ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 244 (เล่ม 39)

กันว่าเป็นเลิศ ในข้อนี้. เพราะเหตุไร. เพราะเหตุว่า รัตนะมีทอง เงิน
แก้วมณี แก้วมุกดาเป็นต้น ถูกนำเข้าไปใช้เป็นเครื่องประดับของหัตถิรัตนะ
เป็นต้น ที่เป็นสวิญญาณกรัตนะ.
แม้สวิญญาณกรัตนะ ก็มี ๒ อย่าง คือรัตนะที่เป็นสัตว์เดียรฉาน
และรัตนะที่เป็นมนุษย์. บรรดาสวิญญาณกรัตนะ ๒ อย่างนั้น รัตนะที่เป็น
มนุษย์กล่าวกันว่าเป็นเลิศ. เพราะเหตุไร. เพราะเหตุว่า รัตนะที่เป็นสัตว์
เดียรัจฉาน ย่อมเป็นพาหนะของรัตนะที่เป็นมนุษย์. แม้มนุสสรัตนะก็มี ๒ อย่าง
คืออิตถีรัตนะ และปุริสรัตนะ. บรรดามนุสสรัตนะทั้งสองนั้น ปุริสรัตนะ
กล่าวกันว่าเป็นเลิศ. เพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า อิตถีรัตนะต้องเป็นบริจาริกา
ของปรุสรัตนะ. แม้ปริสรัตคนะก็มี ๒ คือ. อนคาริกรัตนะ และอนคาริกรัตนะ
บรรดาปุริสรัตนะทั้ง ๒ นั้น . อนคาริกรัตนะ กล่าวกันว่าเป็นเลิศ. เพราะ
เหตุไร เพราะเหตุว่า ในอคาริกรัตนะ แม้พระเจ้าจักรพรรดิเป็นเลิศ ก็ยัง
ไหว้อนคาริกรัตนะ. ผู้กอปรด้วยคุณมีศีลเป็นต้น ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ บำรุง
นั่งใกล้ ประสบสมบัติที่เป็นทิพย์และมนุษย์ บรรลุนิพพานสมบัติในที่สุด
เมื่อเป็นดังนั้น แม้อนคาริกรัตนะ ก็มี ๒ อย่าง คือ อริยรัตนะ
และปุถุชนรัตนะ.
แม้อริยรัตนะ ก็มี ๒ อย่าง คือเสขรัตนะ และอเสขรัตนะ
แม้อเสขรัตนะ ก็มี ๒ อย่าง คือ สุกขวิปัสสกรัตนะ และ
สมาถยานิกรัตนะ.
แม้ ้สมถยานิกรัตนะ ก็มี ๒ อย่าง คือที่บรรลุสาวกบารมี และไม่
บรรลุ.

244
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 245 (เล่ม 39)

บรรดาสมถยานิกรัตนะทั้งสองนั้น สมถยานิกรัตนะที่บรรลุสาวกบารมี
กล่าวกันว่าเป็นเลิศ เพราะเหตุไร. เพราะเหตุว่า มีคุณมาก. ปัจเจกพุทธ-
รัตนะ กล่าวกันว่าเป็นเลิศ แม้กว่าสาวกปารมีปัตตรัตนะ. เพราะเหตุไร.
เพราะเหตุว่า มีคุณมาก. พระสาวกหลายร้อย แม้เช่นท่านพระสารีบุตร ท่าน
พระโมคคัลลานะ ก็ไม่ถึงแม้ส่วนร้อยแห่งคุณทั้งหลายของพระปัจเจกพุทธเจ้า
องค์เดียว.
สัมมาสัมพุทธรัตนะ กล่าวกันว่าเป็นเลิศ แม้กว่าปัจเจกพุทะรัตนะ
เพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า มีคุณมาก. ก็หากว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย
นั่งขัดสมาธิเบียดกัน ทั่วทั้งชมพูทวีป ก็ไม่เท่า ไม่เท่าเสี้ยว ไม่เท่าส่วนเสี้ยว
แห่งพระคุณทั้งหลายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียว. สมจริงดังที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายไม่
เท้าหรือ ฯลฯ พระตถาคตกล่าวกันว่า เป็นเลิศแห่งสัตว์เหล่านั้น
เป็นต้น. รัตนะที่เสมอด้วยพระตถาคต ไม่มีเลย โดยปริยายบางอย่าง ด้วย
ประการฉะนี้. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัยว่า น โน สมํ อตฺถิ
ตถาคเตน รัตนะที่เสมอด้วยตถาคตไม่มีเลย.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสความที่พระพุทธรัตนะ อันรัตนะอื่น ๆ
เปรียบไม่ได้อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อระงับอุปัทวะที่เกิดแก่สัตว์เหล่านั้น ไม่
ทรงอาศัยชาติ ไม่ทรงอาศัยโคตร ไม่ทรงอาศัยความเป็นกุลบุตร ไม่ทรง
อาศัยความเป็นผู้มีวรรณะงามเป็นต้น หากแต่ทรงอาศัยความที่พระพุทธรัตนะ
ไม่มีอะไรเทียบเทียมได้ด้วยคุณทั้งหลาย มีศีลขันธ์และสมาธิขันธ์เป็นต้น ใน
โลกที่มีอเวจีเป็นต้น มีภวัคคพรหมเป็นที่สุด จึงทรงประกอบสัจจวจนะว่า

