พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 334 (เล่ม 39)

ท่านซูบผอม ผิวเผือด เป็นโรคผอมเหลือง ในที่นี้พวกเธอไม่มีสัปปายะหรือ.
ลำดับนั้น ภิกษุรูปหนึ่งกล่าวว่า ท่านขอรับ ตอนกลางคืนกระผมเห็นและได้
ยินอารมณ์ที่น่ากลัวอย่างนี้ ๆ สูดแต่กลิ่นเช่นนี้ ด้วยเหตุนั้น จิตของกระผมจึง
ไม่ตั้งมั่นเป็นสมาธิ. ภิกษุเหล่านั้นทุกรูปจึงพากันบอกเรื่องนั้น โดยอุบายนี้
เหมือนกัน. พระสังฆเถระกล่าวว่า ผู้มีอายุ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติการ
เข้าจำพรรษาไว้ ๒ อย่าง ก็เสนาสนะนี้ไม่เป็นสัปปายะแก่พวกเรา มาเถิดผู้มีอายุ
พวกเราจะพากันไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลถามถึงเสนาสนะที่เป็นสัปปายะอื่น ๆ
ภิกษุเหล่านั้น รับคำพระเถระว่าดีละขอรับ ทุกรูปก็เก็บงำเสนาสนะ ถือบาตร
จีวรไม่บอกกล่าวใคร ๆ ในตระกูลทั้งหลาย พากันจาริกไปทางกรุงสาวัตถี ก็
ถึงกรุงสาวัตถีตามลำดับแล้ว ก็พากันเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเห็นภิกษุเหล่านั้นจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย เราบัญญัติสิกขาบทไว้ว่า ภิกษุไม่พึงเที่ยวจาริกไปภายในพรรษา
เหตุไร พวกเธอจึงยังจาริกกันอยู่เล่า. ภิกษุเหล่านั้น จึงกราบทูลเรื่องทั้งหมด
แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนึก ก็ไม่ทรงเห็นเสนาสนะที่
เป็นสัปปายะอื่นสำหรับภิกษุเหล่านั้น ทั่วชมพูทวีป โดยที่สุด แม้แต่เพียงตั่งมี
๔ เท้า ดังนั้น จึงตรัสบอกภิกษุเหล่านั้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เสนาสนะที่
เป็นสัปปายะอื่นสำหรับพวกเธอไม่มีดอก พวกเธออยู่ในที่นั้นนั่นแหละจักบรรลุ
ธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะ ไปเถิดภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเข้าไปอาศัยเสนาสนะนั้น
นั่นแหละอยู่กันเถิด แต่ถ้าว่าพวกเธอปรารถนาความไม่มีภัยจากเทวดาทั้งหลาย
ก็จงพากัน เรียนพระปริตรนี้ . ด้วยว่าพระปริตรนี้จักเป็นเครื่องป้องกัน และจัก
เป็นกรรมฐานสำหรับพวกเธอ ดังนี้ แล้วจึงตรัสพระสูตรนี้.

334
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 335 (เล่ม 39)

