ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 294 (เล่ม 39)

ปิตติวิสัยนั้นด้วยอาหารอันนั้น เขาดำรงอยู่ได้ในปิตติ-
วิสัยนั้น ด้วยอาหารอันนั้น ก็หรือว่า หมู่มิตรสหายหรือ
หมู่ญาติสาโลหิต มอบทานอันใดจากมนุษยโลกนี้ไป
ให้แก่เขา เขาย่อมยังชีพให้เป็นไปในปิตติวิสัยนั้นด้วย
ทานอันนั้น เขาดำรงอยู่ได้ในปิตติวิสัยนั้น ด้วยทาน
อันนั้น ดูก่อนพราหมณ์ ทานนั้น ย่อมสำเร็จผลแก่
สัตว์ผู้ตั้งอยู่ในปิตติวิสัยใด ปิตติวิสัยนี้แต่ชื่อว่า ฐานะ.
ชาณุสโสณิพราหมณ์ทูลถามว่า
ข้าแต่ท่านพระโคดม ถ้าหากว่าเปรตผู้เป็นญาติ-
สาโลหิตนั้น ไม่เข้าถึงฐานะนั้น ใครเล่าบริโภคทาน
นั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ดูก่อนพราหมณ์ หมู่เปรตที่เป็นญาติสาโลหิตแม่
เหล่าอื่นของเขา ที่เข้าถึงฐานะนั้น บริโภคทานนั้นนะสิ.
ชาณุสโสณิพราหมณ์ทูลถามว่า
ข้าแต่ท่านพระโคดม ทั้งเปรตที่เป็นญาติสาโลหิต
ผู้นั้น ก็ไม่เข้าถึงฐานะนั้น ทั้งหมู่เปรตที่เป็นญาติสา-
โลหิตแม้เหล่าอื่นของเขา ก็ไม่เข้าถึงฐานะนั้น ใครเล่า
จะบริโภคทานนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ดูก่อนพราหมณ์ ฐานะที่จะพึงว่างจากญาติสา-
โลหิตผู้ล่วงลับไปแล้วโดยกาลช้านานเช่นนี้ มิใช่ฐานะ

294
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 295 (เล่ม 39)

มิใช่โอกาสที่จะมีได้ ก็แต่ว่า แม้ทายกผู้ให้ย่อมไม่ไร้
ผลนะพราหมณ์.
พรรณนาตอนปลายของคาถาที่ ๖
สัมพันธ์กับคาถาที่ ๗
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงชมพระราชาเพราะอาศัยสมบัติของหมู่
พระประยูรญาติในชาติก่อนของพระเจ้ามคธรัฐ ที่เข้าถึงปิตติวิสัย จึงทรงแสดง
ว่า ขอถวายพระพร พระประยูรญาติของมหาบพิตรเหล่านี้ดีใจ พากันชมเชย
ในทานสัมปทาน จึงตรัสว่า
หมู่เปรตพากันชมว่า พวกเราได้สมบัติ เพราะ
เหตุแห่งญาติเหล่าใด ขอญาติเหล่านั้นของพวกเราจง
มีชีวิตอยู่ยั่งยืน และญาติเหล่านั้นทำการบูชาพวกเรา
แล้ว ทั้งทายกทั้งหลาย ก็ไม่ไร้ผล ดังนี้.
เมื่อทรงแสดงความไม่มีเหตุที่ให้ได้สมบัติอย่างอื่น มีกสิกรรมและโครักขกรรม
เป็นต้น ของหมู่เปรตที่เข้าถึงปิตติวิสัยเหล่านั้น แต่ความที่หมู่เปรตเหล่านั้น.
ยังชีพให้เป็นไปด้วยทาน ที่ญาติให้จากมนุษยโลกนี้ จึงตรัสกึ่งหลังแห่งคาถาที่
๖ ว่า น หิ ตตฺถ กสิ อตฺถิ และคาถาที่ ๗ นี้ว่า วณิชฺชา ตาทิสี
เป็นต้น.
ในคาถานั้น พรรณนาความดังนี้ ขอถวายพระพร ก็ในปิตติวิสัยนั้น
ไม่มีกสิกรรมที่หมู่เปรตเหล่านั้นจะอาศัยแล้วได้สมบัติ. บทว่า โครกฺเขตฺถ
น วิชฺชติ ความว่า ไม่ใช่ไม่มีกสิกกรรมอย่างเดียวเท่านั้นดอก ในปิตติวิสัย
นั้น ก็ไม่มีแม้แต่โครักขกรรม ที่หมู่เปรตเหล่านั้น จะอาศัยแล้วได้สมบัติ.
บทว่า วณิชฺชา ตาทิสี นตฺถิ ความว่า ไม่มีแม้การค้าขาย ที่จะเป็นเหตุให้

