นแด่พระราชา. พระ-
นางมาคันทิยา กราบทูลว่า " ข้าแต่มหาราช พระองค์เห็นไหม ? บัดนี้
พระองค์จักทรงทราบการทำหรือไม่ทำปาณาติบาตแห่งหญิงเหล่านั้น, ขอ
พระองค์จงรับสั่งว่า ' หญิงเหล่านั้นจงแกงส่งไปถวายแก่พระสมณโคดม'
ดังนี้เถิด พระเจ้าข้า."
พระราชาตรัสอย่างนั้นแล้วส่งไป. คนใช้นอกนี้ ถือทำเป็นเดิน
ไปอยู่ ไปแล้ว ให้ไก่เหล่านั้นแก่ปุโรหิต รับไก่ตายไปสู่สำนักของหญิง
เหล่านั้น กล่าวว่า " ได้ยินว่า พวกท่านแกงไก่เหล่านี้แล้ว จงส่งไปสู่
สำนักพระศาสดา." หญิงเหล่านั้นกล่าวรับรองว่า " นำมาเถิด นาย
ชื่อร่าการแกงไก่ตายนี้เป็นกิจของพวกเรา" ดังนี้แล้ว ก็รับไว้. คนใช้
นั้นมาสู่สำนักของพระราชา อันพระราชาตรัสถามว่า "เป็นอย่างไร ?
พ่อ" จึงกราบทูลว่า " เมื่อข้าพระองค์เพียงกล่าวว่า ' พวกท่าน จง
แกงส่งไปถวายพระสมณโคดม ' เท่านั้น, หญิงเหล่านั้น ก็สวนทางมา
รับเอาแล้ว." พระนางมาคันทิยา กราบทูลว่า " ข้าแต่มหาราช จงดูเถิด,

288
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 289 (เล่ม 40)

หญิงเหล่านั้น หาทำให้แก่บุคคลเช่นพระองค์ไม่; เมื่อหม่อมฉันทูลว่า
' หญิงเหล่านั้นมีความปรารถนาในภายนอก,' พระองค์ก็ไม่ทรงเชื่อ."
พระราชาแม้ทรงสดับคำนั้น ก็ได้ทรงอดกลั้นนิ่งไว้เช่นเดิม. พระนาง
มาคันทิยาคิดว่า " เราจะทำอย่างไรหนอแล ?"
พระนางมาคันทิยาหาความด้วยเรื่องงู
ก็ในกาลนั้น พระราชา ย่อมทรงยับยั้งอยู่ตลอด ๗ วัน ตามวาระ
กัน ณ พื้นปราสาทแห่งหญิงทั้งสามนั้น คือ พระนางสามาวดี พระนาง
วาสุลทัตตาและพระนางมาคันทิยา. ลำดับนั้น พระนางมาคันทิยารู้ว่า
" พรุ่งนี้ หรือมะรืนนี้ พระราชาจักเสด็จไปสู่พื้นปราสาทของพระนาง
สามาวดี" จึงส่งข่าวไปแก่อาว่า " โปรดทราบว่า ฉันมีความต้องการ
ด้วยงู, ขออาจงถอนเขี้ยวงูทั้งหลายแล้วส่งงูไปตัวหนึ่ง." นายมาคันทิยะ
กระทำอย่างนั้นแล้ว ส่งไป. พระราชาทรงถือเอาพิณหัสดีกันต์เที่ยว
เสด็จไปสู่ที่เป็นที่เสด็จไปของพระองค์. ในรางพิณนั้นมีช่อง ๆ หนึ่ง.
พระนางมาคันทิยา ปล่อยงูเข้าไปทางช่องนั้น แล้วปิดช่องเสียงด้วยกลุ่ม
ดอกไม้. งูได้อยู่ในภายในพิณนั้นเองตลอด ๒-๓ วัน. ในวันเสด็จไป
แห่งพระราชา พระนางมาคันทิยา ทูลถามว่า "ข้าแต่สมมติเทพ วันนี้
พระองค์จักเสด็จไปสู่ปราสาทของมเหสีคนไหน ?" เมื่อตรัสตอบว่า
" ของนางสามาวดี,. จึงกราบทูลว่า "ข้าแต่มหาราช วันนี้ หม่อมฉัน
เห็นสุบินไม่เป็นที่พอใจ, ข้าแต่สมมติเทพ พระองค์ไม่อาจเสด็จไปใน
ที่นั้นได้ พระเจ้าข้า. " พระราชา ตรัสว่า " เราจักไปให้ได้." พระนาง
ห้ามไว้ถึง ๓ ครั้ง แล้วทูลว่า "เมื่อเป็นเช่นนี้ แม้หม่อนฉันจักไปกับ

