พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 74 (เล่ม 39)

ต่าง ๆ ตั้งแต่ปัสสาวะ อุจจาระ ชิ้นหนัง กระดูก เอ็น น้ำลาย น้ำมูก และ
เลือดเป็นต้น ถูกน้ำพัดพา รวมคลุกเคล้ากับตมและน้ำ ก็มีหนอนตระกูล
น้อยใหญ่เกิดเอง ล่วงไป ๒๓ วัน ก็เดือดด้วยแรงแสงแดดและความร้อน
พ่นฟองฟอดปุดขึ้นข้างบน มีสีเขียวจัด ไม่สมควรที่จะเข้าใกล้หรือมองดู ไม่
ต้องกล่าวถึงว่าจะสูดดมหรือลิ้มรส ฉันใด น้ำและข้าวเป็นต้น มีประการต่าง ๆ
ก็ฉันนั้นเหมือนกัน อันสากคือฟันบดละเอียดแล้ว อันมือคือลิ้นตวัดกลับ
ไปมาแล้ว คลุกเคล้าด้วยน้ำลาย ปราศจากความพร้อมด้วยสีกลิ่นรสเป็นต้น
ไปทันใด เสมือนรากสุนัขในรางสุนัข รวมกันคลุกเคล้าด้วยดีเสลด เดือด
ด้วยแรงไฟในท้องและความร้อน มีหนอนตระกูลใหญ่น้อยปล่อยฟองฟอดขึ้น
เบื้องบน จะกลายเป็นกองขยะมีกลิ่นเหม็นและน่าเกลียดอย่างยิ่ง ซึ่งฟังมาแล้ว
ทำให้ไม่อยากดื่มน้ำกินข้าวเป็นต้น อย่าว่าถึงจะตรวจดูด้วยจักษุคือปัญญาเลย
ซึ่งเป็นที่ ๆ น้ำและข้าวเป็นต้นตกลงไปแล้ว จะแบ่งเฉลยเป็น ๕ ส่วน คือ
ส่วนหนึ่ง สัตว์ [ในท้อง] จะกินส่วนหนึ่ง ไฟในต้องจะเผาไหม้ ส่วนหนึ่ง
จะกลายเป็นปัสสาวะ ส่วนหนึ่งจะกลายเป็นอุจจาระ ส่วนหนึ่งจะกลายเป็น รส
[โอชะ] บำรุงเพิ่มเลือดและเนื้อ.
ในอาหารใหม่นั้น ก็กำหนดว่า อาหารใหม่ ย่อมไม่รู้ว่า เราอยู่ใน
ท้องที่มีกลิ่นเหม็นน่าเกลียดอย่างยิ่งนี้ แม้ต้องก็ไม่รู้ว่า อาหารใหม่อยู่ในเรา
เปรียบเหมือนรากสุนัข ที่อยู่ในรางสุนัข แม้รางสุนัขก็ไม่รู้ว่ารากสุนัขอยู่ในเรา
ฉะนั้น ด้วยว่าธรรมเหล่านี้ เว้นจากความคิดคำนึงและการพิจารณา ฯลฯ ไม่ใช่
บุคคล. โดยปริเฉท ก็กำหนดรู้ว่าอาหารใหม่ตัดตอนด้วยส่วนแห่งอาหารใหม่
นี้เป็นการกำหนดอาหารใหม่นั้น โดยสภาค ส่วนการกำหนดโดยวิสภาค ก็เช่น
เดียวกับผมนั้นแล. กำหนดอาหารใหม่ โดยวรรณะเป็นต้น มีประการดังกล่าว
มาฉะนี้.

