ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 275 (เล่ม 40)

โภชนะ เทวราชก็ถวายโภชนะแม้นั้น. ลำดับนั้น ดาบสนั้นได้มีความปริ-
วิตกนี้ว่า "เทวราชนี้ให้ทุกสิ่งที่เราคิดแล้ว, เออหนอ เราพึงเห็นเทวราช
นั้น." เทวราชนั้น ชำแรกลำต้นไม้ แสดงตนแล้ว. ขณะนั้น ดาบส
ทั้งหลายถามเทวราชนั้นว่า " ท่านเทวราช ท่านมีสมบัติมาก สมบัตินี้
ท่านได้แล้ว เพราะทำกรรมอะไรหนอ ?"
เทวราช. ขออย่าซักถามเลย พระผู้เป็นเจ้า.
ดาบส. จงบอกมาเถิด ท่านเทวราช.
เทวราชนั้นละอายอยู่ เพราะกรรมที่ตนทำไว้เป็นกรรมเล็กน้อย
จึงไม่กล้าจะบอก, แต่เมื่อถูกดาบสเหล่านั้นเซ้าซี้บ่อย ๆ ก็กล่าวว่า
"ถ้าเช่นนั้น ขอท่านทั้งหลายจงฟัง" ดังนี้แล้ว จึงเล่า.
ประวัติเทวดา
ได้ยินว่า เทวราชนั้นเป็นคนเข็ญใจคนหนึ่ง แสวงหาการงาน
จ้างอยู่ ได้การงานจ้างในสำนักของอนาถบิณฑิกเศรษฐีแล้ว ก็อาศัย
การงานนั้นเลี้ยงชีวิต. ต่อมา เมื่อถึงวันอุโบสถวันหนึ่ง อนาถบิณฑิก-
เศรษฐี มาจากวิหารแล้ว ถามว่า " ในวันนี้ ใคร ๆ ได้บอกความเป็น
วันอุโบสถแก่ลูกจ้างคนนั้นแล้วหรือ ?" คนในบ้านตอบว่า " ข้าแต่นาย
ยังไม่ได้บอก." อนาถบิณฑิกะกล่าวว่า " ถ้าเช่นนั้น พวกเจ้าจงหุง
หาอาหารเป็นไว้สำหรับเขา." คราวนั้น คนเหล่านั้นก็หุงข้าวสุกแห่ง
ข้าวสารกอบหนึ่งไว้เพื่อชายนั้น. ชายนั้นทำงานในป่าตลอดวันนั้น มา
ในเวลาเย็น เมื่อเขาคดข้าวให้ ก็ยังไม่บริโภคโดยพลันก่อน ด้วยคิดว่า
" เราเป็นผู้หิวแล้ว" คิดว่า "ในวันทั้งหลายอื่น ความโกลาหลใหญ่

275
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 276 (เล่ม 40)

