ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 184 (เล่ม 39)

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสมงคลแห่งคาถานี้ไว้ ๓ มงคล คือการอยู่ใน
ปฏิรูปเทส ๑ ความเป็นผู้ทำบุญไว้ในก่อน ๑ และการตั้งตนไว้ชอบ ๑
ด้วยประการฉะนี้. ก็ความที่มงคลเหล่านั้นเป็นมงคล ก็ได้ชี้แจงไว้ในมงคล
นั้น ๆ แล้วทั้งนั้น.
จบพรรณนาความแห่งคาถานี้ว่า ปฏิรูปเทสวาโส จ
พรรณนาคาถาว่า พาหุสจฺจญฺจ
บัดนี้ ความเป็นพหูสูต ชื่อว่าพาหุสัจจะ ในบทนี้ว่า พาหุสจฺจยฺจ.
ความฉลาดในงานฝีมือทุกอย่าง ชื่อว่า ศิลปะ. การฝึกกายวาจาจิต ชื่อว่า
วินัย. บทว่า สุสิกฺขิโต แปลว่า อันเขาศึกษาด้วยดีแล้ว. บทว่า สุภาสิตา
แปลว่า อันเขากล่าวด้วยดีแล้ว. ศัพท์ว่า ยา แสดงความไม่แน่นอน. คำ
เปล่งทางคำพูด ชื่อว่า วาจา. คำที่เหลือ มีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้นแล. นี้เป็น
การพรรณนาบทในคาถาว่า พาหุสจฺจญฺจ นี้.
ส่วนการพรรณนาความ พึงทราบดังนี้. ความเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งวัตถุ-
ศาสน์ ที่ทรงพรรณนาไว้ โดยนัยเป็นต้นอย่างนี้ว่า เป็นผู้ทรงสุตตะ สั่งสม
สุตตะ และว่าภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้ มีสุตตะมาก คือ สุตตะ เคยยะ
เวยยากรณะ เป็นต้น ชื่อว่าความเป็นพหูสูต. ความเป็นพหูสูตนั้น ตรัสว่า
เป็นมงคล เพราะเป็นเหตุละอกุศลและประสบกุศลและเพราะเป็นเหตุทำให้แจ้ง
ปรมัตถสัจจะตามลำดับ สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวก ผู้สดับแล้ว
ย่อมละอกุศล เจริญกุศล ย่อมละสิ่งมีโทษ เจริญสิ่ง
ที่ไม่มีโทษ บริหารตนให้บริสุทธิ์ ดังนี้.
อีกพระดำรัสหนึ่งตรัสว่า

184
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 185 (เล่ม 39)

