ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 324 (เล่ม 39)

ไว้ โดยนัยอย่างนี้ว่า ผู้กล้า มีสติ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระธรรม
วินัยนี้ เป็นต้น ความยินดีในฌานเป็นต้น ในเทวโลกอย่างอื่นใดอีก และ
นิพพานสมบัติ ตามที่กล่าวแล้วอันใด อิฐผลดังว่ามาแม้นี้ ตรัสไว้เป็นส่วน
ที่สามพึงทราบว่า อิฐผลทั้งหมดนั้น อันบุคคลย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้. พึงทราบ
การพรรณนาความในข้อนี้ ด้วยประการฉะนี้.
พรรณนาคาถาที่ ๑๔
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงนิพพานสมบัติที่พึงได้ด้วยปัญญานุ-
ภาพ และที่พึงบรรลุโดยความเป็นพระอริยบุคคลมีเป็นสัทธานุสารีเป็นต้น ด้วย
คาถานี้ อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อทรงแสดงนิพพานนั้น และอุบายแห่งนิพพาน
นั้น โดยความเป็นผู้ชำนาญในวิชชา ๓ และอุภโตภาควิมุตติ จึงตรัสคาถานี้ว่า
ความที่บุคคลถ้าอาศัยมิตตสัมปทาประกอบความ
เพียรโดยอุบายแยบคาย เป็นผู้ชำนาญ ในวิชชาและ
วิมุตติ อิฐผลทั้งหมดนั้น อันบุคคลย่อมได้ ด้วยบุญ
นิธินี้.
พรรณนาบทของคาถานั้น มีดังนี้ว่า ชื่อว่า สัมปทาเพราะเป็นเครื่อง
สำเร็จผล คือถึงความเจริญแห่งคุณสัมปทา คือมิตร ชื่อว่ามิตรสัมปทา. ซึ่ง
มิตรสัมปทานั้น. บทว่า อาคมฺม แปลว่า อาศัย. บทว่า โยนิโส ได้แก่
โดยอุบาย. บทว่า ปยุญฺชโต ได้แก่ ทำความขยันประกอบ. ชื่อว่า วิชชา
เพราะเป็นเครื่องรู้แจ้ง. ชื่อว่า วิมุตติ เพราะเป็นเครื่องหลุดพ้น หรือหลุดพ้น
เอง. ทั้งวิชชาทั้งวิมุตติ ชื่อว่า วิชชาและวิมุตติ. ความเป็นผู้ชำนาญ ในวิชชา
และวิมุตติชื่อว่า วิชชาวิมุตติวสีภาวะ.

324
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 325 (เล่ม 39)