ย่อมมีในเรือนนี้ว่า ' ขอท่านจงให้ข้าว ขอท่านจงให้แกง ขอท่านจงให้
กับ,' ในวันนี้ ทุกคนเป็นผู้เงียบเสียง นอนแล้ว, พากันคดอาหารไว้
เพื่อเราคนเดียวเท่านั้น; นี้เป็นอย่างไรหนอ ?" จึงถามว่า " คนที่เหลือ
บริโภคแล้วหรือ ?" คนทั้งหลายตอบว่า " ไม่บริโภค พ่อ."
ผู้รับจ้าง. เพราะเหตุไร ?
คนทั้งหลาย. ในเรือนนี้ เขาไม่หุงอาหารในเย็นวันอุโบสถทั้งหลาย.
คนทุกคน ย่อมเป็นผู้รักษาอุโบสถ, โดยที่สุด เด็กแม้ผู้ยังดื่มนม ท่าน
มหาเศรษฐี ก็ให้บ้วนปาก ให้ใส่ของมีรสหวาน ๔ ชนิด๑ ลงในปาก
ทำให้เป็นผู้รักษาอุโบสถแล้ว, เมื่อประทีปซึ่งระคนด้วยน้ำหอม สว่างอยู่
เด็กเล็กและเด็กใหญ่ทั้งหลายไปสู่ที่นอนแล้ว ย่อมสาธยายอาการ ๓๒;
แต่ว่า พวกเรามิได้ทำสติไว้ เพื่อจะบอกความที่วันนี้เป็นวันอุโบสถแก่
ท่าน, เพราะเหตุนั้น พวกเราจึงหุงข้าวไว้เพื่อท่านคนเดียว, ท่านจงรับ
ประทานอาหารนั้นเถิด.
ผู้รับจ้าง. ถ้าการที่เราเป็นผู้รักษาอุโบสถในบัดนี้ ย่อมควรไซร้
แม้เราก็พึงเป็นผู้รักษาอุโบสถ.
คนทั้งหลาย. เศรษฐีย่อมรู้เรื่องนี้.
ผู้รับจ้าง. ถ้าเช่นนั้น ขอพวกท่านจงถามเศรษฐีนั้น.
คนเหล่านั้น ไปถามเศรษฐีแล้ว เศรษฐีกล่าวอย่างนี้ว่า "ชาย
นั้นไม่บริโภคในบัดนี้ บ้วนปากแล้ว อธิษฐานองค์อุโบสถทั้งหลาย จัก
ได้อุโบสถกรรมกึ่งหนึ่ง." ฝ่ายคนรับจ้างฟังคำนั้น ได้กระทำตามนั้นแล้ว.
เมื่อเขาหิวโหยแล้ว เพราะทำงานตลอดทั้งวัน ลมกำเริบแล้วในสรีระ, เขา
๑. คือ เนยใส เนยข้น น้ำผึ้ง น้ำอ้อย.

276
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 277 (เล่ม 40)

เอาเชือกผูกท้อง จับที่ปลายเชือกแล้วกลิ้งเกลือกอยู่. เศรษฐี สดับ
ประพฤติเหตุเช่นนั้น มีคนถือคบเพลิงให้คนถือเอาของมีรสหวาน ๔ ชนิด
มาสู่สำนักของชายนั้น ถามว่า " เป็นอย่างไร ? พ่อ."
ผู้รับจ้าง. นาย ลมกำเริบแก่ข้าพเจ้า.
เศรษฐี. ถ้าอย่างนั้น เจ้าจงลุกขึ้น เคี้ยวกินเภสัชนี้.
ผู้รับจ้าง. นาย แม้ท่านทั้งหลายรับประทานแล้วหรือ ?
เศรษฐี. ความไม่สบาย ของพวกเราไม่มี: เจ้าเคี้ยวกินเถิด.
เขากล่าวว่า "นาย ข้าพเจ้า เมื่อทำอุโบสถกรรม ไม่ได้อาจเพื่อ
จะทำอุโบสถกรรมทั้งสิ้นได้, แม้ในอุโบสถกรรมกึ่งหนึ่งของข้าพเจ้าอย่า
ได้เป็นของบกพร่องเลย" ดังนี้แล้ว ก็ไม่ปรารถนา ( เพื่อจะเคี้ยวกิน).
ชายนั้น แม้อันเศรษฐีกล่าวอยู่ว่า "อย่าทำอย่างนี้เลยพ่อ" ก็ไม่
ปรารถนาแล้ว, เมื่ออรุณขึ้นอยู่ ทำกาละแล้ว เหมือนดอกไม้ที่เหี่ยวแห้ง
ฉะนั้น เกิดเป็นเทวดาที่ต้นไทรนั้น. เพราะเหตุนั้น เทวดานั้น
ครั้นกล่าวเนื้อความนี้แล้ว จึงกล่าวว่า " เศรษฐีนั้นเป็นผู้นับถือพระ-
พุทธเจ้าว่าเป็นของเรา นับถือพระธรรมว่าเป็นของเรา นับถือพระสงฆ์
ว่าเป็นของเรา. สมบัตินั้นข้าพเจ้าได้แล้ว ด้วยผลอันไหลออกแห่ง
อุโบสถกรรมกึ่งหนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้าอาศัยเศรษฐีนั้นกระทำแล้ว."
ดาบสเลื่อมใสออกบวช
ดาบส ๕๐๐ พอฟังคำว่า " พระพุทธเจ้า" ก็ลุกขึ้นประคอง
อัญชลีต่อเทวดา กล่าวว่า " ท่านพูดว่า ' พระพุทธเจ้า" ดังนี้แล้ว
ให้เทวดานั้นปฏิญญา ๓ ครั้งว่า "ข้าพเจ้าพูดว่า 'พระพุทธเจ้า," แล้ว