74
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 75 (เล่ม 39)

กรีสํ อาหารเก่า [อุจจาระ]
ต่อแต่นั้นไป ก็กำหนดว่า โดยวรรณะ อาหารเก่า ภายในสรีระ
โดยมาก ก็มีสีเหมือนอาหารที่กลืนกินเข้าไป โดยสัณฐาน ก็มีสัณฐานเหมือน
โอกาส. โดยทิศ เกิดในทิศเบื้องล่าง. โดยโอกาส ตั้งอยู่ในที่อาหารอันย่อยแล้ว
อยู่อาศัย ธรรมดาประเทศที่อาหารอันย่อยแล้วอยู่อาศัย ก็เป็นประเทศเสมือน
ภายในปล้องไม้ไผ่และอ้อ สูงประมาณ ๘ นิ้ว อยู่ปลายลำไส้ใหญ่ระหว่าง
โคนท้องน้อยและสันหลังเบื้องล่าง เปรียบเหมือนน้ำฝนตกในที่เบื้องบน [สูง]
ก็ไหลลงทำที่เบื้องล่าง [ ต่ำ] ให้เต็มขังอยู่ ฉันใด น้ำและข้าวเป็นต้นอย่างใด
อย่างหนึ่ง ที่ตกลงในที่อยู่ของอาหารสด [ใหม่] อันไฟในท้องเผาให้สุกเดือด
ปุดเป็นฟอง กลายเป็นของละเอียดไปเหมือนแป้ง เพราะไฟธาตุทำให้ละเอียด
แล้วก็ไหลไปตามช่องลำไส้ใหญ่ บีบรัดสะสมขังอยู่เหมือนดินเหลืองที่เขาใส่
ในปล้องไม้ไผ่และต้นอ้อ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน.
ในอาหารเก่านั้น ก็กำหนดว่า อาหารเก่าย่อมไม่รู้ว่า เราอยู่ในที่อยู่
ของอาหารที่ย่อยแล้ว แม้ที่อยู่ต้องอาหารที่ย่อยแล้ว ก็ไม่รู้ว่า อาหารเก่าอยู่ใน
เราเปรียบเหมือนดินเหลืองที่เขาขยำใส่ลงในปล้องไม้ไผ่และไม้อ้อ ย่อมไม่รู้
ดินเหลืองอยู่ในเรา แม้ปล้องไม้ไผ่และไม้อ้อก็ไม่รู้ว่า ดินเหลืองอยู่ในเรา
ฉะนั้น ด้วยว่า ธรรมเหล่านี้เว้น จากความคิดคำนึงและการพิจารณา ฯลฯ ไม่ใช่
บุคคล. โดยปริเฉท กำหนดว่า อาหารเก่า ตัดตอนด้วยส่วนแห่งอาหารเก่า นี้
เป็นการกำหนดอาหารเก่านั้นโดยสภาค ส่วนการกำหนดโดยวิสภาคก็เช่นเดียว
กับผมนั่นแล. กำหนดอาหารเก่าโดยวรรณะเป็นต้นมีประการดังกล่าวมาฉะนี้.
มตฺถลุงคํ มันในสมอง
ต่อแต่นั้นไป ก็กำหนดว่า โดยวรรณะ มันในสนองภายในกระโหลก
ศีรษะ ในสรีระ มีสีขาวเหมือนสีเห็ด. อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า มีสี

75
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 76 (เล่ม 39)