แต่อาจารย์พวกอื่นอีกกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระดำรัสนี้ว่า
ไปเถิดภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเข้าไปอาศัยเสนาสนะนั้นนั่นแหละ อยู่กันเถิด
แล้วจึงตรัสว่า อนึ่งเล่า ภิกษุผู้อยู่ป่าควรรู้จักบริหาร. บริหารอย่างไร. บริ-
หารอย่างนี้คือ แผ่เมตตา ๒ เวลา คือทำเวลาเย็นและเช้า ทำพระปริตร ๒ เวลา
เจริญอสุภ ๒ เวลา เจริญมรณัสสติ ๒ เวลา และนึกถึงมหาสังเวควัตถุ ๘ ทั้ง
๒ เวลา ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ. อบายทุกข์ ๔ ชื่อมหาสังเวควัตถุ ๘.
อีกนัยหนึ่ง ชาติชราพยาธิมรณะ ๔ อบายทุกข์เป็นที่ ๕ ทุกข์มีวัฏฏะ
เป็นมลในอดีต ๑ ทุกข์มีวัฏฏะเป็นมูลในอนาคต ๑ ทุกข์มีการแสวงอาหารเป็น
มูล ในปัจจุบัน ๑. พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้น ทรงบอกการบริหารอย่างนี้แล้ว
จึ้งได้ตรัสพระสูตรนี้เพื่อเป็นเมตตา เพื่อเป็นพระปริตรและเพื่อฌานอันเป็น
บาทแห่งวิปัสสนาแก่ภิกษุเหล่านั้น. พึงทราบการชี้แจงบทเหล่านั้นว่า เยน วุตฺตํ
ยทา ยตฺถ ยสฺมา เจ และการชำระนิทาน ด้วยประการฉะนี้.
มาติกาหัวข้อนั้นใด ข้าพเจ้าตั้งไว้ว่า เยน วุตฺตํ ยทา ยตฺถ ยสฺมา
เจเตส ทีปนา นิทานํ โสธยิตฺวา. มาติกาหัวข้อนั้น เป็นอันข้าพเจ้ากล่าว
พิศดารแล้ว โดยอาการทั้งปวง ด้วยกถามีประมาณเพียงนี้.
พรรณนาคาถาที่ ๑
บัดนี้ จะเริ่มพรรณนาความแห่งพระสูตรนั้น ที่ทำการชำระนิทานแล้ว
อย่างนี้ เพราะข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า จึงจักทำการพรรณนาความแห่งพระสูตรนั้น
ดังนี้. ในคาถานั้น จะเริ่มพรรณนาบทแห่งคาถานี้ว่า กรณียมตฺถกุสเลน
ก่อน ดังนี้. บทว่า กรณียํ แปลว่า พึงทำ อธิบายว่า ควรแก่การทำ.
ปฏิปทา ชื่อว่าอรรถ หรือประโยชน์เกื้อกูลแก่คนอย่างใดอย่างหนึ่งประโยชน์
เกื้อกูลนั้นทั้งหมด ท่านเรียกว่าอรรถะ เพราะไม่มีกิเลสดังข้าศึก ชื่อว่า

335
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 336 (เล่ม 39)

อรณียะ เพราะอันบุคคลพึงเข้าถึง. อันผู้ฉลาดในประโยชน์ ชื่อว่าอัตถกุสละ
ท่านอธิบายว่า อันผู้เฉียบแหลมในประโยชน์. บทว่า ยํ เป็นปฐมาวิภัตติแสดง
ความไม่แน่นอน. บทว่า ตํ เป็นทุติยาวิภัตติแสดงความแน่นอน. หรือว่า
คำว่า ยํ ตํ แม้ทั้งสอง เป็นปฐมาวิภัตติ. คำว่า สนฺตํ ปทํ เป็นทุติยาวิภัตติ.
บรรดาคำทั้งสองนั้น ที่ชื่อว่า สันตะ เพราะเป็นลักษณะ. ที่มีชื่อว่าปทะ เพราะ
อันบุคคลพึงถึง คำนี้เป็นชื่อของพระนิพพาน. บทว่า อภิสเมจฺจ แปลว่า
บรรลุแล้ว. ผู้ใดย่อมอาจ เหตุนั้น ผู้นั้น ชื่อว่า สักกะผู้อาจ. ท่านอธิบาย
ว่า ผู้สามารถ ผู้อาจหาญ. บทว่า อุชุ ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความตรง.
ผู้ใดตรงด้วยดีเหตุนั้น ผู้นั้น ชื่อว่า สุหุชู ผู้ตรงด้วยดี. ความว่าง่ายมีในผู้
นั้น เหตุนั้น ผู้นั้น ชื่อว่า สุวโจ ผู้ว่าง่าย. บทว่า อสฺส แปลว่าพึงมี
พึงเป็น. บทว่า มุทุ ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความอ่อนโยน. ผู้ใดไม่มีอติมานะ
เหตุนั้น ผู้นั้น ชื่อว่า อนตินานี ไม่มีอติมานะ.
ส่วนการพรรณนาความในคาถาที่ ๑ ดังนี้.
จะวินิจฉัยในคำว่า กรณียมตฺถกุสเลน ยนฺตํ สนฺตํ ปทํ อภิ-
สเมจฺจ นี้ก่อน. กรณียะ ก็มี อกรณียะ ก็มี. ในสองอย่างนั้น โดย
สังเขป สิกขา ๓ ชื่อว่า กรณียะ. ศีลวิบัติ ทิฏฐิวิบัติ อาจารวิบัติ อาชีววิบัติ
ดังกล่าวมาอย่างนี้เป็นต้น ชื่อว่า อกรณียะ. อนึ่ง อัตถโกศลก็มี อนัตถ-
โกศลก็มี. ใน ๒ อย่างนั้น ผู้ใดบวชในพระศาสนานี้ไม่ประกอบตนไว้โดยชอบ
เป็นผู้มีศีลขาด อาศัยอเนสนาการแสวงหาที่ไม่สมควร ๒๑ อย่างเลี้ยงชีวิต คือ
๑ ให้ไม้ไผ่ ๒ ให้ใบไม้ ๓ ให้ดอกไม้ ๔ ให้ผลไม้ ๕ ให้ไม่ชำระฟัน ๖
ให้น้ำล้างหน้า ๗ ให้น้ำอาบ ๘ ให้ผงทาตัว ๙ ให้ดินถูตัว ๑๐ ประจบ ๑๑
พูดจริงปนเท็จ ๑๒ เลี้ยงลูกให้เขา ๑๓ รับใช้คฤหัสถ์ ๑๔ ทำตัวเป็นหมอ

