พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 254 (เล่ม 39)

พระอรหัตผล. ผู้บรรลุคุณควรบรรลุนั้น เหตุนั้น จึงชื่อว่า ปตฺติปตฺตา.
บทว่า อมตํ ได้แก่ พระนิพพาน. บทว่า วิคยฺห ได้แก่เข้าถึงโดยอารมณ์
บทว่า ลทฺธา แปลว่า ได้แล้ว. บทว่า มุธา ได้แก่ โดยไม่มีค่าคือ ไม่ทำ
ค่าแม้เพียงกากณึกหนึ่ง. บทว่า นิพฺพุตึ ได้แก่ ผลสมาบัติ ที่ระงับความ
กระวนกระวายด้วยอำนาจกิเลสเสียแล้ว. บทว่า ภุญฺชมานา ได้แก่ เสวย
อยู่. ท่านอธิบายไว้อย่างไร. ท่านอธิบายว่า ชนเหล่าใด ในศาสนาของพระ
โคดมนี้ ชื่อว่าประกอบดีแล้ว เพราะถึงพร้อมด้วยศีล ชื่อว่า มีใจหนักแน่น
เพราะถึงพร้อมด้วยสมาธิ ชื่อว่าไร้ความอาลัยเพราะถึงพร้อมด้วยปัญญา ชนเหล่า
นั้น ก็เข้าถึงอมตะด้วยสัมมาปฏิบัตินี้เป็นผู้ได้เปล่า ๆ เสวยความดับซึ่งเข้าใจได้
ว่าผลสมาบัติ ชื่อว่า เป็นผู้บรรลุคุณที่ควรบรรลุ.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้น ตรัสคุณของสังฆรัตนะ โดยพระขีณาสว-
บุคคล ผู้เสวยผลสมาบัติอย่างนี้แล้ว บัดนี้ทรงอาศัยคุณนั้นนั่นแล จึงทรง
ประกอบสจัจวจนะ ว่า อิทมฺปิ สงฺเฆ รตนํ ปณีตํ แม้อันนี้ ก็เป็น
รัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ ความแห่งสัจจวจนะนั้น พึงทราบตามนัยที่กล่าว
ก่อนแล้ว พวกอมนุษย์ในแสนโกฏิจักรวาล ก็พากันยอมรับพุทธอาชญาแห่ง
พระคาถาแม้นี้แล.
พรรณนาคาถาว่า ยถินฺทขีโล
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้น ตรัสสัจจวจนะมีสังฆรัตนะเป็นที่ตั้ง โดย
ขีณาสวบุคคล อย่างนี้แล้ว ทรงเริ่มตรัส โดยคุณของพระโสดาบันเท่านั้นว่า
ยถินฺทขีโล เป็นต้น. ในคำนั้น บทว่า ยถา เป็นคำอุปมา. คำว่า
อินฺทขีโล นี้ เป็นชื่อของเสาไม้แก่นที่เขาตอกจมดิน ๘ ศอก หรือ ๑๐ ศอก
ภายในธรณีประตู เพื่อป้องกันประตูพระนคร. บทว่า ปฐวึ แปลว่า แผ่นดิน

254
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 255 (เล่ม 39)

