พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 104 (เล่ม 39)

เอ่ย ชื่อว่า ๔ ในปัญหาข้อนี้ ในฝ่ายพยากรณ์ปัญหานี้ บางแห่ง ท่านประ-
สงค์เอาอาหาร ๔ ตามนัยก่อน ๆ เหมือนอย่างตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในธรรม ๔ ภิกษุเมื่อหน่าย
ฯลฯ เป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ ในธรรม ๔ คือ อาหาร ๔.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในธรรมเท่านี้แลภิกษุเมื่อหน่าย
โดยชอบ ฯลฯ เป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้. คำนั้นใดว่า
ปัญหา ๔ อุทเทส ๔ ไวยากรณ์ ๔ ดังนี้ คำนี้เรา
อาศัยข้อนั้นกล่าวแล้ว ดังนี้.
บางแห่ง ภิกษุผู้มีจิตอบรมดีแล้วในคุณธรรมเหล่าใด ย่อมเป็นผู้ทำ
ที่สุดทุกข์ได้โดยลำดับ คุณธรรมเหล่านั้น ก็คือสติปัฏฐานสี่ เหมือนอย่าง
พระกชังคลาภิกษุณีกล่าวไว้ว่า
ผู้มีอายุ ในธรรม ๔ ภิกษุมีจิตอบรมดีแล้วโดย
ชอบ เห็นที่สุดโดยชอบ ตรัสรู้ความเป็นธรรมโดยชอบ
ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ในปัจจุบัน ในธรรม ๔ คือ
สติปัฏฐาน ๔ ผู้มีอายุ ในธรรม ๔ เหล่านี้แล ภิกษุ
มีจิตอบรมดีแล้วโดยชอบ ฯลฯ ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์
ได้ คำนั้นใด พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ปัญหา ๔
อุทเทส ๔ ไวยากรณ์ ๔ คำนี้ ดีฉันอาศัยข้อนั้น
กล่าวแล้ว ดังนี้.
แต่ในที่นี้ การตัดภวตัณหามีได้ เพราะตรัสรู้ตามและแทงตลอด
อริยสัจ ๔ เหล่าใด เพราะเหตุที่อริยสัจ ๔ เหล่านั้น ท่านประสงค์เอาแล้ว
หรือเพราะเหตุที่ปัญหากรรมที่ท่านพยากรณ์ด้วยปริยายนี้ เป็นอันพยากรณ์ดี

104
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 105 (เล่ม 39)

แล้วทั้งนั้น ฉะนั้น พระเถระกล่าวซ้ำว่า จตฺตาริ ๔ จึงทูลตอบว่า อริสจฺจานิ
อริยสัจทั้งหลาย. ในคำนั้นศัพท์ว่า จตฺตาริ ๔ เป็นการกำหนดด้วยจำนวน.
บทว่า อริยสจฺจานิ ได้แก่ สัจจะที่เป็นอริยะ อธิบายว่า ไม่ผิดไม่คลาด
เคลื่อน เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสัจ ๔ เหล่านี้แล เป็น
ของแท้ ไม่ผิด ไม่แปรเป็นอื่น เพราะฉะนั้น ท่าน
จึงเรียกว่า อริยสัจ.
อีกอย่างหนึ่ง เพราะเหตุใดท่านอธิบายไว้ว่า เพราะเป็นสัจจะอันโลก
ทั้งเทวโลกพึงดำเนิน พึงบรรลุ. เพราะดำเนินไปในทางเจริญที่เข้าใจกันว่า
ฐานที่ควรพยายามบ้าง เพราะไม่ดำเนินไปในทางไม่เจริญบ้าง พระพุทธเจ้า
พรูปัจเจกพุทธเจ้าและพระพุทธสาวกทั้งหลาย ที่รับรู้กันว่าเป็นพระอริยะ
เพราะประกอบพร้อมด้วยอริยธรรม คือโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ ย่อม
แทงตลอดอริยสัจเหล่านี้ แม้เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกว่า อริยสัจ เหมือน
อย่างที่ตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสัจ ๔ เหล่านี้ ฯลฯ
อริยสัจ ๔ เหล่านี้แล พระอริยะทั้งหลาอยู่อมแทงตลอด
อริยสัจ ๔ เหล่านี้ เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่าอริยสัจ.
อีกนัยหนึ่ง ชื่อว่าอริยสัจ เพราะเป็นสัจจะของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้เป็นอริยะ เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเป็นอริยะในโลกทั้ง
เทวโลก ฯลฯ ทั้งเทวดาและมนุษย์ เพราะฉะนั้น จึง
เรียกว่าอริยสัจ.