เหมือนสีน้ำนมเดือด ดังนี้ก็มี. โดยสัณฐาน มีสัณฐานเหมือนโอกาส. โดยทิศ
เกิดในทิศเบื้องบน. โดยโอกาส เป็นประเภทก้อนมันสมอง ๔ ก้อน ที่อาศัย
ร้อยเอ็น ๔ รอย ภายในกระโหลกศีรษะในสรีระ รวมกันตั้งอยู่เหมือนก้อนแป้ง
๔ ก้อนที่เขารวมกันตั้งไว้.
ในมันสมองนั้น ก็กำหนดว่า มันในสมองย่อมไม่รู้ว่า เราอยู่ในกระ-
โหลกศีรษะ แม้กระโหลกศีรษะก็ไม่รู้ว่ามันในสมองอยู่ในเรา เปรียบเหมือน
ก้อนแป้งที่เขา สู่ไว้ในกระโหลกน้ำเต้าเก่า หรือน้ำนมเดือด ย่อมไม่รู้ว่าเราอยู่
ในกระโหลกน้ำเต้าเก่า แม้กระโหลกน้ำเต้าเก่า ก็ไม่รู้ว่าก้อนแป้ง หรือน้ำนั้น
เดือด อยู่ในเรา ฉะนั้น ด้วยว่า ธรรมเหล่านั้น เว้นจากความคำนึงและการ
พิจารณา ฯลฯ ไม่ใช่บุคคล. โดยปริเฉท กำหนดว่า มัน ในสมองตัดตอนด้วย
ส่วนแห่งมันในสมอง นี้เป็นการกำหนดมันในสมองนั้นโดยสภาค ส่วนการ
กำหนดโดยวิสภาค ก็เช่นเดียวกับผมนั่นแล. กำหนดมันในสมอง โดยวรรณะ
เป็นต้น มีประการดังกล่าวมาฉะนี้.
ปิตฺตํ ดี
ต่อแต่นี้ไป กำหนดว่า ดี แม้สองชนิด คือดีนอกถุงและดีในถุง มี
สีเหมือนน้ำมันมะซางนี้ อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า ดีนอกถุงมีสีเหมือนดอก
พิกุลแห้งดังนี้ก็มี โดยสัณฐาน มีสัณฐานเหมือนโอกาส. โดยทิศ เกิดในทิศทั้ง
สอง. โดยโอกาส ดีนอกถุง เว้นที่ของผมขนเล็บและพื้นอันพ้นจากเนื้อ และ
หนังที่แข็งและแห้ง เอิบอาบสรีระส่วนที่เหลืออยู่เหมือนหยาดน้ำมัน เอิบอาบ
น้ำ ซึ่งเมื่อกำเริบแล้ว ดวงตาจะเหลืองเวียนศีรษะ ตัวสั่นและคัน ดีในถุง
ตั้งอยู่ในถุงน้ำดี ซึ่งเสมือนรังบวบขมให้ อาศัยเนื้อหัวใจตั้งอยู่ในระหว่าง
หัวใจและปอด ซึ่งเมื่อกำเริมแล้ว สัตว์ทั้งหลายจะเป็นบ้ามีจิตวิปลาส ทิ้งหิริ-
โอตตัปปะ ทำการที่ไม่ควรทำ พูดคำที่ไม่ควรพูด คิดข้อที่ไม่ควรคิด.

76
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 77 (เล่ม 39)

ในดีนั้น ก็กำหนดว่า ดีนอกถุง ย่อมไม่รู้ว่า เราเอิบอาบตลอดสรีระ
อยู่ แม้สรีระก็ไม่รู้ว่า ดีนอกถุงเอิบอาบเราอยู่. เปรียบเหมือนน้ำมัน เอิบอาบ
น้ำอยู่ ย่อมไม่รู้ว่าเราเอิบอาบน้ำอยู่ แม้น้ำก็ไม่รู้ว่า น้ำมันเอิบอาบเราอยู่
ฉะนั้น ดีในถุงย่อมไม่รู้ว่า เราอยู่ในถุงน้ำดี แม้ถุงน้ำดีก็ไม่รู้ว่า ดีในถุงอยู่
ในเรา เปรียบเหมือนน้ำฝน ที่อยู่ในรังบวบขม ย่อมไม่รู้ว่า เราอยู่ในรังบวบ
ขม แม้รังบวบขมก็ไม่รู้ว่าน้ำฝนอยู่ในเรา ฉะนั้น. ด้วยว่า ธรรมเหล่านี้ เว้น
จากความคิดคำนึงและการพิจารณา ฯลฯ ไม่ใช่บุคคล. โดยปริเฉท ก็กำหนดว่า
ดีตัดตอนด้วยส่วนแห่งดี นี้เป็นการกำหนดดีนั้น โดยสภาค. ส่วนการกำหนด
โดยวิสภาค ก็เช่นเดียวกับ ผมนั่นแล กำหนดดีโดยวรรณะเป็นต้น มีประการ
ดังกล่าวมาฉะนี้.
เสมหํ เสลด
ต่อแต่นั้นไป ก็กำหนดว่าโดยวรรณะ เสมหะมีประมาณบาตรหนึ่ง
ภายในสรีระ มีสีขาว เหมือนสีน้ำในมะเดื่อ โดยสัณฐาน มีสัณฐานเหมือน
โอกาส. โดยทิศเกิดในทิศเบื้องบน. โดยโอกาส ตั้งอยู่ในท้อง ซึ่งในเวลากลืน
กินอาหารมีน้ำและโภชนะเป็นต้น เมื่อน้ำและโภชนะเป็นต้นตกลง ก็จะแตก
ออกเป็นสองส่วนแล้วจะกลับมาคลุมอีก ซึ่งเมื่อมีน้อย พื้นท้องจะมีกลิ่นเหมือน
ซากศพน่าเกลียดอย่างยิ่ง. เหมือนหัวฝีสุก เหมือนไข่ไก่เน่า เปรียบเหมือน
สาหร่ายในน้ำ เมื่อชิ้นไม้หรือกระเบื้องตกก็จะขาดเป็นสองส่วนแล้วก็กลับมา
คลุมอีก ฉะนั้น การเรอก็ดี ปากก็ดี จะมีกลิ่นเหม็นเสมือนซากศพเน่าด้วย
กลิ่นที่พุ่งขึ้นจากท้องนั้น และคนผู้นั้น ก็จะถูกเขาพูดไล่ตะเพิดว่า ออก
ไปเจ้าส่งกลิ่นเหม็น และเสมหะพอกพูนหนาแน่นขึ้น ก็ช่วยระงับกลิ่นเหม็น
ตั้งอยู่ภายในพื้นท้องนั่นแหละ เหมือนแผ่นกระดานปิดส้วม.

