ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 314 (เล่ม 39)

เราถวายดอกไม้ดอกเดียว ก็ไม่รู้จักทุคคติ ถึง
แปดสิบโกฏิกัป นี้ผลของการถวายดอกไม้.
และว่า
มตฺตาสุขปริจฺจาคา ปสฺเส เจ วิปุลํ สุขํ
ถ้าบุคคลพึงเห็นสุขอันไพบูลย์ เพราะสละสุข
พอประมาณไซร้.
พึงทราบการจำแนกผลทาน แม้ในวัตถุมีพระสงฆ์เป็นต้น ตามนัยที่
กล่าวไว้แล้วในทักขิณาวิสุทธิสูตรและเวลามสูตรเป็นต้น ด้วยประการฉะนี้.
อนึ่ง ทรงแสดงความเป็นไปและความเจริญผลแห่งทาน ในวัตถุมีเจดีย์เป็นต้น
โดยประการใด ก็พึงปรารภคุณนั้น ๆ ในที่ทั้งปวง ตามความประกอบแล้ว
จึงทราบความเป็นไปและความเจริญผลแห่งศีล ส่วนที่เป็นจารีตศีลวาริตศีล
สัญญมะ ส่วนที่เป็นพุทธานุสสติเป็นต้น และทมะ ส่วนที่เป็นวิปัสสนา มนสิการ
และการพิจารณาวัตถุนั้น โดยประการนั้น.
พรรณนาคาถาที่ ๘
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงวัตถุ ต่างโดยเจดีย์เป็นต้น ของ
ขุมทรัพย์ที่สำเร็จด้วยบุญ ซึ่งเขาฝังไว้ด้วยทานเป็นต้น อย่างนี้แล้ว บัดนี้
เมื่อทรงแสดงความต่างของขุมทรัพย์นั้น ที่เขาฝังลงในวัตถุเหล่านั้น จาก
ขุมทรัพย์ที่ฝังลงในที่ลึกนั้นเป็นที่สุด จึงตรัสว่า
ขุมทรัพย์ ที่เขาฝังไว้ดีแล้วนั้น ใคร ๆ ก็ผจญ
ไม่ได้ ติดตานไปได้ ในเนื้อบรรดาโภคะที่จำต้องละ
ไป เขาก็พาขุมทรัพย์คือบุญไปด้วยได้.

314
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 315 (เล่ม 39)

ในคาถานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงขุมทรัพย์ที่ผังไว้ดีแล้วด้วย
ทานเป็นต้นนั้น ด้วยบทนี้ว่า ขุมทรัพย์ที่เขาฝังไว้แล้วนั้น. บทว่า อเชยฺโย
ได้แก่ คนอื่น ๆ ไม่อาจผจญแล้วเอาไปได้. ปาฐะว่า อชยฺโย ก็มี. อธิบาย
ว่า อันใคร ๆ ไม่พึงชนะ ไม่ควรชนะ คือผู้ต้องการประโยชน์สุข ควรก่อ
สร้างเอง. ก็ในปาฐะนี้ ประกอบความว่า ขุมทรัพย์นี้ ใคร ๆ ผจญไม่ได้
แล้วแสดงคำถามอีกว่าเพราะเหตุไร จึงสัมพันธ์ความว่า เพราะเหตุที่ขุมทรัพย์
ที่ฝังไว้แล้วติดตามไปได้. แต่ความที่ขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ดีแล้ว โดยประการนอก
นี้เป็นของที่ใคร ๆ ชนะได้ ก็พึงเป็นอันท่านกล่าวไว้แล้ว แต่ก็หาได้กล่าวไว้
ไม่. แท้จริง ขุมทรัพย์นั้น ที่ฝังไว้ดีแล้ว อันใคร ๆ เอาชนะไม่ได้ คือ
ไม่มีใครเอาชนะได้เลย. ขุมทรัพย์ชื่อว่า อนุคามิก เพราะติดตามไปได้
อธิบายว่า ไม่ละบุคคลแม้กำลังไปปรโลก ด้วยการอำนวยผลให้ในภพนั้น ๆ.
ได้ยินว่า บทว่า ปหาย คมนีเยสุ เอตํ อาทาย คจฺฉติ นี้ มี
ความอย่างนี้ว่า เมื่อมรณกาล ปรากฏขึ้น บรรดาโภคะทั้งหลายที่จำต้องละไป
เขาก็พาไปได้แต่ขุมทรัพย์คือบุญนี้. ความนี้ไม่ถูก. เพราะเหตุไร. เพราะโภคะ
ทั้งหลายไปไม่ได้ ความจริง โภคะนั้น ๆ อันมัจจะผู้ต้องตาย พึงละไปเท่านั้น
ไปไม่ได้เลย แต่คติวิเศษนั้น ๆ ต่างหาก จำต้องไป. เพราะเหตุที่ถ้าความพึง
มีอย่างนี้ไซร้ ก็พึงกล่าวได้ว่า บรรดาคติวิเศษทั้งหลายที่จำต้องละโภคทั้งหลาย
ไป ฉะนั้น จึงควรทราบความในข้อนี้อย่างนี้ว่า เมื่อโภคะทั้งหลายจำละมัจจะ
ผู้ต้องต้องไป โดยประการเป็นต้นอย่างนี้ว่า นิธิ วา ฐานา จวติ ขุมทรัพย์
เคลื่อนไปจากที่บ้าง มัจจะผู้ต้องตาย ก็พาไปได้แต่ขุมทรัพย์คือบุญ ด้วยว่า
ขุมทรัพย์คือบุญนั้น ไม่ละมัจจะนั้น เพราะเป็นทรัพย์ติดตามไปได้. ในคาถา
นั้น ผู้ทักท้วงกล่าวว่า ในบทว่า คมนีเยสุ นี้ จะพึงมีความว่า คนฺตพฺเพสุ