บทว่า สิโต ได้แก่ เข้าไปอาศัยอยู่ข้างใน. บทว่า สิยา แปลว่า พึงเป็น.
บทว่า จตุพฺภิ เวเตหิ แปลว่า อันลมที่พัดมาแค่ ๔ ทิศ. บทว่า อสมฺ-
ปิกมฺปิโย ได้แก่ไม่อาจให้ไหว หรือขยับเขยื้อนได้. บทว่า ตถูปมํ แปลว่า
เหมือนคนนั้น. บทว่า สปฺปุริสํ ได้แก่ บุรุษสูงสุด บทว่า วทามิ แปลว่า
กล่าว บทว่า โย อริยสจิจานิ เชอเวจฺจ ปสฺสติ แปลว่า ผู้ใดหยั่งเห็น
อริยสัจ ๔ ด้วยปัญญา. ในข้อนั้น อริยสัจทั้งหลาย พึงทราบตามนัยที่กล่าว
ไว้แล้วในกุมารปัญหา และคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั่นแล.
ส่วนความสังเขปในข้อนี้ มีดังนี้ เหมือนอย่างว่าเสาเขื่อน จมติดดิน
เพราะมีรากลึก ลมพัดมา ๔ ทิศ ก็พึงให้ไหวไม่ได้ ฉันใด สัตบุรุษใดหยั่ง
เห็นอริยสัจ เรากล่าวสัตบุรุษแม้นี้ อุปมาฉันนั้นเหมือนกัน. เพราะเหตุไร
เพราะเหตุว่า สัตบุรุษแม้นั้น เป็นผู้อันลมคือวาทะของเดียรถีย์ทั้งปวงทำให้
ไหวไม่ได้ คือใครๆ ก็ไม่อาจให้ไหวหรือเขยื้อนจากทัสสนะนั้นได้ เหมือน
เสาเขื่อนอันลมพัดนา ๔ ทิศ ทำให้ไหวไม่ได้ฉะนั้น. เพราะฉะนั้น พระผู้
มีพระภาคเจ้า จึงตรัสไว้แม้ในสูตรอื่นว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เสาเหล็กหรือเสาเขื่อนลง
รากลึก ฝังอย่างดี ไม่หวั่น ไม่ไหว แม้หากว่าลมฝน
แรงกล้าพัดมาด้านทิศบูรพา, ก็ไม่พึงหวั่นไม่พึงไหว
ไม่พึงขยับเขยื้อน แม้หากว่าลมฝนแรงกล้าพัดมาด้าน
ทิศปัจฉิม, ทิศทักษิณ, ทิศอุดร ก็ไม่พึงหวั่นไม่พึง
ไหว ไม่พึงขยับเขยื้อน เพราะเหตุไร เพราะลงราก
ลึก เพราะเสาเขื่อนเขาฝังไว้ดีแล้ว ฉันใด ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง

255
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 256 (เล่ม 39)

ย่อมรู้ความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินี-
ปฏิปทา สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นย่อมไม่ตรวจดู
หน้าของสมณะหรือพราหมณ์อื่นว่า ท่านเมื่อรู้ ก็รู้
เมื่อเห็นก็เห็นอย่างนี้แน่นอน ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะอริยสัจ ๔ สมณะหรือ
พราหมณ์ผู้นั้น เห็นอย่างดีแล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้น ตรัสคุณของสังฆรัตนะโดยอำนาจพระโสดา-
บัน ที่ประจักษ์แก่คนเป็นอันมากเท่านั้นอย่างนี้แล้ว บัดนี้ ทรงอาศัยคุณนั้น
นั่นแล จึงทรงประกอบสัจจวจนะว่า อิทมฺปิ สงฺเฆ รตนํ ปณีตํ แม้อันนี้
ก็เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์. ความของสัจจวจนะนั้น พึงทราบตามนัย
ที่กล่าวมาก่อนแล้วนั้นแล. พวกอมนุษย์ในแสนโกฏิจักรวาล ก็พากันยอมรับ
พุทธอาชญาแห่งพระคาถาแม้นี้แล.
พรรณนาคาถาว่า เย อริยสจฺจานิ
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสสัจจวจนะ อันมีสังฆรัตนะเป็นที่ตั้ง
ด้วยคุณของพระโสดาบัน โดยไม่แปลกกันอย่างนี้แล้ว บัดนี้ จึงทรงเริ่มตรัส
ว่า เย อริยสจฺจานิ เป็นต้น ด้วยคุณของพระโสดาบันสัตตักขัตตุปรมะ
น้องน้อยของพระโสดาบันทั้งหมด บรรดาพระโสดาบัน ๓ ประเภท คือ
เอกพิชี โกลังโกละ สัตตักขัตตุปรมะ เหมือนที่ตรัสไว้ว่า
บุคคลบางตนในพระศาสนานี้ย่อมขอว่าโสดาบัน
เพราะสิ้นสังโยชน์ ๓ โสดาบันนั้น บังเกิดภพเดียว
เท่านั้น ก็ทำที่สุดทุกข์ นี้ชื่อ เอกพิชี. โสดาบันท่อง
เที่ยวอยู่ ๒ หรือ ๓ ตระกูล ก็เหมือนกัน ย่อมทำที่

256
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 257 (เล่ม 39)

