ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 165 (เล่ม 40)

"ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงไม่ดีได้ฉันใด, ราคะ
ย่อมเสียดแทงจิตที่ไม่ได้อบรมแล้วได้ฉันนั้น.
ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงดีแล้วไม่ได้ฉันใด, ราคะ
ก็ย่อมเสียดแทงจิตที่อบรมดีแล้วไม่ได้ฉันนั้น."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อคารํ คือซึ่งเรือนชนิดใดชนิดหนึ่ง.
บทว่า ทุจฺฉนฺนํ คือที่เขามุงห่าง ๆ มีช่องเล็กช่องน้อย.
บทว่า สมติวิชฺฌติ คือเม็ดฝนย่อมรั่วรดได้.
บทว่า อภาวิตํ เป็นต้น ความว่า ราคะย่อมเสียดแทงจิตที่ชื่อว่า
ไม่ได้อบรม เพราะเป็นธรรมชาติเหินห่างภาวนา ราวกะว่าฝน (รั่วรด)
เรือนนั้นได้ฉะนั้น, ใช่แต่ราคะอย่างเดียวเท่านั้นหามิได้, สรรพกิเลส
ทั้งหลายมีโทสะ โมหะ และมานะเป็นอาทิ ก็เสียดแทงจิตเห็นปานนั้น
เหมือนกัน.
บทว่า สุภาวิตํ ได้แก่ ที่อบรมดีแล้ว ด้วยสมถภาวนาและ
วิปัสสนาภาวนา; กิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้น ย่อมไม่อาจเสียดแทงจิต
เห็นปานนั้นได้ ราวกะว่าฝนไม่อาจรั่วรดเรือนที่มุงดีแล้วได้ฉะนั้น.
ในกาลจบคาถา ชนเป็นอันมากได้บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-
ปัตติผลเป็นต้น. เทศนาได้สำเร็จประโยชน์แก่มหาชนแล้ว.
พระนันทะเคยถูกล่อด้วยมาตุคาม
ต่อมา ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในธรรมสภาว่า "ผู้มีอายุ ชื่อว่า
พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นอัจฉริยบุคคล. ท่านพระนันทะ ชื่อว่าอาศัยนาง

165
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 166 (เล่ม 40)

ชนบทกัลยาณีกระสันแล้ว พระศาสดาทรงทำเหล่านางเทพอัปสรให้เป็น
อามิสแนะนำได้แล้ว." พระศาสดาเสด็จมา ตรัสถามว่า "ภิกษุทั้งหลาย
บัดนี้ พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยกถาอะไรหนอ ?" เมื่อภิกษุเหล่านั้น
กราบทูลว่า "ด้วยกถาชื่อนี้" ดังนี้แล้ว ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย
ไม่ใช่แต่บัดนี้เท่านั้น, แม้ในกาลก่อน นันทะนี้เราก็ได้ล่อด้วยมาตุคาม
แนะนำแล้วเหมือนกัน" ดังนี้แล้ว อันภิกษุเหล่านั้นทูลอ้อนวอน จึง
ทรงนำอดีตนิทานมา (ตรัสว่า)
บุรพกรรมของพระนันทะ
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในกรุงพาราณสี
ได้มีพ่อค้าชาวเมืองพาราณสี (คนหนึ่ง ) ชื่อกัปปกะ. ลาผู้ของเขาตัว
หนึ่งนำภาระ (สิ่งของ) ไปได้กุมภะหนึ่ง, มันเดินไปได้วันละ ๗ โยชน์,
สมัยหนึ่ง เขาไปเมืองตักกสิลา ( พร้อม) ด้วยภาระที่นำไปด้วยลา
ปล่อยลาเที่ยวไปจนกว่าจำหน่ายสิ่งของหมด. ครั้งนั้น ลาของเขานั้น
เที่ยวไปบนหลังดูพบนางลาตัวหนึ่ง จึงเข้าไปหา. นางลาเมื่อจะทำ
ปฏิสันถารกับลาผู้ตัวนั้น จึงกล่าวว่า "ท่านมาแต่ไหน ?"
ลาผู้. มาแต่เมืองพาราณสี.
นางลา. ท่านมาด้วยกรรมอะไร ?
ลาผู้. ด้วยกรรมของพ่อค้า.
นางลา. ท่านนำภาระไปได้เท่าไร ?
ลาผู้. ภาระประมาณกุมภะหนึ่ง.
นางลา. ท่านเมื่อนำภาระประมาณเท่านั้นไป ไปได้กี่โยชน์.