245
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 246 (เล่ม 39)

อิทมฺปิ พุทฺเธ รัตนํ ปณีตํ เอเตน สจฺเจน สุวตฺถิ โหตุ แม้อันนี้ก็
เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้า ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี ดังนี้
สัจจวจนะนั้น มีความดังนี้ว่า ความที่พระพุทธเจ้าไม่มีใครเทียบได้
โดยพระคุณทั้งหลายนั้น ๆ กับทรัพย์เครื่องปลื้มใจหรือรัตนะทุกอย่างที่มีใน
โลกนี้หรือโลกอื่น หรือในสวรรค์ทั้งหลายแม้อันนี้ ชื่อว่าเป็นรัตนะอันประณีต
ในพระพุทธเจ้า ก็หากว่า ข้อนี้เป็นสัจจะไซร้ เมื่อเป็นดังนั้น ด้วยสัจจะนี้
ขอความสวัสดีจงมี ขอความที่สิ่งดีงามทั้งหลายมีอยู่ ความไม่มีโรค ความ
ปราศจากอุปัทวะ จงมีแก่สัตว์เหล่านี้. ก็ในข้อนี้ พึงทราบความว่า รัตนะ
ประณีต ได้แก่ ความเป็นรัตนะประณีต คือภาวะที่พระพุทธเจ้าเป็นรัตนะ
ประณีต เหมือนความที่ว่า เพราะเป็นตน หรือเพราะเนื่องอยู่กับตน นี้
ประโยคเป็นต้นอย่างนี้ว่า จกฺขุํ โข อานนฺท สุญฺญํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน
วา ดูก่อนอานนท์ จักษุแลว่างเปล่าจากตน หรือจากสิ่งที่เนื่องอยู่กับตน.
จริงอยู่ นอกจากนี้ จักษุก็เป็นอันปฏิเสธไม่ได้ว่าตน หรือสิ่งที่เนื่องอยู่กับตน
ฉะนั้น . แท้จริง โดยประการนอกจากนี้ พระพุทธเจ้าย่อมไม่สำเร็จเป็นรัตนะ
ด้วยว่ารัตนะไม่มีอยู่ในสิ่งใด สิ่งนั้นก็ย่อมไม่สำเร็จเป็นรัตนะ. แต่ว่ารัตนะที่
เกี่ยวพันโดยวิธีไร ๆ ก็ตาม ที่นับว่าเป็นประโยชน์ มีผู้คนทำความเคารพ
ยำเกรงเป็นต้น มีอยู่ในสิ่งใด เพราะเหตุที่สิ่งนั้น ท่านมุ่งหมายเอาความเป็น
รัตนะ จึงบัญญัติว่ารัตนะ ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงสำเร็จว่ารัตนะ เพราะรัตนะ
นั้นมีอยู่. อีกนัยหนึ่ง บทว่า อิทมฺปิ พุทฺเธ รตนํ ปณีตํ พึงทราบความ
อย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าเป็นรัตนะ โดยประการแม้นี้. พอพระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสพระคาถา ความสวัสดีก็เกิดแก่ราชสกุล ภัยก็ระงับไป พวกอมนุษย์ใน
แสนโกฏิจักรวาล ก็พากันยอมรับพุทธอาชญาแห่งพระคาถานี้แล.

