พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 64 (เล่ม 39)

นั่นแล มีสัณฐานเหมือนปีกสองข้างของไก่ขาวที่คลีออก ดังนี้ก็มี กระดูกอก
๑๔ ชิ้น มีสัณฐานเหมือนแถวแผ่นไม้คานหามเก่า ๆ กระดูกหัวใจ มีสัณฐาน
เหมือนแผ่นทัพพี กระดูกไหปลาร้า มีสัณฐานเหมือนด้ามมีดโลหะเล็ก ๆ
บรรดากระดูกไหปลาร้าเหล่านั้น กระดูกส่วนล่าง มีสัณฐานเหมือนอัฒจันท์
[พระจันทร์ครึ่งซีก] กระดูกหลังแขน มีสัณฐานเหมือนใบขวาน อาจารย์พวก
หนึ่งกล่าวว่า มีสัณฐานเหมือนจอบชาวสิงหลตัดครึ่ง ดังนี้ก็มี กระดูกแขน
มีสัณฐานเหมือนด้ามกระจกเงา อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า มีสัณฐานเหมือนด้าม
มีดใหญ่ ดังนี้ก็มี กระดูกปลายแขน มีสัณฐานเหมือนเง่าตาลคู่ กระดูกข้อมือ
มีสัณฐานเหมือนผืนผ้าโพกศีรษะ. ที่เขาวางติดรวมกัน กระดูกหลังมือ มี
สัณฐานเหมือนกองเง่าต้นกันทละตำ กระดูกข้อต้นของนิ้วมือ มีสัณฐานเหมือน
บัณเฑาะว์ กระดูกข้อกลาง มีสัณฐานเหมือนเมล็ดขนุนที่ไม่บริบูรณ์ กระดูก
ข้อปลาย. มีสัณฐานเหมือนเมล็ดตุมกา กระดูกคอ ๗ มีสัณฐานเหมือนชิ้นหนอ
ไม้ไผ่ที่เขาเจาะ วางเรียงไว้ กระดูกคางล่าง มีสัณฐานเหมือนเชือกผูกค้อน
เหล็กของช่างทอง กระดูกคางบน มีสัณฐานเหมือนไม้ชำระ ๗ อันกระดูก
เบ้าตาและโพรงจมูก มีสัณฐานเหมือนลูกตาลอ่อนที่ยังไม่ลอกเยื้อ กระดูก
หน้าผาก มีสัณฐานเหมือนกระโหลกสังข์แตกที่เขาวางคว่ำหน้า กระดูกกกหู
มีสัณฐานเหมือนกล่องมีดโกนของช่างแต่งผม บรรดากระดูกหน้าผากและกกหู
กระดูกในโอกาสที่ติดกันเป็นแผ่นตอนบน มีสัณฐานเหมือนชิ้นผ้าเก่าปิดหม้อ
เต็มน้ำหนา ๆ กระดูกหัว มีสัณฐานเหมือนมะพร้าวคดติดปาก กระดูกศีรษะ
มีสัณฐานเหมือนกะโหลกน้ำเต้าเก่าแก่ที่เสียบวางไว้. โดยทิศ กระดูกทั้งหลาย
เกิดในทิศทั้งสอง.
โดยโอกาส กระดูกทั้งหลาย ตั้งอยู่ทั่วสรีระไม่มีส่วนเหลือ แต่ว่า
โดยพิเศษ กระดูกศีรษะตั้งอยู่บนกระดูกคอ กระดูกคอก็ตั้งอยู่บนกระดูกสัน-

64
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 65 (เล่ม 39)