295
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 296 (เล่ม 39)

ได้สมบัติของหมู่เปรตเหล่านั้น. บทว่า หิรญฺเญน กยากยํ ความว่า ใน
ปิตติวิสัยนั้น ไม่มีแม้แต่การซื้อขายด้วยเงินซึ่งจะพึงเป็นเหตุไห้ได้สมบัติของ
หมู่เปรตเหล่านั้น.
บทว่า อิโต ทินฺเนน ยาเปนฺติ เปตา กาลตา ตหึ ความว่า
แต่หมู่เปรต ย่อมยังชีพให้เป็นไป ยังอัตภาพ ให้ดำเนินไป ด้วยทาน
ที่หมู่ญาติ หรือหมู่มิตรสหาย ให้ไปจากมนุษยโลกนี้แต่อย่างเดียว.
บทว่า เปตา ได้แก่ หมู่สัตว์ที่เข้าถึงปิตติวิสัย. บทว่า กาลคตา ได้แก่ ไป
ตามเวลาตายของตน. อธิบายว่า ทำกาละ ทำมรณะ. บทร่า ตหึ ได้แก่
ในปิตติวิสัยนั้น.
พรรณนาสองคาถาคือคาถาที่ ๘ และคาถาที่ ๙
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้น ตรัสว่า ผู้ทำกาลกิริยาละไปแล้วย่อมยังอัค
ภาพให้เป็นไปในปิตติวิสัยนั้น ด้วยทานที่หมู่ญาติมิตรสหายให้แล้วจากมนุษย-
โลกนี้ อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อทรงประกาศความนั้น ด้วยข้ออุปมาทั้งหลาย
จึงตรัส ๒ คาถานี้ว่า อุนฺนเต อุทกํ วุฏฺฐํ เป็นต้น
คาถานั้น มีความว่า น้ำที่หมู่เมฆให้ตกลงบนที่ดอนบนบก บนภูมิ-
ภาคที่สูง ย่อมไหลลงที่ลุ่ม คือไหลไปถึงภูมิภาคที่ลุ่มต่ำ ฉันใด ทานที่หมู่
ญาติมิตรสหายให้จากมนุษยโลกนี้ ย่อมสำเร็จผลอธิบายว่าบังเกิดผลปรากฏผล
แก่หมู่เปรต ฉันนั้นเหมือนกัน. จริงอยู่ เปตโลก โลกเปรต ชื่อว่า ฐานะ
ที่ตั้งแห่งความสำเร็จผลแห่งทาน เหมือนที่ลุ่มเป็นฐานะที่ขังน้ำอันไหลมา.
เหมือนอย่างตรัสไว้ว่า ดูก่อนพราหมณ์ ทานนั้นย่อมสำเร็จผลแก่สัตว์ที่ตั้ง
อยู่ในปิตติวิสัยใด ปิตติวิสัยนั้นแล เป็นฐานะ ดังนี้ เหมือนย่างว่า น้ำที่ไหล
มาจากชุมนุมด้วย ซอกเขา คลองใหญ่ คลองซอย หนองบึง เป็นแม่น้ำใหญ่

296
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 297 (เล่ม 39)