246
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 247 (เล่ม 39)

พรรณนาคาถาว่า ขยํ วิราคํ
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสสัจจวจนะอย่างนี้แล้ว บัดนี้จึงทรงเริ่ม
ตรัสว่า ขยํ วิราคํ เป็นต้น. ในคำนั้น เพราะเหตุที่กิเลสทั้งหลายมีราคะ
เป็นคนหมดสิ้นไป เพราะทำให้แจ้งพระนิพพาน หรือเพราะเหตุที่พระนิพพาน
นั้น พอกิเลสเหล่านั้นสิ้นไป โดยดับไม่เกิด และเพราะเหตุที่พระนิพพานนั้น
ไม่ประกอบด้วยกิเลสมีราคะเป็นต้น โดยความประจวบ และโดยอารมณ์หรือ
เพราะเหตุที่เมื่อบุคคลทำให้แจ้งพระนิพพานนั้นแล้ว กิเลสทั้งหลายมีราคะเป็น
ต้น ก็คลายออกไปสิ้นเชิงปราศจากไป ถูกกำจัดไป ฉะนั้นพระนิพพาน ท่าน
จึงเรียกว่า ขยะ ว่า วิราคะ แต่เพราะเหตุที่พระนิพพานนั้น ความเกิดไม่
ปรากฏ ความเสื่อมไม่ปรากฏ ความที่จิตแปรปรวนไม่มี ฉะนั้น พระนิพ-
พานนั้น ท่านจึงทำว่าไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย เรียกว่า อมตะ แต่ [ในที่นี้]
ท่านเรียกว่า ประณีต เพราะอรรถว่า สูงสุด และเพราะอรรถว่า ไม่อิ่ม.
บทว่า ยทชฺฌคา ได้แก่ บรรลุ พบ ได้กระทำให้แจ้งด้วยกำลังญาณ
ของตน ซึ่งพระนิพพานนั้น . บทว่า สกฺยมุนี ได้แก่ ชื่อว่า ศากยะเพราะ
ทรงเป็นโอรสของสกุลศากยะ ชื่อว่า มุนี เพราะประกอบด้วย โมเนยยธรรม
มุนีคือศากยะ ชื่อว่า พระศากยมุนี. บทว่า สมาหิโต ได้แก่ ผู้มีจิตตั้ง
มั่นแล้วด้วยสมาธิเป็นอริยมรรค. บทว่า น เตน ธมฺเมน สมตฺถิ
กิญฺจิ ความว่า ธรรมชาติไร ๆ ที่เสมอด้วยธรรมที่พระศากยมุนีทรงบรรลุ
แล้ว มีนามว่า ขยะ เป็นต้นนั้น ไม่มี. เพราะฉะนั้น แม้ในพระสูตรอื่นพระผู้
มีพระภาคเจ้าก็ตรัสไว้เป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายไม่ว่าเป็น
สังขตะหรืออสังขตะ เพียงใด วิราคธรรม ท่านกล่าวว่าเป็นยอดของธรรม
เหล่านั้น.

247
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 248 (เล่ม 39)