277
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 278 (เล่ม 40)

เปล่งอุทานว่า " แม้เสียงกึกก้องนี้แล ก็หาได้ยากในโลก" แล้วกล่าวว่า
" ท่านเทวดา พวกเราเป็นผู้อันท่านให้ได้ฟังเสียง ที่ยังมิได้เคยฟังแล้ว
ในแสนกัลป์เป็นอเนก." ลำดับนั้น พวกดาบสที่เป็นอันเตวาสิก ได้
กล่าวคำนี้กะอาจารย์ว่า " ถ้าเช่นนั้น พวกเราจงพากันไปสู่สำนักของ
พระศาสดา." อาจารย์กล่าวว่า " พ่อทั้งหลาย เศรษฐี ๓ ท่านเป็น
ผู้มีอุปการะมากแก่พวกเรา, พรุ่งนี้พวกเรารับภิกษาในที่อยู่ของเศรษฐี
เหล่านั้น บอกแม้แก่เศรษฐีเหล่านั้นแล้ว จึงจักไป, พ่อทั้งหลาย
พวกพ่อ จงยับยั้งอยู่ก่อน." ดาบสเหล่านั้น ยับยั้งอยู่แล้ว, ในวันรุ่งขึ้น
พวกเศรษฐี เตรียมข้าวยาคูและภัตแล้ว ปูอาสนะไว้ รู้ว่า "วันนี้
เป็นวันมาแห่งพระผู้เป็นเจ้าของเราทั้งหลาย;" ทำการต้อนรับ ดาบส
เหล่านั้นไปสู่ที่อยู่ เชิญให้นั่ง ได้ถวายภิกษาแล้ว. ดาบสเหล่านั้น ทำ
ภัตกิจเสร็จแล้วกล่าวว่า " ท่านมหาเศรษฐีทั้งหลาย พวกเราจักไป."
เศรษฐี. ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ท่านทั้งหลายรับปฏิญญาของพวก
ข้าพเจ้า ตลอด ๔ เดือน ซึ่งมีในฤดูฝนแล้วมิใช่หรือ ? บัดนี้พวก
ท่านจักไปไหน ?
ดาบส. ได้ยินว่า พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลก, พระธรรมก็
เกิดขึ้นแล้ว, พระสงฆ์ก็เกิดขึ้นแล้ว, เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายจักไม่สู่
สำนักของพระศาสดา.
เศรษฐี. ก็การไปสู่สำนักของพระศาสดาองค์นั้น ควรแก่ท่าน
ทั้งหลายเท่านั้นหรือ ?
ดาบส. แม้คนเหล่าอื่นก็ควร ไม่ห้าม ผู้มีอายุ.
เศรษฐี. ท่านผู้เจริญ ถ้าเช่นนั้น ขอท่านทั้งหลายจงรอก่อน

278
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 279 (เล่ม 40)

