ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 274 (เล่ม 39)

ถึงกรุงพาราณสี เห็นหมู่มหาชนประชุมกัน คิดว่าในหมู่ชนเป็นอันมาก สักคน
หนึ่ง คงจักรู้ข่าวคราวลูกของเราแน่แท้ จึงเข้าไปที่กลุ่มชนถามว่า มาณพชื่อ
สุสีมะมาในที่นี้มีไหม ท่านรู้ข่าวคราวของเขาบ้างหรือหนอ ชนเหล่านั้น กล่าว
ว่า เออ พราหมณ์ พวกเรารู้ ท่านเรียนจบไตรเพท ในสำนักพราหมณ์ใน
พระนครนี้แล้ว บวชในสำนักของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นพระปัจเจก-
พุทธเจ้า ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุแล้ว นี้พระสถูป เราสร้าง
ไว้สำหรับท่าน. สังขพราหมณ์นั้นเอามือทุบแผ่นดิน ร่ำไห้รำพันไปยังลาน
เจดีย์นั้น ถอนหญ้าแล้ว เอาผ้าห่มห่อทรายนำไปเกลี่ยที่ลานเจดีย์พระปัจเจก
พุทธเจ้า เอาน้ำในคนโทน้ำประพรม ทำการบูชาด้วยดอกไม้ป่า เอาผ้าห่มยกขึ้น
ทำเป็นธง ผูกฉัตรคือร่มของตนไว้บนสถูปแล้วกลับไป.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงเรื่องอดีตอย่างนี้แล้ว เมื่อทรงต่อ
เชื่อมชาดก. นั้นกับปัจจุบันจึงตรัสธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
พวกเธอจะพึงมีความคิดว่า คนอื่นเป็นสังขพราหมณ์สมัยนั้น แน่แท้ แต่พวก
เธอไม่พึงเห็นอย่างนี้ สมัยนั้น เราเป็นสังขพราหมณ์ เราถอนหญ้าที่ลานเจดีย์
ของพระสุสีมปัจเจกพุทธเจ้า ด้วยผลกรรมของเรานั้น ชนทั้งหลายจึงทำทาง ๘
โยชน์ให้ปราศจากตอและหนาม ทำพื้นที่ให้ราบเรียบ สะอาด เราโรยทรายที่
ลานเจดีย์พระสุสีมปัจเจกพุทธเจ้านั้น ด้วยผลกรรมของเรานั้น ชนทั้งหลาย
จึงโรยทรายที่หนทาง ๘ โยชน์ เราทำบูชาที่พระสถูปนั้น ด้วยดอกไม้ป่า ด้วย
ผลกรรมของเรานั้น ชนทั้งหลายจึงได้ทำเครื่องลาคดอกไม้ด้วยดอกไม้ป่านานา
ชนิด ทั้งบนบกทั้งในน้ำ ในหนทาง ๘ โยชน์ เราประพรมพื้นดินด้วยน้ำใน
คนโทน้ำที่พระสถูปนั้น ด้วยผลกรรมของเรานั้น ฝนโบกขรพรรษจึงตกลงที่
กรุงเวสาลี เรายกธงแผ่นผ้าและผูกฉัตรที่พระเจดีย์นั้น ด้วยผลกรรมของเรา

274
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 275 (เล่ม 39)

นั้น ชนทั้งหลายจึงยกธงแผ่นผ้าและฉัตรใหญ่น้อย จนถึงภพอกนิษฐ์.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดังนั้น บูชาวิเศษนี้ ไม่ใช่บังเกิดเพราะพุทธานุภาพของ
เรา ไม่ใช่เพราะอานุภาพของนาค เทวดา และพรหมดอก ที่แท้ บังเกิด
เพราะอานุภาพของการบริจาคเล็ก ๆ น้อย ๆ ต่างหากเล่า. จบธรรมกถา ได้
ตรัสพระคาถานี้ว่า
มตฺตาสุขปริจฺจาคา ปสฺเส เจ วิปุลํ สุขํ
จเช มตฺตาสุขํ ธีโร สมฺปสฺสํ วิปุลํ สุขํ.
ถ้าบุคคลพึงเห็นสุขอันไพบูลย์ เพราะสละสุขพอ
ประมาณไซร้ ผู้มีปัญญาเมื่อเห็นสุขอันไพบูลย์พึงสละ
สุขพอประมาณเสีย ดังนี้.
จบพรรณารัตนสูตร
แห่ง
อรรถกถาขุททกปาฐะ ชื่อปรมัตถโชติกา