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสความที่นิพพานธรรมอันธรรมอื่น ๆ
เทียบไม่ได้อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อระงับอุปัทวะที่เกิดแก่สัตว์เหล่านั้น ทรง
อาศัยความที่รัตนะ คือนิพพานธรรม ไม่มีธรรมอื่นจะเหมือน ด้วยคุณทั้งหลาย
คือความเป็นธรรมเป็นที่สิ้นกิเลส สำรอกกิเลส เป็นอมตธรรมและธรรมอัน
ประณีต จึงทรงประกอบสัจจวจนะว่า อิทมฺปิ ธมฺเม รตนํ ปณีตํ เอ-
เตน สจฺเจน สุวตฺถิ โหตุ แม้อันนี้ก็เป็นรัตนะอันประณีตในพระธรรม
ด้วยสัจจวจนะนี้ ขอความสวัสดี จงมี. ความของสัจจวจนะนั้น พึงทราบตาม
นัยที่กล่าวมาแล้วในคาถาต้นนั่นแล. พวกอมนุษย์ในแสนโกฏิจักรวาล ก็พากัน
ยอมรับพุทธอาชญาแห่งพระคาถาแม้นี้แล.
พรรณนาคาถาว่า ยมฺพุทฺธเสฏฺโฐ
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้น ตรัสสัจจวจนะ ด้วยคุณแห่งนิพพานธรรม
อย่างนี้แล้ว บัดนี้ จึงทรงเริ่มตรัสด้วยพระคุณแห่งมรรคธรรมว่า ยมฺพุทฺธ-
เสฏฺโฐ เป็นต้น. ในคำนั้น ชื่อว่า พุทธะ โดยนัยเป็นต้นว่า ตรัสรู้สัจจะ
ทั้งหลาย. ชื่อว่า เสฏฐะ เพราะเป็นผู้สูงสุด และควรสรรเสริญ, ชื่อว่า
พุทธเสฏฐะ เพราะเป็นผู้ตรัสรู้ เป็นผู้สูงสุดและควรสรรเสริญ. อีกนัยหนึ่ง
ชื่อว่า พุทธเสฏฐะ เพราะเป็นผู้ประเสริฐสุด ในพระพุทธะทั้งหลาย ที่เรียก
ว่าอนุพุทธะปัจเจกพุทธะและสุตพุทธะ. พระพุทธะผู้ประเสริฐสุดพระองค์นั้น
ทรงชม สรรเสริญ ประกาศสมาธิธรรมใดไว้ในบาลีนั้น ๆ โดยนัยเป็นต้นว่า
มรรคมีองค์ ๘ ประเสริฐสุดแห่งมรรคทั้งหลาย เกษมเพื่อบรรลุพระนิพพาน
และว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสัมมาสมาธิอันเป็นอริยะ ที่มีเหตุ
มีเครื่องประกอบแก่ท่านทั้งหลาย. มทว่า สุจึ ได้แก่ ผ่องแผ้วสิ้นเชิง เพราะ
ทำการตัดมลทินคือกิเลสได้เด็ดขาด. บทว่า สมาธิมานนฺตริกญฺญมาหุ

248
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 249 (เล่ม 39)

ความว่า บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวถึงสมาธิอันใดว่า อนันตริกสมาธิ สมาธิเกิด
ในลำดับ เพราะอำนวยผลแน่นอนในลำดับการดำเนินการปฏิบัติของตน. อัน-
ตรายใด ๆ ที่ห้ามกันความเกิดผลแห่งอนันตริกสมาธินั้น เมื่อสมาธิอันเป็น
ตัวมรรคเกิดขึ้นแล้ว หามีไม่. เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า
ก็บุคคลนี้ พึงเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดา-
ปัตติผล และพึงเป็นเวลาที่กัปไหม้ กัปก็จะยังไม่พึง
ไหม้ตราบเท่าที่บุคคลนี้ ยังไม่ทำให้แจ้งโสดาปัตติผล
บุคคลผู้นี้เรียกว่า ฐิตกัปปี ผู้ตั้งอยู่ตลอดกัป บุคคลผู้มี
มรรคพรั่งพร้อมทั้งหมด ก็เป็นฐิติกัปปี ผู้ตั้งอยู่ตลอด
กัป.
บทว่า สมาธินา เตน สโม น วิชฺชติ ความว่า รูปาวจรสมาธิ
หรืออรูปาวจรสมาธิใด ๆ ที่เสมอด้วยอนันตริกสมาธิอันสะอาด ที่พระพุทธะผู้
ประเสริฐสุดสรรเสริญแล้วนั้น ไม่มีเลย. เพราะเหตุไร เพื่อสัตว์แม้เกิดใน
พรหมโลกนั้น ๆ เพราะอบรมสมาธิเหล่านั้นแล้ว ก็ยังมีการเกิดในอบายมีนรก
เป็นต้นอีกได้ และเพราะพระอริยบุคคลตัดการเกิดทุกอย่างได้เด็ดขาด เพราะ
อบรมสมาธิที่เป็นตัวพระอรหัตนี้แล้ว. เพราะฉะนั้น แม้ในสูตรอื่น พระผู้-
มีพระภาคเจ้าก็ตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายที่เป็นสังขตะ
[อันปัจจัยปรุงแต่ง] มีประมาณเท่าใด ฯลฯ อริยมรรค
มีองค์ ๘ กล่าวกันว่าเป็นเลิศว่าสังตธรรมเหล่านั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้น ตรัสความที่อนันตริกสมาธิ อันสมาธิอื่น ๆ
เทียบไม่ได้อย่างนี้แล้ว บัดนี้ทรงอาศัยความที่รัตนะคือมรรคธรรม อันรัตนะ
อื่นไม่เทียบได้ โดยนัยก่อนนั่นแล จึงทรงประกอบสัจจวนะว่า อทมฺปิ ธมฺเม
ฯเปฯ สุวตฺถิ โหตุ แม้อันนี้ก็เป็นรัตนะอันประณีตในพระธรรม ฯลฯ ขอ
๑. ปสาทสตร อัง. จตุกนิบาต.