ย่อมพิจารณาความของธรรมทั้งหลาย ที่ทรงจำไว้
ธรรมทั้งหลายย่อมทนการเพ่งพินิจของเธอ ผู้พิจารณา
ความอยู่เมื่อธรรมทนการเพ่งพินิจอยู่ ฉันทะย่อมเกิด
เกิดฉันทะแล้ว ก็อุตสาหะ เมื่ออุตสาหะ ดีใช้ดุลย-
พินิจ เมื่อใช้ดุลยพินิจ ก็ตั้งความเพียร เมื่อตั้งความ
เพียร ย่อมทำให้แจ้งปรมัตถสัจจะ ด้วยกาย [นามกาย]
และย่อมเห็นทะลุปรุโปร่ง ด้วยปัญญา ดังนี้.
อนึ่ง แม้พาหุสัจจะความเป็นพหูสูตของคฤหัสถ์อันใดไม่มีโทษ อันนั้น
ก็พึงทราบว่าเป็นมงคล เพราะนำมาซึ่งประโยชน์สุขในโลกทั้งสอง.
ศิลปะของคฤหัสถ์ และศิลปะของบรรพชิต ชื่อว่า ศิลปะ. บรรดา
ศิลปะทั้งสองนั้น กิจกรรมมีงานของช่างมณี ช่างทองเป็นต้น ที่เว้นจากการ
ทำร้ายชีวิตสัตว์อื่น เว้นจากอกุศล ชื่อว่า อคาริกสิปปะ ศิลปะของ
คฤหัสถ์. อคาริกสิปปะนั้น ชื่อว่า เป็นมงคล เพราะนำมาซึ่งประโยชน์ใน
โลกนี้.
การจัดทำสมณบริขารมีการก็และเย็บจีวรเป็นต้น ซึ่งพระผู้มีพระ
ภาคเจ้าทรงสรรเสริญไว้ในที่นั้น ๆ โดยนัยเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กิจ
ที่ควรทำไรๆ ของสพรหมจารี ไม่ว่าสูงต่ำเหล่านั้นใด ภิกษุเป็นผู้ขยันในกิจที่
ควรทำไร ๆ นั้น และที่ตรัสว่า เป็นนาถกรณธรรม ธรรมทำที่พึ่ง ชื่อว่า
อนาคาริกสิปปะ ศิลปะของบรรพชิต. ศิลปะของบรรพชิตนั้น พึงทราบว่า
เป็นมงคล เพราะนำมาซึ่งประโยชน์สุขในโลกทั้งสองแก่ตนเองและแก่คนอื่น ๆ.
วินัยของคฤหัสถ์และวินัยของบรรพชิต ชื่อว่าวินัย. บรรดาวินัยทั้งสอง
นั้น การงดเว้นอกุศลกรรมบถ ๑๐ ชื่อว่าวินัยของคฤหัสถ์. วินัยของคฤหัสถ์

185
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 186 (เล่ม 39)

นั้น คฤหัสถ์ศึกษาดีแล้วในวินัยนั้น ชื่อว่าเป็นมงคล เพราะนำมาซึ่งประโยชน์
สุขในโลกทั้งสอง ด้วยการไม่ต้องสังกิเลสความเศร้าหมอง และด้วยการกำหนด
คุณ คืออาจาระ.
การไม่ต้องอาบัติ ๗ กอง ชื่อว่าวินัยของบรรพชิต. แม้วินัยของ
บรรพชิตนั้น อันบรรพชิตศึกษาดีแล้ว โดยนัยที่กล่าวมาแล้ว. หรือปาริสุทธิ.
ศีล ๔ ชื่อว่าวินัยของบรรพชิต. วินัยของบรรพชิตนั้น อันบรรพชิตศึกษาดี
แล้ว ด้วยการศึกษาโดยประการที่ตั้งอยู่ในปาริสุทธิศีล ๔ นั้น แล้วจะบรรลุ
พระอรหัตได้ พึงทราบว่าเป็นมงคลเพราะเป็นเหตุประสบสุขทั้งโลกิยะทั้ง
โลกุตระ.
วาจาที่เว้นจากโทษมีมุสาวาทเป็นต้น ชื่อว่าวาจาสุภาษิต เหมือนอย่าง
ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วาจาประกอบด้วยองค์ ๔
เป็นวาจาสุภาษิต. หรือว่า วาจาที่เจรจาไม่เพ้อเจ้อ ก็ชื่อว่าวาจาสุภาษิต. เหมือน
อย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า๑
สุภาสิตํ อุตฺตมมาหุ สนฺโต
ธมฺมํ ภเณ นาธมฺมํ ตํ ทุติยํ
ปิยํ ภเณ นาปฺปิยํ ลํ ตติยํ
สจฺจํ ภเณ นาลิกํ จตุตถํ.
สัตบุรุษทั้งหลายกล่าวว่า วาจาสุภาษิตเป็นวาจา
สูงสุดเป็นข้อที่ ๑. บุคคลพึงกล่าวแต่ธรรม ไม่กล่าวไม่
เป็นธรรมเป็นข้อที่ ๒. พึงกล่าวแต่คำนี้น่ารัก ไม่กล่าว
คำไม่น่ารัก เป็นข้อที่ ๓. กล่าวแต่คำสัตย์ ไม่กล่าว
คำเหลาะแหละเป็นข้อที่ ๔.
๑. ขุ.สุ. ๒๕/ข้อ ๓๕๖