105
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 106 (เล่ม 39)

อีกนัยหนึ่ง ชื่อว่าอริยสัจ แม้เพราะทำให้สำเร็จความเป็นอริยะ
เพราะอริยสัจเหล่านั้น ทรงรู้ยิ่งด้วยพระองค์เองแล้ว เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอริยสัจ ๔ เหล่านี้แล
ตถาคตตรัสรู้ยิ่งเองตามเป็นจริง ตถาคตจึงถูกเรียกว่า
พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า.
ความแห่งบทของอริยสัจเหล่านั้นมีดังนี้ ความตัดขาดภวตัณหา ย่อม
มีได้ เพราะความตรัสรู้ตามและแทงตลอดอริยสัจเหล่านั้น เหลือนอย่างที่ตรัส
ไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทุกขอริยสัจนี้นั้น อันเรา
ตถาคตตรัสรู้แล้ว แทงตลอดแล้ว ฯลฯ ทุกขนิโรธ
คามินีปฏิปทาอริยสัจ อันเราตถาคตตรัสรู้แล้ว แทง
ตลอดแล้ว ภวตัณหาเราตถาคตก็ถอนได้แล้ว ตัณหา
ที่นำไปในภพ ก็สิ้นแล้ว บัดนี้ การเกิดอีกไม่มีกันละ
ดังนี้.
พรรณนาปัญหาว่า อะไรเอ่ย ชื่อว่า ๕
พระศาสดา มีจิตอันพระเถระทำให้ทรงยินดีด้วยการพยากรณ์ปัญหา
แม้นี้แล้ว จึงตรัสถามปัญหายิ่งขึ้นไปตามนัยก่อน ๆ ว่า อะไรเอ่ย ชื่อว่า ๕.
พระเถระกล่าวซ้ำว่า ปญฺจ ๕ จึงทูลตอบว่า อุปาทานขันธ์ ในคำเหล่านั้น
คำว่า ปญฺจ ๕ เป็นการกำหนดจำนวน. ขันธ์ทั้งหลาย ที่ถูกอุปาทานให้
เกิดมา หรือที่ทำอุปาทานให้เกิด ชื่อว่าอุปาทานขันธ์. รูป เวทนา สัญญา
สังขาร และวิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่ง มีอาสวะ อันบุคคลพึงยึดถือ คำนี้
เป็นชื่อของอุปาทานขันธ์เหล่านั้น ก็ในที่นี้ พระเถระกล่าวว่า อุปาทานขันธ์ ๕

106
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 107 (เล่ม 39)