249
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 250 (เล่ม 39)

ความสวัสดีจงมี. ความของสัจจวนะนั้น พึงทราบโดยนัยที่กล่าวมาก่อนแล้ว
นั่นแล. พวกอมนุษย์ในแสนโกฏิจักรวาล พากันยอมรับพุทธอาชญาแห่ง
พระคาถานี้แล.
พรรณนาคาว่า เย ปคฺคลา
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสสัจจวจนะ แม้ด้วยคุณแห่งมรรคธรรม
อย่างนี้แล้ว บัดนี้ จึงทรงเริ่มตรัสแม้ด้วยสังฆคุณว่า เย ปุคฺคลา เป็นต้น.
ในคำนั้น ศัพท์ว่า เย เป็นนิเทศไม่แน่นอน. บทว่า ปุคฺคลา ได้แก่
สัตว์ทั้งหลาย. ศัพท์ว่า อฏฺฐ เป็นการกำหนดจำนวนสัตว์เหล่านั้น จริงอยู่
สัตว์เหล่านั้น มี ๘ คือ ผู้ปฎิบัติ [มรรค] ๘ ผู้ตั้งอยู่ในผล ๔. บทว่า สตํ
ปสฏฺฐา ได้แก่อันสัตบุรุษ คือพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระ-
สาวก และเทวดาและมนุษย์เหล่าอื่น สรรเสริญแล้ว. เพราะเหตุไร. เพราะ
ประกอบด้วยคุณ มีศีลที่เกิดร่วมกันเป็นต้น. ความจริง คุณทั้งหลายของ
สัตบุรุษเหล่านั้น มีศีลสมาธิเป็นต้นเกิดร่วมกัน เหมือนสีและกลิ่นเป็นต้นที่
เกิดร่วมกันของดอกจำปาและดอกพิกุลเป็นต้น . ด้วยเหตุนั้น บุคคลเหล่านั้น
จึงเป็นที่รัก .ที่ต้องใจ ที่น่าสรรเสริญ ของสัตบุรุษทั้งหลาย เหมือนดอกไม้
ทั้งหลาย ที่พร้อมด้วยสีและกลิ่นเป็นต้น เป็นที่รักที่ต้องใจน่าสรรเสริญของ
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เย
ปุคฺคลา อฏฺฐ สตํ ปสฏฺฐา.
อีกนัยหนึ่ง ศัพท์ว่า เย เป็นนิเทศไม่แน่นอน. บทว่า ปุคฺคลา
ได้แก่สัตว์ทั้งหลาย. ศัพท์ว่า อฏฺฐสตํ เป็นการกำหนดจำนวนสัตว์เหล่านั้น.
จริงอยู่ สัตว์เหล่านั้น ได้แก่พระโสดาบัน ๓ พวก คือ เอกพิชี ไกลังไกละ
และสัตตตักขัตตุปรมะ พระสกทาคามี ๓ พวก ผู้บรรลุผลในกามภพ รูปภพ

250
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 251 (เล่ม 39)