เต็มเข้าก็ทำให้สาครทะเลเต็มเปี่ยม ฉันใด ทานที่ญาติมิตรสหายให้ไปจาก
มนุษยโลกนี้ ย่อมสำเร็จผลแก่หมู่เปรตตามนัยที่กล่าวมาก่อนแล้ว แม้ฉันนั้น.
พรรณนาคาถาที่ ๑๐
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงประกาศความนี้ว่า ผู้ทำกาลกิริยาละไป
แล้ว ย่อมยังอัตภาพให้เป็นไปในปิตติวิสัยนั้น ด้วยทานที่ญาติมิตรสหาย ให้
ไปจากมนุษยโลกนี้ ดังนี้แล้ว เมื่อทรงแสดงอีกว่า เพราะเหตุที่หมู่เปรตเหล่า
นั้น หวังเต็มที่ว่าพวกเราจักได้อะไร ๆ จากมนุษยโลกนี้ แม้พากันนาถึงเรือน
ญาติแล้วก็ไม่สามารถจะร้องขอว่า ขอท่านทั้งหลาย โปรดให้ของชื่อนี้แก่พวก
เราเถิด ฉะนั้น กุลบุตรเมื่อระลึกถึงสิ่งที่ควรระลึกเหล่านั้น พึงให้ทักษิณา เพื่อ
หมู่เปรตเหล่านั้น จึงตรัสคาถานี้ว่า อทาสิ เม เป็นต้น.
คาถานั้น มีความว่า กุลบุตรเมื่อระลึกทุกอย่างอย่างนี้ว่า ท่านได้ให้
ทรัพย์หรือธัญญาหารชื่อนี้แก่เรา ท่านได้พากเพียรด้วยตนเอง ได้กระทำกิจชื่อ
นี้แก่เรา คนโน้นเป็นญาติ เพราะเกี่ยวเนื่องข้างมารดาหรือข้างบิดาของเรา
คนโน้นเป็นมิตร เพราะสามารถช่วยเหลือ โดยสิเนหา และคนโน้นเป็นเพื่อน
เล่นฝุ่นด้วยกันของเรา ดังนี้ พึงให้ทักษิณา พึงมอบทานให้แก่เขาผู้ล่วงลับไป
แล้ว.
มีปาฐะอื่นอีกว่า เปตานํ ทกฺขิณา ทชฺชา. ปาฐะนั้นมีความว่า
ชื่อว่า ทัชชา เพราะเป็นของที่พึงให้. ของที่พึงให้นั้นคืออะไร ก็คือทักษิณาเพื่อ
เขาผู้ล่วงลับไปแล้ว. ด้วยเหตุนั้น กุลบุตรเมื่อระลึกถึงท่าน อธิบายว่า เมื่อนึกถึง
กิจที่ท่านทำมาแต่ก่อน โดยนัยว่า ท่านได้ให้สิ่งนี้แก่เรา ดังนี้เป็นต้น. คำนี้.
พึงทราบว่าเป็นปฐมาวิภัตติ ลงในอรรถประสงค์เป็นตติยาวิภัตติ.

297
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 298 (เล่ม 39)

พรรณนาคาถาที่ ๑๑
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงอนุสสรณวัตถุที่เป็นเหตุ ในการ
มอบให้ซึ่งทักษิณาเพื่อหมู่เปรตทั้งหลายอย่างนี้ จึงตรัสว่า
กุลบุตรเมื่อระลึกถึงกิจที่ท่านทำมาแต่ก่อนว่า
ท่านได้ให้สิ่งนี้แก่เรา ได้ทำกิจแก่เรา ได้เป็นญาติมิตร
สหายของเรา พึงให้ทักษิณาแก่ท่านผู้ล่วงลับไปแล้ว.
เมื่อทรงแสดงอีกว่า ชนเหล่าใด มีการร้องไห้และเศร้าโศกเป็นต้นเป็นเบื้อง
หน้า เพราะความตายของญาติ ดำรงอยู่. ผู้ล่วงลับไปแล้ว ย่อมไม่ให้อะไร ๆ
เพื่อประโยชน์แก่ชนเหล่านั้น การร้องไห้และการเศร้าโศกเป็นต้นนั้น ของชน
เหล่านั้น มีแต่ทำตัวให้เดือดร้อนอย่างเดียวเท่านั้น ย่อมไม่ยังประโยชน์อะไร ๆ
ให้สำเร็จแก่ผู้ล่วงลับไปแล้วเลย จึงตรัสคาถานี้ว่า น หิ รุณฺณํ วา เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รุณฺณํ ได้แก่ การร้องไห้ ความร่ำไห้
ความที่น้ำตาร่วง ทรงแสดงความลำบากกายด้วยบทนี้. บทว่า โสโก ได้แก่
ความเศร้า ความโศกเศร้า. ทรงแสดงความลำบากใจด้วยบทนี้. บทว่า
ยาวญฺญา ได้แก่ หรือว่านอกจากร้องไห้เศร้าโศกใด. บทว่า ปริเทวนา
ได้แก่ การพร่ำเพ้อการรำพันถึงคุณ โดยนัยว่า โอ้ ลูกคนเดียว ที่รัก ที่พึงใจ
อยู่ไหนดังนี้เป็นต้น ของคนที่ถูกความเสื่อมเสียญาติกระทบแล้ว. ทรงแสดง
ความลำบากวาจาด้วยบทนี้.
พรรณนาคาถาที่ ๑๒
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้น ทรงแสดงการร้องไห้เป็นต้น ไม่เป็นประโยชน์
ว่า การรำพันอย่างอื่นแม้ทั้งหมด ไม่มีเพื่อประโยชน์แก่ผู้ล่วงลับ ไปแล้ว ที่แท้