186
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 187 (เล่ม 39)

แม้วาจาสุภาษิตนี้ ก็พึงทราบว่าเป็นมงคล เพราะนำมาซึ่งประโยชน์
สุขในโลกทั้งสอง แต่เพราะเหตุที่วาจาสุภาษิตนี้นับเนื่องในวินัย ฉะนั้น. ถึง
ไม่สงเคราะห์วาจาสุภาษิตนี้ไว้ด้วยวินัยศัพท์ ก็พึงทราบว่าเป็นวินัย. เมื่อเป็น
เช่นนั้น วาจามีการแสดงธรรมแก่คนเหล่าอื่นเป็นต้น พึงทราบว่าเป็นวาจา
สุภาษิต ในที่นี้ ด้วยความกระอักกระอ่วนนี้หรือ. ความจริงวาจาสุภาษิตตรัสว่า
เป็นมงคล ก็เพราะเป็นเหตุประสบสุขในโลกทั้งสองและพระนิพพานของสัตว์
ทั้งหลาย ก็เหมือนการอยู่ในปฏิรูปเทศ. พระวังคีสเถระกล่าวไว้ว่า๑
ยํ พทฺโธ ภาสตี วาจํ เขมํ นิพฺพานปตฺติยา
ทุกฺขสฺสนฺตกิริยาย สา เว วาจานมุตฺตมา.
พระพุทธเจ้าตรัสพระวาจาใด อันเกษม เพื่อบรรลุ
พระนิพพาน เพื่อทำที่สุดทุกข์ พระวาจานั้นแลเป็น
ยอดของวาจาทั้งหลาย.
พระพุทธเจ้าตรัสมงคลแห่งคาถามไว้ ๔ มงคล คือ พาหุสัจจะ ๑
สิปปะ ๑ วินัยที่ศึกษาดีแล้ว ๑ และ วาจาสุภาษิต ๑ ด้วยประการฉะนี้.
ก็ความที่มงคลนั้นเป็นมงคล ก็ได้ชี้แจงไว้ในมงคลนั้น ๆ แล้วทั้งนั้นแล.
จบพรรณนาความแห่งคาถานี้ว่า พาหุสฺจญฺจ เป็นต้น
พรรณนาคาถาว่า มาตาปิตุอุปฏฺฐานํ
บัดนี้ จะพรรณนาในคาถานี้ว่า มาตาปิตุอุปฏฺฐานํ. มารดาและ
บิดา เหตุนั้น ชื่อว่า มารดาและบิดา. บทว่า อุปฏฺฐานํ แปลว่า การบำรุง.
บุตรทั้งหลายด้วย ภรรยาทั้งหลายด้วย ชื่อว่าบุตรและภรรยา การสงเคราะห์
ชื่อว่า สังคหะ. การงานคือกิจกรรมอากูลหามิได้ ชื่อว่าไม่อากูล. คำที่เหลือ
มีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้นแล. นี่เป็นการพรรณนาบท.
๑. ขฺ.สฺ. ๒๔/ข้อ ๓๕๗

187
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 188 (เล่ม 39)