336
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 337 (เล่ม 39)

๑๕ ทำตัวเป็นทูต ๑๖ รับส่งข่าวคฤหัสถ์ ๑๗ ให้ข้าวของหวังผลตอบแทน ๑๘
แลกเปลี่ยน ๑๙ เป็นหมอดูพื้นที่ ๒๐ เป็นหมอดูฤกษ์ ๒๑ เป็นหมอดูลักษณะ.
และประพฤติอโคจร ๖ คือ ๑ หญิงแพศยา ๒ หญิงหม้าย ๓ หญิงสาวแก่
๔ บัณเฑาะก์ ๕ ภิกษุณี ๖ ร้านเหล้า. คลุกคลีกับคฤหัสถ์ คือพระราชา
อมาตย์ของพระราชา เดียรถีย์ สาวกเดียรถีย์ ด้วยการคลุกคลีอัน ไม่สมควร.
เสพคบ เข้าใกล้ตระกูลที่ไม่มีศรัทธาปสาทะ ไม่เป็นดั่งบ่อน้ำ ด่าและบริภาษ
หวังแต่สิ่งที่ไม่มีประโยชน์ไม่เกื้อกูล ไม่ผาสุก ไม่ปลอดโยคะ แก่ภิกษุ ภิกษุณี
อุบาสก อุบาสิกา ผู้นี้ชื่อว่า ผู้ฉลาดในสิ่งที่ไม่มีประโยชน์.
อนึ่ง ผู้ใดบวชในพระศาสนานี้ ประกอบตนโดยชอบ ละอเนสนา
ปรารถนาแต่จะตั้งอยู่ในจตุปาริสุทธิศีล บำเพ็ญปาติโมกขสังวรศีลด้วยศรัทธา
เป็นสำคัญ บำเพ็ญอินทรียสังวรศีลด้วยสติเป็นสำคัญ บำเพ็ญอาชีวปาริสุทธิศีล
ด้วยความเพียรเป็นสำคัญ บำเพ็ญการเสพปัจจัยด้วยปัญญาเป็นสำคัญ ผู้นี้
ชื่อว่า ผู้ฉลาดในประโยชน์.
อนึ่ง ผู้ใดชำระปาติโมกขสังวรศีล โดยชำระอาบัติ ๗ กอง ชำระ
อินทรียสังวรศีล โดยไม่ให้อภิชฌาเป็นต้นเกิด ในอารมณ์ที่กระทบในทวาร ๖
ชำระอาชีวปาริสุทธิศีล โดยเว้นอเนสนา และเสพแต่ปัจจัยที่วิญญูชนสรรเสริญ
และที่พระพุทธเจ้า สาวกของพระพุทธเจ้าสรรเสริญ ชำระการเสพปัจจัย โดย
การพิจารณาปัจจัยตามที่กล่าว และชำระสัมปชัญญะ โดยการพิจารณาโดยเป็น
สาตถกสัมปชัญญะเป็นต้น ในการเปลี่ยนอิริยาบถทั้ง ๔ แม้ผู้นี้ ก็ชื่อว่า ผู้
ฉลาดในประโยชน์.
อนึ่ง ผู้ใดรู้ว่า ผ้าสกปรก อาศัยน้ำเค็ม ก็ทำให้สะอาดได้ กระจก
อาศัยเถ้า ก็ทำให้สะอาดได้ ทองอาศัยเบ้าหลอมก็ทำให้ผ่องแผ้วได้ ฉันใด