ส่วนการพรรณนาความ มีดังต่อไปนี้
ความที่บุคคลอาศัยมิตรสัมปทา คืออาศัยพระศาสดาหรือสพรหมจารีผู้
เป็นที่ดังแห่งความเคารพท่านใดท่านหนึ่ง รับโอวาทและอนุศาสนีจากท่านแล้ว
ประกอบโดยอุบายแยบคาย ด้วยการปฏิบัติตามที่ท่านสอน เป็นผู้ชำนาญ ใน
วิชชา ๓ มีบุพเพนิวาสญาณเป็นต้น และในวิมุตติที่ต่างโดยสมาบัติ ๘ และ
พระนิพพาน ที่มาอย่างนี้ว่า ในธรรมเหล่านั้น วิมุตติคืออะไร คือความ
หลุดพ้นอันยิ่งแห่งจิตและนิพพาน โดยอรรถว่า ไม่ชักช้าโดยประการนั้น ๆ
นี้ใด ผลที่ตรัสเป็นส่วนที่ แม้นี้ พึงทราบว่าอิฐผลทั้งหมดนั้นอัน บุคคล
ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้.
พรรณนาคาถาที่ ๑๕
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงนิพพานสมบัติที่พึงได้ด้วยอานุภาพ
แห่งบุญอันเป็น ส่วนแห่งความเป็นผู้ชำนาญในวิชชาและวิมุตติที่กล่าวมาก่อน
แล้ว ที่พึงบรรลุแม้โดยอำนาจแห่งไตรวิชชา และอุภโตภาควิมุตติ ด้วยคาถา
นี้อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพราะเหตุที่ท่านถึงความเป็นผู้บรรลุความเป็นผู้ชำนาญ
ในวิชชาและวิมุตติ แม้เป็นผู้มีวิชชา ๓ และหลุดพ้นแล้ว โดยส่วน ๒
[คือ เจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ ] ท่านเหล่านั้น มิใช่ได้ความเจริญแห่งคุณมี
ปฏิสัมภิทาเป็นต้นไปทั้งหมด แต่ความเจริญแห่งคุณ อันบุคคลย่อมได้ด้วย
บุญสัมปทานี้ แม้ที่ทำแล้วโดยประการนั้น ๆ โดยเป็นปทัฏฐานแห่งวิมุตตินั้น
ฉะนั้น เมื่อทรงแสดงความเจริญแห่งคุณแม้นั้น จึงตรัสคาถานี้ว่า
ปฏิสัมภิทา วิโมกข์ สาวกบารมี ปัจเจกโพธิ
และพุทธภูมิอันใด อิฐผลทั้งหมดนั้นอันบุคคลย่อมได้
ด้วยบุญนิธินี้.

325
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 326 (เล่ม 39)

เพราะเหตุว่า ปัญญานี้ใด ที่ถึงความแตกฉานในธรรม อรรถ นิรุตติ
และปฏิภาณ ท่านเรียกว่า ปฏิสัมภิทา วิโมกข์ ๘ เหล่านี้ใด โดยนัยว่า ผู้มีรูป
ย่อมเห็นรูป เป็นต้น. สาวกบารมีนี้ใด ที่ให้สำเร็จสาวกสมบัติ อันพระสาวก
ทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้า พึงบรรลุ. ปัจเจกพุทธโพธิใด ที่ให้สำเร็จ
ความเป็นพระสยัมภู และพุทธภูมิใด ที่ให้สำเร็จความเป็นผู้สูงสุดแห่งสรรพ-
สัตว์ อิฐผลที่ตรัสเป็นส่วนที่ ๕ แม้นี้พึงทราบว่า อิฐผลทั้งหมดนั้น อันบุคคล
ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้ ซึ่งเขาทำแล้วโดยชอบ.
พรรณนาคาถาที่ ๑๖
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงผลที่ตรัสไว้ว่า เทวดาและมนุษย์
ทั้งหลาย ปรารถนาอิฐผลใด ๆ อิฐผลทั้งหมดนั้น อันบุคคลย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้
เป็นอย่าง ๆ ไปด้วยคาถา ๕ คาถาเหล่านั้นอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อทรงสรรเสริญ
บุญสัมปทา ที่เข้าจักนี้ว่าเป็นนิธิที่อำนวยผลที่น่าปรารถนาทุกอย่างนี้ ทั้งหมด
จึงทรงจบเทศนาด้วยคาถานี้ว่า
บุญสัมปทานนี้มีประโยชน์มากอย่างนี้ เพราะฉะนั้น
บัณฑิตผู้มีปัญญา จึงสรรเสริญความเป็นผู้ทำบุญไว้แล้ว.
พรรณนาบทแห่งคาถานั้น ดังนี้. บทว่า เอวํ เป็นคำแสดงความที่
ล่วงแล้ว. ชื่อว่า มหัตถิกา เพราะมีประโยชน์มาก. ท่านอธิบายว่า เป็น
ไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่. ปาฐะว่า มหิทฺธิกา ดังนี้ก็มี. บทว่า เอสา
เป็นคำอุเทศ [กระทู้] ยกบุญสัมปทา ที่ตรัสตั้งต้น แต่บทนี้ว่า ยสฺส ทาเนน
สีเลน จนถึงบทว่า กยิราถ ธีโร ปุญฺญานิ ด้วยคำอุเทศนั้น. ศัพท์ว่า
ยทิทํ เป็นนิบาต ลงในอรรถทำให้พร้อมหน้ากัน. เพื่อทรงอธิบายบทอุเทศที่
ทรงยกขึ้นว่า เอสา จึงทรงทำให้พร้อมหน้ากันว่า ยา เอสา ด้วยศัพท์นิบาต
ว่า ยทิทํ นั้น. ความถึงพร้อมแห่งบุญทั้งหลาย ชื่อว่าบุญสัมปทา. บทว่า