166
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 167 (เล่ม 40)

ลาผู้. ได้ ๗ โยชน์.
นางลา. ในที่ซึ่งท่านไปแล้ว นางลาไรๆ ผู้ทำการนวดเท้า หรือ
ประคบประหงมให้แก่ท่านมีอยู่หรือ ?
ลาผู้. หามีไม่ นางผู้เจริญ.
นางลา. เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านคงได้รับทุกข์มากนะ ?
จริงอยู่ ชื่อว่าผู้ทำกรรมมีการนวดเท้าเป็นต้น สำหรับสัตว์ดิรัจฉาน
ทั้งหลายย่อมไม่มีแม้โดยแท้ แต่นางลา กล่าวคำเห็นปานนั้นเพื่อพาดพิง
ถึงกามสังโยชน์. ลาผู้นั้นกระสันขึ้นด้วยคำของนางลานั้นแล้ว.
ฝ่ายกัปปกพาณิช ขายภัณฑะหมดแล้ว ไปยังที่ลาพำนักอยู่กล่าวว่า
"มาเถิด พ่อ เราจักไป." ลาผู้ตัวนั้นตอบว่า " ท่านจงไปเถิด,
ข้าพเจ้าจักไม่ไป," ลำดับนั้น นายกัปปกะ อ้อนวอนลานั้นแล้ว ๆ เล่าๆ
คิดว่า "เราจะยังลานั้นซึ่งไม่ปรารถนาจะไปให้กลัวแล้วจักนำไป" ดังนี้
แล้ว กล่าวคาถานี้ว่า
"เราจักทำปฏักมีหนามแหลมยาว ๑๖ นิ้วแก่เจ้า,
เราจักทิ่มแทงกายของเจ้า, แน่ะเจ้าลา เจ้าจงรู้
อย่างนี้."
ลาได้ฟังคำนั้นแล้ว กล่าวตอบว่า "เมื่อเป็นเช่นนั้น, ข้าพเจ้า
จักรู้จักกิจที่ควรทำแก่ท่านบ้าง" ดังนี้แล้ว กล่าวคาถานี้ว่า
"ท่านจักทำปฏักมีหนามแหลมยาว ๑๖ นิ้ว แก่
ข้าพเจ้า, ข้าพเจ้าจักยันข้างหน้า ยกข้างหลังขึ้น
แล้ว ยังภัณฑะของท่านให้ตกไป, กัปปกะ ท่าน
จงรู้อย่างนี้."

167
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 168 (เล่ม 40)

พ่อค้าได้ฟังคำนั้น จึงดำริว่า "ด้วยเหตุไฉนหนอแล ? ลานี้จึง
กล่าวอย่างนี้กะเรา" ดังนี้แล้ว เมื่อแลดูข้างโน้นข้างนี้ เห็นนางลานั้น
แล้วคิดว่า "เจ้านี่คงจะถูกนางลาตัวนี้ ให้สำเหนียกแล้วอย่างนี้, เราต้อง
ล่อมันด้วยมาตุคามว่า ' ข้าจักนำนางลาชื่อมีรูปอย่างนี้มาให้เจ้า.' แล้ว
จักนำไป" ดังนี้แล้ว จึงกล่าวคาถานี้ว่า
"เราจักนำนางลาสาว มีเท้า ๔ มีหน้าดุจสังข์
มีสรรพางค์กายงาม มาเป็นภรรยาเจ้า, แน่ะลา
เจ้าจงรู้อย่างนี้."
ลาได้ฟังคำนั้น มีจิตยินดี กล่าวคาถานี้ว่า
"ท่านจักนำนางลาสาว มีเท้า ๔มีหน้าดุจสังข์
มีสรรพางค์กายงาม มาเป็นภรรยาข้าพเจ้า,ข้าแต่
กัปปกะ ท่านจงรู้อย่างนี้ ข้าพเจ้าจักไปให้เร็วขึ้น
ถึง ๑๔ ประโยชน์น่ะ กัปปกะ".
ทีนั้น นายกัปปกะจึงกล่าวกะลานั้นว่า "ถ้ากระนั้น เจ้าจงมาเถิด"
ดังนี้แล้ว ได้จูงไปสู่ที่ของตน. ลานั้น โดยกาลล่วงไปสองสามวัน จึง
กล่าวกับนายกัปปกะว่า "ท่านได้พูดกะข้าพเจ้าว่า ' จักนำภรรยามา
ให้เจ้า,' ดังนี้ มิใช่หรือ ?" นายกัปปะตอบว่า "เออ เรากล่าวแล้ว,
เราจักไม่ทำลายถ้อยคำของตน, จักนำภรรยามาให้เจ้า, แต่เราจะให้อาหาร
แก่เจ้าเฉพาะตัวเดียว, อาหารนั้นจงเพียงพอแก่เจ้า ซึ่งมีตนเป็นที่สอง
หรือไม่มีก็ตาม๑ที. เจ้าพึงรู้ตัวเองเถอะ แม้ลูกทั้งหลาย อาศัยการสังวาส
ของเจ้าทั้งสองก็จักเกิดขึ้น, อาหารนั้นจงเพียงพอแก่เจ้ากับลูกเป็นอันมาก
๑. หมายความว่า สองตัวผัวเมีย.