ตามนัยก่อนนั่นแล มิใช่กล่าวเพราะไม่มีธรรม ๕ อย่างอื่น. เหมือนอย่างที่
ตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในธรรม ๕ ภิกษุเมื่อหน่าย
โดยชอบ ฯลฯ ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้. ในธรรม ๕
คืออุปาทานขันธ์ ๕ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในธรรม ๕
เหล่านี้แล ภิกษุเมื่อหน่ายโดยชอบ ฯลฯ ย่อเป็นผู้
ทำที่สุดทุกข์ได้ คำนี้ใดว่า ปัญหา ๕ อุทเทส ๕
ไวยากรณ์ ๕ คำนี้เราอาศัยข้อนั้นกล่าวแล้ว ดังนี้.
ก็ในปัญหาข้อนี้ ภิกษุเมื่อพิจารณาโดยความเกิดความดับเป็นอารมณ์
ได้อมตะด้วยวิปัสสนาแล้ว ย่อมทำให้แจ้งอมตะคือพระนิพพาน โดยลำดับ.
เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า
ยโต ยโต สมฺมสติ ขนฺธานํ อุทยพฺพยํ
ลภตี ปิติปาโมชฺชํ อมตํ ตํ วิชานตํ
พิจารณาความเกิดความดับแห่งขันธ์ทั้งหลาย
โดยประการใด ๆ ปีติและปราโมชอันเป็นอมตะ ย่อม
ได้แก่ท่านผู้เห็นความเกิดความดับนั้น โดยประการนั้น ๆ
ดังนี้.
พรรณนาปัญหาว่า อะไรเอ่ย ชื่อว่า ๖
พระศาสดา ผู้มีจิตอันพระเถระทำให้ทรงยินดีด้วยการพยากรณ์แม้นี้
อย่างนี้แล้ว จึงตรัสถามปัญหายิ่งขึ้นไปตามนัยก่อน ๆ ว่า อะไรเอ่ย ชื่อว่า ๖
พระเถระกล่าวซ้ำว่า ฉ หก จึงทูลตอบว่า อายตนะภายใน. ในคำเหล่านั้น
คำว่า ฉ ๖ เป็นการกำหนดจำนวน. อายตนะทั้งหลายที่ประกอบในภายใน

107
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 108 (เล่ม 39)

หรือกระทำตนให้เป็นที่อาศัยเป็นไป ชื่อว่า อัชฌัตติก. ชื่อว่า อายตนะ
เพราะต่อหรือเพราะก่อความเจริญ หรือเพราะนำสังสารทุกข์มายืดยาว คำนี้เป็น
ชื่อของจักษุ ตา, โสตะ หู, ฆานะ จมูก, ชิวหา ลิ้น, กายะ กาย, มนะ ใจ.
ก็ในที่นี้ พระเถระกล่าวว่า อาตนะภายใน ๖ ตามนัยก่อน มิใช่กล่าวเพราะ
ไม่มีธรรม หก อย่างอื่น. เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในธรรม ๖ ภิกษุเมื่อหน่าย
โดยชอบ ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้. ในธรรม ๖
คืออายตนะภายใน ๖ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในธรรม ๖
เหล่านี้แล ภิกษุเมื่อหน่ายโดยชอบ ฯลฯ ย่อมเป็นผู้
ทำที่สุดทุกข์ได้ คำนี้ใดว่า ปัญหา ๖ อุทเทศ ๖
ไวยากรณ์ ๖ คำนี้เราอาศัยข้อนั้นกล่าวแล้ว.
ก็ในปัญหาข้อนี้ ภิกษุพิจารณาอายตนะภายใน ๖ โดยความเป็นของ
ว่างตามพระบาลี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่า สุญฺโญ คาโม บ้าน
ว่าง นี้เป็นชื่อของอายตนะภายใน ๖ ดังนี้ โดยความเป็นของเปล่าและ
โดยความเป็นของลวง เพราะตั้งอยู่ได้ไม่นานเหมือนฟองน้ำและพยับแดดฉะนั้น
ก็หน่าย. ทำที่สุดทุกข์โดยลำดับ ย่อมเข้าถึงที่ซึ่งมัจจุราชมองไม่เห็น เหมือน
อย่างที่ตรัสไว้ว่า
ยถา ปุพฺพุฬกํ ปสฺเส ยถา ปสฺเส มรีจิกํ
เอวํ โลกํ อเวกฺขนฺตํ มจฺจราชา น ปสฺสติ.
มัจจุราชย่อมมองไม่เห็นผู้ที่มองเห็นโลกเหมือน
เห็นฟองน้ำ เหมือนเห็นพยับแดดฉะนั้น.