แม้พวกข้าพเจ้า ทำการตระเตรียมแล้ว ก็จะไป.
ดาบสเหล่านั้น กล่าวว่า "เมื่อท่านทั้งหลายทำการตระเตรียมอยู่,
ความเนิ่นช้าย่อมมีแก่พวกเรา, พวกเราจะไปก่อน, ท่านทั้งหลายพึงมา
ข้างหลัง" ดังนี้แล้ว ก็ไปก่อน, เฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชมเชยแล้ว
ถวายบังคม นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง.
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสอนุปุพพีกถา แสดงธรรมแก่ดาบส
เหล่านั้น. ในที่สุดแห่งเทศนา ดาบสทั้งปวงบรรลุพระอรหัตพร้อม
ทั้งปฏิสัมภิทาทั้งหลายแล้ว ทูลขอบรรพชา ได้เป็นผู้ทรงบาตรและจีวร
อันสำเร็จด้วยฤทธิ์ ดุจพระเถระมีพรรษาตั้ง ๑๐๐ ในลำดับแห่งพระดำรัส
ว่า "ท่านทั้งหลาย จงเป็นภิกษุมาเถิด ."
สามเศรษฐีสร้างวิหาร
เศรษฐีทั้งสามแม้นั้นแล จัดเกวียนคนละ ๕๐๐ เล่ม บรรทุกเครื่อง
อุปกรณ์แก่ทาน มีผ้า เครื่องนุ่งห่ม เนยใส น้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้น
ไปถึงเมืองสาวัตถีแล้ว เข้าไปสู่พระเชตวัน ถวายบังคมพระศาสดา สดับ
ธรรมกถาแล้ว ในที่สุดแห่งกถา ก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ถวายทานอยู่
ในสำนักของพระศาสดาประมาณกึ่งเดือนแล้ว ทูลเชิญพระศาสดา เพื่อ
ประโยชน์เสด็จไปสู่เมืองโกสัมพี, เมื่อพระศาสดาจะประทานปฏิญญา จึง
ตรัสว่า "คฤหบดีทั้งหลาย พระตถาคตทั้งหลาย ย่อมยินดียิ่งในเรือน
ว่างแล" จึงทูลว่า " ข้อนั้น พวกข้าพระองค์ทราบแล้ว พระเจ้าข้า
การที่พระองค์เสด็จมาด้วยสาสน์ที่พวกข้าพระองค์ส่งไป ย่อมควร"
ดังนี้แล้ว ไปสู่เมืองโกสัมพี ให้สร้างมหาวิหาร ๓ หลังคือ โฆสกเศรษฐี

279
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 280 (เล่ม 40)

ให้สร้างโฆสิตาราม, กุกกุฏเศรษฐี ให้สร้างกุกกุฏาราม, ปาวาริกเศรษฐี
ให้สร้างปาวาริการาม แล้วส่งสาสน์ไปเพื่อประโยชน์แก่อันเสด็จมาแห่ง
พระศาสดา.
พระศาสดาทรงสดับสาสน์ของเศรษฐีเหล่านั้น ก็ได้เสด็จไป
ในที่นั้นแล้ว. เศรษฐีเหล่านั้นต้อนรับ เชิญให้พระศาสดาเสด็จเข้าไปใน
วิหารแล้ว มอบถวาย ๓ ครั้งว่า "ข้าพระองค์ขอถวายวิหารนี้แก่ภิกษุ-
สงฆ์อันมาแต่ ๔ ทิศ ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข" ดังนี้แล้วย่อม
ปฏิบัติตามวาระ ๆ๑. พระศาสดา ย่อมประทับอยู่ในวิหารหนึ่งๆ ทุก ๆ วัน,
ประทับอยู่ในวิหารของเศรษฐีคนใด, ก็ย่อมเสด็จเที่ยวไปเพื่อบิณฑบาต
ที่ประตูเรือนของเศรษฐีคนนั้นแล.
นายสุมนมาลาการเลี้ยงภิกษุสงฆ์
ก็เศรษฐีทั้งสามคนนั้น ได้มีนายช่างมาลาชื่อสุมนะ เป็นผู้อุปัฏฐาก.
นายสุมนมาลาการนั้น กล่าวกะเศรษฐีเหล่านั้น อย่างนี้ว่า "ข้าพเจ้า
เป็นผู้กระทำการอุปัฏฐากท่านทั้งหลายตลอดกาลนาน, เป็นผู้ใคร่เพื่อ
จะยังพระศาสดาให้เสวย: ขอท่านทั้งหลาย จงให้พระศาสดาแก่ข้าพเจ้า
วันหนึ่ง."
เศรษฐีทั้งสามนั้นกล่าวว่า "นาย ถ้าเช่นนั้น ท่านจงนิมนต์
พระศาสดาเสวยในวันพรุ่งนี้เถิด." นายสุมนมาลาการนั้นรับคำว่า "ดีแล้ว
นาย " ดังนี้ จึงนิมนต์พระศาสดา ตระเตรียมเครื่องสักการะ. ในกาลนั้น
พระราชาพระราชทานกหาปณะ ๘ กหาปณะ ให้เป็นค่าดอกไม้แก่นาง
สามาวดีทุก ๆ วัน. ทาสีของนางสามาวดีนั้นชื่อนางขุชชุตตรา ไปสู่สำนัก
๑. ผลัดเปลี่ยนกันปฏิบัติ.

