ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 175 (เล่ม 40)

๑๑. เรื่องธัมมิกอุบาสก [๑๑]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภธัมมิก-
อุบาสก ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "อิธ โมทติ เปจฺจ โมทติ "
เป็นต้น.
อุบาสกและครอบครัวบำเพ็ญกุศลเป็นนิตย์
ได้ยินว่า ในเมืองสาวัตถี ได้มีอุบาสกผู้ปฏิบัติธรรมประมาณ
๕๐๐ คน. บรรดาอุบาสกเหล่านั้น คนหนึ่ง ๆ มีอุบาสกเป็นบริวาร
คนละ ๕๐๐. อุบาสกที่เป็นหัวหน้าแห่งอุบาสกเหล่านั้นมีบุตร ๗ คน
ธิดา ๗ คน. บรรดาบุตรและธิดาเหล่านั้น คนหนึ่ง ๆ ได้มีสลากยาคู
สลากภัต ปักขิกภัต สังฆภัต อุโปสถิกภัต อาคันตุกภัต
วัสสาวาสิกภัต อย่างละที่. ชนแม้เหล่านั้น ได้เป็นผู้ชื่อว่า อนุชาต-
บุตรด้วยกันทั้งหมดทีเดียว. (เป็นอันว่า) สลากยาคูเป็นต้น ๑ ที่ คือ
ของบุตร ๑๔ คน ของภรรยาหนึ่ง ของอุบาสกหนึ่ง ย่อมเป็นไป
ด้วยประการฉะนี้. เขาพร้อมทั้งบุตรและภรรยา ได้เป็นผู้มีศีล มีกัลยาณ-
ธรรม มีความยินดีในอันจำแนกทาน ด้วยประการฉะนี้. ต่อมาในกาล
อื่น โรคเกิดขึ้นแก่เขา. อายุสังขารเสื่อมรอบแล้ว.
อุบาสกป่วยนอนฟังธรรม
เขาใคร่จะสดับธรรมจึงส่ง (คน) ไปสู่สำนักพระศาสดา ด้วย
กราบทูลว่า "ขอพระองค์ได้โปรดส่งภิกษุ ๘ รูป หรือ ๑๖ รูป ประทาน

175
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 176 (เล่ม 40)

แก่ข้าพระองค์เถิด."
พระศาสดา ทรงส่งภิกษุทั้งหลายไป. ภิกษุเหล่านั้น ไปแล้วนั่งบน
อาสนะที่ตบแต่งไว้ ล้อมเตียงของเขา อันเขากล่าวว่า " ท่านผู้เจริญ
การเห็นพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย จักเป็นของอันกระผมได้โดยยาก, กระผม
เป็นผู้ทุพพลภาพ, ขอพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย จงสาธยายพระสูตร ๆ หนึ่ง
โปรดกระผมเถิด."
จึงถามว่า "ท่านประสงค์จะฟังสูตรไหน ? อุบาสก" เมื่อเขา
เรียนว่า "สติปัฏฐานสูตร๑ ที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ไม่ทรงละแล้ว,"
จึงเริ่มสวดพระสูตรว่า "เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ
วิสุทฺธิยา" เป็นต้น ( ภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางไปอย่างเอก เพื่อ
ความหมดจดแห่งสัตว์ทั้งหลาย).
เทวดานำรถมารับอุบาสกไปเทวโลก
ขณะนั้น รถ ๖ คัน ประดับด้วยอลังการทุกอย่าง เทียมด้วย
ม้าสินธพพันตัว ใหญ่ประมาณได้ ๑๕๐ โยชน์ มาจากเทวโลก ๖ ชั้น.
เทวดายืนอยู่บนรถเหล่านั้นต่างก็เชื้อเชิญว่า " ข้าพเจ้า จักนำไปยังเทวโลก
ของข้าพเจ้า; ข้าพเจ้า จักนำไปยังเทวโลกของข้าพเจ้า, ท่านผู้เจริญ ขอ
จงเกิดในที่นี้ เพื่อความยินดีในเทวโลกของข้าพเจ้า เหมือนคนทำลาย
ภาชนะดินแล้วถือเอาภาชนะทองคำ."
อุบาสก ไม่ปรารถนาจะให้เป็นอันตรายแก่การฟังธรรม จึงกล่าว
ว่า "ท่านทั้งหลาย จงรอก่อน จงรอก่อน."
๑. ที. มหา. ๑๐/๓๒๕. ม. ม. ๑๒/๑๐๓.