77
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 78 (เล่ม 39)

ในเสมหะนั้น ก็กำหนดว่า เสมหะย่อมไม่รู้ว่าเราอยู่ที่พื้นท้อง แม้
พื้นท้องก็ไม่รู้ว่าเสมหะอยู่ในเรา เปรียบเหมือนแผ่นฟองบนบ่อโสโครก ย่อม
ไม่รู้ว่า เราอยู่ในบ่อโสโครก แม้บ่อโสโครกก็ไม่รู้ว่า แผ่นฟองอยู่ในเราฉะนั้น
ด้วยว่า ธรรมเหล่านี้ เว้นจากความคิดคำนึงและการพิจารณา ฯลฯ ไม่ใช่
บุคคล. โดยปริเฉท ก็กำหนดว่า เสมหะตัดตอนด้วยส่วนแห่งเสมหะ. นี้เป็น
การกำหนดเสมหะนั้น โดยสภาค ส่วนการกำหนดโดยวิสภาค ก็เช่นเดียวกับผม
นั่นแล. กำหนดเสมหะโดยวรรณะเป็นต้น มีประการดังกล่าวมาฉะนี้.
ปุพฺโพ หนอง
ต่อแต่นั้นไป ก็กำหนดว่า โดยวรรณะ หนองมีสีเหมือนใบไม้เหลือง
โดยสัณฐาน มีสัณฐานเหมือนโอกาส โดยทิศเกิดในทิศทั้งสอง โดยโอกาส
ธรรมดาโอกาสของน้ำเหลือง ตั้งอยู่ประจำไม่มี จะดังอยู่ในตำแหน่งสรีระที่น้ำ
เหลืองสะสมตั้งอยู่ ที่เมื่อถูกตอหนามเครื่องประหารและเปลวไฟเป็นต้นกระทบ
แล้วห้อเลือด หรือเกิดฝีและต่อมเป็นต้น.
ในหนองนั้น ก็กำหนดว่า หนองย่อมไม่รู้ว่า เราตั้งอยู่ในตำแหน่ง
ที่ถูกตอและหนามเป็นต้นกระทบ หรือในตำแหน่งที่เกิดฝีและต่อมเป็นต้น ณ
ที่นั้น ๆ แห่งสรีระ แม้ตำแหน่งสีรระก็ไม่รู้ว่า น้ำเหลืองอยู่ในเรา เปรียบ
เหมือนยางไม้ที่ไหลออกตั้งอยู่ในที่ ๆ ถูกดมขวานเป็นต้นเฉพาะในที่นั้น ๆ ของ
ต้นไม้ ย่อมไม่รู้ว่า เราตั้งอยู่ในที่ ๆ ถูกเฉพาะของต้นไม้ แม้ที่ ๆ ถูกเฉพาะ
ของต้นไม้ก็ไม่รู้ว่า ยางไม้ตั้งอยู่ในเราฉะนั้น ด้วยว่าธรรมเหล่านั้น เว้นจาก
ความคิดคำนึงและพิจารณา ฯลฯ ไม่ใช่บุคคล. โดยปริเฉท กำหนดว่า หนอง
ตัดตอนด้วยส่วนแห่งน้ำเหลือง นี้เป็นการกำหนดหนองนั้น โดยสภาค
ส่วนการกำหนดโดยวิสภาค ก็เช่นเดียวกับผมนั่นแล. กำหนดหนองโดยวรรณะ
เป็นต้น มีประการดังกล่าวมาฉะนี้.