315
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 316 (เล่ม 39)

ก็ไม่ใช่ความว่า คจฺฉนฺเตสุ คำนั้น ไม่พึงถือเอาแต่แง่เดียว เหมือนอย่าง
ว่าในคำว่า อริยา นยฺยานิกา นี้ มีความว่า นิยฺยนฺตา ไม่ใช่มีความว่า
นิยฺยาตพฺพา ฉันใด แม้ในที่นี้ ก็มีความว่า คจฺฉนฺเตสุ ไม่ใช่มีความว่า
คนฺตพฺเพสุ ฉันนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง เพราะเหตุที่ผู้นี้ ประสงค์จะให้แก่ใคร ๆ ในเวลาจะตาย
ก็จับต้องโภคะให้ไม่ได้ ฉะนั้น โภคะเหล่านั้น อันเขาจำต้องละไปทางกายก่อน
ภายหลัง จึงจำต้องจากไปทางใจที่หมดหวัง ท่านอธิบายว่า. พึงล่วงเลยไป
เพราะฉะนั้น จึงควรเห็นความในข้อนี้อย่างนี้ว่า บรรดาโภคะทั้งหลายที่จำต้อง
ละไปทางกายก่อน ภายหลัง จึงต้องละไปทางใจ. ในความข้อต้น สัตตมี-
วิภัตติ ลงในนิทธารณะว่า บรรดาโภคะทั้งหลายที่จำต้องละไป เขาก็นำโภคะ
คือบุญนิธินั้นอย่างเดียวเท่านั้น ออกจากโภคะทั้งหลาย พาไป. ในความข้อ
หลัง สัตตมีวิภัตติ ลงในภาวลักขณะ โดยภาวะว่า ก็โดยภาวะที่โภคะทั้งหลาย
ติดตามไป ก็ย่อมกำหนดภาวะคือขุมทรัพย์นั้นพาไปด้วยได้.
พรรณนาคาถาที่ ๙
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้น ทรงแสดงความต่างของบุญนิธินี้ จากขุม-
ทรัพย์ที่เขาฝังไว้ในที่ลึก มีน้ำเป็นที่สุด เมื่อทรงยังอุตสาหะให้เกิดแก่เทดา
และมนุษย์ทั้งหลายในบุญนิธินั้น ด้วยการพรรณนาคุณบุญนิธิที่ทรงแสดงด้วย
พระองค์อีก เหมือนพ่อค้าผู้ค้าสินค้าอันโอฬาร ยังอุตสาหะให้เกิดแก่คนซื้อ
ด้วยการพรรณนาคุณสินค้าของตนฉะนั้น จึงตรัสว่า
บุญนิธิคือขุมทรัพย์ ไม่สาธารณะแก่ชนเหล่าอื่น
โจรก็ลักไปไม่ได้ บุญนิธิอันใด ติดตามตนไปได้
ปราชญ์พึงทำบุญนิธิอันนั้น.