289
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 290 (เล่ม 40)

พระองค์ด้วย," แม้พระราชาให้กลับอยู่ก็ไม่กลับ กราบทูลว่า "หม่อม
ฉันไม่ทราบว่า ' จักมีเหตุอะไร ? พระเจ้าข้า" ดังนั้นแล้ว ก็ได้ไปกับ
พระราชาจนได้. พระราชาทรงผ้า ดอกไม้ ของหอม และเครื่อง
อาภรณ์ ซึ่งหมู่หญิงรวมด้วยพระนางสามาวดีถวาย เสวยโภชนะอันดี
วางพิณไว้เบื้องบนพระเศียร แล้วบรรทมบนที่บรรทม. พระนาง
มาคันทิยาทำเป็นเดินไปมา ได้นำกลุ่มดอกไม้ออกจากช่องพิณ. งู
อดอาหารถึง ๒-๓ วัน เลื้อยออกมาจากช่องนั้นพ่น (พิษ) แผ่พังพาน
นอนบนแท่นที่บรรทมแล้ว. พระนางมาคันทิยาเห็นงูนั้น ก็ร้องแหว
ขึ้นว่า " งู พระเจ้าข้า" เมื่อจะด่าพระราชาและหญิงเหล่านั้น จึง
กล่าวว่า " พระเจ้าแผ่นดินโง่องค์นี้ไม่มีวาสนา ไม่ฟังคำพูดของเรา
แม้อีหญิงเหล่านี้ก็เป็นคนไม่มีสิริหัวดื้อ, พวกมันไม่ได้อะไรจากสำนัก
ของพระเจ้าแผ่นดินหรือ ? พวกเจ้า เมื่อพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้
พอสวรรคตแล้ว จักเป็นอยู่สบายหรือหนอ ? เมื่อพระเจ้าแผ่นดินยัง
ทรงพระชนม์อยู่ พวกเจ้าเป็นอยู่ลำบากหรือ ? วันนี้เราเห็นการฝันร้าย
แล้ว, พระองค์เอ๋ย พระองค์ไม่ทรงฟังเสียงของหม่อมฉันแม้ผู้วิงวอน
อยู่ว่า ไม่ควรเสด็จไปปราสาทของพระนางสามาวดี."
พระเจ้าอุเทนลงโทษพระนางสามาวดี
พระราชาทอดพระเนตรเห็นงู ก็ทรงสะดุ้งพระหฤทัยกลัวแต่มรณะ
ได้เป็นประดุจลุกโพลงด้วยความพิโรธว่า " หญิงเหล่านี้มาทำกรรม
แม้เห็นปานนี้, ชิ ชิ เราก็ชั่วช้า ไม่เชื่อคำของนางมาคันทิยานี้ แม้

290
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 291 (เล่ม 40)