275
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 276 (เล่ม 39)

ติโรกุฑฑสูตร
ว่าด้วยการให้ส่วนบุญแก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่พระเจ้าพิมพิสาร เป็นคาถาว่า
[๘] ฝูงเปรตพากันมายังเรือนของตน ยืนอยู่ที่
นอกฝาเรือนบ้าง ยืนอยู่ที่ทาง ๔ แพร่ง ๓ แพร่งบ้าง
ยืนอยู่ใกล้บานประตูบ้าง.
เมื่อข้าวน้ำ ของเคี้ยว ของกินเขาวางไว้เป็นอัน
มาก ญาติไร ๆ ของเปรตเหล่านั้น ก็ระลึกไม่ได้ เพราะ
กรรมของสัตว์ทั้งหลายเป็นปัจจัย.
ชนเหล่าใด เป็นผู้เอ็นดู ชนเหล่านั้นย่อมให้น้ำ
ข้าว อันสะอาด ประณีต อันสมควร ตามกาล อุทิศ
เพื่อญาติทั้งหลาย อย่างนี้ว่า ขอทานนี้แล จงมีแก่
ญาติทั้งหลาย ขอญาติทั้งหลาย จงมีสุขเถิด.
ส่วนฝูงเปรตที่เป็นญาติเหล่านั้น มาแล้ว พร้อม
แล้ว ก็ชุมนุมกันในที่ให้ทานนั้น ย่อมอนุโมทนาโดย
เคารพ ในข้าวน้ำเป็นอันมากว่า เราได้สมบัติเพราะ
เหตุแห่งญาติเหล่าใด ขอญาติเหล่านั้น ของเรา จงมี
ชีวิตยั่งยืน ทั้งการบูชา ญาติผู้เป็นทายกก็ได้กระทำแก่
พวกเราแล้ว อนึ่ง ทายกทั้งหลาย ย่อมไม่ไร้ผล.
ในปิตติวิสัยนั้น ไม่มีกสิกรรมการทำไร่การทำ
นาไม่มีโครักขกรรม การเลี้ยงโค. ในปิตติวิสัยนั้น การ
ค้าเช่นนั้น การซื้อขายด้วยเงิน ก็ไม่มี.

276
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 277 (เล่ม 39)

ผู้ทำกาลกิริยาละไปแล้ว ย่อมยังอัตภาพให้เป็น
ไปในปิตติวิสัยนั้น ด้วยทานที่ญาติให้แล้วจากมนุษย์
โลกนี้.
น้ำตกลงบนที่ดอน ย่อมไหลไปสู่ที่ลุ่ม ฉันใด
ทานที่ทายกให้ไปจากมนุษยโลกนี้ ย่อมสำเร็จผลแก่ฝูง
เปรตฉันนั้นเหมือนกัน.
ห้วงน้ำเต็มแล้ว ย่อมยังสาครให้เต็มฉันใด ทาน
ที่ทายกให้ไปนากมนุษยโลกนี้ ย่อมสำเร็จผลแก่ฝูง
เปรตฉันนั้น เหมือนกัน.
บุคคลเมื่อระลึกถึงกิจที่ท่านทำมาแต่ก่อนว่าท่าน
ได้ทำกิจแก่เรา ได้ให้แก่เรา ได้เป็นญาติมิตรเป็นเพื่อน
ของเรา ดังนี้ จึงควรให้ทักษิณาแก่ฝูงเปรต.
การร้องไห้ การเศร้าโศก หรือการพิไรรำพัน
อย่างอื่น ๆ ก็ไม่ควรทำ เพราะการร้องไห้เป็นต้นนั้น
ไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว ญาติทั้งหลาย ก็
คงอยู่อย่างนั้น.
ทักษิณานี้แล อันทายกให้แล้ว ตั้งไว้ดีแล้วใน
พระสงฆ์ ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่ทายกนั้น โดยฐานะ
ตลอดกาลนาน.
ญาติธรรมนี้นั้น ก็ทรงแสดงแล้ว การบูชาผู้ล่วง
ลับไปแล้ว ก็ทรงทำโอฬารแล้ว ทั้งกำลังของภิกษุ
ทั้งหลาย ก็ทรงเพิ่มให้แล้ว บุญพระองค์ก็ทรงขวน
ขวายไว้มิใช่น้อย.
จบติโรกุฑฑสูตร