สุดทุกข์ได้ นี้ชื่อ โกลังโกละ โสดาบันยังเวียนว่าย
ตายเกิดอยู่ในเทวดาและมนุษย์ ๗ ครั้ง ก็เหมือนกัน
ย่อมทำที่สุดทุกข์ได้ นี้ชื่อ สัตตักขัตตุปรมะ.
ในคำนั้น คำว่า เย อริยสจฺจานิ นี้ มีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้น.
บทว่า วิภาวยนฺติ ได้แก่ กำจัดความมืดคือกิเลส อันปกปิดสัจจะแล้ว ทำให้
แจ่มแจ้งปรากฏแก่ตน ด้วยแสงสว่างแห่งปัญญา. บทว่า คมฺภีรปญฺเญน
ได้แก่ อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้มีพระปัญญา มีกำลัง ซึ่งใคร ๆ ไม่ได้ด้วย
ญาณของโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก ด้วยพระปัญญาที่หาประมาณมิได้ ท่าน
อธิบายว่า ผู้เป็นสัพพัญญู.
บทว่า สุเทสิตานิ ได้แก่ ทรงแสดงด้วยดี ด้วยนัยนั้น ๆ มีสมาสันย
อัพพยาสนัย สากัลยนัย เวกัลยนัยเป็นต้น. บทว่า กิญฺจาปิ เต โหนฺติ
ภุสปฺปมตฺตา ความว่า บุคคลทั้งหลาย ผู้อบรมอริยสัจแล้วเหล่านั้น อาศัย
ฐานะแห่งความประมาท มีความเป็นเทวราชและความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
เป็นต้น เป็นผู้ประมาทอย่างร้ายแรง ก็จริง ถึงเช่นนั้น นามรูปใดพึงตั้งอยู่
เพราะวิญญาณที่โสดาปัตติมรรคญาณปรุงแต่งดับไป แล้วเกิดในสังสารวัฏที่มี
เบื้องต้นเบื้องปลายตามไปไม่รู้แล้ว ถึง ๗ ภพ ก็ไม่ถือเอาภพที่ ๘ เพราะ
นามรูปนั้นดับไป เพราะตั้งอยู่ไม่ได้ แต่ในภพที่ ๗ นั่งเอง ก็จักเริ่มวิปัสสนา
แล้วบรรลุพระอรหัต.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสคุณของสังฆรัตนะ โดยพระโสดาบัน
สัตตักขัตตุปรมะอย่างนี้แล้ว บัดนี้ ทรงอาศัยคุณนั้นนั่นแล จึงทรงประกอบ
สัจจวจนะว่า อิทมฺปิ สงฺเฆ รตนํ ปณีตํ แม้อันนี้ก็เป็นรัตนะอันประณีต
ในพระสงฆ์ ความของสัจจวนะนั้น พึงทราบตามนัยที่กล่าวมาก่อนแล้วนั่นแล.

257
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 258 (เล่ม 39)