280
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 281 (เล่ม 40)

ของนายสุมนมาลาการ รับดอกไม้ทั้งหลายเนืองนิตย์. ต่อมา นายมาลาการ
กล่าวกะนางขุชชุตตรานั้น ผู้มาในวันนั้น ว่า "ข้าพเจ้านิมนต์พระศาสดา
ไว้แล้ว, วันนี้ ข้าพเจ้าจักบูชาพระศาสดาด้วยดอกไม้อันเลิศ; นางจง
รออยู่ เป็นผู้ช่วยเหลือในการเลี้ยงพระฟังธรรม ( เสียก่อน) แล้วจึง
รับดอกไม้ไป." นางรับคำว่า "ได้."
นายสุมนะ เลี้ยงภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขแล้ว ได้
รับบาตรเพื่อประโยชน์แก่การการทำอนุโมทนา. พระศาสดาทรงเริ่ม
ธรรมเทศนาเป็นเครื่องอนุโมทนาแล้ว. ฝ่ายนางขุชชุตตรา สดับธรรมกถา
ของพระศาสดาอยู่เทียว ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว. ในวันทั้งหลายอื่น
นางถือเอากหาปณะ ๔ ไว้สำหรับตน รับดอกไม้ไปด้วยกหาปณะ ๔. ใน
วันนั้น นางรับดอกไม้ไปด้วยกหาปณะทั้ง ๘ กหาปณะ.
ลำดับนั้น นางสามาวดี กล่าวกะนางขุชชุตตรานั้นว่า "แม่
พระราชาพระราชทานค่าดอกไม้แก่เราเพิ่มขึ้น ๒ เท่าหรือหนอ ?"
ขุชชุตตรา. หามิได้ พระแม่เจ้า.
สามาวดี. เมื่อเป็นเช่นนี้ เพราะเหตุไร ดอกไม้จึงมากเล่า ?
ขุชชุตตรา. ในวันทั้งหลายอื่น หม่อมฉันถือเอากหาปณะ ๔ ไว้
สำหรับตน นำดอกไม้มาด้วยกหาปณะ ๔.
สามาวดี. เพราะเหตุไร ในวันนี้ เจ้าจึงไม่ถือเอา ?
ขุชชุตตรา. เพราะความที่หม่อมฉันฟังธรรมกถาของพระสัมมาสัม-
พุทธเจ้าแล้วบรรลุธรรม.
ลำดับนั้น นางสามาวดีมิได้คุกคามนางขุชชุตตรานั้นเลยว่า
"เหวย นางทาสีผู้ชั่วร้าย เจ้าจงให้กหาปณะที่เจ้าถือเอาแล้วตลอดกาล

281
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 282 (เล่ม 40)

