พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 114 (เล่ม 39)

สัตตาวาสที่ ๔. เหล่าสัตว์ที่ไม่มีสัญญา ไม่เสวยอารมณ์
มีอยู่ เหมือนทวยเทพเหล่าอสัญญสัตว์นี้เป็นสัตตาวาส
ที่ ๕. เหล่าสัตว์ ฯลฯ ที่เข้าถึงอากาสานัญจายตนะ นี้
เป็นสัตตวาสที่ ๖. เหล่าสัตว์ ฯลฯ ที่เข้าถึงวัญญาณัญ-
จายตนะ นี้เป็นสัตตาวาสที่ ๗. เหล่าสัตว์ ฯลฯ ที่เข้าถึง
อากิญจัญญายตนะ นี้เป็นสัตตาวาสที่ ๘. เหล่าสัตว์ ฯลฯ
ที่เขาถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ นี้เป็นสัตตาวาสนี้ ๙.
ก็ในที่นี้ พระเถระ กล่าวว่า สัตตาวาส ๙ ก็ตามนัยก่อน ๆ นั่น-
แหละ มิใช่กล่าวเพราะไม่มีธรรม ๙ อย่างอื่น เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในธรรม ๙ ภิกษุเมื่อหน่าย
โดยชอบ ฯลฯ ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ ในธรรม ๙
คือ สัตตาวาส. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในธรรม ๙
เหล่านี้แล ภิกษุเมื่อหน่ายโดยชอบ ฯลฯ ย่อมเป็นผู้ทำ
ที่สุดทุกข์ได้ คำนั้นใด เรากล่าวว่า ปัญหา ๙ อุทเทส ๙
ไวยากรณ์ ๙ คำนี้เราอาศัยข้อนั้นกล่าวแล้ว.
ก็ในปัญหานี้ ภิกษุละความเห็นว่ายั่งยืนงามความเป็นคนสุขเสียด้วยญาต
ปริญญา ในสัตตาวาส เพราะบาลีว่า ธรรม ๙ ความกำหนดรู้ คือ สัตตวาส
๙. หน่ายด้วยการเห็นเป็นเพียงกองสังขารล้วน ๆ คลายกำหนัดด้วยการเห็น
อนิจจลักษณะด้วยตีรณปริญญา หลุดพ้นด้วยการเห็นทุกขลักษณะ เห็นที่สุดโดย
ชอบด้วยการเห็นอนัตตลักษณะ ตรัสรู้ความเป็นธรรมชอบด้วยปหานปริญญา
ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงมีพุทธดำรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในธรรม ๙ ภิกษุเมื่อหน่าย
โดยชอบ ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้. ในธรรม ๙
คือ สัตตาวาส ๙ ดังนี้.

114
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 115 (เล่ม 39)

พรรณนาปัญหาว่า อะไรเอ่ยชื่อว่า ๑๐
พระศาสดา ผู้มีจิตอันพระเถระทำให้ทรงยินดีด้วยการพยากรณ์แม้นี้
อย่างนี้ จึงตรัสถามปัญหายิ่งขึ้นไปว่า อะไรเอ่ยชื่อว่า ๑๐ ในปัญหานั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอกุศลกรรมบถ ๑๐ ไว้ในการพยากรณ์ทั้งหลาย นอก
จากการพยากรณ์ปัญหานี้ เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในธรรม ๑๐ ภิกษุเมื่อหน่าย
โดยชอบ ฯลฯ ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้. ในธรรม
๑๐ คือ อกุศลกรรมบถ ๑๐ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใน
ธรรม ๑๐ ภิกษุเมื่อหน่าย โดยชอบ ฯลฯ ย่อมเป็นผู้
ทำที่สุดทุกข์ได้ คำนั้นใดเรากล่าวว่า ปัญหา ๑๐
อุทเทส ๑๐ ไวยากรณ์ ๑๐ คำนี้เราอาศัยข้อนั้นกล่าว
แล้ว ดังนี้.
ก็จริงอยู่ ถึงอย่างนั้น ในที่นี้ เพราะเหตุที่พระเถระไม่นำตัวเองเข้าไป ประ-
สงค์แต่จะพยากรณ์พระอรหัต หรือเพราะเหตุที่ปัญหากรรม ที่พระเถระพยา-
กรณ์โดยปริยายนี้ เป็นอันพยากรณ์ดีแล้ว ฉะนั้น ท่านที่ประกอบองค์ ๑๐
เหล่าใดท่านเรียกว่าพระอรหันต์ พระเถระเมื่อแสดงการบรรลุองค์ ๑๐ เหล่านั้น
จึงทูลตอบด้วยเทศนาเป็นบุคลาธิษฐานว่า ท่านผู้ประกอบพร้อมด้วยองค์ ๑๐
ท่านเรียกว่า พระอรหันต์. เพราะในข้อนี้ ท่านผู้ประกอบพร้อมด้วยองค์ ๑๐
เหล่าใด ท่านเรียกว่า พระอรหันต์ พึงทราบว่าองค์ ๑๐. เหล่านั้น พระเถระ
ถูกตรัสถามว่า อะไรเอ่ยชื่อว่า ๑๐ จึงทูลชี้แจง. ก็องค์ ๑๐ เหล่านั้น พึง
ทราบโดยนัยที่ตรัสไว้ในพระสูตรทั้งหลายเป็นต้น อย่างนี้ว่า