พวกอมนุษย์ในแสนโกฏิจักรวาล ก็พากันยอมรับพุทธอาชญาแห่งพระคาถานี้
แล.
พรรณนาคาถาว่า สหาวสฺส
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสสัจจวจนะ มีสังฆรัตนะเป็นที่ตั้ง ด้วย
คุณคือการไม่ถือเอาภพที่ ๘ ของพระโสดาบันสัตตักขัตตุปรมะอย่างนี้แล้ว บัดนี้
จึงเริ่มตรัสว่า สหาวสฺส เป็นต้น ด้วยคุณของพระโสดาบันสัตตักขัตตุปรมะ
นั้นนั่นแล แม้จะยังถือภพ ๗ ภพ ซึ่งแปลกจากบุคคลอื่น ๆ ที่ยังละการถือภพ
ไม่ได้. ในคำนั้น บทว่า สหาว แปลว่า พร้อมกับ. บทว่า อสฺส
ได้แก่ ของบรรดาพระโสดาบันที่ตรัสว่า พระโสดาบันเหล่านั้น ไม่ถือเอา
ภพที่ ๘ ภพใดภพหนึ่ง. บทว่า ทสฺสนสมฺปทาย ได้แก่ ด้วยความ
ถึงพร้อมแห่งโสดาปัตติมรรค. จริงอยู่ โสดาปัตติมรรคเห็นพระนิพพานแล้ว
ท่านจึงเรียกว่า ทัสสนะ เพราะเห็นพระนิพพานก่อนธรรมทั้งปวง ด้วยความ
ถึงพร้อมแห่งกิจที่ควรทำ. ความปรากฏแห่งโสดาปัตติมรรคนั้นอยู่ในตน ชื่อ
ว่า ทัสสนสัมปทา. พร้อมด้วยทัสสนสัมปทานั้นนั่นแล. ศัพท์ว่า สุ ในคำ
ว่า ตยสฺสุ ธมฺมา ชหิตา วนฺติ นี้เป็นนิบาต ลงในอรรถสักว่าทำบท
ให้เต็ม เหมือนในประโยคเป็นต้นว่า อิทํ สุ เม สาริปุตฺต มหาวิกฏ-
โภชนสฺมึ โหติ ดูก่อนสารีบุตรนี้แล เป็นการฉันอาหารแบบมหาวิกัฎของ
เราละ ในข้อนี้มีความอย่างนี้ว่า เพราะเหตุว่า ธรรมดา [สังโยชน์เบื้องต่ำ ๓]
ย่อมเป็นอันพระโสดาบัน ละได้แล้ว เป็นอันสละแล้ว พร้อมด้วยทัสสนสัมปทา
ของพระโสดาบันนั้น.
บัดนี้ เพื่อทรงแสดงธรรมที่พระโสดาบันล่ะได้แล้ว จึงตรัสว่า สกฺกาย-
ทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉิตญฺจ สีลพฺพตํ วาปิ ยทตฺถิ กิญฺจิ ในธรรม ๓ อย่างนั้น

258
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 259 (เล่ม 39)

เมื่อกายยังมีอยู่ ทิฏฐิมีวัตถุ ๒๐ ในกาย ที่เรียกว่า อุปาทานขันธ์ ๕ ที่มีอยู่
ชื่อว่า สักกายทิฏฐิ หรือว่าเมื่อกายยังมีอยู่ ทิฏฐิความเห็นในกายนั้น แม้
เพราะเหตุนั้น ชื่อว่า สักกายทิฏฐิ อธิบายว่า ทิฏฐิที่มีอยู่ในกาย ตามที่กล่าว
มาแล้ว. หรือทิฏฐิความเห็นในกายที่มีอยู่นั่นแล แม้เพราะเหตุนั้น ชื่อว่า
สักกายทิฏฐิ อธิบายว่า ทิฏฐิในกายตามที่กล่าวมาแล้ว อันมีอยู่ ซึ่งเป็นไป
อย่างนี้ว่า อัตตา กล่าวคือรูปเป็นต้น. ทิฏฐิทั้งปวง ย่อมเป็นอันพระโสดา
บันละแล้วทั้งนั้น เพราะละสักกายทิฏฐินั้นได้แล้ว ด้วยว่า สักกายทิฏฐินั้น
เป็นมูลรากของธรรมคือกิเลสเหล่านั้น ปัญญาท่านเรียกว่า จิกิฉิตะเพราะระงับ
พยาธิคือกิเลสทั้งปวง. ปัญญาจิกิจฉิตะ ปัญญาแก้ไขนั้น ไปปราศแล้วจากสิ่งนี้
หรือสิ่งนี้ ไปปราศแล้วจากปัญญาจิกิจฉิตะนั้น เหตุนั้น จึงชื่อว่า วิจิกิจฉิตะ.
คำนี้เป็นชื่อของความสงสัยที่มีวัตถุ ที่ตรัสไว้โดยนัยเป็นต้นว่า สงสัยในพระ-
ศาสดา. ความสงสัยแม้ทั้งหมด เป็นอันละได้แล้วก็เพราะละวิจิกิจฉานั้นได้แล้ว
จริงอยู่ ความสงสัยนั้นเป็นมูลรากของกิเลสเหล่านั้น. ศีลต่างอย่างมีโคศีล ศีล
วัว กุกกุรศีล ศีลสุนัขเป็นต้น และวัตรมีโควัตรและกุกกุรวัตรเป็นต้น ที่มาใน
มาลีประเทศเป็นต้น อย่างนี้ว่า สมณพราหมณ์ภายนอกพระศาสนานี้ ถือความ
บริสุทธิ์ด้วยศีล บริสุทธิ์ด้วยวัตรเรียกว่า ศีลวัตร. ตบะเพื่อเทพเจ้ามีความเปลือย
กาย ความมีศีรษะโล้นเป็นต้นแม้ทุกอย่าง เป็นอันละได้แล้ว ก็เพราะละศีลวัตร
นั้น. จริงอยู่ ศีลวัตรนั้นเป็นมูลรากของตบะนั้น. ด้วยเหตุนั้นแล พระผู้มี-
พระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ท้ายคาถาทั้งหมดว่า ยทตฺถิ กิญฺจิ อย่างใดอย่างหนึ่งมี
อยู่. พึงทราบว่าบรรดาสังโยชน์เบื้องต่ำ ๓ นั้น สักกายทิฏฐิจะละได้ก็ด้วย
ความถึงพร้อมด้วยการเห็นทุกข์ วิจิกิจฉาจะละได้ก็ด้วยความถึงพร้อมด้วยการ
เห็นสมุทัย สีลัพพตะ [ปรามาส] จะละได้ ก็ด้วยความถึงพร้อมด้วยการ
เห็นมรรคและการเห็นพระนิพพาน.