และอรูปภพ. พระโสดาบันและพระสกทาคามีเหล่านั้นทั้งหมดมี ๒๔ พวกโดย
ปฏิปทา ๔. พระอนาคามีในเทพชั้นอวิหามี ๕ พวกคือ อันตราปรินิพพายี อุป-
หัจจปรินิพพายี สสังขารปรินิพพายี อสังขารปรินิพพายี อุทธังโสโตอกนิฏฐ-
คามี. พระอนาคานีในเทพชั้นอตัปปา สุทัสสา สุทัสสี ก็มีชั้นละ ๕ พวกเหมือนกัน.
ส่วนในเทพชั้นอกนิษฐ์มี ๔ พวกเว้นอุทธังโสโต รวมพระอนาคามี ๒๔ พวก.
พระอรหันต์มี ๒ พวกคือ สุกขวิปัสสกและสมถยานิก. พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ใน
มรรคมี ๔ พวก รวมเป็นพระอริยบุคคล ๕๔ พวก. พระอริยบุคคลเหล่านั้น
ทั้งหมดคุณด้วย ๒ พวกดือ ฝ่ายสัทธาธุระและฝ่ายปัญญาธุระรวมเป็น ๑๐๘ พวก.
คำที่เหลือ มีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้น.
บทว่า จตฺตาริ เอตานิ ยุคานิ โหนฺติ ความว่า บุคคลที่ทรง
ยกอุเทศไว้โดยพิศดารว่าพระอริยบุคคลเหล่านั้น ทั้งหมดมี ๘ พวกก็ดี ๑๐๘ พวก
ก็ดี ว่าโดยสังเขป พระผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตตมรรค พระผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล
รวมเป็น ๑ คู่. อย่างนี้จนถึงพระผู้ตั้งอยู่ในอรหัตมรรค พระผู้ตั้งอยู่ในอรหัต-
ผล รวมเป็น ๑ คู่ รวมทั้งหมดเป็น ๔ คู่. ศัพท์ว่า เต ในบทว่า เต ทุกฺขิ-
เณยฺยา เป็นศัพท์นิเทศอธิบายกำหนดแน่นอน ซึ่งบทอุเทศ ที่ยกตั้งไว้ไม่แน่
นอน. บุคคลที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้พิศดารว่ามี ๘ พวกหรือ ๑๐๘ พวก
สังเขปว่า มี ๔ คู่ แม้ทั้งหมด ย่อมควรทักษิณาเหตุนั้น จึงชื่อว่า ทักขิเณยยะ.
ไทยธรรมที่บุคคลเชื่อกรรมและผลแห่งกรรมไม่คำนึงถึงว่า ภิกษุรูปนี้จักทำกิจ
กรรมเป็นหมอยาหรือกิจกรรมรับใช้อันนี้แก่เรา ดังนี้เป็นต้นแล้วถวาย ชื่อว่า
ทักษิณา. บุคคลผู้ประกอบด้วยคุณมีศีลเป็นต้น สละบุคคลเหล่านี้ผู้เป็นเช่นนั้น
ชื่อว่า ย่อมควรแก่ทักษิณานั้น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เต
ทกฺขิเณยฺยา.

251
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 252 (เล่ม 39)

บทว่า สุคตสฺส สาวกา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า สุคต
เพราะทรงประกอบด้วยการเสด็จไปงดงาม เพราะเสด็จไปสู่สถานที่อันงาม
เพราะเสด็จไปด้วยดี และเพราะตรัสดี. เป็นสาวกของพระสูติ พระองค์นั้น.
ท่านเหล่านั้น ทั้งหมดชื่อว่า สาวก เพราะฟังพระดำรัส. คนอื่น ๆ ถึงฟังก็จริง
ถึงเช่นนั้น เขาฟังแล้วก็ไม่ทำกิจที่ควรทำ. ส่วนท่านที่เป็นสาวกเหล่านั้น ฟัง
แล้ว ทำกิจที่ควรทำคือ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม บรรลุมรรคผล เพราะ
ฉะนั้น ท่านเหล่านี้ จึงตรัสเรียกว่า สาวก.
บทว่า เอเตสุ ทินฺนานิ มหปฺผลานิ ความว่า ทานทั้งหลายแม้
เล็กน้อย ที่ถวายในสาวกของพระตถาคตเหล่านั้น ชื่อว่ามีผลมาก เพราะเป็น
ทานที่เข้าถึงความเป็นทักษิณาบริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก เพราะฉะนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าจึงตรัสไว้แม้ในสูตร๑อื่นว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ คือคณะมีประมาณเพียง
ใด คือสงฆ์สาวกของพระตถาคต กล่าวกันว่าเป็นเลิศ
ของสงฆ์คณะเหล่านั้น คือสงฆ์ ๔ คู่ ๘ บุคคล นี่
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ฯลฯ เป็นวิบาก
อันเลิศ.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสคุณของสังฆรัตนะโดยพระผู้ตั้งอยู่ใน
มรรค พระผู้ตั้งอยู่ในผลทั้งหมดอย่างนี้แล้ว บัดนี้ ทรงอาศัยคุณนั้นนั่นแล
จึงทรงประกอบสัจจวจนะว่า อิทมฺปิ สงฺเฆ รตนํ ปณฺตํ แม้อันนี้ก็เป็น
รัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ ความของสัจจวจนะนั้น ก็พึงทราบตามนัยที่กล่าว
มาก่อนนั่นแล. พวกอมนุษย์ในแสนโกฏิกัป พากันยอมรับพุทธอาชญาแห่ง
พระคาถาแม้นี้แล.
๑. ปสาทสูตร อัง. จตุกนิบาต.