115
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 116 (เล่ม 39)

ภิกษุทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เรียกกัน
ว่า อเสขะ อเสขะ ภิกษุเป็นอเสขะ ด้วยเหตุเท่าไร
พระเจ้าข้า. ตรัสตอบว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
ในธรรมวินัยนี้ ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ เป็นอเสขะ
สัมมาสังกัปปะ เป็นอเสขะ สัมมาวาจา เป็นอเสขะ
สัมมากัมมันตะ เป็นอเสขะ สัมมาอาชีวะ เป็นอเสขะ
สัมมาวายามะเป็นอเสขะ สัมมาสติเป็นอเสขะ สัมมา
สมาธิเป็นอเสขะ สัมมาญาณะเป็นอเสขะ และสัมมา
วิมุตติเป็นอเสขะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุ
ชื่อว่า เป็นอเสขะแล.
จบพรรณนากุมารปัญหา
แห่ง
อรรถกถาขุททกปาฐะ ปรมัตถโชติกา

116
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 117 (เล่ม 39)

มงคลสูตรในขุททกปาฐะ
[๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้. สมัยหนึ่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร
อารามของท่านอนาถปิณฑิกะ กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้น
เมื่อล่วงปฐมยามไปแล้ว เทวดาองค์หนึ่งมีวรรณะงด
งามเปล่งรัศมีสว่างตัวพระเชตวัน เข้าไปเฝ้าพระผู้มี
พระภาคเจ้า ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ยืน
ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า
ด้วยพระคาถาว่า
[๖] เทวดาและมนุษย์เป็นอันมาก ปรารถนาความ
สวัสดี พากันคิดมงคลทั้งหลาย ขอพระองค์โปรดตรัส
บอกมงคลอันอุดมด้วยเถิด พระเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบด้วยคาถาเหล่านั้นว่า
การไม่คบพาล การคบแต่บัณฑิต และการบูชา
ผู้ที่ควรบูชา นี้ก็เป็นมงคลอุดม
การอยู่ในประเทศอันเหมาะ ความเป็นผู้ทำบุญ
ไว้แต่ก่อน การตั้งตนไว้ชอบ นี่ก็เป็นมงคลอุดม.
ความเป็นพหูสูต ความเป็นผู้มีศิลปะ มีวินัยที่
ศึกษามาดี มีวาจาเป็นสุภาษิต นี่ก็เป็นมงคลอุดม.

117
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 118 (เล่ม 39)

การบำรุงมารดาบิดา การสงเคราะห์บุตรภริยา
การงานอันไม่อากูล นี่ก็เป็นมงคลอุดม.
ทาน ธรรมจริยา การสงเคราะห์ญาติ การงาน
อันไม่มีโทษ นี่ก็เป็นมงคลอุดม.
การงดเว้นจากบาป งดเว้นการดื่มน้ำเมา ความ
ไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย นี่ก็เป็นมงคลอุดม.
ความเคารพ ความย่อมตน ความสันโดษความ
กตัญญู การฟังธรรมตามกาล นี่ก็เป็นมงคลอุดม.
ความอดทน ความว่าง่าย การเห็นสมณะ การ
สนทนาธรรมตามกาล นี่ก็เป็นมงคลอุดม.
ตบะ พรหมจรรย์ การเห็นอริยสัจ การทำพระ-
นิพพานให้แจ้ง นี่ก็เป็นมงคลอุดม.
จิตของผู้ที่ถูกโลกธรรมกระทบแล้ว ไม่หวั่นไหว
ไม่เศร้าโศก ไม่เศร้าหมองด้วยละอองกิเลส เกษม
ปลอดโปร่ง นี่ก็เป็นมงคลอุดม.
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทำมงคลดังนี้แล้ว
ไม่พ่ายแพ้ในข้าศึกทั้งปวง ย่อมถึงความสวัสดีในที่ทุก
สถาน นี่แลมงคลอุดม ของเทวดาและมนุษย์เหล่านั้น.
จบมงคลสูตร