316
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 317 (เล่ม 39)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสาธารณมญฺเญสํ แปลว่า ไม่ทั่วไป
แก่ชนเหล่าอื่น. ม อักษร ทำบทสนธิ เหมือนในประโยคเป็นต้นว่า อทุกฺขม-
สุขาย เวทนาย สมฺปยุติตา ประกอบด้วยเวทนาที่ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข.
นิธิ อันโจรทั้งหลายลักไปไม่ได้ ชื่อว่า อโจราหรโณ. อธิบายว่า ย่อม
เป็นนิธิ ที่โจรทั้งหลายลักพาไปไม่ได้. ชื่อว่า นิธิ เพราะเขาฝังไว้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงพรรณนาคุณของบุญนิธิ ด้วยสองบทต้นอย่างนี้
แล้ว จากนั้นก็ทรงยังอุตสาหะให้เกิดในบุญนิธินั้นด้วยสองบทหลังจึงตรัสว่า
บุญนิธิอันใด ติดตามตนไปได้ ปราชญ์พึงทำบุญนิธิอันนั้น.
คาถานั้นมีความว่า เพราะเหตุที่ธรรมดาบุญนิธิไม่สาธารณะแก่ชน
เหล่าอื่น และเป็นนิธิที่โจรลักไปไม่ได้. แต่ก็มิใช่นิธิที่ไม่สาธารณะ และ
โจรลักไปไม่ได้อย่างเดียวดอก แท้จริง ยังเป็นนิธิที่ตรัสไว้อย่างนี้ว่า นิธิ
นั้น ฝังไว้ดีแล้ว อันใคร ๆ ผจญไม่ได้ ตามคนไปได้. นิธิใด ติดตาม
ในรูปได้ เพราะเหตุที่นิธินั้นเป็นบุญที่อย่างเดียว ฉะนั้น. ปราชญ์คือบุคคล
ผู้ถึงพร้อมด้วยพุทธความรู้ ถึงพร้อมด้วยธิติคือปัญญา พึงทำบำเพ็ญบุญ
ทั้งหลาย.
พรรณนาคาถาที่ ๑๐
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงยังอุตสาหะให้เกิดแก่เทวดาและมนุษย์
ทั้งหลาย ในบุญนิธิ ด้วยการพรรณนาคุณอย่างนี้แล้ว บัดนี้ ชนเหล่าใด
อุตสาหะแล้ว ทำอุตสาหะนั้นให้สำเร็จผล ด้วยการทำบุญนิธิ บุญนิธิของชน
เหล่านั้น ย่อมให้ผลอันใด เมื่อทรงแสดงผลอันนั้นโดยสังเขป จึงตรัสว่า
นิธินั้น ให้ผลที่น่าใคร่ทุกอย่างแต่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.

317
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 318 (เล่ม 39)

บัดนี้ เพราะเหตุที่บุญนิธิ เนื่องอยู่ด้วยความปรารถนาเป็นเครื่องให้
สิ่งตามปรารถนา จึงจะเว้นความปรารถนาเสียมิได้ เหมือนที่ตรัสไว้ว่า
ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย ผู้ประพฤติธรรม ประ-
พฤติสม่ำเสมอ พึงหวังว่า โอหนอ เบื้องหน้าแต่ตาย
เพราะกายแตก. เราพึงเข้าถึงความเป็นสหายของเหล่า
กษัตริย์มหาศาลไซร้ ข้อที่เขาหวังว่า เบื้องหน้าแต่ตาย
เพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป็นสหายของเหล่า
กษัตริย์มหาศาล ก็เป็นฐานะเป็นไปได้. ข้อนั้นเป็น
เพราะเหตุไร. เพราะผู้นั้นเป็นผู้ประพฤติธรรม ประ-
พฤติสม่ำเสมอ อย่างนั้น. ฯลฯ เขากระทำให้แจ้ง
เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ด้วยปัญญา
ยิ่งเองในปัจจุบันแล้วเข้าถึงอยู่. ข้อนั้น เพราะเหตุไร
เพราะเขาเป็นผู้ประพฤติธรรม ประพฤติสม่ำเสมอ.
จริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อม
เป็นผู้ประกอบด้วยศรัทธา ประกอบด้วยศีล สุตะ
จาคะ ปัญญา ภิกษุนั้นปรารถนาอย่างนี้ว่า ขอหนอ
เบื้องหน้าแต่ตาย เพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความ
เป็นสหายของเหล่ากษัตริย์มหาศาล. ภิกษุนั้นตั้งจิตนั้น
อธิษฐานจิตนั้น เจริญจิตนั้น. สังขารปัจจัย เครื่องปรุง
แต่ง และวิหารธรรมเครื่องอยู่เหล่านั้น อันภิกษุนั้น
เจริญให้มากอย่างนี้ ทำไห้มากอย่างนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อ
เกิดในที่นั้น อย่างนี้เป็นต้น.