ส่วนการพรรณนาความ พึงทราบดังนี้ . สตรีผู้ยังบุตรให้เกิด เรียก
ชื่อว่า มารดา บิดาก็เหมือนกัน. การทำอุปการะด้วยการล้างเท้านวดฟั้นขัดสี
ให้อาบน้ำ และด้วยการมอบให้ปัจจัย ๔ ชื่อว่า การบำรุง. ในการบำรุงนั้น
เพราะเหตุที่มารดาบิดา มีอุปการะมาก หวังประโยชน์อนุเคราะห์บุตรทั้งหลาย
มารดาบิดาเหล่าใด แลเห็นบุตรทั้งหลายเล่นอยู่ข้างนอก เดินมามีเนื้อตัวเปื้อน
ฝุ่น ก็เช็ดฝุ่นให้ จูบจอมถนอมเกล้า เกิดความรักเอ็นดู บุตรทั้งหลายใช้
ศีรษะทูนมารดาบิดาไว้ถึงร้อยปี ก็ไม่สามารถจะทำปฏิการะสนองคุณของมารดา
บิดานั้นได้ และเพราะเหตุที่มารดาบิดานั้น เป็นผู้ดูแลบำรุงเลี้ยง แสดงโลก
นี้ สมมติว่าเป็นพรหม สมมติว่าเป็นบุรพาจารย์ ฉะนั้น การบำรุงมารดา
บิดานั้น ย่อมนำมาซึ่งการสรรเสริญในโลกนี้และละโลกไปแล้วก็จะนำมาซึ่งสุข
ในสวรรค์ ด้วยเหตุนั้นจึงตรัสว่าเป็นมงคล สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า๑
มารดาบิดา ท่านเรียกว่าพรหม ว่าบุรพาจารย์ เป็น
อาทุเนยยบุคคลของบุตร เป็นผู้อนุเคราะห์ บุตรเพราะ
ฉะนั้น บัณฑิตพึงนอบน้อม และพึงสักการะมารดา
บิดานั้น ด้วยข้าว น้ำ ผ้า ที่นอน การขัดสี การ
ให้อาบน้ำและล้างเท้า. เพราะการปรนนิบัติมารดาบิดา
นั้น บัณฑิตทั้งหลายจึงสรรเสริญเขาในโลกนี้ เขาละ
โลกไปแล้ว ยังบรรเทิงในสวรรค์.
อีกนัยหนึ่ง กิจกรรม ๕ อย่าง มีการเลี้ยงดูท่าน ทำกิจของท่านและ
การดำรงวงศ์สกุลเป็นต้น ชื่อว่า การบำรุง. การบำรุงนั้น พึงทราบว่าเป็น
มงคล เพราะเป็นเหตุแห่งประโยชน์สุขในปัจจุบัน ๕ อย่างมี การห้ามมิให้ทำ
บาปเป็นต้น. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า๒
๑. ขุ.อิ. ๒๕/ข้อ ๒๘๖. ๒. ที.ปา. ๑๑/ข้อ ๑๙๙

188
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 189 (เล่ม 39)