277
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 278 (เล่ม 39)

อรรถกถาติโตกุฑฑสูตร
ประโยชน์แห่งการตั้งพระสูตร
บัดนี้ ถึงลำดับการพรรณนาความติโรกุฑฑสูตร ที่ยกขึ้นตั้งต่อลำดับ
รัตนสูตรโดยนัยว่า ติโรกุฑฺเฑสุ ติฏฺฐนฺติ เป็นต้น จักกล่าวประโยชน์แห่ง
การตั้งติโรกุฑฑสูตรนั้นไว้ในที่นี้แล้วจึงจักทำการพรรณนาความ.
ในข้อนั้น ความจริง ติโรกุฑฑสูตรนี้ แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็มิได้
ตรัสตามลำดับนี้ แต่ก็ทรงแสดงการปฏิบัติกุศลกรรมนี้ได้ โดยประการต่าง ๆ
ไว้ก่อนพระสูตรนี้ เพราะเหตุที่บุคคลประมาทในการปฏิบัติกุศลกรรมนั้น อยู่
เมื่อเกิดในฐานะ ที่แม้เศร้าหมองกว่านรกและกำเนิดสัตว์เดียรฉาน ก็ย่อมเกิด
ในจำพวกเปรตเห็นปานนั้น ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสรัตนสูตร เพื่อ
แสดงว่าบุคคลไม่ควรทำความประมาทในการปฏิบัติกุศลกรรมนั้น และเพื่อ
ระงับอุปัทวะแห่งกรุงเวสาลี ที่พวกหมู่ภูตเหล่าใดเบียดเบียนแล้ว หรือตรัสเพื่อ
แสดงว่า ในหมู่ภูตเหล่านั้น มีหมู่ภูตบางพวกมีรูปเห็นปานนั้น พึงทราบ
ประโยชน์แห่งการตั้งติโรกุฑฑสูตรนี้ในที่นี้.
กถาอนุโมทนา
แต่เพราะเหตุที่ ติโรกุฑฑสูตร ผู้ใดประกาศ ประกาศที่ใด ประกาศ
เมื่อใด และประกาศเพราะเหตุใด การพรรณนาความของติโรกุฑฑสูตรนั้น
ครั้นประกาศติโรกุฑฑสูตรนั้นหมดแล้ว เมื่อทำตามลำดับ ชื่อว่าทำดีแล้ว
ฉะนั้น ข้าพเจ้าก็จักทำการพรรณนาความนั้น อย่างนั้นเหมือนกันแล.

278
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 279 (เล่ม 39)

ข้อว่า ก็ติโรกุฑฑสูตรนี้ใครประกาศ ประกาศที่ไหน ประกาศเมื่อไร
ขอชี้แจงดังนี้ ติโรกุฑฑสูตร พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศ ก็ติโรกุฑฑสูตร
นั้นแล ทรงประกาศเพื่อทรงอนุโมทนา แก่พระเจ้ามคธรัฐในวันรุ่งขึ้น เพื่อ
ทำความข้อนี้ให้เเจ่มแจ้ง ควรกล่าวเรื่องไว้พิสดารในข้อนี้ดังนี้.
ในกัปที่ ๙๒ นับแต่กัปนี้ มีนครชื่อกาสี ในนครนั้น มีพระราชา
พระนามว่า ชัยเสน พระเทวีของพระราชานั้น พระนามว่า สิริมา. พระ-
โพธิสัตว์ พระนามว่า ปุสสะ เกิดในครรภ์ของพระนาง ตรัสรู้สัมมาสัม
โพธิญาณตามลำดับ พระราชาชัยเสนทรงเกิดความรู้สึกถึงความเป็นของพระองค์
ว่า โอรสของเราออกทรงผนวชเกิดเป็นพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็เป็นของ
เรา พระธรรมก็ของเรา พระสงฆ์ก็ของเรา ทรงอุปรากด้วยพระองค์เองตลอด
ทุกเวลา ไม่ยอมประทานโอกาสแก่คนอื่น ๆ.
เจ้าพี่เจ้าน้องของพระผู้มีพระภาคเจ้า ต่างพระมารดา ๓ พระองค์ พา
กันดำริว่า ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมเสด็จอุบัติ เพื่อประโยชน์เกื้อ
กูลแก่โลกทั้งปวง มิใช่เพื่อประโยชน์แก่บุคคลคนเดียวเท่านั้น แต่พระบิดาของ
เรา ไม่ทรงประทานโอกาสแก่เราและคนอื่น ๆ เลย เราจะได้การอุปรากอย่าง
ไรหนอ พระราชโอรสเหล่านั้น จึงตกลงพระหฤทัยว่า จำเราจะต้องทำอุบาย
บางอย่าง ทั้ง ๓ พระองค์จึงให้หัวเมืองชายแดงทำประหนึ่งแต่งเมือง ต่อนั้น
พระราชาทรงทราบข่าวว่าหัวเมืองชายแดนกบฏ จึงทรงส่งพระราชโอรสทั้ง ๓
พระองค์ออกไปปราบกบฏ. พระราชโอรสเหล่านั้น ปราบกบฏเสร็จแล้วก็
เสด็จกลับมา พระราชาทรงดีพระราชหฤทัย พระราชทานพรว่า เจ้าปรารถนา
สิ่งใด ก็จงรับสิ่งนั้น. พระราชโอรถทั้ง ๓ พระองค์กราบทูลว่า ข้าพระบาท
ปรารถนาจะอุปฐากพระผู้มีพระภาคเจ้า พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า เว้นพร