118
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 119 (เล่ม 39)

๕. อรรถกถามงคลสูตร
ประโยชน์แห่งบทตั้ง
บัดนี้ ถึงลำดับการพรรณนาความแห่งมงคลสูตรที่ยกเป็นบทตั้ง ต่อ
ลำดับจากกุมารปัญหา. ในที่นี้ข้าพเจ้าจะกล่าวประโยชน์แห่งบทตั้งแล้วจึงจัก
พรรณนาความแห่งมงคลสูตรนั้น. อย่างไรเล่า. ความจริง พระสูตรนี้ พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าแม้มิได้ตรัสถามลำดับนี้ แต่ข้าพเจ้ากล่าวเพื่อแสดงว่าการนับ
ถือพระศาสนาด้วยการถึงสรณะ และนัยตามประเภทศีลสมาธิปัญญา ทรงแสดง
ไว้ด้วยสิกขาบท ทวัตติงสาการและกุมารปัญหา นี้ใด แม้ทั้งหมดนั้น ก็เป็น
มงคลอย่างยิ่ง เพราะผู้ต้องการมงคล จำต้องทำพากเพียรอย่างยิ่งในมงคลนั้น
นั่นแล. ส่วนความที่การนับถือพระศาสนาเป็นต้นนั้น เป็นมงคลนั้นบัณฑิตพึง
ทราบตามแนวพระสูตรนี้.
นี้เป็นประโยชน์แห่งบทตั้งในมงคลสูตรนั้น ในที่นี้
กถาพรรณนาปฐมมหาสังคายนา
ก็เพื่อพรรณนาความแห่งมงคลสูตรนั้น ซึ่งยกเป็นบทตั้งไว้อย่างนี้ มี
มาติกาหัวข้อ ดังนี้.
ข้าพเจ้าจะกล่าววิธีนี้อย่างนี้ว่า คำนี้ผู้ใดกล่าว
กล่าวเมื่อใด กล่าวเพราะเหตุไร เนื้อจะพรรณนาความ
แห่งปาฐะมี เอวํ เป็นต้น ก็จะกล่าวสมุฏฐานที่เกิด
มงคลกำหนดมงคลนั้นแล้ว จะชี้แจงความมงคลแห่ง
มงคลสูตรนั้น.

119
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 120 (เล่ม 39)

ในมาติกานั้น ก่อนอื่น กึ่งคาถานี้ว่า วุตฺตํ เยน ยทา ยสฺมา
เจตํ วตฺวา อิมํ วิธึ. ท่านกล่าวหมายถึงคำคือ เอวมฺเม สุตํ ฯปฯ ภควนฺตํ
คาถาย อชฺฌภาสิ. จริงอยู่. พระสูตรนี้ ท่านกล่าวโดยฟังต่อ ๆ กันมา
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นสยัมภูคือเป็นพระพุทธเจ้าเองไม่มีอาจารย์ เพราะ
ฉะนั้น คำนี้ [นิทานวจนะ] จึงไม่ใช่พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคอรหันต-
สัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น. เพราะเหตุที่มีคำกล่าวว่า คำนี้ ใครกล่าว
กล่าวเมื่อใด และกล่าวเพราะเหตุใด. ฉะนั้น จึงขอกล่าวชี้แจง. ดังนี้
คำนี้ท่านพระอานนท์กล่าว และกล่าวในเวลาทำมหาสังคายนาครั้งแรก
ความจริง การทำมหาสังคายนาครั้งแรกนี้ ควรทราบมาตั้งแต่ต้น
เพื่อความฉลาดในนิทานวจนะคำต้นของสูตรทั้งปวง ดังต่อไปนี้.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นนาถะที่พึ่งของโลก ทรงบำเพ็ญพุทธ-
กิจ เริ่มต้นแต่ทรงประกาศพระธรรมจักรจนถึงทรงโปรดสุภัททปริพาชก แล้ว
เสด็จปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ เวลาใกล้รุ่งวันวิสาขบูรณมีระหว่าง
ต้นสาละคู่ ในสาลวโนทยานอันเป็นที่แวะพักของมัลลกษัตริย์ใกล้กรุงกุสินารา
ท่านพระมหากสัสปะผู้เป็นสังฆเถระของภิกษุประมาณเจ็ดแสนรูปที่ประชุมกันใน
วันแบ่งพระบรมสารีริกธาตุของพระผู้มีพระภาคเจ้ามาระลึกถึงคำของ ขรัวตา
สุภัตทะ กล่าวเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานได้ ๗ วันว่า "พอที่
เถิด ผู้มีอายะ ท่านทั้งหลาย อย่างเศร้าโศกไปเลย อย่าร่ำไรไปเลย
พวกเราพ้นดีแล้วจากพระมหาสมณะนั้น แต่ก่อนพวกเราถูกพระ-
มหาสมณะผู้นั้น บังคับจู้จี้ว่า 'สิ่งนี้ควรแก่พวกเธอบ้างละ สิ่งนี้ไม่
ควรแก่พวกเธอบ้างละ' มาบัดนี้ พวกเราปรารถนาสิ่งใด ก็จักทำสิ่ง
นั้น ไม่ปรารถนาสิ่งใด ก็จักไม่ทำสิ่งนั้น" ท่านดำริว่า "พวกภิกษุชั่ว