337
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 338 (เล่ม 39)

ศีลอาศัยญาณก็ผ่องแผ้วได้ฉันนั้น แล้วชำระด้วยน้ำคือญาณ ก็ทำศีลให้บริสุทธิ์
ได้ เปรียบเหมือนนกต้อยตีวิดรักษาไข่ เนื้อทรายจามรีรักษาขนหาง นารี
มีบุตรคนเดียวรักษาบุตรคนเดียวที่น่ารัก บุรุษมีดวงตาข้างเดียวรักษาดวงตา
ข้างเดียวนั้นไว้ ฉันใด ผู้ไม่ประมาทอย่างเหลือเกิน ก็รักษาศีลขันธ์ของตน
ฉันนั้น เขาพิจารณาทั้งเย็นเช้า ก็ไม่พบโทษแม้ประมาณน้อย แม้ผู้นี้ ก็ชื่อว่า
ผู้ฉลาดในประโยชน์.
อนึ่งเล่า ผู้ใดตั้งอยู่ในศีล ที่ไม่ทำความเดือดร้อน ย่อมประคองปฏิปทา
เครื่องข่มกิเลส. ครั้นประคองปฏิปทานั้นแล้ว ย่อมทำบริกรรมในกสิณ ครั้น
ทำบริกรรมในกสิณแล้ว ย่อมยังสมาบัติทั้งหลายให้เกิด แม้ผู้นี้ ก็ชื่อว่า
ผู้ฉลาดในประโยชน์.
อนึ่งเล่า ผู้ใดออกจากสมาบัติ พิจารณาสังขารทั้งหลายย่อมบรรลุ
พระอรหัต ผู้นี้เป็นยอดของผู้ฉลาดในประโยชน์. ชนเหล่านั้นใดเป็นผู้ฉลาดใน
ประโยชน์อันท่านสรรเสริญแล้ว โดยเพียงตั้งอยู่ในศีล ที่ไม่ทำความเดือดร้อน
หรือโดยเพียงประคองปฏิปทาเครื่องข่มกิเลส ชนเหล่านั้น ท่านประสงค์ว่า ผู้
ฉลาดในประโยชน์ในอรรถนี้. และภิกษุเหล่านั้น ก็เป็นอย่างนั้น. ด้วยเหตุ
นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายถึงภิกษุเหล่านั้น จึงตรัสด้วยเทศนาเป็น
บุคลาธิษฐานอย่างหนึ่งว่า กรณียมตฺถกุสเลน อันผู้ฉลาดในประโยชน์
พึงทำดังนี้.
ต่อแต่นั้น เมื่อภิกษุเหล่านั้น เกิดความสงสัยว่ากิจอะไรที่ต้องทำ พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ยนฺตํ สนฺตํ ปทํ อภิสเมจฺจ. ในคำนี้มีอธิบาย
ดังนี้. พระพุทธะและอนุพุทธะทั้งหลายต่างสรรเสริญกิจที่ผู้ประสงค์จะบรรลุ
สันตบทโดยการแทงตลอดแล้วอยู่พึงทำ ก็ในคำนี้พึงทราบว่า คำว่า ยํ ข้าพ-

338
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 339 (เล่ม 39)