108
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 109 (เล่ม 39)

พรรณนาปัญหาว่า อะไรเอ่ย ชื่อว่า ๗
พระศาสดาผู้มีจิตอันพระเถระทำให้ทรงยินดีด้วยการพยากรณ์ปัญหานี้
แล้ว จึงตรัสถามปัญหายิ่งขึ้นไป ตามนัยก่อน ๆ ว่า อะไรเอ่ย ชื่อว่า ๗.
วิญญาณฐิติ ๗ พระเถระกล่าวในการพยากรณ์ปัญหาใหญ่ก็จริง ถึงอย่างนั้น
ภิกษุผู้มีจิตอบรมดีแล้วในธรรมเหล่าใด ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ พระเถระ-
เมื่อแสดงธรรมเหล่านั้น จึงทูลตอบว่า โพชฌงค์ ๗. อนึ่งเล่าความข้อนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงอนุมัติแล้ว เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า
ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย กชังคลาภิกษุณีเป็น
บัณฑิต ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย กชังคลาภิกษุณี มี
ปัญญามาก พวกท่านเข้าไปหาคฤหบดีแม้ที่เตียง สอบ
ถามข้อความนี้ แม้เราก็พึงพยากรณ์ความข้อนั้นเหมือน
อย่างที่ กชังคลาภิกษุณี พยากรณ์ฉะนั้น.
กชังคลาภิกษุณี นั้นพยากรณ์ไว้อย่างนี้ว่า
ผู้มีอายุ ในธรรม ๗ ภิกษุมีจิตอบรมดีแล้ว โดย
ชอบ ฯลฯ ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้. ในธรรม ๗
คือโพชฌงค์ ๗ ผู้มีอายุ ในธรรม ๗ เหล่านี้แล ภิกษุ
ผู้มีจิตอบรมดีแล้ว โดยชอบ ฯลฯ ย่อมเป็นผู้ทำที่สุด
ทุกข์ได้. คำนั้นใดว่าปัญหา ๗ อุทเทส ๗ ไวยากรณ์
๗ คำนี้เราอาศัยข้อนั้นกล่าวแล้ว. ดังนี้.
ความข้อนี้ พึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุมัติแล้วด้วยประ-
การฉะนี้.

109
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 110 (เล่ม 39)

ในคำเหล่านั้น คำว่า สตฺต ๗ เป็นการกำหนดจำนวนเด็ดขาดไม่
ขาดไม่เกิน. คำว่า โพชฌงค์ นี้เป็นชื่อของธรรมมีสติเป็นต้น. ความของบท
ในโพชฌงค์ ๗ นี้มีดังนี้ ชื่อว่า โพธิ เพราะวิเคราะห์ว่า พระอริยสาวกย่อม
ตรัสรู้ ด้วยธรรมสามัคคี กล่าวคือ สติ ธัมมวิจยะ วีริยะ ปีติ ปัสสัทธิ
สมาธิและอุเบกขา อันเป็นปฏิปักษ์ต่ออุปัทวะเป็นอันมาก มีความหดหู่ความ
ฟุ้งซ่าน ความหยุดเพียร ความพยายาม กามสุขัลลิกานุโยค อัตตกิลมถามุโยค
และความยึดถือด้วยอุจเฉททิฏฐิและสัสสตทิฏฐิเป็นต้น อันเกิดขึ้นในขณะแห่ง
มรรคจิต ส่วนโลกิยะและโลกุตระนั้น ท่านอธิบายว่า ลุกขึ้นจากความหลับ
คือสันดานที่มีกิเลส หรือแทงตลอดอริยสัจ ๔ หรือทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน
นั่นแล เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า ทรงเจริญโพชฌงค์ ๗ ตรัสรู้ยิ่งเองซึ่ง
พระอนุตรสัมมาสัมโพธิ.
อีกอย่างหนึ่งแม้พระอริยสาวก ชื่อว่าโพธิ เพราะวิเคราะห์ว่า ตรัสรู้
ด้วยธรรมสามัคคีนั้น มีประการตามที่กล่าวมาแล้ว. ดังนั้น ชื่อว่าโพชฌงค์
เพราะเป็นองค์คือส่วนแห่งโพธิ กล่าวคือธรรมสามัคคีนั้น เหมือนอย่างองค์แห่ง .
ฌานเเละองค์แห่งมรรค อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าโพชฌงค์ แม้เพราะเป็นองค์ของ
พระอริยสาวกที่ได้โวหารว่าโพธินั้น เหมือนอย่างองค์คือส่วนของกองทัพและ
องค์คือส่วนของรถเป็นต้นฉะนั้น.
อีกประการหนึ่ง พึงทราบอรรถว่าโพชฌงค์แห่งโพชฌงค์ทั้งหลาย
โดยวิธีที่ท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทาอย่างนี้ว่า ในบทว่า โพชฌงค์ ชื่อว่า
โพชฌงค์ เพราะอรรถว่าอะไร ชื่อว่า โพชฌงค์ เพราะเป็นไปเพื่อความตรัสรู้
ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะตรัสรู้ ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะตรัสรู้ตาม ชื่อว่าโพชฌงค์
เพราะแทงตลอด ชื่อว่า โพชฌงค์ เพราะตรัสรู้พร้อม. พระโยคาวจร เมื่อ