318
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 319 (เล่ม 39)

เพราะฉะนั้น เนื้อทรงแสดงปริยายแห่งความหวังอย่างนั้น ๆ ความ
ปรารถนาที่มีอธิษฐานภาวนาด้วยการตั้งจิตเป็นบริขาร เหตุในความที่บุญนิธิ
นั้น ให้ผลที่น่าใคร่ทุกอย่างนั้น จึงตรัสว่า
เทวดาและมนุษย์ ปรารถนานักซึ่งอิฐผลใด ๆ
อิฐผลทุกอย่างนั้น อันบุคคลย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้.
พรรณนาคาถาที่ ๑๑
บัดนี้ ผลนั้นใดทุกอย่าง อันเทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยบุญนิธินั้น
เมื่อทรงแสดงผลนั้นเป็นอย่าง ๆ จึงตรัสคาถาอย่างนี้ว่า ความมีวรรณะงาม ความ
มีเสียงเพราะเป็นต้น.
บรรดาคาถาเหล่านั้น จะวินิจฉัยในคาถาที่ ๑ ก่อน ความมีฉวีวรรณ
งาม ความมีผิวหนังคล้ายทอง ชื่อว่าความมีวรรณะงามนั้น บุคคลย่อมได้ด้วย
บุญนิธินั้น. เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชาติก่อน ภพก่อน กำเนิด
ก่อนตถาคตเกิดเป็นมนุษย์แต่ก่อน เป็นคนไม่โกรธ
ไม่มากด้วยความคับแค้นใจ ถึงถูกเขาว่ากล่าวมาก ๆ ก็
ไม่ขัดใจ ไม่โกรธ ไม่พยาบาท ไม่ใช้กำลัง ไม่ทำ
ความกำเริบ โทสะ และความไม่มีเหตุปัจจัยให้ปรากฏ
ทั้งเป็นผู้ให้ผ้าปูลาด ผ้านุ่งห่มเนื้อละเอียดอ่อน ผ้า
เปลือกไม้เนื้อละเอียด ผ้าฝ้ายเนื้อเอียด ผ้ากัมพล
เนื้อละเอียดแม้อันใด ตถาคตนั้น เพราะทำสร้างสม
กรรมนั้น ฯลฯ จุติจากภพนั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้
ย่อมได้มหาปุริสลักษณะนี้คือ เป็นผู้มีวรรณะดังทอง
มีผิวคล้ายทอง.

319
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 320 (เล่ม 39)

ความเป็นผู้มีเสียงดังพรหม ความเป็นผู้พูดเสียงดังนกการะเวก ชื่อว่า
ความเป็นผู้มีเสียงเพราะ ความเป็นผู้มีเสียงเพราะแม้นั้น อันบุคคลย่อมได้ก็
ด้วยบุญนิธินี้ เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งทลาย ชาติก่อน ภพก่อน กำเนิด
ก่อน ตถาคตเกิดเป็นมนุษย์แต่ก่อน ละวาจาหยาบ
เว้นขาดจากวาจาหยาบ กล่าวแต่วาจาไม่มีโทษเป็นสุข
หู น่ารัก จับใจ วาจาชาวเมืองชนเป็นอันมากรักใคร่
พอใจ. แม้อันใด เพราะทำสร้างสมกรรมนั้น ตถาคต
นั้น จุติจากภพนั้นมาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้มหา-
ปุริสลักษณะนี้ คือเป็นผู้มีชิวหาใหญ่ มีเสียงดังพรหม
พูดเสียงดังนกการะเวก.
บทว่า สุสณฺฐานา ได้แก่ความมีทรวดทรงดี ท่านอธิบายว่า ความ
ตั้งอยู่แห่งอวัยวะใหญ่น้อย ในอันที่ควรอิ่มเต็มและกลมโดยความเป็นอวัยวะ
อันอิ่มเต็มสละกลม เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชาติก่อน ภพก่อน กำเนิด
ก่อน ตถาคตเกิดเป็นมนุษย์แต่ก่อน หวังประโยชน์
เกื้อกูล หวังความผาสุก หวังความเกษมปลอดจาก
โยคะ แก่ชนเป็นอันมาก พึงยังชนเหล่านี้ให้เจริญ
ด้วย ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา พึงให้เจริญ
ด้วยไร่นาทที่ดิน ด้วยสัตว์สองเท้าสี่เท้า ด้วยบุตรภรรยา
ด้วยทาสกรรมกรชาย ด้วยญาติมิตรพวกพ้องแม้อันใด
เพราะทำสร้างสมกรรมนั้น ฯลฯ ตถาคตนั้น จุติจาก