ผู้บอกความที่หญิงเหล่านี้เป็นคนลามก, ครั้งก่อนมันเจาะช่องไว้ในห้อง
ทั้งหลายของตนนั่งอยู่แล้ว. เมื่อเราส่งไก่ไปให้ก็ส่งคืนมาอีก, วันนี้ปล่อยงู
ไว้บนที่นอน."
ฝ่ายพระนางสามาวดี ก็ได้ให้โอวาทแก่หญิง ๕๐๐ ว่า " แม่
ทั้งหลาย ที่พึ่งอื่นของพวกเราหามีไม่, ท่านทั้งหลายจงยังเมตตาจิตอัน
สม่ำเสมอนั่นแล ให้เป็นไปในพระราชาผู้เป็นจอมแห่งนรชน ในพระเทวี
และในตน, ท่านทั้งหลายอย่าทำความโกรธต่อใคร ๆ." พระราชา
ทรงถือธนูมีสัณฐานดังงาช้าง (หรือเขาสัตว์ ) ซึ่งมีกำลัง (แห่งการ
โก่ง) ของคนพันหนึ่ง ทรงขึ้นสายแล้วพาดลูกศรอันกำซาบด้วยยาพิษ
ทำพระนางสามาวดีไว้ ณ เบื้องหน้า ให้หญิงเหล่านั้นทุกคน ยืนตาม
ลำดับกันแล้ว จึงปล่อยลูกศรไปที่พระอุระของพระนางสามาวดี. ลูกศร
นั้น หวนกลับบ่ายหน้าสู่ทางที่ตนมาเที่ยว ประดุจจะเข้าไปสู่พระหทัย
ของพระราชา ได้ตั้งอยู่แล้วด้วยเมตตานุภาพ ของพระนางสามาวดีนั้น.
พระราชาทรงพระดำริว่า " ลูกศรที่เรายิงไป ย่อมแทงทะลุไปได้แม้ซึ่ง
ศิลา, แม้ฐานะที่จะกระทบในอากาศก็ไม่มี, ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ ลูกศรนี้กลับ
มุ่งหน้ามาสู่หัวใจของเรา (ทำไม?); แท้จริง แม้ลูกศรนี้ ไม่มีจิต ไม่ใช่
สัตว์ ไม่ใช่ของมีชีวิต ยังรู้จักคุณของนางสามาวดี, ตัวเรา แม้เป็น
มนุษย์ก็หารู้ (คุณ) ไม่."
พระเจ้าอุเทนประทานพรแก่พระนางสามาวดี
ท้าวเธอทิ้งธนูเสีย ทรงประคองอัญชลี นั่งกระหย่งแทบบาทมูล
ของพระนางสามาวดี ตรัสพระคาถานี้ว่า

291
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 292 (เล่ม 40)

"เราฟั่นเฟือน เลือนหลง, ทิศทั้งปวงย่อม
มืดตื้อแก่เรา, สามาวดีเอ๋ย เจ้าจงต้านทานเรา
ไว้, และเจ้าจงเป็นที่พึ่งของเรา."
พระนางสามาวดีสดับพระดำรัสของท้าวเธอแล้ว ก็มิได้กราบทูลว่า
" ดีแล้ว สมมติเทพ พระองค์จงถึงหย่อมฉันเป็นที่พึ่งเถิด," (แต่)
กราบทูลว่า "ข้าแต่มหาราช หม่อมฉันถึงผู้ใดว่าเป็นที่พึ่ง แม้พระองค์
ก็จงถึงผู้นั้นแล ว่าเป็นที่พึ่งเถิด."
พระนางสามาวดี ผู้เป็นสาวิกาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้น
กล่าวคำนี้แล้ว ก็กล่าวว่า
" พระองค์ อย่าทรงถึงหม่อมฉันเป็นที่พึ่งเลย,
หม่อมฉันถึงผู้ใดว่าเป็นที่พึ่ง, ข้าแต่มหาราช
ผู้นั้นคือพระพุทธเจ้า, พระพุทธเจ้านั่นเป็นผู้
เยี่ยมยอด, ขอพระองค์ทรงถึงพระพุทธเจ้า
พระองค์นั้นเป็นที่พึ่งด้วย, ทรงเป็นที่พึ่งของ
หม่อมฉันด้วย."
พระราชา ทรงสดับคำของพระนางสามาวดีนั้นแล้ว จึงตรัส
" บัดนี้ เรายิ่งกลัวมากขึ้น" แล้วตรัสคาถานี้ว่า
"เรานี้เลือนหลงยิ่งขึ้น, ทิศทั้งปวงย่อมมืดตื้อ
แก่เรา, สามาวดีเอ๋ย เจ้าจงต้านทานเราไว้
และเจ้าจงเป็นที่พึ่งของเรา."
ลำดับนั้น พระนางสามาวดีนั้น ก็ทูลถามท้าวเธออีก โดยนัยก่อน

292
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 293 (เล่ม 40)