มีประมาณเท่านี้ แก่เรา" กลับกล่าวว่า " แม่ เจ้าจงทำแม้เราทั้งหลาย
ให้ดื่มอมฤตรสที่เจ้าดื่มแล้ว," เมื่อนางกล่าวว่า " ถ้าอย่างนั้น ขอ
พระแม่เจ้าจงยังหม่อมฉันให้อาบน้ำ" จึงให้นางอาบน้ำ ด้วยหม้อ
น้ำหอม ๑๖ หม้อแล้ว รับสั่งให้ประทานผ้าสาฎกเนื้อเกลี้ยง ๒ ผืน. นาง
ขุชชุตตรานั้น นุ่งผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่ง ให้ปูอาสนะแล้ว ให้นำพัดมา
อันหนึ่ง นั่งบนอาสนะ จับพัดอันวิจิตร เรียกมาตุคาม ๕๐๐ มาแล้ว
แสดงธรรมแก่หญิงเหล่านั้น โดยทำนองที่พระศาสดาทรงแสดงแล้ว
นั้นแล. หญิงแม้ทั้งปวงเหล่านั้น ฟังธรรมกถาของนางแล้ว ก็ตั้งอยู่ใน
โสดาปัตติผล. หญิงแม้ทั้งปวงเหล่านั้นไหว้นางขุชชุตตราแล้ว กล่าวว่า
" แม่ จำเดิมแต่วันนี้ ท่านอย่าทำการงานอันเศร้าหมอง (งานไพร่),
ท่านจงตั้งอยู่ในฐานะแห่งมารดาและฐานะแห่งอาจารย์ของพวกข้าพเจ้า
ไปสู่สำนักพระศาสดา ฟังธรรมที่พระศาสดาทรงแสดงแล้ว จงกล่าวแก่
พวกข้าพเจ้า." นางขุชชุตตราการทำอยู่อย่างนั้น ในกาลอื่น ก็เป็นผู้ทรง
พระไตรปิฎกแล้ว.
นางขุชชุตตราเลิศในทางแสดงธรรม
ต่อมา พระศาสดาทรงตั้งนางขุชชุตตรานั้นไว้ในเอตทัคคะว่า "ภิกษุ
ทั้งหลาย นางขุชชุตตรานี้นั้น เป็นผู้เลิศกว่าบรรดาอุบาสิกาสาวิกา
ของเรา ผู้เป็นธรรมกถิกา [แสดงธรรมกถา].๑ หญิง ๕๐๐ แม้เหล่า
นั้นแล กล่าวกะนางขุชชุตตรานั้นอย่างนี้ว่า "แม่ พวกข้าพเจ้าใคร่เพื่อ
จะเฝ้าพระศาสดา, ขอท่านจงแสดงพระศาสดานั้นแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย,
๑. นัยหนึ่ง แปลว่า "ภิกษุทั้งหลาย บรรดาอุบาสิกาสาวิกา ของเรา ผู้กล่าวธรรมทั้งหลาย
นางขุชชุตตรานี้ เป็นผู้เลิศ."

282
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 283 (เล่ม 40)

พวกข้าพเจ้าจะบูชาพระศาสดานั้น ด้วยเครื่องสักการบูชา มีของหอม
และระเบียบดอกไม้เป็นต้น."
ขุชชุตตรา. แม่เจ้าทั้งหลาย ชื่อว่าราชสกุล เป็นของหนัก,
ข้าพเจ้าไม่อาจเพื่อจะพาท่านทั้งหลายไปภายนอกได้.
พวกหญิง. แม่ ท่านอย่าให้พวกข้าพเจ้าฉิบหายเสียเลย, ขอท่าน
จงแสดงพระศาสดาแก่พวกข้าพเจ้าเถิด.
ขุชชุตตรา. ถ้าอย่างนั้น การดูแล เป็นการที่ท่านอาจ [ทำได้]
ด้วยช่องมีประมาณเท่าใด, จงเจาะช่องมีประมาณเท่านั้น ที่ฝาห้องเป็น
ที่อยู่ของพวกท่าน; ให้นำของหอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้นมาแล้ว
ยืนอยู่ในที่นั้น ๆ จงดูแล จงเหยียดหัตถ์ทั้งสองออกถวายบังคม และจง
บูชาพระศาสดา ผู้เสด็จไปสู่เรือนของเศรษฐีทั้งสาม.
หญิงเหล่านั้นกระทำอย่างนั้นแล้ว แลดูพระศาสดาผู้เสด็จไปและ
เสด็จมาอยู่ ถวายบังคม และบูชาแล้ว.
ประวัติหน้าต่าง
ต่อมาวันหนึ่ง พระนางมาคันทิยา เสด็จออกเดินจากพื้นปราสาท
ของตนไปสู่ที่อยู่ของหญิงเหล่านั้น เห็นช่องในห้องทั้งหลายแล้ว จึงถาม
ว่า " นี้อะไรกัน ?" เมื่อหญิงเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ความอาฆาตที่พระนางนั้น
ผูกไว้ในพระศาสดา จึงตอบว่า "พระศาสดาเสด็จมาสู่นครนี้, พวก
หม่อมฉันยืนอยู่ในที่นี้ ย่อมถวายบังคมและบูชาพระศาสดา" ดังนี้แล้ว
คิดว่า " พระสมณโคดม ชื่อว่ามาแล้วสู่นครนี้ บัดนี้เราจักกระทำ
กรรมที่ควรทำแก่พระสมณโคดมนั้น แม้หญิงเหล่านี้ ก็เป็นอุปัฏฐายิกา