ดูก่อนบุตรคฤหบดี ทิศเบื้องหน้า คือมารดาบิดา
อันบุตรพึงบำรุงด้วยสถาน คือ เราท่านเลี้ยงมาแล้ว
จักเลี้ยงดูท่าน จักทำกิจของท่าน จักดำรงวงศ์สกุล
จักปฏิบัติตัวเหมาะที่จะเป็นทายาท เมื่อท่านล่วงลับดับ
ขันธ์แล้วจักทำบุญอุทิศไปให้ท่าน. ดูก่อนบุตรคฤหบดี
ทิศเบื้องหน้าคือมารดาบิดา อันบุตรถึงบำรุงด้วยสถาน
๕ เหล่านี้แล้วย่อมอนุเคราะห์บุตร ด้วยสถาน คือ
ห้ามบุตรจากความชั่ว ให้บุตรตั้งอยู่ในความดี ให้ศึก
ษาศิลปะจัดหาภรรยาที่สมควรให้ มอบทรัพย์มรดกให้
ในเวลาสมควร.
อนึ่ง ผู้ใดบำรุงมารดาบิดา ด้วยให้เกิดความเลื่อมใสในวัตถุ[รัตนะ]
ทั้งสาม ด้วยให้ถึงพร้อมด้วยศีลด้วยการบรรพชา ผู้นี้เป็นยอดของ ผู้บำรุงมารดา
บิดา. การบำรุงมารดาบิดาของผู้นั้นเป็นการตอบแทนอุปการคุณที่มารดาบิดา
ทำมาแล้ว ตรัสว่า เป็นมงคล เพราะเป็นปทัฏฐานแห่งประโยชน์ทั้งหลาย
ทั้งปัจจุบัน ทั้งภายภาคหน้า เป็นอันมาก.
ทั้งบุตรทั้งธิดา ที่เกิดจากตน ก็นับว่าบุตรทั้งนั้น ในคำว่า ปุตฺต-
ทารสฺสนี้. บทว่า ทารา ได้แก่ภรรยา ๒๐ จำพวก จำพวกใดจำพวกหนึ่ง.
บุตรและภรรยา ชื่อว่า ปุตตทาระ. ซึ่งบุตรและภรรยานั้น . บทว่า สงฺคโห
ได้แก่ การทำอุปการะตัวด้วยการยกย่องเป็นต้น. การอุปการะนั้น พึงทราบว่า
เป็นมงคล เพราะเป็นเหตุแห่งประโยชน์สุขในปัจจุบัน มีความเป็นผู้จัดการ
งานดีเป็นต้น. ความจริง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสงเคราะห์บุตรภรรยาที่ทรง

189
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 190 (เล่ม 39)

ยกขึ้นแสดงว่า ทิศเบื้องหลัง พึงทราบว่าคือบุตรภรรยาไว้ด้วย ภริยา ศัพท์
จึงตรัสไว้ดังนี้ว่า๑
ดูก่อนบุตรคฤหบดี ทิศเบื้องหลังคือภรรยา อัน
สามีพึงบำรุงด้วยสถาน ๕ คือ ด้วยการยกย่อง ด้วย
การไม่ดูหมิ่น ด้วยการไม่นอกใจ ด้วยการมอบความ
เป็นใหญ่ให้ ด้วยการมอบเครื่องประดับให้. ดูก่อน
บุตรคฤหบดี ทิศเบื้องหลังคือภรรยา อันสามบำรุงด้วย
สถาน ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์ที่สามีด้วยสถาน ๕
คือ จัดการงานดี สงเคราะห์คนข้างเคียง ไม่นอกใจ
รักษาทรัพย์ที่สามีทำมา ขยันไม่เกียจคร้านในกิจทุก
อย่าง.
หรือ มีอีกนัยหนึ่งดังนี้ บทว่า สงฺคโห ได้แก่ การสงเคราะห์ด้วย
ทานการให้ ปิยวาจาพูดน่ารัก อรรถจริยาการบำเพ็ญประโยชน์อันเป็นธรรม.
คืออะไร. การให้เสบียงอาหารในวันอุโบสถ การให้ดูงานนักขัตฤกษ์ กระทำ
มงคลในวันมงคล การโอวาทสั่งสอน ในประโยชน์ทั้งหลายที่เป็นไปในปัจจุบัน
และเป็นไปภายหน้า การสงเคราะห์นั้น พึงทราบว่าเป็นมงคล เพราะเป็นเหตุ
แห่งประโยชน์ในปัจจุบัน เพราะเป็นเหตุแห่งประโยชน์ในภายหน้า และเพราะ
เป็นเหตุแห่งความเป็นผู้ที่แม้เทวดาทั้งหลายพึงนอบน้อม. เหมือนอย่างที่ท้าว
สักกะจอมทวยเทพตรัสไว้ว่า
เย คหฏฺฐา ปุญฺญกรา สีลวนฺโต อุปาสกา
ธมฺเมน ทารํ โปเสนฺติ เต นมสฺสามิ มาตลิ.
๑. ที.ปา. ๑๑/ข้อ ๒๐, ๒. สํ, สคาก. ๑๕/ข้อ ๙๓๐