78
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 79 (เล่ม 39)

โลหิตํ เลือด
ต่อแต่นั้นไป ในเลือด ๒ อย่าง คือ เลือดขังและเลือดเดิน ก็กำหนด
เลือดขังก่อน โดยวรรณะมีสีเหมือนน้ำครั่งเดือดข้น เลือดเดินมีสีเหมือนน้ำ
ครั่งใส. โดยสัณฐาน เลือดทุกอย่าง มีสัณฐานเหมือนโอกาสของตน. โดยทิศ
เลือดขังเกิดในทิศเบื้องบน เลือดเดินเกิดในทิศทั้งสอง โดยโอกาส เลือดเดิน
จะกระจายไปตลอดสรีระทุกส่วนของสัตว์เป็นๆ เว้นที่ ๆ ผมขนเล็บและฟันที่พ้น
จากเนื้อ และหนังที่กระด้างและแห้ง เลือดขังทำส่วนล่างของตับให้เต็มแล้ว
ทำหยดเลือดให้ตกลงทีละน้อย ๆ บนม้ามหัวใจตับและปอดประมาณเต็มฟายมือ
หนึ่ง ทำม้ามหัวใจตับและปอดให้ชุ่มอยู่ ซึ่งเมื่อไม่ทำม้ามและหัวใจเป็นต้น
ให้ชุ่มอยู่ สัตว์ทั้งหลายก็จะกระหายน้ำ.
ในเลือด ก็กำหนดว่า เลือดย่อมไม่รู้ว่า เราทำม้ามและหัวใจเป็นต้น
ให้ชุ่ม ตั้งอยู่ส่วนล่างของตับ แม้ที่ส่วนล่างของตับหรือม้ามและหัวใจเป็นต้น
ก็ไม่รู้ว่า เลือดตั้งอยู่ในเรา หรือทำเราให้ชุ่มตั้งอยู่ เปรียบเหมือนน้ำที่อยู่ใน
ภาชนะเก่า ๆ ทำก้อนดินเป็นต้นข้างล่างให้ชุ่มอยู่ ย่อมไม่รู้ว่า เราตั้งอยู่ใน
ภาชนะเก่า ๆ ทำก้อนดินเป็นต้นข้างล่างให้ชุ่มอยู่ แม้ภาชนะเก่า ๆ หรือก้อน
ดินเป็นต้นข้างล่าง ก็ไม่รู้ว่า น้ำตั้งอยู่ในเรา หรือทำเราให้ชุ่มตั้งอยู่ ฉะนั้น
ด้วยว่า ธรรมเหล่านี้เว้นจากความคิดคำนึงและการพิจารณา ฯลฯ ไม่ใช่บุคคล.
โดยปริเฉท กำหนดว่า เลือดตัดตอนด้วยส่วนแห่งเลือด. นี้เป็นการกำหนด
เลือดนั้นโดยสภาค. ส่วนการกำหนดโดยวิสภาค ก็เช่นเดียวกับผมนั่นแล.
กำหนดเลือดโดยวรรณะเป็นต้น มีประการดังกล่าวมาฉะนี้.