เจ้ากล่าวไว้ข้างต้นบทคาถานี้นั้นแล้ว ย่อมเป็นไปโดยอธิการว่า กรณียํ คือ ตํ
สนฺตํ ปทํ อภิสเมจิจ. แต่เพราะเหตุที่ความนี้ มีปาฐะที่ต้องเติมคำที่
เหลือ ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า วิหริตุกาเมน.
อีกอย่างหนึ่ง ในคำนี้พึงทราบอธิบายอย่างนี้ว่า คำว่า สนฺตํ ปทํ
อภิสเมจฺจ ย่อมเป็นไปโดยอธิการว่า กิจนั้นได้ อันผู้ประสงค์จะรู้บทคือ
พระนิพพานว่า สันตะ สงบ ด้วยโลกิยปัญญา โดยได้ฟังกันมาเป็นต้น
จะบรรลุบทคือนิพพานนั้นพึงทำ. อีกนัยหนึ่งครั้นเมื่อตรัสว่า กรณียมตฺถกุส-
เลน เมื่อภิกษุทั้งหลายพากันคิดว่าอะไร จึงตรัสว่า ยนฺตํ สนฺตํ ปทํ
อภิสเมจฺจ. นัยนั้นพึงทราบอธิบายอย่าง นี้ กิจใดอันบุคคลรู้บทอันสงบด้วย
โลกิยปัญญาแล้ว พึงทำพึงประกอบกิจนั้นก็ควรทำ ท่านอธิบายว่ากิจนั้นควร
แก่การทำทั้งนั้น.
ถามว่า กิจนั้นคืออะไร. ตอบว่า กิจอะไรอื่นพึงมีอยู่นอกจากอุบาย
บรรลุนิพพานบทนั้น. กิจนั้นข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วด้วยบทต้นอันแสดงสิกขา ๓
เพราะอรรถว่าควรแก่การทำ ก็จริงอยู่ ถึงอย่างนั้นในการพรรณนาความแห่ง
คำนั้น ข้าพเจ้าก็ได้กล่าวไว้แล้วว่า กรณียะ ก็มี อกรณียะ ก็มี. ในสอง
อย่างนั้น โดยสังเขป สิกขา ๓ ชื่อว่า กรณียะ. แต่เพราะทรงแสดงไว้สังเขป
เกินไป บรรดาภิกษุเหล่านั้น บางพวกก็ไม่รู้. แต่นั้นเมื่อตรัสกิจโดยเฉพาะ
อย่างยิ่งที่ภิกษุผู้อยู่ป่าควรทำให้พิสดาร เพื่อให้พวกภิกษุที่ไม่รู้ได้รู้จึงตรัสกึ่ง
คาถานี้ก่อนว่า สกฺโก อุชู จ สุหุชู จ สุวโจ จสฺส มุทุ อนติมานี.
ท่านอธิบายไว้ว่าอย่างไร. ท่านอธิบายว่า ภิกษุผู้อยู่ป่า ประสงค์จะ
บรรลุสันตบทอยู่ หรือบรรลุสันตบทนั้น ด้วยโลกิยปัญญาแล้ว ปฏิบัติเพื่อบรรลุ
สันตบทนั้น ไม่อาลัยในกายและชีวิต ด้วยประกอบด้วยปธานิยังคะข้อ ๒ และ

339
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 340 (เล่ม 39)