190
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 191 (เล่ม 39)

ดูก่อนมาตลี คฤหสถ์เหล่าใด ทำบุญ มีศีล
เป็นอุบาสก เลี้ยงดูภรรยาโดยธรรม เราย่อมนอบน้อม
คฤหัสถ์เหล่านั้น.
การงานทั้งหลาย มีกสิกรรมทำไร่นา โครักขกรรมเลี้ยงโคและวณิช-
กรรม ค้าขายเป็นต้น เว้นจากภาวะอากูล มีการล่วงเลยเวลา การทำไม่เหมาะ
และการทำย่อหย่อนเป็นต้น เพราะเป็นผู้รู้จักกาล เพราะเป็นผู้ทำเหมาะ เพราะ
เป็นผู้ไม่เกียจคร้าน และเพราะไม่ควรพินาศ เหตุถึงพร้อมด้วยความขยัน
หมั่นเพียร ชื่อว่าการงานไม่อากูล. การงานไม่อากูลเหล่านั้น อันบุคคลประกอบ
ได้อย่างนี้ ก็เพราะตน บุตรภรรยา หรือทาสและกรรมกร เป็นผู้ฉลาด
ตรัสว่าเป็นมงคล เพราะเป็นเหตุให้ได้ทรัพย์ ข้าวเปลือกและความเจริญใน
ปัจจุบัน. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า
ผู้มีธุระ ทำเหมาะ หมั่น ย่อมได้ทรัพย์.
แลว่า
ผู้ชอบนอนหลับกลางวัน เกลียดการขยันกลาง
คืน เมาประจำ เป็นนักเลงครองเรือนไม่ได้. ประโยชน์
ทั้งหลายย่อมล่วงเลย พวกคนหนุ่มที่ทอดทิ้งการงาน
ด้วยอ้างว่า หนาวนัก ร้อนนัก เย็นแล้ว. ผู้ใดไม่สำคัญ
ความเย็นและควานร้อนยิ่งไปกว่าหญ้า ทำกิจของลูก
ชาย ผู้นั้นย่อมไม่เสื่อมจากสุข.
และว่า
เมื่อคนรวบรวมโภคทรัพย์ เหมือนแมลงผึ้งรวบ
รวมน้ำหวาน โภคทรัพย์ย่อมสะสมเป็นกอง เหมือน
จอมปลวกที่ปลวกทั้งหลายก่อขึ้นฉะนั้น.

191
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 192 (เล่ม 39)