320
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 321 (เล่ม 39)

ภพนั้นมาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้มหาปุริสลักษณะ
๓ เหล่านี้คือ มีพระกายครึ่งบนดังสีหะ มีระหว่างพระ-
อังสะ [คือพระอุระ] งาม และมีพระองค์กลมเสมอ
อย่างนี้เป็นต้น.
บทแห่งพระสูตรทั้งหลาย ที่ทำให้การได้สำเร็จด้วยบุญนิธินี้ แม้ใน
ที่อื่นจากนี้ ก็พึงนำมาจากที่นั้น ๆ กล่าวโดยนัยนี้. แต่เพราะกลัวพิศดารเกิน
ไป จึงได้แต่สังเขปไว้ บัดนี้ ข้าพเจ้าจักทำการพรรณนาบทที่เหลือ
ทั่วทั้งเรือนร่างพึงทราบว่า รูป ในคำว่า สุรูปตา นี้. เหมือนใน
ประโยคเป็นต้นอย่างนี้ว่า สภาพอันอากาศห้อมล้อม ย่อมนับว่ารูปทั้งนั้น.
ความที่รูปนั้นดี ชื่อว่า ความมีรูปสวย ท่านอธิบายว่า ไม่ยาวนัก ไม่สั้นนัก
ไม่ผอมนัก ไม่อ้วนนัก ไม่ดำนัก ไม่ขาวนัก. บทว่า อาธิปจฺจํ ได้แก่
ความเป็นใหญ่ อธิบายว่า ความเป็นนาย โดยเป็นกษัตริย์มหาศาลเป็นต้น.
บทว่า ปริวาโร ได้แก่ สำหรับคฤหัสถ์ สมบัติคือชนของตนและชนโดยรอบ
สำหรับบรรพชิต สมบิติคือบริษัท. ความเป็นใหญ่และความมีบริวาร ชื่อว่า
ความเป็นใหญ่และมีบริวาร. ก็บรรดาอิฐผลเหล่านั้นพึงทราบว่า สมบัติคือ
โภคะ ตรัสด้วยความเป็นใหญ่ สมบัติคือชนของตนและชนโดยรอบ ตรัสด้วย
ความมีบริวาร. ด้วยคำว่า สพฺพเมเตน ลพฺภติ พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อม
ทรงแสดงว่า คำนั้นได้ตรัสว่า เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายปรารถนาผลใด ๆ
ผลนั้น ๆ ทั้งหมด อันบุคคลย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้ ในคำนั้นอิฐผลมีความมี
วรรณะงามเป็นต้น ที่ตรัสไว้ส่วนแรกก่อนแม้นี้ พึงทราบว่า ผลทั้งหมดนั้น
บุคคลได้ด้วยบุญนิธินี้.

321
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 322 (เล่ม 39)