๔ พึงเป็นผู้อาจปฏิบัติเพื่อแทงตลอดสัจจะ กรณียกิจที่ควรทำไร ๆ นั้นใด
ไม่ว่าสูงต่ำของสพรหมจารี ในการบริกรรมกสิณสมาทานวัตรเป็นต้น และใน
การซ่อมแซมบาตรจีวรเป็นต้นของตน ก็พึงอาจ พึงขยัน ไม่เกียจคร้านสามารถ
ใน รณียกิจ เหล่านั้น และในกิจเช่นนั้น อย่างอื่นก็เหมือนกัน. แม้เมื่อเป็น
ผู้อาจ ก็พึงเป็นผู้ตรงด้วยการประกอบด้วยปธานิยังคะข้อที่ ๓. แม้เมื่อเป็นผู้
ตรงก็พึงเป็นผู้ตรงด้วยดี ด้วยเป็นผู้ตรงคราวเดียว หรือด้วยเป็นผู้ตรงในเวลา
ยังหนุ่ม ด้วยไม่ถึงสันโดษแต่ทำไม่ย่อหย่อนบ่อยๆ จนตลอดชีวิต. หรือว่า
ชื่อว่า ตรง (อุชุ) เพราะทำด้วยความไม่อวดดี ชื่อว่า ตรงดี (สุหุชู) เพราะ
ไม่มีมายา. หรือว่า ชื่อว่า ตรง เพราะละความคิดทางกายและวาจา ชื่อว่า
ตรงดี เพราะละความคดทางใจ. หรือชื่อว่า ตรง เพราะไม่อวดคุณที่ไม่มี
จริง ชื่อว่า ตรงดี เพราะไม่อดกลั้นต่อลาภที่เกิดเพราะคุณที่ไม่มีจริง. พึง
ชื่อว่าเป็นผู้ตรงและตรงดี ด้วยอารัมมณูปนิชฌานและลักขณูปนิชฌาน ด้วย
สิกขาข้อ ๒ - ๓ ข้างต้น และด้วยปโยคสุทธิและอาสยสุทธิ ด้วยประการฉะนี้.
ภิกษุมิใช่พึงเป็นผู้ตรงและตรงดีอย่างเดียวดอก ที่แท้พึงเป็นผู้ว่าง่าย
อีกด้วย. ก็บุคคลใดถูกท่านว่ากล่าวว่า ท่านไม่ควรทำข้อนี้ ก็พูดว่าท่านเห็น
อะไรท่านได้ยินอย่างไร ท่านเป็นอะไรกับเราจึงพูด เป็นอุปัชฌาย์ อาจารย์ เพื่อน
เห็นเพื่อนคบหรือ หรือเบียดเบียนผู้นั้นด้วยความนิ่งเสีย หรือยอมรับแล้วไม่ทำ
อย่างนั้น ผู้นั้น ชื่อว่ายังอยู่ไกลการบรรลุคุณวิเศษ. ส่วนผู้ใดถูกท่านโอวาท
ก็กล่าวว่า ดีละ ท่านขอรับ ท่านพูดดี. ขึ้นชื่อว่าโทษของตนเป็นของเห็นได้ยาก
ท่านเห็นกระผมเป็นอย่างนี้ โปรดอาศัยความเอ็นดูว่ากล่าวอีกเถิด กระผมไม่
ได้รับ โอวาทจากสำนักท่านเสียนาน และปฏิบัติตามที่ท่านสอน ผู้นั้น ชื่อว่า
อยู่ไม่ไกลการบรรลุคุณวิเศษ เพราะฉะนั้น บุคคลรับคำของผู้อื่นแล้วกระทำ
อย่างนี้. พึงชื่อว่าเป็นผู้ว่าง่าย.

340
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 341 (เล่ม 39)