176
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 177 (เล่ม 40)

พวกภิกษุและบุตรธิดาอุบาสกเข้าใจผิด
ภิกษุ ต่างหยุดนิ่ง ด้วยเข้าใจว่า "อุบาสกพูดกับพวกเรา."
ลำดับนั้น บุตรและธิดาของเขา คิดว่า "บิดาของพวกเราแต่
ก่อน เป็นผู้ไม่อิ่มด้วยการฟังธรรม, แต่บัดนี้ ให้นิมนต์ภิกษุมาให้ทำ
สาธยายแล้ว ห้ามเสียเองเทียว, ชื่อว่าสัตว์ผู้ไม่กลัวต่อมรณะไม่มี "
ดังนี้แล้ว ได้ร้องไห้.
พวกภิกษุ ปรึกษากันว่า " บัดนี้ไม่เป็นโอกาสแล้ว" จึงลุกจาก
อาสนะหลีกไป. อุบาสกยังเวลานิดหน่อยให้ล่วงไปแล้ว กลับได้สติถาม
ลูก ๆ ว่า "เพราะเหตุไร พวกเจ้าจึงคร่ำครวญกันเล่า ?"
พวกบุตรจึงบอกว่า " พ่อ พ่อให้นิมนต์ภิกษุมาแล้ว ฟังธรรมอยู่
ห้ามเสียเองเทียว, เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกผมจึงคิดว่า ' ชื่อว่าสัตว์ผู้ไม่กลัว
ต่อมรณะไม่มี ' ดังนี้ จึงคร่ำครวญ."
อุ. ก็พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ไปไหนเสีย ?
บุตร. พ่อ พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ท่านพูดกันว่า ' ไม่เป็น
โอกาส ' ลุกจากอาสนะหลีกไปแล้ว.
อุ. พ่อมิได้พูดกับพระผู้เป็นเจ้า.
บุตร. ถ้าเช่นนั้น พ่อพูดกับใคร ?
เทวดาประดับรถ ๖ คัน นำมาจากเทวโลก ๖ ชั้น พักอยู่ใน
อากาศ ต่างเปล่งเสียงว่า ' ขอท่านจงยินดีในเทวโลกของข้าพเจ้า ขอท่าน
จงยินดีในเทวโลกของข้าพเจ้า,' พ่อพูดกับเทวดาเหล่านั้น [ต่างหาก].
บุตร. พ่อ รถที่ไหน ? พวกผมไม่เห็น.

177
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 178 (เล่ม 40)