259
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 260 (เล่ม 39)

พรรณนาคาถาว่า จตูหปาเยหิ
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงการละกิเลสวัฏของพระโสดาบันนั้น
อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อกิเลสวัฏนั้น มีอยู่ วิปากวัฏใดพึงมี เมื่อทรงแสดงการละ
วิปากวัฏแม้นั้น เพราะละกิเลสวัฎนั้นได้จึงตรัสว่า จตูหปาเยหิ จ วิปฺป-
มุตฺโต ในคำนั้น ชื่อว่าอบายมี คือ นิรยะ ติรัจฉานะ เปตติวิสยะและ
อสุรกายะ อธิบายว่า พระโสดาบันนั้น แม้ยังถือภพ ๗ ก็หลุดพ้นจากอบาย
ทั้ง ๘ นั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงการละวิปากวัฏของพระโสดาบัน
นั้นอย่างนี้แล้ว บัดนี้ กรรมวัฏใด เป็นมูลรากของวิปากวัฎนี้ เมื่อทรง
แสดงการละกรรมวัฏแม้นั้น จึงตรัสว่า ฉ จาภิฐานานิ อภพฺโพ กาตุํ
และไม่ควรทำอภิฐานะ ๖. ในคำนั้น บทว่า อภิฐานานิ ได้แก่ ฐานะอัน
หยาบ. พระโสดาบันนั้น ไม่ควรทำอภิฐานะนั้น. ก็อภิฐานะเหล่านั้น พึง
ทราบว่ากรรมคือ มาตุฆาต ฆ่ามารดา ปิตุฆาต ฆ่าบิดา อรหันตฆาต ฆ่า
พระอรหันต์ โลหิตุปบาท ทำโลหิตของพระพุทธเจ้าให้ห้อ สังฆเภททำสงฆ์ให้
แตกกัน อัญญสัตถารุทเทส นับถือศาสดาอื่นคือเข้ารีต ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ในเอกนิบาต อังคุตตรนิกาย โดยนัยเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ข้อที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ [สัมมาทิฏฐิ] จะพึงปลงชีวิตมารดาเสีย ไม่เป็น
ฐานะ ไม่เป็นโอกาส [คือเป็นไปไม่ได้]. จริงอยู่ อริยสาวก ผู้ถึงพร้อมด้วย
ทิฏฐิ ไม่พึงปลงชีวิตแม้แต่มดดำมดแดงก็จริง ถึงอย่างนั้น อภิฐานะ ๖ นั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ ก็เพื่อตำหนิภาวะแห่งปุถุชน. แท้จริง ปุถุชนย่อม
ทำแม้อภิฐาน ซึ่งมีโทษมากอย่างนี้ได้ ก็เพราะไม่ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ส่วน
พระโสดาบัน ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ไม่ควรจะทำอภิฐานะเหล่านั้น. ส่วนการ

260
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 261 (เล่ม 39)