326
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 327 (เล่ม 39)

ตสฺมา เป็นคำแสดงเหตุ. บทว่า ธีรา ได้แก่ ผู้มีปัญญา. บทว่า ปสํสนฺติ
แปลว่า สรรเสริญ. บทว่า ปณฺฑิตา ได้แก่ ผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา. บทว่า
กตปุญฺญตํ แปลว่า ความเป็นผู้ทำบุญไว้แล้ว.
ส่วนการพรรณนาความมีดังนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงสรร-
เสริญบุญนิธิมีความเป็นผู้มีพรรณะงามเป็นต้น มีพุทธภูมิเป็นที่สุด ซึ่งพอ
ที่บุคคลจะพึงบรรลุได้ด้วยอานุภาพแห่งบุญสัมปทา ดังนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อ
ทรงประมวลแสดงตามข้อนั้นนั่นแล เมื่อทรงยกความที่บุญสัมปทา ตามที่กล่าว
แล้วมีประโยชน์มาก ด้วยความนั้นนั่นแหละ จึงตรัสว่า ข้อที่บุญสัมปทาซึ่ง
เราแสดงโดยนัยว่า ยสฺส ทาเนน สีเลน อย่างนี้ เพราะฉะนั้น บัณฑิต
ผู้มีปัญญา เช่นเราจึงสรรเสริญความเป็นผู้ทำบุญไว้แล้ว ซึ่งมีอาการและโวการ
คือขันธ์มาก ด้วยคำที่กล่าวในที่นี้มีว่า นิธิไม่สาธารณะแก่คนอื่น ๆ อันโจร
ลักไปไม่ได้เป็นต้น และที่ไม่ได้กล่าวไว้ [ในทีนี้] มีว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
พวกเธออย่ากลัวบุญเลย คำว่าบุญเป็นชื่อของความสุข ดังนี้เป็นต้น ด้วยคุณ
ตามที่เป็นจริง เพราะไม่คร้านในการแสดงธรรม อันนำมาซึ่งประโยชน์สุขแก่
สัตว์ทั้งหลาย มิใช่สรรเสริญด้วยเข้าข้างพรรคพวกตน.
จบเทศนา อุบาสกนั้น ก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลพร้อมด้วยชนเป็นอัน
มาก และเขาก็เข้าเฝ้าพระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลความข้อนั้น. พระราชาทรง
ยินดีอย่างเหลือเกิน ทรงชมว่า ดีจริง คฤหบดี ดีจริงแล คฤหบดี ท่านฝัง
ขุมทรัพย์ ที่แม้เราก็นำไปไม่ได้ ได้ทรงทำการบูชาเป็นอย่างมากแก่อุบาสกผู้
นั้นแล.
จบอรรกถานิธิกัณฑสูตร
แห่ง
อรรถกถาขุททกปาฐะ ชื่อปรมัตถโชติกา

327
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 328 (เล่ม 39)