120
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 121 (เล่ม 39)

เข้าใจว่า" ปาพจน์ คือ ธรรมวินัย มีศาสดาล่วงไปแล้ว ได้สมัครพรรคพวก
ก็จะพากันย่ำยีพระสัทธรรมให้อันตรธานไปไม่นานเลย ข้อนี้ย่อมเป็นไปได้.
ตราบใด ธรรมวินัยยังดำรงอยู่ ตราบนั้น ปาพจน์ คือ ธรรมวินัยก็หาชื่อว่า
มีศาสดาล่วงไปแล้วไม่ สมจริง ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส๑ไว้ว่า
ดูก่อนอานนท์ ธรรมเเละวินัยอันใด อันเราตถา-
คตแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย ธรรมและ
วินัยอันนั้น จักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย เมื่อเรา
ล่วงลับไป ดังนี้.
อย่ากระนั้นเลย จำเราจะช่วยกันสังคายนาธรรมและวินัย โดยวิธีที่พระศาสนา
นี้จะพึงดำรงอยู่ยั่งยืนยาวนาน.
อนึ่งเล่า เรากัสสปะอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุเคราะห์ด้วยสาธารณ-
บริโภคในจีวร ตรัสว่า
ดูก่อนกัสสปะเธอจักครองผ้าป่านบังสุกุลที่ใช้แล้ว
ของเราไหวหรือ และทรงอนุเคราะห์ด้วยทรงสถาปนา
เราไว้เสมอ ๆ กับพระองค์ในอุตตริมนุสสธรรม ธรรม
อัน ยิ่งยวดของมนุษย์ ต่างโดยอนุปุพพวิหาร ๙ และ
อภิญญา ๖ โดยนัยเป็นต้นอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้ง
หลาย เราตถาคตต้องการสงัดจากกามทั้งหลาย สงัด
จากอกุศลธรรมทั้งหลาย เข้าถึงปฐมฌานอยู่เพียงใด
แม้กัสสปะก็ต้องการสงัดจากกามทั้งหลาย สงัดจาก
อกุศลธรรมทั้งหลาย ฯลฯ เข้าถึงปฐมฌานอยู่เพียงนั้น.
ดังนี้.
๑. ที. มหา. ๑๐/ข้อ ๑๔๑.

121
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 122 (เล่ม 39)