พรรณนาคาถาที่ ๑๒
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงสมบัติของเทวดาและมนุษย์ ที่ต่ำ
กว่าสมบัติคือความเป็นพระราชา ที่บุคคลพึงได้ด้วยบุญญานุภาพ ด้วยคาถาม
อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อทรงแสดงสมบัติคือความเป็นพระราชาทั้งสองนั้น จึง
ตรัสคาถานี้ว่า
ความเป็นพระราชาเฉพาะประเทศ ความเป็นพระ
ราชาผู้ใหญ่ สุขในความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิอัน
น่ารัก แม้ความเป็นพระราชาแห่งเทวดาในหมู่ทิพย์.
อิฐผลทั้งหมดนั้น อันบุคคลย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปเทสรชฺชํ ได้แก่ ความเป็นพระราชา
แห่งประเทศ ในประเทศหนึ่งๆ แม้แต่ทวีปเดียวไม่ถึงทั้งหมด. ความเป็นพระ
ราชาผู้เป็นใหญ่ ชื่อว่า อิสสริยะ. ทรงแสดงความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิด้วย
บทนี้. สุขของจักรพรรดิ ชื่อว่า จักกวัตติสุข. บทว่า ปิยํ ได้แก่ น่าปรา-
รถนา น่าใคร่ น่าพอใจ. ทรงแสดงความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มีมหาสมุทร
ทั้งสี่เป็นขอบเขตด้วยบทนี้. ความเป็นพระราชาในหมู่เทวดา ชื่อว่าความเป็น
พระราชาใน หมู่เทพ. เป็นอันทรงแสดงความเป็นพระราชาของเทวดาแห่ง
มนุษย์ทั้งหลายมีพระเจ้ามันธาตุราชาเป็นต้นด้วยบทนี้. ด้วย บทว่า อปิ
ทิพฺเพสุ นี้ ทรงแสดงความเป็นพระราชาของเทวดาแห่งมนุษย์ทั้งหลาย แม้ที่
เกิดในหมู่ทิพย์ทั้งหลาย ที่เรียกกันว่าทิพย์ เพราะมีในภพทิพย์. ด้วยบทว่า
สพฺพเมเตน ลพฺภติ ทรงแสดงว่า ในคำที่ตรัสไว้ว่า ยํ ยํ เทวาภิปตฺ-
เถนฺติ สพฺพเมเตน ลพฺภติ อิฐผลมีความเป็นพระราชาเฉพาะประเทศที่
ตรัสเป็นส่วนที่สองแม้นี้ พึ่งทราบว่า อิฐผลทั้งหมดนั้น อันบุคคลย่อมได้ด้วย
บุญนิธินี้.

322
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 323 (เล่ม 39)

พรรณนาคาถาที่ ๑๓
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงสมบัติคือความเป็นพระราชาของ
เทวดาและมนุษย์ ที่บุคคลพึงได้ด้วยบุญญานุภาพ ด้วยคาถานี้อย่างนี้แล้ว
บัดนี้ เมื่อทรงทำสมบัติที่ตรัสด้วยสองคาถาไว้ข้างหน้าโดยย่อจะทรงแสดงสมบัติ
คือพระนิพพาน จึงตรัสคาถานี้ว่า
สมบัติของมนุษย์ ความยินดีอันใดในเทวโลก
และสมบัติคือพระนิพพานใด ข้อผลทั้งหมดนั้น อัน
บุคคลย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้.
พรรณนาบทของคาถานั้น มีดังนี้ ชื่อว่า มานุสี เพราะเป็นของ
มนุษย์ทั้งหลาย มานุสีนั่นแล ชื่อว่า มานุสีกา. ความถึงพร้อมชื่อว่า
สมบัติ . โลกของเทวดาทั้งหลาย ชื่อว่า เทวโลก. ในเทวโลกนั้น. บทว่า ยา
เป็นการถือเอาไม่มีเหลือเลย. ชื่อว่า รติ เพราะยินดีด้วยสมบัติที่เกิดภายในหรือ
เป็นเครื่องอุปกรณ์ภายนอก. คำนี้เป็นชื่อของสุขและวัตถุเครื่องให้มีสุข. คำว่า
ยา เป็นคำแสดงความที่ไม่แน่นอน. จ ศัพท์ มีความว่ารวมกับสมบัติทั้งปวง.
พระนิพพานนั้นแล ชื่อว่า สมบัติคือพระนิพพาน.
ก็การพรรณนาความ มีดังนี้ ด้วยบทว่า สุวณฺณตา เป็นต้น
สมบัติและความยินดีนั้นใด ตรัสไว้ว่า มานุสิกา จ สมฺปตฺติ เทวโลเก
จ ยา รติ สมบัติของมนุษย์ และความยินดีใดในเทวโลก. สมบัติและ
ความยินดีนั้นทั้งหมด และสมบัติคือพระนิพพาน ที่บุคคลพึงบรรลุโดยเป็น
พระอริยบุคคล ที่เป็นสัทธานุสารีเป็นต้น อื่น ๆ อิฐผลดังกล่าวมานี้ที่ตรัส
เป็นที่สาม พึงทราบว่า อิฐผลทั้งหมดนั้นอันบุคคลย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้.
อีกนัยหนึ่ง สมบัติของมนุษย์อันใด ที่มิได้ตรัสไว้ก่อนด้วยอิฐผลมีความ
มีวรรณะงามเป็นต้น และต่างโดยความรู้ความฉลาดเป็นต้น ซึ่งท่านแสดง

323