168
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 169 (เล่ม 40)

แม้เหล่านั้นหรือไม่ก็ตามที, เจ้าพึงรู้เองเถอะ." ลาเมื่อนายกัปปกะนั้น
กล่าวอยู่เช่นนั้น, ได้เป็นผู้หมดหวังแล้ว.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงยังชาดก
ให้จบลงด้วยพระดำรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย นางลาในคราวนั้นได้เป็น
นางชนบทกัลยาณี, ลาผู้ได้เป็นนันทะ, พ่อค้าได้เป็นเราเอง, แม้ใน
กาลก่อน นันทะนี้ เราก็ได้ล่อด้วยมาตุคามแนะนำแล้ว ด้วยประการ
อย่างนี้" ดังนี้แล.
เรื่องพระนันทเถระ จบ.

169
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 170 (เล่ม 40)

๑๐. เรื่องนายจุนทสูกริก [๑๐]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภบุรุษชื่อ
จุนทสูกริก ตรัสพรธรรมเทศนานี้ว่า "อิธ โสจติ เปจฺจ โสจติ"
เป็นต้น.
นายจุนทะเลี้ยงชีพด้วยการเลี้ยงสุกรขาย
ได้ยินว่า นายจุนทสูกริกนั้น ฆ่าสุกรทั้งหลายกินบ้าง ขายบ้าง
เลี้ยงชีวิตอยู่สิ้น ๕๕ ปี . ในเวลาข้าวแพง เขาเอาเกวียนบรรทุกข้าวเปลือก
ไปสู่ชนบท แลกลูกสุกรบ้าน ด้วยข้าวเปลือกประมาณ ๑ ทะนานหรือ
๒ ทะนาน บรรทุกเต็มเกวียนแล้วกลับมา ล้อมที่แห่งหนึ่งดุจดอก
ข้างหลังที่อยู่แล้วปลูกผักในที่นั้นนั่นแล เพื่อลูกสุกรเหล่านั้น, เมื่อลูก
สุกรเหล่านั้น กินกอผักต่าง ๆ บ้าง สรีรวลัญชะ (คูถ) บ้าง ก็เติบโต
ขึ้น, (เขา) มีความประสงค์จะฆ่าตัวใด ๆ ก็มัดตัวนั้น ๆ ให้แน่น ณ
ที่ฆ่าแล้ว ทุบด้วยค้อน ๔ เหลี่ยม เพื่อให้เนื้อสุกรพองหนาขึ้น รู้ว่า
เนื้อหนาขึ้นแล้ว ก็ง้างปากสอดไม้เข้าไปในระหว่างฟัน กรอกน้ำร้อน
ที่เดือดพล่าน เข้าไปในปากด้วยทะนานโลหะ. น้ำร้อนนั้น เข้าไปพล่าน
ในท้อง ขับกรีส๑ออกมาโดยส่วนเบื้องต่ำ (ทวารหนัก) กรีสน้อยหนึ่ง
ยังมีอยู่เพียงใด ย่อมออกเป็นน้ำขุ่นเพียงนั้น เมื่อท้องสะอาดแล้ว, จึง
ออกเป็นน้ำใส ไม่ขุ่น, ทีนั้น เขาจึงราดน้ำที่ยังเหลือบนหลังสุกรนั้น.
น้ำนั้นลอกเอาหนังดำออกไป. แต่นั้นจึงลนขนด้วยคบหญ้าแล้ว ตัดศีรษะ