79
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 80 (เล่ม 39)

เสโท เหงื่อ
ต่อแต่นั้นไป ก็กำหนดว่า โดยวรรณะ เหงื่อ ในสรีระมีสีเหมือนน้ำ
มันงาใส. โดยสัณฐาน มีสัณฐานเหมือนโอกาส โดยทิศเกิดในทิศทั้งสอง.
โดยโอกาส ธรรมดาเหงื่อจะออกอยู่เป็นนิจ หามีไม่ หากแต่เหงื่อมีอยู่ทุกเมื่อ
หรือเพราะเหตะที่เวลาใด สรีระ เร่าร้อน เพราะร้อนไฟแสงแดดและฤดูวิปริต
เป็นต้น เวลานั้น เหงื่อจะไหลออกจากทุกรูผมและขุมขน เหมือนน้ำในกำ
เง่าบัวและก้อนบัวที่ตัดไม่เรียบพอยกขึ้นพ้อน้ำ ฉะนั้น พระโยคาวจรจึงกำหนด
เหงื่อนั้น โดยสัณฐาน ด้วยรูผมและขุมขนเหล่านั้น ท่านบุรพาจารย์ทั้งหลาย
กล่าวไว้ว่า อันพระโยคาวจร ผู้กำหนดเอาเหงื่อเป็นอารมณ์ พึงมนสิการใส่
ใจเหงื่อ โดยที่เหงื่อทำรูผมและขุมขนให้เต็มแล้วตั้งอยู่.
ในเหงื่อนั้น กำหนดว่า เหงื่อย่อมไม่รู้ว่า เราไหลออกจากรูผมและ
ขุมขน แม้รูผมและขุมขนก็ไม่รู้ว่า เหงื่อไหลออกจากเรา เปรียบเหมือนน้ำที่
ไหลออกจากช่องกำเหง้าบัวและก้านบัว ย่อมไม่รู้ว่า เราไหลออกจากช่องเหง้า
บัวและก้านบัว แม้ช่องเหง้าบัวและก้านบัว ก็ไม่รู้ว่าน้ำไหลออกจากเราฉะนั้น
ด้วยว่าธรรมเหล่านั้น เว้นจากความคิดคำนึงและการพิจารณา ฯลฯ ไม่ใช่บุคคล.
โดยปริเฉทกำหนดว่า เหงื่อตัดตอนด้วยส่วนแห่งเหงื่อ นี้เป็นกำหนดเหงื่อนั้น
โดยสภาค. ส่วนการกำหนดโดยวิสภาค ก็เช่นเดียวกับผมนั่นแล. กำหนดเหงื่อ
โดยวรรณะเป็นต้น มีประการดังกล่าวมาฉะนี้.
เมโท มันข้น
ต่อแต่นั้นไป ก็กำหนดว่า โดยวรรณะนั้น มันข้นระหว่างหนังและเนื้อ
ในสรีระ มีสีเหมือนขมิ้นผ่า โดยสัณฐาน มีสัณฐานเหมือนโอกาส จริงอย่าง
นั้น สำหรับคนตัวอ้วนมีสุข มันขันที่แผ่ไประหว่างหนังและเนื้อ มีสัณฐาน

80
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 81 (เล่ม 39)