110
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 111 (เล่ม 39)

เจริญทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗ เหล่านี้อย่างนี้ไม่นานนัก ก็จะเป็นผู้ได้คุณมี
ความหน่ายโดยส่วนเดียวเป็นต้น ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์
ได้ในปัจจุบัน สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ เหล่านี้ อัน
บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไป เพื่อความ
หน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อความคลายกำหนด เพื่อ
ความดับ เพื่อควานระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความ
รู้พร้อม เพื่อความดับ ดังนี้.
พรรณนาปัญหาว่าอะไรเอ่ย ชื่อว่า ๘
พระศาสดา ผู้มีจิตอันพระเถระทำให้ทรงยินดีด้วยการพยากรณ์ปัญหา
แม้นี้อย่างนี้แล้ว จึงตรัสถามปัญหายิ่งขึ้นไปว่าอะไรเอ่ยชื่อว่า ๘. พระเถระ
กล่าวโลกธรรม ๘ ไว้ในการพยากรณ์มากปัญหา ก็จริงอยู่ ถึงอย่างนั้น ภิกษุ
ผู้มีจิตอบรมดีแล้วในธรรมเหล่าใด ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ พระเถระเนื้อ
แสดงธรรมเหล่านั้น ไม่กล่าวว่า องค์อริยะแห่งมรรค ๗ เพราะเหตุที่ ธรรมดา
มรรคอันพ้นจากองค์ ๘ หามีไม่ แต่ว่ามรรคมีเพียงองค์ ๘ เท่านั้น ฉะนั้น
เมื่อจะให้สำเร็จความข้อนั้นจึงทูลตอบ โดยวิลาสแห่งเทศนาว่า อริยมรรคมี
องค์ ๘ ความและเทศนานัยข้อนี้ แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงอนุมัติแล้วทั้งนั้น
เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า
ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย กชังคลาภิกษุณี เป็น
บัณฑิต ฯลฯ แม้เราก็พึงพยากรณ์เหมือนกชังคลาภิกษุณี
พยากรณ์ นั่นแล.

111
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 112 (เล่ม 39)