อุ. ก็ดอกไม้ที่ร้อยเป็นพวงเพื่อพ่อมีไหม ?
บุตร. มี พ่อ.
อุ. เทวโลกชั้นไหน ? ควรเป็นที่รื่นรมย์.
บุตร. ภพดุสิต อันเป็นที่ประทับอยู่ของพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์
ของพระพุทธมารดา และของพระพุทธบิดา เป็นที่รื่นรมย์ซิ พ่อ.
อุ. ถ้ากระนั้น พวกเจ้าจงเสี่ยงว่า ่ขอพวงดอกไม้ จงคล้องที่
รถมาจากภพดุสิต,' ดังนี้แล้ว เหวี่ยงพวงดอกไม้ไปเถอะ.
บุตรเหล่านั้นได้เหวี่ยงไปแล้ว. พวงดอกไม้นั้น ได้คล้องที่แอกรถ
ห้อยลงในอากาศ. มหาชนเห็นแต่พวงดอกไม้นั้น หาเห็นรถไม่. อุบาสก
พูดว่า " เจ้าทั้งหลายเห็นพวงดอกไม้นั่นไหม ?" เมื่อบุตรตอบว่า
" เห็นจ้ะ." จึงกล่าวว่า "พวงดอกไม้นั่น ห้อยที่รถซึ่งมาจากดุสิต,
เราจะไปสู่ภพดุสิต, พวกเจ้าอย่าวิตกไปเลย, พวกเจ้ามีความปรารถนาจะ
เกิดในสำนักเรา ก็จงทำบุญทั้งหลาย ตามทำนองที่เราทำแล้วเถิด" ดังนี้
แล้ว ทำกาละ ดำรงอยู่บนรถที่มาจากภพดุสิต. อัตภาพของเขาสูง
ประมาณ ๓ คาวุต ประดับด้วยอลังการหนักได้ ๖๐ เล่มเกวียน เกิดใน
ทันใดนั่นเอง, นางอัปสรพันหนึ่งแวดล้อมแล้ว. วิมานแก้วประมาณ
๒๕ โยชน์ปรากฏแล้ว.
พระศาสดา ตรัสถามภิกษุแม้เหล่านั้น ผู้มาถึงวิหารแล้วโดยลำดับ
ว่า "ภิกษุทั้งหลาย อุบาสกได้ฟังธรรมเทศนาแล้วหรือ ?"
ภ. ฟังแล้ว พระเจ้าข้า แต่อุบาสก ได้ห้ามเสียในระหว่างนั่นแล
ว่า 'ขอท่านจงรอก่อน,' ลำดับนั้น บุตรและธิดาของอุบาสกนั้น
คร่ำครวญกันแล้ว, พวกข้าพระองค์ปรึกษากันว่า "บัดนี้ไม่เป็นโอกาส,'

178
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 179 (เล่ม 40)

จึงลุกจากอาสนะออกมา.
ศ. ภิกษุทั้งหลาย อุบาสกนั้นหาได้กล่าวกับพวกเธอไม่, ก็เทวดา
ประดับรถ ๖ คัน นำมาจากเทวโลก ๖ ชั้น เธอเชิญอุบาสกนั้นแล้ว,
เธอไม่ปรารถนาจะทำอันตรายแก่การแสดงธรรม จึงกล่าวกับเทวดา
เหล่านั้น.
ภ. อย่างนั้นหรือ ? พระเจ้าข้า.
ศ. อย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย.
ภ. บัดนี้เขาเกิดแล้ว ณ ที่ไหน ?
ศ. ในภพดุสิต ภิกษุทั้งหลาย.
ภ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อุบาสกนั้น เที่ยวชื่นชมในท่ามกลาง
ญาติในโลกนี้แล้ว เกิดในฐานะเป็นที่ชื่นชมนั่นแลอีกหรือ ?
พระศาสดา ตรัสว่า "อย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย เพราะคนผู้ไม่
ประมาทแล้วทั้งหลาย เป็นคฤหัสถ์ก็ตาม เป็นบรรพชิตก็ตาม ย่อม
บันเทิงในที่ทั้งปวงทีเดียว" ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า
๑๒. อิธ โมทติ เปจฺจ โมทติ กตปุญฺโญ อุภยตฺถ โมทติ
โส โมทติ โส ปโมทติ ทิสฺวา กมฺมวิสุทฺธิมตฺตโน.
"ผู้ทำบุญไว้แล้ว ย่อมบันเทิงในโลกนี้ ละไป
แล้ว ก็ย่อมบันเทิง ย่อมบันเทิงในโลกทั้งสอง เขา
เห็นความหมดจดแห่งกรรมของตน ย่อมบันเทิง,
เขาย่อมรื่นเริง."

179
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 180 (เล่ม 40)

แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กตปุญฺโญ เป็นต้น ความว่า บุคคล
ผู้ทำกุศลมีประการต่าง ๆ ย่อมบันเทิง ด้วยความบันเทิงเพราะกรรม
ในโลกนี้ว่า "กรรมชั่วเราไม่ได้ทำลาย, กรรมดีเราทำแล้วหนอ," ละ
ไปแล้ว ย่อมบันเทิง ด้วยความบันเทิงเพราะวิบาก, ชื่อว่า ย่อมบันเทิง
ในโลกทั้งสองอย่างนี้.
บทว่า กมฺมวิสุทฺธึ เป็นต้น ความว่า แม้ธัมมิกอุบาสกเห็นกรรม
อันหมดจด ลือ ความถึงพร้อมแห่งบุญกรรมของตนแล้วก่อนแต่จะทำ
กาลกิริยา ย่อมบันเทิงแม้ในโลกนี้, ทำกาละแล้ว บัดนี้ก็ย่อมบันเทิง
คือย่อมบันเทิงยิ่งแท้ แม้ในโลกหน้า.
ในกาลจบคาถาชนเป็นอันมาก ได้เป็นพระอริยบุคคลพระโสดาบัน
เป็นต้น. พระธรรมเทศนาได้มีประโยชน์แก่มหาชน ดังนี้แล.
เรื่องธัมมิกอุบาสก จบ.

180
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 181 (เล่ม 40)

๑๒. เรื่องพระเทวทัต [๑๒]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระเทวทัต
ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "อิธ ตปฺปติ เปจฺจ ตปฺปติ" เป็นต้น
เจ้าศากยะ ๖ พระองค์ทรงผนวช
เรื่องพระเทวทัต พระศาสดาตรัสชาดกทั้งหมด ที่ทรงปรารภ
พระเทวทัตให้พิสดารแล้ว ตั้งแต่เวลาผนวชถึงถูกแผ่นดินสูบ. ก็ความย่อ
ในเรื่องพระเทวทัตนี้ ดังต่อไปนี้ :-
เมื่อพระศาสดา ทรงอาศัยนิคมชื่ออนุปะยะแห่งมัลลกษัตริย์ ประทับ
อยู่.ที่อนุปิยอัมพวันนั่นแล, ในวันรับพระลักษณะแห่งพระตถาคตนั้นเทียว
ตระกูลพระญาติแปดหมื่นมอบพระโอรสแปดหมื่นให้ ด้วยคำว่า "สิทธัตถ-
กุมาร จงเป็นพระราชาก็ตาม เป็นพระพุทธเจ้าก็ตาม, จักมีกษัตริย์เป็น
บริวารเที่ยวไป," เมื่อพระโอรสเหล่านั้นผนวชแล้วโดยมาก, เหล่า
พระญาติเห็นศากยะ ๖ พระองค์นี้ คือ ภัททิยราชา อนุรุทธะ อานันทะ
ภคุ กิมพิละ เทวทัต ยังมิได้ผนวชจึงสนทนากันว่า "พวกเรายังให้ลูก ๆ
ของตนบวชได้, ศากยะทั้ง ๖ นี้ ชะรอยจะไม่ใช่พระญาติกระมัง ?
เพราะฉะนั้น จึงมิได้ทรงผนวช."
ครั้งนั้น เจ้ามหานามศากยะ เข้าไปหาเจ้าอนุรุทธะ ตรัสว่า "พ่อ
ผู้ออกบวชจากตระกูลของเรายังไม่มี, น้องจักบวช หรือว่า พี่จักบวช,"
ก็เจ้าอนุรุทธกุมารนั้น เป็นกษัตริย์ผู้สุขุมาล มีโภคะสมบูรณ์ แม้คำว่า

181
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 182 (เล่ม 40)