เหมือนผ้าเปลือกไม้เก่าย้อมขมิ้น สำหรับคนตัวผอม มันข้นอาศัยเนื้อแข้ง เนื้อขา
เนื้ออาศัยสันหลังและเนื้อหลังและเนื้อพื้นท้องรวมไว้ มีสัณฐานเหมือนผ้า
เปลือกไม้เก่าย้อมขมิ้นที่เขารวบวางไว้. โดยทิศ เกิดในทิศทั้งสอง โดยโอกาส
มันข้นสำหรับคนอ้วนแผ่ไปทั่วสรีระ สำหรับคนผอม อาศัยเนื้อแข็งเป็นต้น อยู่
ซึ่งก็คือมันเหนียว มิใช่รวมไว้เพื่อเป็นน้ำมันในสมอง มิใช่เพื่อเป็นน้ำมันใน
คำข้าว มิใช่เพื่อตามประทีป [จุดตะเกียง] เพราะเป็นของน่าเกลียดอย่างยิ่ง.
ในมันข้นนั้น กำหนดว่า มันข้นย่อมไม่รู้ว่า เราอาศัยทั่วสรีระหรือ
เนื้อที่แข้งเป็นต้นตั้งอยู่ แม้ทั่วสรีระหรือเนื้อที่แข้งเป็นต้น ก็ไม่รู้ว่า มันข้น
อาศัยเราตั้งอยู่ เปรียบเหมือนผ้าเปลือกไม้เก่าย้อมขมิ้น ที่วางพิงก้องเนื้อ ย่อม
ไม่รู้ว่า เราวางพิงกองเนื้อ แม้กองเนื้อก็ไม่รู้ว่า ผ้าเปลือกไม้เก่าย้อมขมิ้นวาง
พิงเรา ฉะนั้น ด้วยว่า ธรรมเหล่านั้น เว้นจากความคิดคำนึงและการพิจารณา
ฯลฯ ไม่ใช่บุคคล. โดยปริเฉท กำหนดว่า มันข้น เบื้องล่างตัดตอนด้วยเนื้อ
เบื้องบนตัดตอนด้วยหนัง โดยรอบ ตัดตอนด้วยส่วนแห่งมันขัน. นี้เป็นการ
กำหนดมันข้นนั้นโดยสภาค. ส่วนการกำหนดโดยวิสภาค ก็เช่นเดียวกับผมนั่น
แล. กำหนดมันข้น โดยวรรณะเป็นต้น มีประการดังกล่าวมาฉะนี้.
อสฺสุ น้ำตา
ต่อแต่นั้นไป ก็กำหนดว่า โดยวรรณะ น้ำตา มีสีเหมือนน้ำมันงา
ใส. โดยสัณฐาน มีสัณฐานเหมือนโอกาส. โดยทิศ เกิดในทิศเบื้องบน โดย
โอกาส ตั้งอยู่ในเบ้าตา ก็น้ำตานั้น หาขังตั้งอยู่ในเบ้าตาทุกเมื่อเหมือนน้ำดี
ในถุงน้ำดีไม่. มีได้อย่างไรเล่า. เมื่อใด สัตว์ทั้งหลายเกิดโสมนัสดีใจ ก็หัว-
เราะดังลั่น เกิดโทมนัสเสียใจ ก็ร้องไห้คว่ำครวญหรือกลืนกินอาหารเผ็ดก็
เหมือนกัน และเมื่อใด ตาทั้งสองข้างของสัตว์เหล่านั้น ถูกควันละอองและ

81
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 82 (เล่ม 39)

ฝุ่นเป็นต้นกระทบ เมื่อนั้น น้ำตาเกิดขึ้นเพราะโสมนัส โทมนัสและอาหาร
เผ็ดเป็นต้น ก็จะขัง เอ่อออกเต็มเบ้าตา ท่านบุรพาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า
อันพระโยคาวจร ผู้กำหนดเอาน้ำตาเป็นอารมณ์ พึงมนสิการใส่ใจน้ำตานั้น
โดยที่น้ำตาขังเต็มเบ้าตานั่นแล.
ในน้ำตานั้น กำหนดว่า น้ำตาย่อมไม่รู้ว่าเราขังอยู่ในเบ้าตา แม้เบ้า
ตาก็ไม่รู้ว่า น้ำตาขังอยู่ในเรา เปรียบเหมือนน้ำที่ขังอยู่ในเมล็ดลูกตาลรุ่นที่
ตัดปลายย่อมไม่รู้ว่าเราขังอยู่ในเบ้าเมล็ดลูกตาลรุ่นที่ตัดปลาย แม้เบ้าเมล็ดลูก
ตาลรุ่นตัดปลาย ก็ไม่รู้ว่า น้ำขังอยู่ในเรา ฉะนั้น ด้วยว่าธรรมเหล่านั้น เว้น
จากควานคิดคำนึงและพิจารณา ฯลฯ ไม่ใช่บุคคล. โดยปริเฉท กำหนดว่าน้ำ
ตา ตัดตอนด้วยส่วนแห่งน้ำตา นี้เป็นการกำหนดน้ำตานั้น โดยสภาค. ส่วน
การกำหนดโดยวิสภาค ก็เช่นเดียวกับผมนั่นแล. ก็กำหนดน้ำตา โดยวรรณะ
เป็นต้น มีประการดังกล่าวมาฉะนี้.
วสา มันเหลว
ต่อแต่นั้นไป ก็กำหนดว่า โดยวรรณะ มันเหลว คือมันที่ละลาย
อยู่โนสรีระ มีสีเหมือนน้ำมันที่ราดในข้าวตัง. โดยสัณฐาน มีสัณฐานเหมือน
โอกาส โดยทิศ เกิดในทิศทั้งสอง. โดยโอกาส ตั้งอยู่ที่ฝ่ามือหลังมือฝ่าเท้าหลัง
เท้า ดั้งจมูก หน้าผากและจงอยบ่า แต่มันเหลวนั้น หาละลายตั้งอยู่ในโอกาส
เหล่านั้น ทุกเมื่อไม่. อย่างไรเล่า. เมื่อใด ประเทศที่เหล่านั้น เกิดไออุ่น
เพราะไม่ถูกกันกับความร้อนของไฟ แสงแดด ฤดูและธาตุที่ไม่ถูกกัน เมื่อ
นั้นมันเหลว ก็จะละลายซ่านไปในประเทศที่เหล่านั้น เหมือนน้ำค้างในบ่อน้ำ
ที่มีน้ำใส.