279
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 280 (เล่ม 39)

ข้อนั้นเสีย รับพรอย่างอื่นไปเถิด. พระราชโอรสกราบทูลว่า พวกข้าพระบาทไม่
ปรารถนาพรอย่างอื่นดอก พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น เจ้าจง
กำหนดเวลามาแล้วรับไป. พระราชโอรสทูลขอ ๗ ปี. พระราชาไม่พระราชทาน
พระราชโอรสจึงทูลขอลดลงอย่างนี้ คือ ๖ ปี ๕ ปี ๔ ปี ๓ ปี ๒ ปี ๑ ปี ๗
เดือน ๖ เดือน ๕ เดือน ๔ เดือน จนถึงไตรมาส พระราชาจึงพระราชทาน
ว่า รับได้. พระราชโอรสเหล่านั้น ได้รับพระราชทานพรแล้วก็ทรงยินดีอย่างยิ่ง
เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
พวกข้าพระองค์ประสงค์จะอุปฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าตลอดไตรมาส ขอพระผู้
มีพระภาคเจ้าโปรดทรงรับจำพรรษาตลอดไตรมาสนี้ สำหรับข้าพระองค์ด้วยเถิด
พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงรับ โดยอาการดุษณีภาพ คือนิ่ง ต่อ
นั้น พระราชโอรสทั้ง ๓ พระองค์ ก็ส่งหัตถเลขา ลายพระหัตถ์ไปแจ้งแก่
พนักงานเก็บส่วย [ผู้จัดผลประโยชน์] ในชนบทของพระองค์ว่า เราจะอุปฐาก
พระผู้มีพระภาคเจ้าตลอดไตรมาสนี้ เจ้าจงจัดเครื่องประกอบการอุปฐากพระผู้
มีพระภาคเจ้าไว้ให้พร้อมทุกประการ ตั้งแต่สร้างพระวิหารเป็นต้นไป เจ้า
พนักงานเก็บส่วยนั้น จัดการพร้อมทุกอย่างแล้ว ก็ส่งหนังสือรายงานให้ทรง
ทราบ. พระราชโอรสเหล่านั้น ก็ทรงนุ่งห่มผ้ากาสายะ ทรงอุปฐากพระผู้มีพระ
ภาคเจ้าโดยเคารพ ด้วยบุรุษไวยาจักร ๒,๕๐๐ คน นำเสด็จสู่ชนบทมอบถวาย
พระวิหาร ให้ทรงอยู่จำพรรษา.
บุตรคฤหบดีผู้หนึ่ง เป็นพนักงานที่รักษาเรือนคลังของพระราชโอรส
เหล่านั้น พร้อมทั้งภรรยา เป็นคนมีศรัทธาปสาทะเขาได้ปฏิบัติการถวายทานแก่
พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขโดยเคารพ. เจ้าพนักงานเก็บส่วยในชนบท พา
บุตรคฤหบดีนั้น ให้ดำเนินการถวายทานโดยเคารพ พร้อมด้วยบุรุษชาวชนบท