อย่างนี้เป็นต้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสมงคลแห่งคาถานี้ไว้ ๔ มงคล คือการบำรุง
มารดา ๑ การบำรุงบิดา ๑ การสงเคราะห์บุตรภรรยา ๑ และการงาน
ไม่อากูล ๑ หรือ ๕ มงคล เพราะแยกการสงเคราะห์บุตรและภรรยาออกเป็น
๒ หรือ ๓ มงคล เพราะรวมการบำรุงมารดาและบิดาเป็นข้อเดียวกัน . ก็
ความที่มงคลเหล่านั้น เป็นมงคล ได้ชี้แจงไว้ในมงคลนั้น ๆ แล้ว ทั้งนั้นแล.
จบพรรณนาความแห่งคาถานี้ว่า มาตาปิตุอุปฏฺฐานํ
พรรณนาคาถาว่า ทานญฺจ
บัดนี้ จะพรรณนาในคาถานี้ว่า ทานญฺจ. ชื่อว่า ทาน เพราะเขาให้
ด้วยวัตถุนี้ ท่านอธิบายว่า เขามอบทรัพย์ที่มีอยู่ของตนให้แก่ผู้อื่น. การประพฤติ
ธรรมหรือความประพฤติที่ไม่ปราศจากธรรม ชื่อว่า ธรรนจริยา. ชื่อว่า ญาติ
เพราะใคร ๆ ก็รู้ว่า ผู้นี้พวกของเรา. ไม่มีโทษ ชื่อว่า อนวัชชะ ท่าน
อธิบายว่า ใคร ๆ นินทาไม่ได้ ติเตียนไม่ได้. คำที่เหลือมีนัยที่กล่าวมาแล้ว
ทั้งนั้นแล. นี้เป็นการพรรณนาบท .
ส่วนการพรรณนาความ พึงทราบดังนี้. เจตนาเป็นเหตุบริจาคทาน.
วัตถุ ๑๐ มีข้าวเป็นต้น ซึ่งมีความรู้ดีเป็นหัวหน้า เฉพาะผู้อื่น หรือความ
ไม่โลภ ที่ประกอบด้วยจาคเจตนานั้น ชื่อว่า ทาน. จริงอยู่ บุคคลย่อมมอบ
ให้วัตถุนั้น แก่ผู้อื่น ด้วยความไม่โลภ. ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า ชื่อว่า
ทาน เพราะเขาให้ทานด้วยวัตถุนี้ ตรัสว่าเป็นมงคล เพราะเป็นเหตุประสบผลวิ-
เศษที่เป็นไปในปัจจุบัน และเป็นไปภายหน้า มีความเป็นผู้ที่ชนเป็นอันมากรัก
และพอใจเป็นต้น. ในเรื่องทานนี้ พึงระลึกถึงสูตรทั้งหลาย เป็นต้น อย่างนี้ว่า
ดูก่อนสีหะ ทานบดีผู้ทายกย่อมเป็นที่รักที่พอใจของชนเป็นอันมาก.

192
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 193 (เล่ม 39)

อีกนัยหนึ่ง ชื่อว่า ทานมี ๒ คือ อามิสทานและธรรมทาน ในทาน
ทั้งสองนั้น อามิสทาน ได้กล่าวมาแล้วทั้งนั้น . ส่วนการแสดงธรรม ที่พระ-
สัมมาสัมพุทธเจ้าประกาศแล้ว อันนำมาซึ่งความสิ้นทุกข์และสุขในโลกนี้และ
โลกหน้า เพราะหมายจะให้เป็นประโยชน์แก่คนอื่น ๆ ชื่อว่า ธรรมทาน.
อนึ่ง บรรดาทานทั้งสองนี้ ธรรมทานนี้อย่างเดียวเป็นเลิศ เหมือนอย่างที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า๑
สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ
สพฺพรสํ ธมฺมรโส ชินาติ
สพฺพรตึ ธมฺมรติ ชินาติ
ตณฺหกฺขโย สพฺพทุกฺขํ ชินาติ.
การให้ธรรมชนะการให้ทั้งปวง รสแห่งธรรม
ชนะรสทั้งปวง ความยินดีในธรรมชนะความยินดีทั้ง
ปวง ความสิ้นตัณหาชนะทุกข์ทั้งปวง.
ในพระสูตรและคาถานั้นก็ตรัสความที่อามิสทานเป็นมงคลเท่านั้น ส่วน
ธรรมทานตรัสว่า เป็นมงคล เพราะเป็นปทัฏฐานแห่งคุณทั้งหลาย มีความ
เป็นผู้ซาบซึ้งอรรถเป็นต้น สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุแสดงธรรม ตามที่
ฟังมา ตามที่เรียนมา โดยพิศดารแก่คนอื่น ๆ โดย
ประการใด ๆ ภิกษุนั้นย่อมเป็นผู้ซาบซึ้งอรรถ และ
ซาบซึ่งธรรม ในธรรมนั้น โดยประการนั้น ๆ อย่างนี้
เป็นต้น.
การประพฤติกุศลกรรมบถ ๑๐ ชื่อว่า ธรรมจริยา เหมือนอย่างที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้เป็นต้นอย่างนี้ว่า ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย การ
๑. ขุ. ธ. ๒๕/ข้อ ๓๔

193