นั้นแล, เมื่อท้าวเธอตรัสว่า " ถ้าเช่นนั้น เราขอถึงเจ้าและพระศาสดา
ว่าเป็นที่พึ่ง และเราจะให้พรแก่เจ้า" ดังนี้แล้ว จึงกราบทูลว่า " ข้า
แต่มหาราช พรจงเป็นสิ่งอันหม่อมฉันได้รับเถิด." ท้าวเธอเสด็จเข้าไป
เฝ้าพระศาสดา ทรงถึง (พระองค์) เป็นสรณะแล้ว ทรงนิมนต์
ถวายทานแด่ภิกษุสงฆ์สิ้น ๗ วันแล้ว ทรงเรียกพระนางสามาวดีมา
ตรัสว่า "เจ้าจงลุกขึ้นรับพร." พระนางสามาวดีกราบทูลว่า "ข้าแต่
มหาราช หม่อมฉันไม่มีความต้องการด้วยสิ่งทั้งหลายมีเงินเป็นต้น, แต่
ขอพระองค์จงพระราชทานพรนี้แก่หม่อมฉัน : (คือ) พระศาสดาพร้อม
ทั้งภิกษุ ๕๐๐ รูป จะเสด็จมา ณ ที่นี้เนืองนิตย์ได้โดยประการใด, ขอ
พระองค์ทรงกระทำโดยประการนั้นเถิด, หม่อมฉันจักฟังธรรม." พระ-
ราชาถวายบังคมพระศาสดาแล้ว ทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอ
พระองค์จงเสด็จมาในที่นี้เนืองนิตย์พร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูป, เหล่าหญิง
ซึ่งธรรมทั้งพระนางสามาวดีเข้าด้วย กล่าวว่า ' หม่อมฉันจักฟังธรรม."
พระศาสดา. มหาบพิตร ธรรมดาการไปในที่เดียวเนืองนิตย์ย่อม
ไม่ควรแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย. เพราะมหาชนหวังเฉพาะ (พระพุทธ-
เจ้า ) อยู่.
พระราชา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้น ขอพระองค์ทรง
สั่งภิกษุไว้รูปหนึ่งเถิด.
พระศาสดาทรงสั่งพระอานนทเถระแล้ว. จำเดิมแต่นั้น พระ-
อานนทเถระนั้นก็พาภิกษุ ๕๐๐ รูปไปสู่ราชสกุลเนืองนิตย์; พระเทวีแม้
เหล่านั้น เลี้ยงพระเถระพร้อมทั้งบริวาร ฟังธรรมอยู่เนืองนิตย์.

293
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 294 (เล่ม 40)

พระราชาทรงถวายจีวรแก่พระอานนท์
วันหนึ่ง หญิงเหล่านั้น ฟังธรรมกถาของพระเถระแล้ว เลื่อมใส
ได้กระทำการบูชาธรรมด้วยผ้าอุตราสงค์ ๕๐๐ ผืน. อุตราสงค์ผืน
หนึ่ง ๆ ย่อมมีค่าถึง ๕๐๐. พระราชาไม่ทรงเห็นผ้าสักผืนหนึ่งของหญิง
เหล่านั้น จึงตรัสถามว่า " ผ้าอุตราสงค์อยู่ที่ไหน ?"
พวกหญิง. พวกหม่อมฉันถวายแล้วแด่พระผู้เป็นเจ้า.
พระราชา. พระผู้เป็นเจ้านั้น รับทั้งหมดหรือ ?
พวกหญิง. เพคะ รับ (ทั้งหมด).
พระราชาเสด็จเข้าไปหาพระเถระแล้ว ตรัสถามความที่หญิงเหล่านั้น
ถวายผ้าอุตราสงค์ ทรงสดับความที่ผ้าอันหญิงเหล่านั้นถวายแล้ว และ
ความที่พระเถระรับไว้แล้ว จึงตรัสถามว่า "ท่านผู้เจริญ ผ้าทั้งหลาย
มากเกินไปมิใช่หรือ ? ท่านจักทำอะไรด้วยผ้ามีประมาณเท่านี้ ?"
พระเถระ. มหาบพิตร อาตมภาพรับผ้าไว้พอแก่อาตมภาพแล้ว จัก
ถวายผ้าที่เหลือแก่ภิกษุทั้งหลายผู้มีจีวรเก่า.
พระราชา. ภิกษุทั้งหลาย จักทำจีวรเก่าของตนให้เป็นอะไร ?
พระเถระ. เธอจักให้แก่ภิกษุผู้มีจีวรเก่ากว่าทั้งหลาย.
พระราชา. ภิกษุเหล่านั้นจักทำจีวรเก่าของตนให้เป็นอะไร ?
พระเถระ. เธอจักทำให้เป็นผ้าปูนอน.
พระราชา. เธอจักทำผ้าปูนอนเก่าให้เป็นอะไร ?
พระเถระ. เธอจักทำให้เป็นผ้าปูพื้น.
พระราชา. เธอจักทำผ้าปูพื้นเก่าให้เป็นอะไร ?
พระเถระ. ขอถวายพระพร เธอจักทำให้เป็นผ้าเช็ดเท้า.

294