ได้ว่า วนสัณฑะ ราวป่า เหมือนในประโยคเป็นต้นว่า อตฺถิ สวิตกฺกสวิจาเร,
อตฺถิ อวิตกฺกวิจารมตฺเต, สุเข ทุกฺเข ชีเว, มีวิตกมีวิจารก็มี ไม่มี
วิตกมีวิจารก็มี, ชีพเป็นสุข เป็นทุกข์. คำว่า ยถา เป็นคำอุปมา ยอดของ
พุ่มไม้นั้นบานแล้ว เหตุนั้น พุ่มไม้นั้นจึงชื่อว่า มียอดบานแล้ว อธิบายว่า
ดอกไม้ที่เกิดเองที่กิ่งใหญ่กิ่งน้อยทุกกิ่ง. ดอกไม้นั้น ท่านกล่าวว่ามียอดอัน
บานแล้ว ตามนัยที่กล่าวมาก่อนแล้วนั่นแล. บุทว่า คิมฺหานมาเส ปฐมสฺมึ
คิมฺเห ความว่า ในเดือนหนึ่ง แห่งเดือนในฤดูคิมหันต์ ๔ เดือน. ถ้าจะ
ถามว่า ในเดือนไหน. ตอบว่า ในฤดูคิมหันต์เดือนต้น อธิบายว่า ในเดือน
จิตรมาส เดือน ๕. จริงอยู่ เดือนจิตรมาสนั้น ท่านเรียกว่าเดือนต้นฤดูคิมหันต์
และว่าฤดูวัสสานะอ่อน ๆ คำนอกจากนั้น ปรากฏขัดโดยอรรถแห่งบทแล้ว
ทั้งนั้น.
ส่วนความรวมในคำนี้มีดังนี้ว่า พุ่มไม้ที่งอกงามมีนามเรียกว่า กอไม้
รุ่น ยอดกิ่งมีดอกบานสะพรั่ง ย่อมสง่างามอย่างเหลือเกิน ในป่าที่รกชัฏด้วย
ต้นไม้นานาชนิดในฤดูวสันต์อ่อน ๆ ที่มีชื่อว่า เดือนต้นฤดูคิมหันต์ ฉันใด
พระผู้มีพระภาคเจ้า มิใช่ทรงแสดงเพราะเห็นแก่ลาภ มิใช่ทรงแสดงเพราะเห็น
แก่สักการะเป็นต้น หากแต่มีพระหฤทัยอันพระมหากรุณาให้ทรงขะมักเขม้น
อย่างเดียว ได้ทรงแสดงพระปริยัติธรรมอันประเสริฐที่ชื่อว่า มีอุปมาเหมือน
อย่างนั้น เพราะสง่างามอย่างยิ่งด้วยดอกไม้ คือประเภทแห่งอรรถนานาประการ
มีขันธ์อายตนะเป็นต้นก็มี มีสติปัฏฐานและสัมมัปปธานเป็นต้นก็มี มีศีลขันธ์
สมาธิขันธ์เป็นต้นก็มี ชื่อว่า ให้ถึงพระนิพพาน เพราะแสดงมรรคอันให้ถึง
พระนิพพาน เพื่อเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่สัตว์ทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน
ส่วนในคำว่า ปรมํ หิตาย ท่านลงนิคคหิต ก็เพื่อสะดวกแก่การผูกคาถา.
ส่วนความมีดังนี้ว่า ได้ทรงแสดง เพื่อประโยชน์อย่างยิ่ง คือเพื่อพระนิพพาน.