อนึ่ง เป็นผู้ว่าง่ายอย่างใด ก็พึงเป็นผู้อ่อนโยนอย่างนั้น . บทว่า มุทุ
ความว่า ภิกษุถูกพวกคฤหัสถ์ใช้ในการเป็นทูตไปรับส่งข่าวเป็นคน ก็ไม่ทำ
ตามอ่อนแอในกิจนั้น เป็นผู้แข็งกร้าวเสีย พึงเป็นผู้อ่อนโยน ในวัตรปฏิบัติ
และพรหมจรรย์ทั้งสิ้น ทนต่อการไม่ต้องรับใช้ในกิจนั้น เหมือนทองที่ช่างตก
แต่งด้วยดี. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า มุทุ ได้แก่เป็นผู้ไม่มีหน้าสยิ้ว คือเป็นผู้มี
หน้าเบิกบาน เจรจาแต่คำที่ให้เกิดสุข ต้อนรับแขก พึงเป็นเหมือนผู้ลงสู่ท่าน้ำ
ที่ดีโดยสะดวก มิใช่แต่เป็นผู้อ่อนโยนอย่างเดียวดอก พึงเป็นผู้ไม่มีอติมานะ
ดูหมิ่นเขาด้วย. ไม่พึงดูหมิ่นผู้อื่นด้วยวัตถุแห่งการดูหมิ่น มีชาติและโคตร
เป็นต้น พึงมีใจเสมอด้วยเด็กจัณฑาลอยู่ เหมือนท่านพระสารีบุตรเถระฉะนั้น.
พรรณนาคาถาที่ ๒
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสกรณียกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งของภิกษุผู้อยู่
ป่า ซึ่งประสงค์จะบรรลุสันบทอยู่ หรือปฏิบัติเพื่อบรรลุสันตบทนั้นอย่างนี้
แล้ว มีพระพุทธประสงค์จะตรัสยิ่งในรูปกว่านั้นอีก จึงตรัสคาถาที่ ๒ ว่า
สนฺตุสฺสโก จ เป็นต้น.
ในคาถาที่ ๒ นั้น ภิกษุชื่อว่า สันโดษ เพราะสันโดษด้วยสันโดษ
๑๒ อย่าง มีประเภทที่กล่าวไว้แล้วในมงคลข้อนี้ว่า สนฺตุฏฺฐี จ กตญฺญุตา
นี้. อีกนัยหนึ่ง ภิกษุใดย่อมยินดี เหตุนั้น ภิกษุนั้น ชื่อว่า ตุสสกะ ผู้ยินดี
ภิกษุผู้ยินดีด้วยของตนเอง ผู้ยินดีด้วยของที่มีอยู่ ผู้ยินดีด้วยอาการสม่ำเสมอ
เหตุนั้น จึงชื่อว่าสันตุสสกะผู้สันโดษ. ในลักษณะ ๓ อย่างนั้น ปัจจัย ๔ ที่
ท่านยกขึ้นแสดงในโรงอุปสมบทอย่างนี้ว่า ปิณฺฑิยาโลปโภชนํ นิสฺสาย
อาศัยโภชนะ คือคำข้าวที่หามาด้วยปลีแข้งเป็นต้น และตนก็รับไว้แล้ว ชื่อว่า
ของ ๆ ตน.

341
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 342 (เล่ม 39)

ภิกษุไม่แสดงอาการผิดปกติในเวลารับและในเวลาบริโภค ยังอัตภาพ
ให้เป็นไป ด้วยปัจจัยของตนนั้น ดีก็ตาม ไม่ดีก็ตาม ที่เขาถวายโดยเคารพ
และไม่เคารพก็ตาม เรียกว่า ผู้ยินดีด้วยของ ๆ ตน.
ของใด ได้มาแล้วมีอยู่แก่คน ของนั้นชื่อว่า มีอยู่. ภิกษุยินดีด้วย
ของมีอยู่นั้นนั่นแล ไม่ปรารถนาของนอกจากนั้น ละความเป็นผู้ปรารถนาเกิน
ส่วนเสีย [มักมาก] เรียกว่า ผู้ยินดีด้วยของมีอยู่.
การละความยินดียินร้าย ในอิฏฐารมณ์และอนิฎฐารมณ์ ชื่อว่า สม่ำ
เสมอ. ภิกษุยินดีในอารมณ์ทั้งปวงด้วยอาการสม่ำเสมอนั้น เรียกว่า ผู้ยินดี
ด้วยอาการสม่ำเสมอ.
ชื่อว่า สุภระ เพราะเขาเลี้ยงโดยง่าย. ท่านอธิบายว่าผู้ที่เขาเลี้ยงง่าย.
ภิกษุใด เมื่อมนุษย์เอาบาตรบรรจุเต็มด้วยข้าวสาลีเนื้อและข้าวสุกเป็นต้นถวาย
แล้ว แสดงภาวะหน้าเสีย และใจเสีย พูดว่า พวกท่านให้อะไร หมิ่นบิณฑ-
บาตนั้นต่อหน้าเขา ให้แก่สามเณรและคฤหัสถ์เป็นต้นเสีย ภิกษุนั้น ชื่อว่า
ทุพภระ ผู้ที่เขาเลี้ยงยาก. มนุษย์ทั้งหลายเห็นภิกษุนั้นแล้ว ก็ละเว้นเสียแต่
ไกลทีเดียว ด้วยกล่าวว่า ภิกษุเลี้ยงยาก ใครก็ไม่อาจเลี้ยงดูได้. ส่วนภิกษุใด
ได้ของปอนหรือประณีตอย่างใดอย่างหนึ่งน้อยหรือมาก มีใจดี หน้าตาผ่องใส
ยังอัตภาพให้เป็นไปภิกษุนั้นชื่อว่าสุภระผู้เลี้ยงง่าย. มนุษย์ทั้งหลายเห็นภิกษุ
นั้น เป็นผู้สนิทสนม ก็ปฏิญาณรับเลี้ยงว่า พระคุณเจ้าของเราเลี้ยงง่าย ภิกษุ
เห็นปานนี้ ท่านประสงค์ว่าเป็นสุภระผู้เลี้ยงง่าย ในที่นี้.
กิจของภิกษุนั้นน้อยเหตุนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่าอัปปกิจจะผู้มีกิจน้อย
มิใช่ผู้ขวนขวายด้วยกิจมากอย่างเช่น เพลินงาน เพลินคุย เพลินคลุกคลีเป็นต้น
อีกอย่างหนึ่ง เป็นผู้เว้นกิจ มีงานก่อสร้าง การบริโภคของสงฆ์ การสั่งสอน