298
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 299 (เล่ม 39)

มีแต่ทำตัวให้เดือดร้อนอย่างเดียวเท่านั้น ญาติทั้งหลายก็ตั้งอยู่อย่างนั้นดังนี้แล้ว
เมื่อทรงแสดงความที่ทักษิณาซึ่งพระเจ้ามคธรัฐ ทรงถวายแล้วมีประโยชน์ จึง
ตรัสคาถานี้ว่า อยญฺจ โข ทกฺขิณา ดังนี้เป็นต้น.
คาถานั้น มีความว่า ขอถวายพระพร ทักษิณานี้แล มหาบพิตรถวาย
อุทิศหมู่พระประยูรญาติของมหาบพิตรในวันนี้ เพราะเหตุที่พระสงฆ์เป็นเนื้อนา-
บุญอันยอดเยี่ยมของโลก ฉะนั้น ทักษิณานั้น พึงเป็นทักษิณาที่ทรงตั้งไว้ดี
แล้วในพระสงฆ์ จึงสำเร็จผล ท่านอธิบายว่า สัมฤทธิ์ผลิตผล เพื่อประโยชน์
เกื้อกูล เพื่อสุขแก่แต่ชนสิ้นกาลนาน. ก็บทว่า อุปกปฺปติ ได้แก่ สำเร็จผล
โดยฐานะ คือสัมฤทธิ์ผลในขณะนั้นทันที ไม่นานเลย. เหมือนอย่างว่า ข้อที่แจ่ม
แจ้งในทันทีทันใด ก็ตรัสว่า ก็ข้อนั้นแจ่มแจ้งกะตถาคตโดยฐานะ ฉันใด
ทักษิณาที่สำเร็จผลในทันทีทันใด แม้ในที่นี้ ก็ตรัสว่า สำเร็จผลโดยฐานะ
ฉันนั้น. ฐานะใด ตรัสไว้ว่า ดูก่อนพราหมณ์ ทานนั้น ย่อมสำเร็จผลแก่
สัตว์ผู้ตั้งอยู่ในปิตติวิสัยใด ปิตติวิสัยนั้นแล เป็นฐานะดังนี้. ทักษิณาที่สำเร็จ
ผลในฐานะนั้น อันต่างโดยประเภทมีขุปปิปาสิกเปรต วันตาสาเปรต ปรทัตตูป-
ชีวีเปรตและนิชฌามตัณหิกเปรตเป็นต้น ก็ตรัสว่า ย่อมสำเร็จผลโดยฐานะ
เหมือนผู้ให้กหาปณะ ในโลกเขาก็เรียกกันว่า ผู้นั้น ให้กหาปณะ ฉะนั้น. แต่
ในอรรถวิกัปนี้ บทว่า อุปกปฺปติ ได้แก่ ปรากฏผล ท่านอธิบายว่าบังเกิดผล.
พรรณนาคาถานี้ ๑๓
พระผู้มีพระภาคเจ้า เนื้อทรงแสดงความที่ทักษิณา ซึ่งพระราชาถวาย
แล้ว มีประโยชน์อย่างนี้ จึงตรัสว่า

299
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 300 (เล่ม 39)