280
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 281 (เล่ม 39)

ประมาณ ๑๑,๐๐๐ คน. บรรดาคนเหล่านั้น ชนบางพวก มีจิตถูกอิสสามัจ-
ฉริยะครอบงำ พวกเขา ก็พากันทำอันตรายแก่ทาน กินไทยธรรมด้วยตนเอง
บ้าง ให้แก่พวกลูก ๆ เสียบ้าง และเอาไฟเผาโรงอาหาร. ครั้น ปวารณาออก
พรรษา พระราชโอรสทั้งหลาย ก็ทรงทำสักการะยิ่งใหญ่แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตามเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเข้าไปเฝ้าพระราชบิดา. พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จ
ไปในที่นั้นแล้ว ก็ปรินิพพาน. พระราชา พระราชโอรส เจ้าพนักงานเก็บส่วย
ในชนบทและเจ้าพนักงานรักษาเรือนคลัง ทำกาละไปตามลำดับก็เกิดในสวรรค์
พร้อมด้วยบริษัทบริวาร. เหล่าชนที่มีจิตถูกอิสสามัจฉริยะครอบงำ ก็พากันไป
เกิดในนรกทั้งหลาย เมื่อคน ๒ คณะนั้นจากสวรรค์เข้าถึงสวรรค์ จากนรกเข้า
ถึงนรกด้วยอาการอย่างนี้ กัปก็ล่วงไป ๙๒ กัป.
ต่อมา ในภัทรกัปนี้ ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสป ชนที่มี
จิตถูกอิสสามัจฉริยะครอบงำเหล่านั้น ก็เกิดเป็นเปรต. ครั้งนั้น มนุษย์ทั้งหลาย
ถวายทาน อุทิศเพื่อประโยชน์แก่พวกเปรตที่เป็นญาติของตนว่า ขอทานนี้จงมี
แก่พวกญาติของเรา. เปรตเหล่านั้นก็ได้สมบัติ. ขณะนั้น เปรตแม้พวกนี้เห็น
ดังนั้น ก็เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปะ ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้
เจริญ ทำอย่างไรหนอ พวกข้าพระองค์จึงจะได้สมบัติบ้าง พระเจ้าข้า. พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า บัดนี้ พวกท่านยังไม่ได้ดอก ก็แต่ว่า ในอนาคต จักมี
พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น จัก
มีพระราชาพระนามว่าพิมพิสาร ท้าวเธอได้เป็นญาติของพวกท่าน นับแต่นี้ไป
๙๒ กัป ท้าวเธอจักถวายทานแด่พระพุทธเจ้า อุทิศส่วนกุศลแก่พวกท่าน ครั้ง
นั้น พวกท่านจึงจักได้. เขาว่า เมื่อมีพุทธดำรัสอย่างนี้แล้ว พระพุทธดำรัส
นั้น ได้ปรากฏแก่เปรตเหล่านั้น ประหนึ่งตรัสว่า พวกท่านจักได้ในวันพรุ่งนี้.

281
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 282 (เล่ม 39)