82
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 83 (เล่ม 39)

ในมันเหลว กำหนดว่า มันเหลวย่อมไม่รู้ว่าเราท่วมอยู่ตลอดฝ่ามือ
เป็นต้น แม้ฝ่ามือเป็นต้นก็ไม่รู้ว่ามันเหลวท่วมเราอยู่ เปรียบเหมือนน้ำค้าง
ที่ท่วมบ่อน้ำอยู่ ย่อมไม่รู้ว่า เราท่วมบ่อน้ำ แม้บ่อน้ำก็ไม่รู้ว่า น้ำค้างท่วม
เราอยู่ ฉะนั้น ด้วยว่าธรรมเหล่านั้น เว้นจากความคิดคำนึงและการพิจารณา
ฯลฯ ไม่ใช่บุคคล. โดยปริเฉท กำหนดว่า มันเหลวตัดตอนด้วยส่วนแห่งมันเหลว
นี้เป็นการกำหนดมันเหลวนั้นโดยสภาค ส่วนการกำหนดโดยวิสภาค ก็เช่นเดียว
กับผมนั่นแล กำหนดมันเหลว โดยวรรณะเป็นต้น มีประการดังกล่าวมาฉะนี้.
เขโฬ น้ำลาย
ต่อแต่นั้นไป ก็กำหนดว่า โดยวรรณะ น้ำลายภายในปากในสรีระ
สีขาวสีเหมือนฟองน้ำ. โดยสัณฐาน มีสัณฐานเหมือนโอกาส. อาจารย์พวก
หนึ่งกล่าวว่า มีสัณฐานเหมือนฟองน้ำทะเลดังนี้ก็มี โดยทิศ เกิดในทิศเบื้อง
บน. โดยโอกาส ไหลลงจากแก้มสองข้าง ตั้งอยู่ที่ลิ้น แต่น้ำลายนั้น หาสะสม
ตั้งอยู่ที่แก้มนั้น ทุกเมื่อไปไม่ เป็นอย่างไรเล่า. เมื่อใด สัตว์ทั้งหลายเห็น
หรือ ระลึกถึงอาหารเช่นนั้น หรือวางของร้อนของรสขมเผ็ดเค็มและเปรี้ยว
บางอย่างลงในปาก และเมื่อใด หัวใจของสัตว์เหล่านั้น ไม่สบาย หรือเกิด
หิวขึ้นในบางครั้ง เมื่อนั้นน้ำลายจะเกิดไหลลงจากแก้มทั้งสองข้างตั้งอยู่ที่ลิ้น
แต่ที่ปลายลิ้นน้ำลายนั้นจะบาง ที่โคนลิ้นจะหนา ก็ข้าวเม่า ข้าวสาร หรือของ
เคี้ยวอื่น ๆ บางอย่างที่เขาใส่ลงในปาก จะยังไม่ละลายไปเหมือนน้ำในบ่อที่ขุด
บนทรายริมแม่น้ำ เมื่อนั้น น้ำลาย จะสามารถทำของเคี้ยวให้เปียกชุ่ม.
ในน้ำลายนั้น กำหนดว่า น้ำลายย่อมไม่รู้ว่าเราไหลลงจากแก้มทั้งสอง
ข้างตั้งอยู่ที่พื้นลิ้น แม้พื้นลิ้นก็ไม่รู้ว่าน้ำลายไหลลงจากแก้มทั้งสองข้างตั้งอยู่

83