ที่ทักษิณานี้แล มหาบพิตรถวายแล้ว เข้าไปตั้ง
ไว้ดีแล้วในพระสงฆ์ ย่อมสำเร็จผลโดยฐานะ เพื่อ
ประโยชน์เกื้อกูลแต่เปรตตลอดกาลนาน ดังนี้.
เพราะเหตุที่ญาติธรรม อันพระราชาผู้ทรงถวายทักษิณานี้ ทรงแสดง
แล้วด้วยทรงทำกิจที่หมู่ญาติควรทำแก่หมู่ญาติ ทรงทำให้ปรากฏแก่ชนเป็นอัน
มากหรือทรงยกเป็นตัวอย่างว่า ญาติธรรมแม้ท่านทั้งหลายก็พึงบำเพ็ญด้วยการ
ทำกิจที่หมู่ญาติพึงทำอย่างนั้นเหมือนกัน ไม่พึงทำตัวให้เดือดร้อนด้วยการร้องไห้
เป็นต้น ซึ่งไร้ประโยชน์ การบูชาหมู่เปรตอันพระราชาผู้ทรงยังหมู่เปรตเหล่านั้น
ให้ประสพทิพยสมบัติทรงทำแล้วอย่างโอฬาร และกำลังของภิกษุทั้งหลาย
อันพระราชาผู้ทรงอังคาสเลี้ยงดูภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขให้อิ่มหนำ
สำราญ ด้วยข้าวน้ำเป็นต้น ชื่อว่าทรงเพิ่มให้แล้ว และบุญมิใช่น้อย อันพระ
ราชาทรงยังจาคเจตนา มีคุณคือความอนุเคราะห์เป็นต้นเป็นบริวารให้เกิดก็
ทรงประสพแล้ว ฉะนั้น เมื่อทรงยังพระราชาให้ทรงร่าเริงด้วยคุณตามเป็นจริง
เหล่านั้นอีก จึงทรงจบเทศนาด้วยพระคาถานี้ว่า
ญาติธรรมนี้นั้น เป็นอันทรงแสดงแล้ว ๑ การ
บูชาเปตชน ก็ทรงทำอย่างโอฬาร กำลังของภิกษุ
ทั้งหลาย ก็ทรงเพิ่มให้แล้ว บุญมิใช่น้อย พระองค์
ทรงขวนขวายแล้ว ๑.
อีกนัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงชี้แจงพระราชาด้วยธรรมีกถา
ด้วยบทคาถานี้ว่า โส ญาติธมฺโม จ อยํ นิทสฺสิโต. ความจริง การ
แสดงญาติธรรมนี่เอง เป็นการชี้บ่อย ๆ ในข้อนี้. ทรงชักชวนด้วยบทคาถานี้ว่า

300
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 301 (เล่ม 39)

เปตาน ปูชา จ ถตา อุฬารา ความจริงการสรรเสริญว่า อุฬารา ก็เป็นการ
ชักชวนด้วยการบูชาบ่อย ๆ ในข้อนี้ ทรงให้อาจหาญด้วยบทคาถานี้ว่า พลญฺจ
ภิกฺขูนมนุปฺปทินฺนํ. ความจริง การเพิ่มกำลังแก่ภิกษุทั้งหลาย ก็เป็นทาน
อย่างนี้ [อย่างหนึ่ง] ในข้อนี้. คำว่า พลานุปฺปทานตา เป็นการปลุก
ให้อาจหาญ ด้วยการเพิ่มอุตสาหะ แก่พระราชานั้น. ทรงให้ร่าเริงด้วยบทคาถา
นี้ว่า ตุมฺเหหิ ปุญฺญํ ปสุตํ อนปฺปกํ. ความจริงการระบุถึงการประสพ
บุญนั้นเอง พึงทราบว่า เป็นการให้เกิดความร่าเริง ด้วยการพรรณนาคุณตาม
เป็นจริงแก่พระราชานั้นในข้อนี้.
จบเทศนา การบรรลุธรรมได้มีแก่สัตว์ ๘๔,๐๐๐ ซึ่งสลดใจเพราะการ
พรรณนาโทษแห่งการเข้าถึงปิตติวิสัย แล้วตั้งความเพียรโดยแยบคาย. แม้วัน
รุ่งขึ้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงแสดงติโรกุฑฑสูตรนั้นแล แก่เทวดาและมนุษย์
ทั้งหลาย การตรัสรู้ธรรมอย่างนั้น ได้มีถึง ๗ วัน ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาติโรกุฑฑสูตร
แห่ง
อรรถกถาขุททกปาฐะ ชื่อปรมัตถโชริกา