170
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 171 (เล่ม 40)

ด้วยดาบอันคม. รองโลหิตที่ไหลออกด้วยภาชนะ เคล้าเนื้อด้วยโลหิต
แล้วปิ้งนั่งรับประทานในท่ามกลางบุตรและภรรยา ขายส่วนที่เหลือ.
เมื่อเขาเลี้ยงชีวิตโดยทำนองนี้นั่นแล, เวลาได้ล่วงไป ๕๕ ปี.
เมื่อพระตถาคตประทับอยู่ในธุรวิหาร, การบูชาด้วยดอกไม้เพียงกำหนึ่ง
ก็ดี การถวายภิกษาเพียงทัพพีหนึ่งก็ดี ชื่อว่าบุญอื่นน้อยหนึ่งก็ดี มิได้มี
แล้วสักวันหนึ่ง.
ครั้งนั้น โรคเกิดขึ้นในสรีระของเขา, ความเร่าร้อนอเวจีมหา-
นรก ปรากฏแก่เขาทั้งเป็นทีเดียว.
อเวจีนรกร้อนยิ่งกว่าไฟธรรมดา
ขึ้นชื่อว่าความเร่าร้อนในอเวจี ย่อมเป็นความร้อนที่สามารถทำลาย
นัยน์ตาของผู้ยืนดูอยู่ในที่ประมาณ ๑๐๐ โยชน์ได้. สมจริงดังคำที่พระผู้มี
พระภาคเจ้า ตรัสไว้ดังนี้ว่า
"ความเร่าร้อนในอเวจี แผ่ไปตลอด ๑๐๐ โยชน์
โดยรอบ ตั้งอยู่ทุกเมื่อ.๑
และเพราะเหตุที่ความเร่าร้อนในอเวจีนั้น มีประมาณยิ่งกว่าความเร่าร้อน
ของไฟโดยปกติ พระนาคเสนเถระจึงกล่าวอุปมานี้ไว้ว่า "มหาบพิตร
แม้หินประมาณเท่าเรือนยอด อันบุคคลทุ่มไปในไฟนรกย่อมถึงความย่อย
ยับได้โดยขณะเดียวฉันใด ส่วนสัตว์ที่เกิดในนรกนั้นเป็นประหนึ่งอยู่ใน
ครรภ์มารดา จะย่อยยับไปเพราะกำลังแห่งกรรมเหมือนฉันนั้น หามิได้.
๑. ม. อุ. ๑๔/๓๔๑.

171
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 172 (เล่ม 40)

นายจุนทะเสวยผลกรรมทันตาเห็น
เมื่อความเร่าร้อนนั้น ปรากฏแก่นายจุนทสูกริกนั้นแล้ว, อาการ
อันเหมาะสมด้วยกรรมก็เกิดขึ้น. เขาร้องเสียงเหมือนหมู คลานไปใน
ท่ามกลางเรือนนั่นเอง, ไปสู่ที่ในทิศตะวันออกบ้าง สู่ที่ในทิศตะวันตกบ้าง.
ลำดับนั้น พวกคนในเรือนของเขา จับเขาไว้ให้มั่นแล้วปิดปาก.
ธรรมดาผลแห่งกรรม อันใคร ๆ ไม่สามารถจะห้ามได้. เขาเที่ยวร้องไป
ข้างโน้นบ้าง ข้างนี้บ้าง. คนใน ๗ หลังคาเรือนโดยรอบ ย่อมไม่ได้
หลับนอน. อนึ่ง คนในเรือนทั้งหมด เมื่อไม่สามารถจะห้ามการออก
ไปภายนอกของเขาผู้ถูกมรณภัยคุกคามแล้วได้ จึงปิดประตูเรือนล้อม
รักษาอยู่ภายนอกเรือน โดยประการที่เขาอยู่ภายใน ไม่สามารถจะเที่ยว
ไปข้างนอกได้.
เสวยผลกรรมในสัมปรายภพ
แม้นายจุนทสูกริก เที่ยวร้องไปข้างโน้นบ้าง ข้างนี้บ้าง ภายใน
เรือนนั่นเอง ด้วยความเร่าร้อนในนรก. เขาเที่ยวไปอย่างนั้นตลอด
๗ วัน, ในวันที่ ๘ ทำกาละแล้ว ไปเกิดในอเวจีมหานรก. อเวจีมหานรก
ปราชญ์พึงพรรณนาตามเทวทูตสูตร.
พวกภิกษุเข้าใจว่าเขาฆ่าสุกรทำการมงคล
พวกภิกษุเดินไปทางประตูเรือนของเขา ได้ยินเสียงนั้นแล้ว เป็น
ผู้มีความสำคัญว่า "เสียงสุกร" ไปสู่วิหาร นั่งในสำนักพระศาสดาแล้ว
กราบทูลอย่างนี้ว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อสุกรทั้งหลาย อันนาย