"ไม่มี" พระองค์ก็ไม่เคยทรงสดับ. จริงอยู่ วันหนึ่งเมื่อกษัตริย์ ๖ พระองค์
นั้น ทรงเล่นกีฬาลูกขลุบอยู่, เจ้าอนุรุทธะทรงปราชัยด้วยขนมแล้ว ส่ง
(คน) ไปเพื่อต้องการขนม. คราวนั้น พระมารดาของท่านทรงจัดขนม
ส่งไป. กษัตริย์ทั้งหกเสวยแล้วทรงเล่นกันอีก. เจ้าอนุรุทธะนั้นแล เป็น
ฝ่ายแพ้ร่ำไป. ส่วนพระมารดา เมื่อพระองค์ส่งคนไป ๆ ก็ส่งขนมไป
ถึง ๓ ครั้ง ในวาระที่ ๔ ส่งไปว่า "ขนมไม่มี." พระกุมารทรงสำคัญ
ว่า "ขนมแม้นี้ จักเป็นขนมประหลาดชนิดหนึ่ง" เพราะไม่เคยทรงได้
ยินคำว่า "ไม่มี" จึงส่งคนไปว่า " จงนำขนมไม่มีนั่นแลมาเถอะ ."
ฝ่ายพระมารดาของท่าน เมื่อเขาทูลว่า " ข้าแต่พระแม่เจ้า ได้
ยินว่า พระองค์จงประทานขนมไม่มี," จึงทรงพระดำริว่า "ลูกของเรา
ไม่เคยได้ยินบทว่า 'ไม่มี,' แต่เราจักให้รู้ความนั่นด้วยอุบายนี้" จึงทรง
ปิดถาดทองคำเปล่าด้วยถาดทองคำอื่นแล้วส่งไป.
เหล่าเทวดาที่รักษาพระนครคิดว่า " เจ้าอนุรุทธศากยะได้ถวายภัต
อันเป็นส่วนตัวแด่พระปัจเจกพุทธเจ้านามว่าอุปริฏฐะ ในคราวที่ตนเป็น
นายอันนภาระ ทรงทำความปรารถนาไว้ว่า ' ขอข้าพเจ้าจงอย่าได้สดับ
คำว่า 'ไม่มี,' อย่ารู้สถานที่เกิดแห่งโภชนะ,' ถ้าว่าเจ้าอนุรุทธะนี้ จัก
ทรงเห็นถาดเปล่าไซร้, พวกเราก็จักไม่ได้เข้าไปสู่เทวสมาคม, ทั้งศีรษะ
ของพวกเราก็จะพึงแตก ๗ เสี่ยง." ทีนั้น จึงได้ทำถาดนั้นให้เต็มด้วย
ขนมทิพย์ เมื่อถาดนั้นพอเขาวางลงที่สนามเล่นขลุบแล้วเปิดขึ้น, กลิ่น
ขนมก็ตั้งตลบไปทั่วทั้งพระนคร. ชิ้นขนม แต่พอกษัตริย์ทั้งหกหยิบ
เข้าไปในพระโอฐเท่านั้น ก็แผ่ซ่านไปทั่วประสาทรับรสทั้งเจ็ดพัน.
พระกุมารนั้นทรงพระดำริว่า "เราคงจะไม่เป็นที่รักของพระมารดา,

182
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 183 (เล่ม 40)

พระมารดาจึงไม่ทรงปรุงชื่อขนมไม่มีนี้ประทานเรา ตลอดเวลาถึงเพียงนี้,
ตั้งแต่นี้ไป เราจักไม่กินขนมอื่น," ดังนี้แล้ว เสด็จไปสู่ตำหนัก ทูลถาม
พระมารดาว่า "เจ้าแม่ หม่อมฉันเป็นที่รักของเจ้าแม่หรือไม่เป็นที่รัก ?"
ม. พ่อ พ่อย่อมเป็นที่รักยิ่งของแม่ เสมือนนัยน์ตาของคนมีตา
ข้างเดียว และเหมือนดวงใจ (ของแม่ ) ฉะนั้น.
อ. เมื่อเช่นนั้น เหตุไร เจ้าแม่จึงไม่ทรงปรุงขนมไม่มี ประทาน
แก่หม่อนฉันตลอดเวลาถึงเพียงนี้เล่า เจ้าแม่.
พระนางรับสั่งถามมหาดเล็กคนสนิทว่า "ขนมอะไร ๆ มีอยู่ใน
ถาดหรือ พ่อ. เขาทูลว่า " ข้าแต่พระแม่เจ้า ถาดเต็มเปี่ยมด้วยขนม,
ชื่อว่าขนมเห็นปานนี้ กระหม่อมฉันก็ยังไม่เคยเห็นแล้ว." พระนางทรง
พระดำริว่า "บุตรของเราจักเป็นผู้มีบุญ มีอภินิหารได้ทำไว้แล้ว, เทวดา
ทั้งหลายจักใส่ขนมให้เต็มถาดส่งไปแล้ว. ลำดับนั้นพระโอรสจึงทูลพระ-
มารดาว่า "เจ้าแม่ ตั้งแต่นี้ไป หม่อมฉันจักไม่เสวยขนมอื่น, ขอเจ้าแม่
พึงปรุงแต่ขนมไม่มีอย่างเดียว." ตั้งแต่นั้นมา แม้พระนาง เมื่อพระกุมาร
นั้นทูลว่า "หม่อมฉันต้องการเสวยขนม" ก็ทรงครอบถาดเปล่านั่นแล
ด้วยถาดอื่น ส่งไปประทานพระกุมารนั้น. เทวดาทั้งหลายส่งขนมทิพย์
ถวายพระกุมารนั้นตลอดเวลาที่ท่านเป็นฆราวาส.๑
เจ้าทั้งสองสนทนากันถึงเรื่องบวชและการงาน
พระกุมารนั้นเมื่อไม่ทรงทราบแม้คำมีประมาณเท่านี้ จักทรงทราบ
ถึงการบวชได้อย่างไร ? เพราะฉะนั้น พวกกุมารจึงทูลถามพระภาดาว่า
การบวชนี้เป็นอย่างไร ?" เมื่อเจ้ามหานามตรัสว่า "ผู้บวช ต้องโกนผม
๑. อคารมชฺเฌ วสิ. ประทับอยู่ในท่ามกลางเรือน.