เมตตสูตร
ว่าด้วยการแผ่เมตตาในสัตว์ทั้งปวง
พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสสอนพวกภิกษุผู้อยู่ป่าว่า
[๑๐] กิจนั้นใด อันพระอริยะบรรลุบทอันสงบ
ทำแล้ว กิจนั้นอันกุลบุตรผู้ฉลาดพึงทำ
กุลบุตรนั้น พึงเป็นผู้อาจหาญ ตรงและตรงด้วยดี
พึงเป็นผู้ว่าง่าย อ่อนโยน ไม่มีอติมานะ
พึงเป็นผู้สันโดษ เลี้ยงง่าย เป็นผู้มีกิจน้อย
ประพฤติเบากายจิต
พึงเป็นผู้มีอินทร์สงบ มีปัญญารักษาตัว เป็น
ผู้ไม่คะนอง ไม่ติดในสกุลทั้งหลาย
วิญญูชนติเตียนชนทั้งหลายอื่นได้ ด้วยกรรม
ลามกอันได้ ก็ไม่พึงประพฤติกรรมอันลามกนั้น
พึงแผ่ไมตรีจิตไปในหมู่สัตว์ว่า ขอสัตว์ทั้งปวง
จงเป็นผู้มีสุข มีความเกษม มีตนถึงความสุขเถิด
สัตว์มีชีวิตทั้งหลาย เหล่าใดเหล่าหนึ่งมีอยู่ ยัง
เป็นผู้สะดุ้ง [มีตัณหา] หรือเป็นผู้มั่นคง [ไม่มีตัณหา]
ทั้งหมดไม่เหลือเลย.
เหล่าใดยาวหรือใหญ่ ปานกลางหรือนั้น ผอม
หรืออ้วน.
เหล่าใดที่เราเห็นแล้ว หรือมิได้เห็น เหล่าใด
อยู่ในที่ไกลหรือไม่ไกล ที่เกิดแล้ว หรือที่แสวงหา
ภพเถิด.

328
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 329 (เล่ม 39)

ขอสัตว์ทั้งปวงเหล่านั้น จงเป็นผู้มีตนถึงความสุข
เถิด.
สัตว์อื่นไม่พึงข่มเหงสัตว์อื่น ไม่พึงดูหมิ่นอะไร ๆ
เขา ไม่ว่าในที่ไร ๆ เลย ไม่พึงปรารถนาทุกข์แก่กัน
และกัน เพราะความกริ้วโกรธ และเพราะความคุม
แค้น.
มารดาถนอมบุตรคนเดียวผู้เกิดในตน ด้วยชีวิต
ฉันใด พึงเจริญเมตตามีในใจไม่มีประมาณ ในสัตว์
ทั้งปวง แม้ฉันนั้น.
พึงเจริญเมตตามีในใจไม่มีประมาณ ในโลก
ทั้งปวง ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง เป็นธรรม
อันไม่คับแค้น ไม่มีเวร ไม่มีศัตรู.
ผู้เจริญเมตตานั้น ยืนก็ดี เดินก็ดี นั่งก็ดี นอน
ก็ดี เป็นผู้ปราศจากความง่วงนอน [คือไม่ง่วงนอน]
เพียงใด ก็พึงตั้งสตินั้นไว้เพียงนั้น.
ปราชญ์ทั้งหลายเรียกการอยู่นี้ว่า พรหมวิหาร
ในพระศาสนานี้.
มีเมตตา ไม่เข้าถึงทิฏฐิ [สักกายทิฏฐิ] เป็นผู้
มีศีล ถึงพร้อมด้วยทัสสนะ [สัมมาทิฏฐิในโสดาปัตติ
มรรค] นำความหมกมุ่นในกามทั้งหลายออกไปได้ ก็
ย่อมไม่เข้าถึงการนอนในครรภ์อีก โดยแท้แล.
จบเมตตสูตร

329
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 330 (เล่ม 39)