ต่อมา เมื่อล่วงไปพุทธันดรหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าของพวกเรา ก็
เสด็จอุบัติในโลก. พระราชโอรสทั้ง ๓ พระองค์นั้น ก็จุติจากเทวโลก พร้อม
ด้วยบุรุษ ๒,๕๐๐ คนเหล่านั้น ไปเกิดในสกุลพราหมณ์ทั้งหลาย ในแคว้นมคธ
บวชเป็นฤาษีโดยลำดับ ได้เป็นชิฏิล ๓ คน ณ คยาสีสประเทศ. เจ้าพนักงาน
เก็บส่วยในชนบท ได้เป็นพระเจ้าพิมพิสาร บุตรคฤหบดี เจ้าพนักงานรักษา
เรือนคลัง ได้เป็นมหาเศรษฐีชื่อวิสาขะ ภรรยาของเขาได้เป็นธิดาของเศรษฐี
ชื่อธรรมทินนา บริษัทที่เหลือ เกิดเป็นราชบริขารของพระเจ้าพิมพิสารทั้งหมด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าของพวกเราเสด็จอุบัติในโลก ล่วงไป ๗ สัปดาห์ ก็เสด็จ
มายังกรุงพาราณสี โดยลำดับ ประกาศพระธรรมจักร โปรดพระภิกษุปัญจวัคคีย์
เป็นต้นไป จนถึงทรงแนะนำชฏิล ๓ ท่าน ซึ่งมีบริวาร ๒,๕๐๐๑ จึงเสด็จไป
กรุงราชคฤห์ ณ กรุงราชคฤห์นั้น โปรดพระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งเสด็จเข้าไปเฝ้า
ในวันนั้นเอง ให้ดำรงอยู่ในโสดาปัตตผล พร้อมด้วยพราหมณ์และคฤหบดี
ชาวมคธ ๑๑ นหุต. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์พระเจ้าพิมพิสาร
เพื่อเสวยภัตตาหารในวันพรุ่ง. ครั้นวันรุ่งขึ้น อันท้าวสักกะจอมทวยเทพนำ
เสด็จ ทรงชมเชยด้วยคาถาทั้งหลาย เป็นต้น อย่างนี้ว่า
ทนฺโต ทนฺเตหิ สห ปุราณชฏิเลหิ
วิปฺปมุตฺโต วิปฺปมุตฺเตหิ
สิงคินิกฺขสุวณฺโณ
ราชคหํ ปาวิสิ ภควา.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงฝึกแล้ว กับเหล่า
ปุราณชฏิล ผู้ฝึกแล้ว พระผู้หลุดพ้นแล้ว กับเหล่า
ปรุราณชฏิลผู้หลุดพ้นแล้ว ผู้มีพระฉวีวรรณงามดังแท่ง
ทองสิงคี เสด็จเข้าสู่กรุงราชคฤห์ ดังนี้.
๑. ในพระวินัยปิฏกมหาวรรค ๔/ข้อ ๓๗ เป็น ๑,๐๐๐

282
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 283 (เล่ม 39)

เสด็จเข้าสู่กรุงราชคฤห์ ทรงรับมหาทานในพระราชนิเวศน์ของพระเจ้าพิมพิสาร
เปรตเหล่านั้นยืนห้อมล้อมด้วยหวังอยู่ว่า บัดนี้ พระราชาจักทรงอุทิศทานแก่
พวกเรา บัดนี้ จักทรงอุทิศทานแก่พวกเรา.
ฝ่ายพระเจ้าพิมพิสารถวายทานแล้ว ทรงพระดำริว่า พระผู้มีพระภาค-
เจ้าจะพึงประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอ ทรงพระดำริถึงแต่เรื่องที่ประทับอยู่ของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้น มิได้ทรงอุทิศทานนั้นแก่ใคร ๆ.
เปรตทั้งหลายสิ้นหวัง ตอนกลางคืน จึงพากันทำเสียงแปลกประหลาด
น่าสะพรึงกลัวอย่างเหลือเกินใน พระราชนิเวศน์. พระราชาทรงสลดพระราช-
หฤทัยหวาดกลัว ต่อรุ่งสว่างกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้ยินเสียงเช่นนี้ เหตุอะไรหนอ จักมีแก่ข้าพระองค์
พระเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ถวายพระพรมหาบพิตร โปรดอย่าทรง
กลัวเลย จักไม่มีสิ่งชั่วร้ายอะไร ๆ แก่มหาบพิตรดอก ก็แต่ว่า พวกพระญาติ
เก่า ๆ ของมหาบพิตร เกิดเป็นเปรตมีอยู่ เปรตเหล่านั้น เที่ยวอยู่สิ้นพุทธันดร
หนึ่ง หวังอยู่ต่อมหาบพิตรว่า จักทรงถวายทานแด่พระพุทธเจ้า แล้วจักทรง
อุทิศส่วนกุศลแก่พวกเรา เมื่อวันวาน มหาบพิตรมิได้ทรงอุทิศส่วนกุศลแก่
เปรตพวกนั้น เปรตพวกนั้นสิ้นหวัง จึงพากันทำเสียงแปลกประหลาดเช่นนั้น.
พระเจ้าพิมพิสารกราบทูลว่า พระเจ้าข้า บัดนี้ เมื่อข้าพระองค์ถวาย
ทาน พวกเขาก็ควรได้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ถวายพระพร มหาบพิตร.
พระเจ้าพิมพิสารกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ถ้าเช่นนั้น ขอพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า โปรดทรงรับนิมนต์เสวยภัตตาหารเช้าพรุ่งนี้ ของข้าพระองค์ด้วยนะ

283