301
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 302 (เล่ม 39)

นิธิกัณฑ์ในขุททกปาฐะ
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงสอนคฤหบดีอุบาสก ตรัสพระคาถาว่า
[๙] บุรุษย่อมฝังขุมทรัพย์ไว้ในน้ำลึก ด้วยคิดว่า
เมื่อกิจที่จำเป็นเกิดขึ้น ทรัพย์นี้จักเป็นประโยชน์แก่
เรา เพื่อเปลื้องตนจากราชภัยบ้าง เพื่อช่วยตนให้พ้น
จากโจรภัยบ้าง เพื่อเปลื้องหนี้บ้าง ในคราวทุพภิกข-
ภัยบ้าง ในคราวคับขันบ้าง ขุมทรัพย์ที่เขาฝั่งไว้ใน
โลก ก็เพื่อประโยชน์นี้แล.
ขุมทรัพย์นั้น ย่อมหาสำเร็จประโยชน์แก่เข้าไป
ทั้งหมด ในกาลทุกเมื่อที่เดียวไม่ เพราะขุมทรัพย์
เคลื่อนจากที่ไปเสียบ้าง ความจำของเขาคลาดเคลื่อน
เสียบ้าง นาคทั้งหลายลักไปเสียบ้าง ยักษ์ทั้งหลายลัก
ไปเสียบ้าง ผู้รับมรดกที่ไม่เป็นที่รักขุดเอาไปเมื่อเขา
ไม่เห็นบ้าง ในเวลาที่เขาสิ้นบุญ ขุมทรัพย์ทั้งหมด
นั้น ย่อมสูญไป.
ขุมทรัพย์คือบุญ ของผู้ใด เป็นสตรีก็ตาม เป็น
บุรุษก็ตาม ฝังไว้ดีแล้วด้วยทาน ศีล สัญญมะความ
สำรวม ทมะความฝึกตน ในเจดีย์ก็ดี ในสงฆ์ก็ดี
ในบุคคลก็ดี ในแขกก็ดี ในมารดาก็ดี ในบิดาก็ดี
ในพี่ชายก็ดี.

302
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 303 (เล่ม 39)

ขุมทรัพย์นั้น ชื่อว่าฝังไว้ดีแล้ว ใคร ๆ ไม่อาจ
ผจญได้ เป็นของติดตามตนไปได้ บรรดาโภคะ
ทั้งหลายที่เขาจำต้องละไป เขาก็พาขุมทรัพย์คือบุญ
นั้นไป.
ขุมทรัพย์คือบุญ ไม่สาธารณะแต่ชนเหล่าอื่น
โจรก็ลักไปไม่ได้ บุญนิธิอันใด ติดตามตนไปได้
ปราชญ์พึงทำบุญนิธิอันนั้น.
บุญนิธินั้น อำนวยผลที่น่าปรารถนาทุกอย่างแก่
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. เทวดาและมนุษย์ปรารถนา
นักซึ่งอิฐผลใด ๆ อิฐผลทั้งหมดนั้น ๆ อันบุคคลย่อม
ได้ด้วยบุญนิธินี้.
ความมีวรรณะงาม ความมีเสียงเพราะ ความมี
ทรวดทรงดี ความมีรูปงาม ความเป็นใหญ่ยิ่ง ความ
มีบริวาร อิฐผลทั้งหมดนั้น อันบุคคลย่อมได้ด้วยบุญ
นิธินี้.
ความเป็นพระราชาเฉพาะประเทศ ความเป็น
ใหญ่ [คือจักรพรรดิราช] สุขของพระเจ้าจักรพรรดิที่
น่ารัก ความเป็นพระราชาแห่งเทวดาในทิพยกายทั้ง
หลาย อิฐผลทั้งหมดนั้น อันบุคคลย่อมได้ด้วยบุญ-
นิธินี้.

303