เรานั้นจะมีหนี้อื่นอะไรเล่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า กัสสปะผู้นี้จักเป็น
ผู้ดำรงวงศ์พระสัทธรรมของเรา จึงทรงอนุเคราะห์เรา ด้วยการอนุเคราะห์ที่
ไม่ทั่วไปนี้ เหมือนพระราชาทรงอนุเคราะห์พระราชโอรส ผู้ดำรงวงศ์ตระกูล
ด้วยทรงมอบเกราะและพระราชอิสริยยศ มิใช่หรือ จึงทำความอุตสาหะให้เกิด
แก่ภิกษุทั้งหลาย เพื่อช่วยกันสังคายนาธรรมและวินัย เหมือนอย่างที่ท่าน
พระอานนท์กล่าวไว้ว่า
ครั้งนั้นแล ท่านพระมหากัสสปเล่ากะภิกษุทั้ง
หลายว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย ครั้งหนึ่ง เราเดินทางไกล
จากนครปาวามาสู่นครกุสินารา พร้อมกับภิกษุหมู่
ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ดังนี้.
สุภัททกัณฑ์ ควรกล่าวให้พิศดารทั้งหมด. ต่อจากนั้น ท่านพระมหากัสสป
กล่าวว่า
ผู้มีอายุทั้งหลายเอาเถิด เรามาช่วยกันสงัคายนา
ธรรมและวินัย ต่อไปเมื่อหน้าอธรรมรุ่งเรื่อง ธรรมก็
จะร่วงโรย. อวินัยรุ่งเรือง วินัยก็จะร่วงโรย เมื่อหน้า
อธรรมวาทีมีกำลัง ธรรมวาทีก็จะอ่อนกำลัง อวินัยวาที
มีกำลัง วินัยวาทีก็จะอ่อนกำลัง.
ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้น ขอพระเถระ
โปรดเลือกภิกษุทั้งหลายเถิด. พระเถระละเว้น ภิกษุที่เป็นปุถุชน โสดาบัน สกทา-
คามี อนาคามีและพระขีณาสพสุกขวิปัสสก ผู้ทรงพระปริยัติคือนวังคสัตถุศาสน์
ทรงสิ้น เป็นจำนวนหลายร้อยหลายพันรูป เลือกเอาเฉพาะภิกษุผู้เป็นพระอรหันต์
ประเภทเตวิชชาเป็นต้น ผู้ทรงปริยัติคือพระไตรปิฎกทั้งหมด บรรลุปฏิสัมภิ-
ทา มีอานุภาพยิ่งใหญ่โดยมาก พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกย่องเป็นเอตทัคคะที่

122
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 123 (เล่ม 39)

พระสังคีติกาจารย์มุ่งหมายกล่าวไว้ว่า ครั้งนั้นแล ท่านพระมหากัสสป
คัดเลือกพระอรหันต์ ๕๐๐ รูปหย่อนอยู่รูปหนึ่ง ดังนี้.
ถามว่า ทำไม พระเถระจึงทำให้หย่อนอยู่รูปหนึ่ง. ตอบว่า เพื่อไว้
ช่องโอกาสแก่ท่านพระอานนท์เถระเพราะว่า ทั้งร่วมกับท่านพระอานนท์ ทั้ง
เว้นท่านพระอานนท์เสียไม่อาจทำสังคายนาธรรมได้ ด้วยว่าพระอานนท์นั้น เป็น
พระเสขะยังมีกิจที่ต้องทำอยู่ ฉะนั้น จึงไม่อาจร่วมได้ แต่เพราะเหตุที่นวังคสัตถุ-
ศาสน์มีสุตตะและเคยยะเป็นต้น ข้อใดข้อหนึ่ง ซึ่งพระทศพลทรงแสดง
แล้ว ที่ชื่อว่า ท่านพระอานนท์ไม่ได้รับต้อพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ไม่มีฉะนั้น จึงไม่อาจเว้นเสียได้. ผิว่า ท่านพระอานนท์แม้เป็นเสขะอยู่ ก็น่า
ที่พระเถระจะพึงเลือก เพราะเป็นผู้มีอุปการะมาก ต่อการทำสังคายนาธรรม
แต่เพราะเหตุไร พระเถระจึงไม่เลือกเล่า. เพราะจะหลีกเลี่ยงการตำหนิติเตียน
เสีย. ความจริง พระเถระมีความสนิทสนมอย่างเหลือเกินในท่านพระอานนท์.
จริงอย่างนั้น ถึงท่านพระอานนที่จะมีศีรษะหงอกแล้ว. พระเถระก็ยังสั่งสอน
ท่านด้วยวาทะว่า เด็ก ว่า "เด็กคนนี้ ไม่รู้จักประมาณเสียเลย". อนึ่ง
ท่านพระอานนท์นี้เกิดในตระกูลศากยะ เป็นพระอนุชาของพระตถาคต เป็น
โอรสของพระเจ้าอา. ในการคัดเลือกท่านพระอานนท์ ภิกษุทั้งหลายจะสำคัญ
ประหนึ่งท่านลำเอียงเพราะรัก จะพึงตำหนิติเตียนว่าพระเถระละเว้นเหล่าภิกษุ
ผู้บรรลุอเสขปฏิสัมภิทาเสียไปเลือกพระอานนท์ ผู้บรรลุเสขปฏิสัมภิทา. พระ-
เถระเมื่อจะหลีกเลี่ยงตำหนิติเตียนนั้น คิดว่า "เว้นพระอานนท์เสีย ก็ไม่
อาจทำสังคายนากันได้ เราจะเลือก ก็ต่อเมื่อภิกษุทั้งหลายอนุมัติเท่านั้น" ดังนี้
จึงไม่เลือกเอง.

123