ใช้อภัพพศัพท์ในที่นี้ ก็เพื่อแสดงว่าพระโสดาบันไม่ทำแม้ในภพอื่น. ความจริง
แม้ในภพอื่น พระโสดาบันถึงไม่รู้ว่าตนเป็นอริยสาวกโดยธรรมดานั่นเอง ก็ไม่
ทำบาป ๖ อย่างนั้น หรือทำเวร ๕ มีปาณาติบาตเป็นต้น หรือถึงฐานะ ๖ พร้อม
กับการนับถือศาสดาอื่น ซึ่งอาจารย์บางพวกหมายถึงแล้วกล่าวว่า ฉ จาภิฐานานิ
ดังนี้ก็มี ก็พระอริยสาวกและเด็กชาวบ้านผู้จับปลาตายเป็นต้น เป็นตัวอย่างใน
ข้อนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสคุณของอริยสาวกแม้ยังถือภพ ๗ อยู่
ซึ่งเป็นสังฆรัตนะ โดยคุณที่แปลกจากบุคคลอื่น ๆ ที่ยังละการถือภพไม่ได้
อย่างนี้แล้ว บัดนี้ ทรงอาศัยคุณนั้นนั่นแล จึงทรงประกอบสัจจวจนะว่า
อิทมฺปิ สงฺเฆ รตนํ ปณีตํ แม้อันนี้ ก็เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์
นั้น. ความของสัจจวจนะนั้น พึงทราบโดยนัยที่กล่าวมาก่อนแล้วนั่นแล. พวก
อมนุษย์ในแสนโกฏิจักรวาล ก็พากันยอมรับพุทธอาชญาแห่งพระคาถามิแล.
พรรณนาคาถาว่า กิญฺจาปิ โส
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสสัจจวจนะ มีสังฆรัตนะเป็นที่ตั้ง โดย
ที่แปลกจากบุคคลอื่น ที่ยังละการถือภพไม่ได้ของพระโสดาบันแม้ยังถือภพ ๗
ภพ อย่างนี้แล้ว บัดนี้ พระโสดาบันผู้ถึงพร้อมด้วยทัสสนะ. ไม่ใช่ไม่ควรทำ
อภิฐานะ ๖ อย่างเดียวก็หาไม่ ทั้งยังไม่ควรทำบาปกรรมแม้เล็กน้อยอะไร ๆ แล้ว
ปกปิดบาปกรรมนั้นด้วย ดังนั้น จึงทรงเริ่มตรัสโดยคุณคือพระโสดาบันผู้ถึง
พร้อมด้วยทัสสนะ แม้อยู่ด้วยความประมาท ก็ไม่มีการปกปิดกรรมที่ทำมาแล้ว
ว่า กิญฺจาปิ โส กมฺมํ กโรติ ปาปกํ พระโสดาบันนั้น แม้ทำบาปกรรม
ก็จริง.

261
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 262 (เล่ม 39)

พระดำรัสนั้นมีความดังนี้ ถึงแม้ว่าพระโสดาบันนั้น ถึงพร้อมด้วย
ทัสสนะ อาศัยการอยู่อย่างประมาท ด้วยหลงลืมสติ เว้นสิกขาบทที่เป็นโลก-
วัชชะ ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายถึงการจงใจล่วงละเมิดตรัสไว้ว่า สิกขา
บทใด เราบัญญัติแก่สาวกทั้งหลาย สาวกทั้งหลายย่อมไม่ล่วงละเมิดสิกขาบท
นั้นของเรา แม้เพราะเหตุแห่งชีวิตดังนี้. ย่อมทำบาปกรรมอย่างอื่นทางกาย
ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงรังเกียจ กล่าวคือการล่วงละเมิดสิกขาบทที่เป็นปัณณติวัชชะ
มีกุฏิการสิกขาบทและสหเสยยสิกขาบทเป็นต้นก็ดี ทำบาปกรรมทางวาจา มีสอน
ธรรมแก่อนุปสัมบันว่าพร้อมกัน แสดงธรรมแก่มาตุคามเกิน ๕ - ๖ คำ การพูด
เพ้อเจ้อ พูดคำหยาบเป็นต้นก็ดี ทำบาปกรรมทางใจ ไม่ว่าในที่ไหน ๆ คือ
การทำให้เกิดโลภะ โทสะ การยินดีทองเป็นต้น การไม่พิจารณาเป็นต้นในการ
บริโภคจีวรเป็นอาทิก็ดี พระโสดาบันนั้น ก็ไม่ควรปกปิดบาปกรรมนั้น คือ
พระโสดาบันนั้น รู้ว่ากรรมนี้ไม่สมควร ไม่ควรทำ ก็ไม่ปกปิดบาปกรรมนั้น
แม้แต่ครู่เดียว ในทันใดนั้นเอง ก็กระทำให้แจ้งคือเปิดเผยในพระศาสดา หรือ
ในเพื่อนสพรหมจารีผู้เป็นวิญญูชนแล้ว กระทำคืนตามธรรม หรือระวังข้อที่
ควรระวัง อย่างนี้ว่าข้าพเจ้าจักไม่ทำอีก. เพราะเหตุไร. เพราะเหตุว่า พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงความที่พระโสดาบันผู้เห็นบทคือพระนิพพานแล้ว ไม่
ควรปกปิดบาปกรรม อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงความที่บุคคล ผู้
เห็นบทคือพระนิพพาน ผู้ถึงพร้อมด้วยทัสสนะ ไม่ควรที่จะทำบาปกรรมแม้
เห็นปานนั้น แล้วปกปิดบาปกรรมนั้นไว้. ตรัสไว้อย่างไร. ตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เด็กเยาว์อ่อนนอนหงาย
เอามือเอาเท้าเหยียบถ่านไฟ ย่อมหดกลับฉันพลัน ฉัน
ใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถึงแม้ว่า พระโสดาบันต้อง