283
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 284 (เล่ม 40)

ของพระสมณโคดมนั้น, เราจักรู้กรรมที่พึงทำแม้แก่หญิงเหล่านี้" จึง
ไปกราบทูลแด่พระราชา ว่า " ข้าแต่มหาราช หญิง ๕๐๐ รวมทั้ง
พระนางสามาวดี มีความปรารถนาในภายนอก, พระองค์จักไม่มีพระชนม์
โดย ๒-๓ วันเป็นแน่ ." พระราชาไม่ทรงเชื่อแล้วด้วยทรงพระดำริว่า
"หญิงเหล่านั้น จักไม่ทำกรรมเห็นปานนี้." แต่เมื่อพระนางมาคันทิยา
กราบทูลอีก ก็ไม่ทรงเชื่ออยู่นั่นเอง.
ลำดับนั้น พระนางมาคันทิยาจึงกราบทูลพระราชานั้น ผู้แม้
เมื่อตนกราบทูลอย่างนี้ถึง ๓ ครั้ง ก็ไม่ทรงเชื่อ ว่า " ถ้าพระองค์ไม่
ทรงเชื่อ (คำ) หม่อมฉันไซร้ ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงเสด็จ
ไปสู่ที่อยู่ของหญิงเหล่านั้นแล้ว ทรงใคร่ครวญเถิด." พระราชาเสด็จไป
ทอดพระเนตรเห็นช่องในห้องทั้งหลาย จึงตรัสถามว่า "นี่อะไรกัน ?"
เมื่อหญิงเหล่านั้นกราบทูลเนื้อความนั้นแล้ว, ไม่ทรงพิโรธต่อหญิง
เหล่านั้น มิได้ตรัสอะไร ๆ เลย, รับสั่งให้ปิดช่องทั้งหลายเสีย แล้วให้
ทำหน้าต่างมีช่องน้อยไว้ในห้องทั้งปวง. ได้ยินว่า หน้าต่างมีช่องน้อย
ทั้งหลาย เกิดขึ้นแล้วในกาลนั้น.
พระศาสดาผจญกับการแก้แค้น
พระนางมาคันทิยา ไม่อาจเพื่อจะทำอะไร ๆ แก่หญิงเหล่านั้นได้
ก็ดำริว่า " เราจักทำกรรมที่ควรทำแก่พระสมณโคดมให้ได้" จึงให้
ค่าจ้างแก่ชาวเมืองแล้วกล่าวว่า " พวกเจ้าพร้อมด้วยพวกผู้ชายที่เป็น
ทาสและกรรมกร จงด่า บริภาษ พระสมณโคดมผู้เข้าไปสู่ภายในพระนคร
เที่ยวอยู่ ให้หนีไป." พวกมิจฉาทิฏฐิผู้ไม่เลื่อมใสในรัตนะ ๓ ก็ติดตาม

284