อรรถกถาเมตตสูตร
ประโยชน์ของการตั้งสูตร
บัดนี้ ถึงลำดับการพรรณนาความของเมตตสูตร ซึ่งยกตั้งไว้ในลำดับ
ต่อจากนิธิกัณฑสูตร. ในที่นี้ ข้าพเจ้าจักกล่าวประโยชน์ของการตั้งเมตตสูตรนั้น
แล้ว ต่อจากนั้น พึงทราบการชี้แจงบทเหล่านั้นว่า เมตตสูตรนั้นผู้ใดกล่าว กล่าว
เมื่อใด กล่าวที่ใดและกล่าวเพราะเหตุใด ชำระนิทานแล้วจึงจักทำการพรรณนา
ความของเมตตสูตรนั้น.
ในเมตตสูตรนั้น เพราะเหตุที่ตรัสบุญสัมปทามีทาน ศีลเป็นต้นด้วย
นิธิกัณฑสูตร. เมื่อบุคคลทำเมตตาในสัตว์ทั้งหลาย บุญสัมปทานั้น ย่อมมีผล
มาก จนถึงสามารถให้บรรลุพุทธภูมิได้ ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงยกเมตตสูตรขึ้น
ตั้งในที่นี้ เพื่อแสดงว่าเมตตาเป็นอุปการะแก่บุญสัมปทานั้น หรือเพราะเหตุ
ข้าพเจ้าครั้นแสดงกรรมฐานอันสามารถละโทสะ. ด้วยทวัตติงสาการ สำหรับ
ชนทั้งหลาย ผู้นับถือพระศาสนาด้วยสรณะแล้วตั้งอยู่ในศีลด้วยสิกขาบททั้ง
หลาย และสามารถละโมหะด้วยกุมารปัญหา จึงแสดงว่าความประพฤติสรณะ
เป็นต้นนั้น เป็นมงคลและรักษาตนเองด้วยมงคลสูตร แสดงการรักษาผู้อื่นอัน
เหมาะแก่มงคลนั้นด้วยรัตนสูตร แสดงการเห็นภูตบางพวกในบรรดาภูต
ทั้งหลายที่กล่าวไว้ในรัตนสูตร และความวิบัติของเหล่าชนที่ประมาทในบุญ
สมบัติ ดังที่กล่าวแล้ว ด้วยติโรกุฑฑสูตร และแสดงสมบัติอันเป็นปฏิปักษ์
ต่อวิบัติที่กล่าวไว้ในติโรกุฑฑสูตร ด้วยนิธิกัณฑสูตร แต่ยังมิได้แสดงกรรม-
ฐานที่สามารถละโทสะ ฉะนั้น เพื่อแสดงกรรมฐานอันสามารถละโทสะนั้น
ข้าพเจ้าจึงยกเมตตสูตรนี้ขึ้นตั้งในที่นี้. เมื่อเป็นดังนั้น ขุททกปาฐะ จึงย่อมจะ

330
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 331 (เล่ม 39)

บริบูรณ์ด้วยดี ข้อที่กล่าวมาดังนี้ เป็นประโยชน์แห่งการตั้งเมตตสูตรนั้นไว้
ในที่นี้.
การชำระนิทาน
บัดนี้ ข้าพเจ้ายกมาติกาหัวข้อนี้ใดไว้ว่า
พึงทราบการชี้แจงบทเหล่านี้ว่า เมตตสูตรนี้ผู้ใด
กล่าว กล่าวเมื่อใด กล่าวที่ใด และกล่าวเพราะเหตุ
ใด ข้าพเจ้าชำระนิทานแล้วจึงจักทำการพรรณนาความ
แห่งเมตตสูตรนั้น ดังนี้.
ในมาติกาหัวอันนี้ พึงทราบการชี้แจงบทเหล่านั้นและการชำระนิทาน
โดยสังเขปอย่างนี้ก่อนว่า เมตตสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์เดียวตรัส
พระสาวกเป็นต้น มิได้กล่าว. ก็แต่ว่า เมื่อใด ภิกษุทั้งหลายถูกเทวดาทั้งหลาย
รบกวนข้างภูเขาหิมวันต์ จึงพากันมาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อนั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้าจึงตรัสเมตตสูตรนั้น เพื่อป้องกันและเพื่อเป็นกรรมฐานสำหรับ
ภิกษุเหล่านั้น.
ส่วนโดยพิศดาร พึงทราบอย่างนี้.
สมัยหนึ่ง ใกล้ดิถีเข้าจำพรรษา พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่กรุง
สาวัตถี. สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายจากชาวเมืองต่าง ๆ จำนวนมาก รับกรรมฐาน
ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ประสงค์จะเข้าจำพรรษาใน ที่นั้น ๆ จึงเข้าเฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ยินว่าสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสกรรมฐาน
ทั้งหลายที่อนุกูลแก่จริตจำนวน ๘๔,๐๐๐ ประเภท โดยนัยนี้คือ อสุภกรรม-
ฐาน ๑๑ อย่าง คือ อสุภที่มีวิญญาณและไม่มีวิญญาณ สำหรับคนราคจริต,
กรรมฐานมีเมตตากรรมฐานเป็นต้น ๔ อย่าง สำหรับคนโทสจริต, กรรมฐาน