252
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 253 (เล่ม 39)

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสสัจจวจนะด้วยคุณของสังฆรัตนะ โดย
พระผู้ตั้งอยู่ในมรรคและพระผู้ตั้งอยู่ในผล อย่างนี้แล้ว บัดนี้ จึงเริ่มตรัสด้วย
คุณของพระขีณาสวบุคคลทั้งหลาย ผู้เสวยสุขในผลสมาบัติบางเหล่าเท่านั้น ว่า
เย สุปฺปยุตฺตา เป็นต้น. ในคำนั้น คำว่า เย เป็นคำอุเทศที่ไม่แน่นอน.
บทว่า สุปฺปยุตฺตา แปลว่า ประกอบดีแล้ว อธิบายว่า ละอเนสนา การ
แสวงหาที่ไม่สมควรหลายอย่างเสีย แล้วอาศัยการเลี้ยงชีวิตที่บริสุทธิ์ เริ่มประ-
กอบตนไว้ในวิปัสสนา. อีกนัยหนึ่ง บทว่า สุปฺปยุตฺตา ได้แก่ประกอบด้วย
กายประโยคและวจีประโยคอันหมดจดดี. ทรงแสดงศีลขันธ์ของพระขีณาสว-
บุคคลเหล่านั้น ด้วยบทว่า สุปฺปยุตฺตา นั้น. บทว่า มนสา ทฬฺเหน
ได้แก่ ด้วยใจที่หนักแน่น. อธิบายว่า ด้วยใจอันประกอบด้วยสมาธิที่มั่นคง.
ทรงแสดงสมาธิขันธ์ของพระขีณาสวบุคคลเหล่านั้นด้วยบทว่า มนสา ทฬฺเหน
นั้น. บทว่า นิกฺกามิโน ได้แก่ เป็นผู้ไม่อาลัย ในกายและชีวิต มีความ
พยายามออกจากกิเลสทั้งปวง อันผู้มีปัญญาเป็นธุระกระทำแล้วด้วยความเพียร.
ทรงแสดงปัญญาขันธ์ที่ประกอบด้วยความเพียร ของพระขีณาสวบุคคลเหล่านั้น
ด้วยบทว่า นิกฺกามิโน นั้น.
บทว่า โคตมสาสนมฺหิ ได้แก่ ในศาสนาของพระตถาคตผู้มีพระ-
นามว่าโคดมโดยพระโคตรนั่นแล. ด้วยบทว่า โคตมสาสนนฺหิ นั้น ทรง
แสดงว่า พวกคนนอกศาสนานี้ ผู้ทำตบะเพื่อเทพเจ้า แม้มีประการต่างๆ ก็
ไม่มีความพยายามออกจากกิเลสทั้งหลาย เพราะไม่มีคุณมีความประกอบอย่างดี
เป็นต้น คำว่า เต เป็นคำอธิบายอุเทศที่ตั้งไว้ก่อน. ในคำว่า ปตฺติปตฺตา
นี้ คุณควรบรรลุ เหตุนั้นจึงชื่อว่า ปตฺติ คุณที่ควรบรรลุ ซึ่งบุคคลบรรลุ
แล้วจะเป็นผู้เกษมปลอดจากโยคะสิ้นเชิง ซึ่งว่า ปตฺตพฺพา. คำนี้เป็นชื่อของ

253