262
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 263 (เล่ม 39)

อาบัติเห็นปานนั้น การออกจากอาบัติเห็นปานนั้น ย่อม
ปรากฏ ที่นั้นแหละพระโสดาบันย่อมรีบแสดง เปิด
เผย ทำให้ง่าย ในพระศาสดาที่รอในเพื่อนสพรหมจารี
ผู้เป็นวิญญูชน ครั้นแล้วก็สำรวมระวังต่อไป นี้เป็น
ธรรมดาของบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ก็ฉันนั้น
เหมือนกัน.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสคุณของสังฆรัตนะด้วยคุณของพระโสดา-
บันแม้อยู่ด้วยความประมาท แต่ก็ถึงพร้อมด้วยทัสสนะไม่มีการปกปิดบาปกรรม
ที่ทำแล้วอย่างนี้แล้ว บัดนี้ ทรงอาศัยคุณนั้นนั่นแล จึงทรงประกอบสัจจวจนะ
ว่า อิทมฺปิ สงฺเฆ รตนํ ปณีตํ แม้อันนี้ ก็เป็นรัตนะอันประณีตใน
พระสงฆ์ ความของสัจจวจนะนั้น พึงทราบตามนัยที่กล่าวมาก่อนแล้วทั้งนั้น.
พวกอมนุษย์ในแสนโกฏิจักรวาล ก็พากันยอมรับพุทธอาชญาแห่งพระคาถานี้แล.
พรรณนาคาถาว่า วนปฺปคุมฺเพ
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสสัจจวจนะ มีสังฆรัตนะเป็นที่ตั้งโดย
ประการแห่งคุณนั้น ๆ ของบุคคลทั้งหลาย ที่เนื่องอยู่ในพระสงฆ์อย่างนี้แล้ว
บัดนี้ ทรงอาศัยพระปริยัติธรรม ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงคุณ
พระรัตนตรัย ก็ทรงแสดงอย่างสังเขปในที่นี้ และทรงแสดงไว้พิศดารในที่อื่น
จึงทรงเริ่มตรัสสัจจวจนะ มีพระพุทธรัตนะเป็นที่ตั้งอีกว่า วนปฺปคุมฺเพ ยถา
ผุสฺสิตคฺเค ในสัจจวจนะนั้น กลุ่มต้นไม้ที่กำหนดด้วยถิ่นที่อยู่ประจำอันใกล้
ชื่อว่า วนะ ป่า. พุ่มไม้ที่งอกงามด้วยรากแก่นกระพี้เปลือกกิ่งและใบ ชื่อว่า
ปคุมพะ. พุ่มไม้ที่งอกงามของป่าหรือในป่า ชื่อว่า วนปฺปคุมฺโพ. พุ่มไม้
ที่งอกงามในป่านี้นั้น ท่านเรียกว่า วนปฺปคุมฺเพ เมื่อเป็นดังนั้น ก็เรียก

263