331
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 332 (เล่ม 39)

มีมรณัสสติกรรมฐานเป็นต้นสำหรับคนโมหจริต, กรรมฐานมีอานาปานัสสติ
และปฐวีกสิณเป็นต้นสำหรับคนวิตกจริต, กรรมฐานมีพุทธานุสสติกรรมฐาน
เป็นต้นสำหรับคนสัทธาจริต, กรรมฐานมีจตุธาตุววัตถานกรรมฐานเป็นต้น
สำหรับคนพุทธิจริต.
ลำดับนั้น ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป เรียนกรรมฐานในสำนักพระผู้มี-
พระภาคเจ้า กำลังแสวงหาเสนาสนะที่เป็นสัปปายะและโคจรคาม เดินไปตาม
ลำดับ ได้พบภูเขา พ้นศิลาคล้ายมณีสีคราม ประดับด้วยราวป่าสีเขียวมีร่มเงา
ทีบเย็น มีภูมิภาคเกลื่อนด้วยทรายเสมือนแผ่นเงินข่ายมุกดา ล้อมด้วยชลาลัย
ที่สะอาดเย็นดี ติดเป็นพืดเดียวกับป่าหิมวันต์ ในปัจจันตประเทศ. ภิกษุ
เหล่านั้น พักอยู่คืนหนึ่ง ณ ที่นั้น เมื่อราตรีรุ่งสว่างทำสรีรกิจแล้ว ก็พากันเข้า
ไปบิณฑบาตยังหมู่บ้านแห่งหนึ่งใกล้ ๆ นั้นเอง หมู่บ้านประกอบด้วยตระกูล
๑,๐๐๐ ตระกูล ซึ่งอาศัยอยู่กันหนาแน่นในหมู่บ้านนั้น มนุษย์ทั้งหลายมีศรัทธา
ปสาทะ พวกเขาเห็นภิกษุทั้งหลายเท่านั้น ก็เกิดปีติโสมนัส เพราะการเห็น
บรรพชิตในปัจจันตประเทศหาได้ยาก นิมนต์ภิกษุเหล่านั้นให้ฉันแล้ว ก็วอน
ขอว่า ท่านเจ้าข้า ขอท่านอยู่ในที่นี้ตลอดไตรมาสเถิด แล้วช่วยกันสร้างกุฏิ
สำหรับทำความเพียร ๕๐๐ หลัง จัดแจงเครื่องอุปกรณ์ทุกอย่าง มีเตียง ตั่ง
หมอน้ำฉัน น้ำใช้เป็นต้น ณ ที่นั้น.
วันรุ่งขึ้น ภิกษุทั้งหลายเข้าไปบิณฑบาตยังหมู่บ้านตำบลอื่น. ในหมู่
บ้านแม้นั้น มนุษย์ทั้งหลาย ก็บำรุงอย่างนั้นเหมือนกัน อ้อนวอนให้อยู่จำ
พรรษา. ภิกษุทั้งหลายรับนิมนต์โดยมีเงื่อนไขว่า เมื่อไม่มีอันตราย จึงพากัน
เข้าไปยังราวป่านั้น เป็นผู้ปรารภความเพียรตลอดทั้งกลางคืนกลางวัน ตีระฆัง
บอกยาม เป็นผู้มากด้วยโยนิโสมนสิการอยู่จึงเข้าไปนั่งที่โคนไม้. รุกขเทวดาทั้ง