183
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 184 (เล่ม 40)

และหนวด ต้องนุ่งห่มผ้ากาสายะ ต้องนอนบนเครื่องลาดด้วยไม้ หรือ
บนเตียงที่ถักด้วยหวาย เที่ยวบิณฑบาตอยู่, นี้ชื่อว่าการบวช." จึงทูลว่า
" เจ้าพี่ หม่อมฉันเป็นสุขุมาลชาติ, หม่อมฉันจักไม่สามารถบวชได้."
เจ้ามหานามตรัสว่า "พ่อ ถ้าอย่างนั้น พ่อจงเรียนการงานอยู่เป็น
ฆราวาสเถิด, ก็ในเราทั้งสองจะไม่บวชเลยสักคนไม่ควร ."
ขณะนั้น อนุรุทธกุมารทูลถามเจ้าพี่ว่า " ชื่อว่าการงานนี้
อย่างไร ?" กุลบุตรผู้ไม่รู้แม้สถานที่เกิดแห่งภัต จักรู้จักการงานได้
อย่างไร ?
เจ้าศากยะทั้ง ๓ สนทนากันถึงที่เกิดแห่งภัต
ก็วันหนึ่ง การสนทนาเกิดขึ้นแก่กษัตริย์ ๓ องค์ว่า " ชื่อว่าภัต
เกิดขึ้นที่ไหน ?" กิมพิลกุมาร รับสั่งว่า "เกิดขึ้นในฉาง ." ครั้งนั้น
ภัททิยกุมาร ตรัสค้านกิมพิลกุมารนั้นว่า " ท่านยังไม่ทราบที่เกิดแห่ง
ภัต, ชื่อว่าภัต ย่อมเกิดขึ้นที่หม้อข้าว." อนุรุทธะตรัสแย้งว่า "ถึง
ท่านทั้งสองก็ยังไม่ทรงทราบ, ธรรมดาภัต ย่อมเกิดขึ้นในถาดทองคำ
ประมาณศอกกำ."
ได้ยินว่า บรรดากษัตริย์ ๓ องค์นั้น วันหนึ่ง กิมพิลกุมาร ทรง
เห็นเขาขนข้าวเปลือกลงจากฉาง ก็เข้าพระทัยว่า "ข้าวเปลือกเหล่านี้
เกิดขึ้นแล้วในฉางนั่นเอง."
ฝ่ายพระภัททิยกุมาร วันหนึ่ง ทรงเห็นเขาคดภัตออกจากหม้อข้าว
ก็เข้าพระทัยว่า "ภัตเกิดขึ้นในหม้อข้าวนั่นเอง."
ส่วนอนุรุทธกุมาร ยังไม่เคยทรงเห็นคนซ้อมข้าว คนหุงข้าว หรือ

184