172
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 173 (เล่ม 40)

จุนทสูกริก ปิดประตูเรือนฆ่าอยู่, วันนี้เป็นวันที่ ๗, มงคลกิริยาไร ๆ
ชะรอยจักมีในเรือน (ของเขา), ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมตตาจิต หรือ
ความกรุณาแม้อย่างหนึ่งของเขา ผู้ฆ่าสุกรทั้งหลายชื่อถึงเท่านี้ ย่อมไม่มี,
ก็สัตว์ผู้ร้ายกาจหยาบช้าเช่นนี้ ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่เคยเห็นเลย."
พระศาสดา ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย เขาฆ่าสุกรตลอด ๗ วันนี้
หามิได้. อันผลที่เหมาะสมด้วยกรรมเกิดขึ้นแล้วแก่เขา, ความเร่าร้อน
ในอเวจีมหานรกปรากฏแก่เขาทั้งเป็นทีเดียว, ด้วยความเร่าร้อนนั้นเขา
ร้องเหมือนหนูเที่ยวไปภายในนิเวศน์อยู่ ตลอด ๗ วัน วันนี้ทำกาละ
แล้ว (ไป) เกิดในอเวจี," เมื่อพวกภิกษุกราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ เขาเศร้าโศกอย่างนี้ในโลกนี้แล้ว ยังจะไปเกิดในฐานะเป็นที่
เศร้าโศกเช่นกันอีกหรือ ?" ตรัสว่า "อย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่า
ผู้ประมาทแล้ว เป็นคฤหัสถ์ก็ตาม บรรพชิตก็ตาม ย่อมเศร้าโศกในโลก
ทั้งสองเป็นแท้" ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า
๑๑. อิธ โสจติ เปจฺจ โสจติ ปาปการี อุภยตฺถ โสจติ
โส โสจติ โส วิหญฺญติ ทิสฺวา กมฺมกิลิฏฺฐมตฺตโน
"ผู้ทำบาปเป็นปกติ ย่อมเศร้าโศกในโลกนี้
ละไปแล้วย่อมเศร้าโศก ย่อมเศร้าโศกในโลกทั้งสอง
เขาเห็นกรรมเศร้าหมองของตนแล้ว ย่อมเศร้าโศก,
เขาย่อมเดือดร้อน."
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาปการี เป็นต้น ความว่า บุคคล

173
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ – หน้าที่ 174 (เล่ม 40)

ผู้ทำบาปกรรมมีประการต่าง ๆ ย่อมเศร้าโศกในโลกนี้ ในสมัยใกล้ตาย
โดยส่วนเดียวแท้ ด้วยคิดว่า "กรรมดีเรามิได้ทำไว้หนอ, กรรมชั่วเรา
ทำไว้แล้ว," นี้เป็นความเศร้าโศกเพราะกรรมของเขา; ก็เมื่อเขาเสวย
ผลอยู่ ชื่อว่าละไปแล้วย่อมเศร้าโศก, นี้เป็นความเศร้าโศกเพราะวิบาก
ในโลกหน้าของเขา; เขาย่อมเศร้าโศกในโลกทั้งสองอย่างนี้แล, ด้วย
เหตุนั้นแล แม้นายจุนทสูกริกนั้น ชื่อว่าย่อมเศร้าโศกทั้งเป็นทีเดียว.
บาทพระคาถาว่า ทิสฺวา กมฺมกิลิฏฺฐมตฺตโน ความว่า เขาเห็น
กรรมเศร้าหมองของตนแล้ว ย่อมเศร้าโศกบ่นเพ้อมีประการต่าง ๆ อยู่
ชื่อว่า ย่อมเดือดร้อน คือ ย่อมลำบาก.
ในกาลจบคาถา ภิกษุเป็นอันมากได้เป็นพระโสดาบันเป็นต้นแล้ว.
เทศนามีประโยชน์แก่มหาชนแล้ว ดังนี้แล.
เรื่องนายจุนทสูกริก จบ.

174