332
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 333 (เล่ม 39)

หลาย ถูกเดชของเหล่าภิกษุผู้ศีลกำจัดเดชเสียแล้ว ก็ลงจากวิมานของตน ๆ
พาพวกลูก ๆ เที่ยวระหกระเหินไป เปรียบเหมือนเมื่อพระราชา หรือราชมหา-
อมาตย์ ไปยังที่อยู่ของชาวบ้าน ยึดโอกาสที่ว่างในเรือนทั้งหลาย ของพวกชาว
บ้าน พวกชาวบ้านก็ต้องออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น ก็ได้แต่มองดูอยู่ไกล ๆ
ด้วยหวังว่า เมื่อไรหนอ ท่านจึงจักไปกัน ฉันใด เทวดาทั้งหลายต้องละทิ้ง
วิมานของตน ๆ กระเจิดกระเจิงไป ได้แต่มองดูอยู่ไกล ๆ ด้วยหวังว่า เมื่อไร
หนอ ท่านจึงจักไปกัน ก็ฉันนั้นเหมือนกัน. แต่นั้น เทวดาทั้งหลายก็ร่วมคิด
กันอย่างนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย เข้าพรรษาแรกแล้ว จักอยู่กันตลอดไตรมาสแน่
แต่พวกเราไม่อาจจะพาพวกเด็กอยู่อย่างระหกระเหินได้นาน ๆ เอาเถิด
พวกเราจักแสดงอารมณ์ที่น่ากลัวแก่ภิกษุทั้งหลาย. เทวดาเหล่านั้น จึงเนรมิต
รูปยักษ์ที่น่ากลัว ยืนอยู่ข้างหน้า ๆ เวลาภิกษุทั้งหลายทำสมณธรรมตอนกลาง
คืน และทำเสียงที่น่าหวาดกลัว เพราะเห็นรูปเหล่านั้น และได้ยินเสียงนั้น
หัวใจของภิกษุทั้งหลาย ก็กวัดแกว่ง ภิกษุเหล่านั้น มีผิวเผือดและเกิดเป็น
โรคผอมเหลือง ด้วยเหตุนั้น ภิกษุเหล่านั้นจึงไม่อาจทำจิตให้มีอารมณ์เดียวได้
เมื่อจิตไม่มีอารมณ์เดียวสลดใจบ่อย ๆ เพราะความกลัว สติของภิกษุเหล่านั้น
ก็หลงเลือนไป แต่นั้น อารมณ์ที่เหม็น ๆ ก็ประจวบแก่ภิกษุเหล่านั้น ซึ่งมี
สติหลงลืมแล้ว. มันสมองของภิกษุเหล่านั้น ก็เหมือนถูกกลิ่นเหม็นนั้นบีบคั้น
โรคปวดศีรษะก็เกิดอย่างหนัก. ภิกษุเหล่านั้น ก็ไม่ยอมบอกเรื่องนั้นแก่กันและ
กัน.
ต่อมาวันหนึ่ง เมื่อภิกษุทุกรูปประชุมกันในเวลาบำรุงพระสังฆเถระ.
พระสังฆเถระก็ถามว่า ผู้มีอายุ เมื่อพวกท่านเข้าไปในราวป่านี้ ผิวพรรณดูบริสุทธิ์
ผุดผ่องอย่างเหลือเกินอยู่ ๒ - ๓ วัน ทั้งอินทรีย์ก็ผ่องใส แต่บัดนี้ ในที่นี้พวก

333