ก็พระกชังคลาภิกษุณีนั้น พยากรณ์ไว้อย่างนี้ว่า
ผู้มีอายุ ในธรรม ๘ ภิกษุผู้มีจิตอบรมดีแล้วโดย
ชอบ ฯลฯ ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ คำนั้นใด
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ปัญหา ๘ อุทเทส ๘
ไวยากรณ์ ๘ คำนี้ ดิฉันอาศัยข้อนั้นกล่าวแล้ว ดังนี้.
ความและเทศนานั้น พึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุมัติแล้ว
ด้วยประการฉะนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อริโย แปลว่า อันผู้ต้องการพระนิพพาน
พึงบรรลุ. อนึ่งมรรคพึงทราบว่า อริยะ เพราะเป็นไปห่างไกลจากกิเลสทั้ง-
หลาย. เพราะกระทำให้เป็นพระอริยะ และแม้เพราะได้อริยผล. องค์ของ
มรรคนั้นมี ๘ เพราะเหตุนั้น มรรคนั้น จึงชื่อว่าที่องค์ ๘. มรรคนี้นั้นพึงทราบ
ว่าเป็นเพียงองค์เท่านั้น เพราะมรรคมีสภาพที่บุคคลจะไม่พึงได้ โดยแยก
ออกจากองค์ เหมือนกองทัพมีองค์ ๔ และดนตรีมีองค์ ๕. บุคคลย่อมค้นหา
พระนิพพานด้วยทางนี้หรือแสวงหาเอง หรือฆ่ากิเลสไป เหตุนั้น ทางนี้จึงชื่อว่า
มรรค.
ภิกษุเมื่อเจริญมรรคมีประเภท ๘ และมีองค์ ๘ นี้อย่างนี้ ย่อมทำลาย
อวิชชา ทำวิชชาให้เกิด ทำให้แจ้งพระนิพพานด้วยเหตุนั้น ทำนี้จึงกล่าวว่า
เป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้ในปัจจุบัน สมดังตรัสไว้อย่างนี้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หางเมล็ดข้าวสาลี หรือหาง
เมล็ดข้าวเหนียว ที่เขาตั้งไว้ชอบ เอามือหรือเท้า
เหยียบ จักตำเอามือหรือเท้าได้ หรือจักทำให้ห้อเลือด
ได้ ข้อนี้เป็นไปได้. เพราะอะไร. เพราะหางเมล็ด

112
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 113 (เล่ม 39)

เขาตั้งไว้ชอบ ฉันใด. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้น
หนอก็ฉันนั้นเหมือนกัน จักทำลายอวิชชา ทำวิชชาให้
เกิด จักทำให้แจ้งพระนิพพานได้ ก็ด้วยทิฏฐิที่ตั้งไว้
ชอบ ด้วยมรรคภาวนาที่ตั้งไว้ชอบ ข้อนี้เป็นไปได้
ดังนี้.
พรรณนาปัญหาว่า อะไรเอ่ยชื่อว่า ๙
พระศาสดา ผู้มีจิตอันพระเกระทำให้ทรงยินดีด้วยการพยากรณ์ปัญหา
นี้ จึงตรัสถามปัญหายิ่งขึ้นไปว่า อะไรเอ่ยชื่อว่า ๙. พระเถระกล่าวซ้ำว่า
นว ๙ จึงทูลตอบว่า สัตตาวาส.
ในคำนั้น คำว่า นว ๙ เป็นการกำหนดจำนวน. คำว่า สัตว์ ได้แก่
สัตว์มีชีวิต ที่ท่านบัญญัติที่อาศัยขันธ์อันนับเนืองในชีวิตินทรีย์. คำว่า อาวาส
ได้แก่ชื่อว่าอาวาส เพราะเป็นที่อยู่อาศัย. ที่อยู่อาศัยของสัตว์ทั้งหลาย ชื่อว่า
สัตตาวาส นับเป็นทางแห่งเทศนา. แต่เมื่อว่าโดยอรรถใจความ คำนี้เป็นชื่อ
ของสัตว์ ๙ ประเภท เหมือนอย่างที่ท่าน๑ กล่าวไว้ว่า
ผู้มีอายุ เหล่าสัตว์มีกายต่างกันมีสัญญาต่างกัน
มีอยู่ เหมือนมนุษย์บางพวก เทพบางพวก และวินิ-
ปาติกะทางพวก นี้เป็นสัตตาวาสที่ ๑. เหล่าสัตว์มีกาย
ต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน มีอยู่ เหมือนทวยเทพ
ที่อยู่ในหมู่พรหมผู้เกิดเป็นพวกแรก นี้เป็นสัตตาวาสที่
๒. เหล่าสัตว์ผู้มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาต่างกัน
มีอยู่ เหมือนทวยเทพเหล่าอาภัสสระ นี้เป็นสัตตาวาส
๓. เหล่าสัตว์ผู้มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่าง
เดียวกัน มีอยู่ เหมือนทวยเทพเหล่าสุภกิณหะ นี้เป็น
๑. ที.ปาฏิ. ๓/ข้อ ๔๕๗.

113