342
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 343 (เล่ม 39)

สามเณรและคนวัดเป็นต้น ทั่วทั้งวิหาร. ท่านอธิบายว่า ทำการปลงผม ตัด
เล็บ ระบมบาตร ซ่อมจีวรเป็นต้นของตน นอกจากกิจคือสมณธรรม.
ความประพฤติของภิกษุนั้นเบา เหตุนั้น ภิกษุนั้น ชื่อว่า สัลลหุกวุตติ
ผู้มีความประพฤติเบา. ภิกษุผู้มีบริขารมากบางรูป เวลาออกเดินทางก็ให้
มหาชนยกบาตร จีวร เครื่องปูลาด น้ำมัน น้ำอ้อยงบเป็นต้น เป็นอันมากเดิน
ศีรษะ กระเดียดสะเอวเป็นต้น อย่างใด ภิกษุใด ไม่เป็นอย่างนั้น ย่อมเป็นผู้มี
บริขารน้อย รักษาแต่เพียงสมณบริขารแปดมีบาตรจีวรเป็นต้นเท่านั้น เวลาเดิน
ทาง ก็ถือเดินทางไปเหมือนนกมีแต่ปีก ภิกษุเห็นปานนั้น ท่านประสงค์ว่า
ผู้มีความประพฤติเบา ในที่นี้ อินทรีย์ทั้งหลาย ของภิกษุนั้น สงบ เหตุนั้น
ภิกษุนั้น ชื่อว่า ผู้มีอินทรีย์สงบ. ท่านอธิบายว่า ผู้มีอินทรีย์ไม่ฟุ้งซ่าน
ด้วยอำนาจราคะเป็นต้น ในอิฏฐารมณ์เป็นอาทิ. บทว่า นิปโก ได้แก่ ผู้เป็น
วิญญูชน ผู้แจ่มแจ้ง มีปัญญา อธิบายว่า ผู้ประกอบด้วยปัญญา เครื่องตาม
รักษาศีล ด้วยปัญญากำหนดปัจจัยสี่มีจีวรเป็นต้น และด้วยปัญญากำหนด
รู้สัปปายะเจ็ดต่างมีอาวาสสัปปายะเป็นต้น.
ผู้ไม่คะนอง เหตุนั้น จึงชื่อว่า อัปปคัพภะ ผู้ไม่คะนอง อธิบายว่า
เว้นจากการคะนองทางกาย ๘ ฐาน จากการคะนองวาจา ๔ ฐาน และจาก
การคะนองทางใจมากฐาน.
การทำไม่สมควรทางกาย ในสงฆ์ คณะ บุคคล โรงฉัน เรือนไฟ ท่า
อาบน้ำ ทางบิณฑบาต และการเข้าสู่ละแวกบ้าน ชื่อว่า การคะนองทางกาย ๘
ฐาน คือ เป็นต้น อย่างนี้ว่า ภิกษุบางรูปในพระศาสนานี้ นั่งรัดเข่า หรือ
เอาเท้าจับเท้าในท่ามกลางสงฆ์. ในท่ามกลางคณะ ในที่ชุมนุมบริษัท ๔ ก็เหมือน
กัน ในบุคคลผู้แก่กว่า ก็เหมือนกัน . ส่วนในโรงฉัน ภิกษุไม่ไห้อาสนะแก่ผู้

343