หลัง กระดูกสันหลัง ก็ตั้งอยู่บนกระดูกสะเอว กระดูกสะเอว ก็ตั้งอยู่บนกระดูก
ขา กระดูกขาก็ตั้งบนกระดูกเข่า กระดูกเข่าก็ตั้งอยู่บนกระดูกแข้ง กระดูกแข้ง
ก็ตั้งอยู่บนกระดูกข้อเท้า กระดูกข้อเท้าก็ตั้งอยู่บนกระดูกหลังเท้า กระดูกหลัง
เท้า ก็ยกกระดูกข้อเท้าขึ้นตั้ง กระดูกข้อเท้าก็ยกกระดูกแข้งขึ้นตั้ง ฯลฯ กระดูก
คอก็ยกกระดูกศีรษะขึ้นตั้ง. พึงทราบกระดูกส่วนที่เหลือโดยทำนองดังกล่าวมา
ฉะนี้.
ในกระดูกนั้น กำหนดว่า กระดูกศีรษะ ย่อมไม่รู้ว่า เราตั้งอยู่บน
กระดูกคอ ฯลฯ กระดูกข้อเท้า ย่อมไม่รู้ว่า เราตั้งอยู่บนกระดูกหลังเท้า แม้
กระดูกหลังเท้าก็ไม่รู้ว่า เรายกกระดูกข้อเท้าขึ้นตั้ง เปรียบเหมือนบรรดา
ทัพพสัมภาระ มีอิฐและไม้กลอน อิฐเป็นต้นตอนบนย่อมไม่รู้ว่า เราตั้งอยู่บน
อิฐเป็นต้นตอนล่าง อิฐเป็นต้นตอนล่าง ก็ไม่รู้ว่าเรายกอิฐเป็นต้นตอนบนตั้ง
ขึ้น ฉะนั้น ด้วยว่า กระดูกเหล่านั้น เว้นจากความคิดคำนึงและการพิจารณา
เป็นธรรม ฯลฯ ไม่ใช่บุคคล. ก็กระดูก ๓๐๐ ชิ้นที่เป็นโครงสร้างเหล่านี้ อัน
เอ็น ๙๐๐ และเนื้อ ๙00 ชิ้นผูกและฉาบไว้หนุ่มเป็นต้นเดียวกัน ฉาบทาด้วย
ยางเหนียวไปตามประสาทรับรส ๗,๐๐๐ มีหยดเหงื่อกรองด้วยขุมขน ๙๙,๐๐๐
มีตระกูลหนอน ๘๐ ตระกูล นับได้ว่า กาย อย่างเดียว ซึ่งพระโยคาวจร
เมื่อพิจารณาโดยสภาวะเป็นจริง ย่อมจะไม่เห็นสิ่งไร ๆ ที่ควรเข้าไปยึดถือ แต่
จะเห็นร่างกระดูกอย่างเดียว ที่รัดตรึงด้วยเอ็น คลาคล่ำด้วยซากศพต่าง ๆ ซึ่ง
ครั้นเห็นแล้ว ย่อมเข้าถึงความเป็นโอรสของพระทศพล เหมือนอย่างที่ตรัส
ไว้ว่า
ปฏิปาฏิยฏฺฐีนิ  ิตานิ โกฏิยา
อเนกสนฺธิยมิโต น เกหิจิ

65
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 66 (เล่ม 39)

พทฺโธ นหารูหิ ชราย โจทิโต
อเจตโน กฏฺฐกลิงฺครูปโม
กระดูกทั้งหลายตั้งหลายเรียงกัน ในที่ต่อเป็นอัน
มากจากกายนี้ อันสิ่งไร ๆ มิได้ผูกไว้ กายนี้หากเอ็น
ทั้งหลายผูกรัดไว้ อันชราเตือนแล้ว ไม่มีเจตนา [ ใจ ]
อุปมาดังท่อนไม้.
กฺณปํ กุณเป ชาตํ อสุจิมฺหิ จ ปูตินิ
ทุคฺคนฺเธ จาปิ ทุคฺคนฺธํ เภทนมฺหิ จ วยธมฺมํ
อฏฺฐิปุเฏ อฏฺฐิปุโฏฃ นิพฺพตฺโต ปูตินิ ปูติกายมฺหิ
ตมฺหิ จ วิเนถ ฉนฺทํ เหสฺสถ ปุตฺตา ทสพลสฺส.
ซากศพเกิดในซากศพ ของเน่าเกิดในของไม่
สะอาด ของเหม็นเกิดในของเหม็น ของต้องเสื่อม
สภาพเกิดในของต้องสลายไป กองกระดูกเกิดในกอง
กระดูก ของเน่าเกิดในกายเน่า เธอทั้งหลาย จง
กำจัดความพอใจในกายอันเน่านั้นเสีย ก็จักเป็นบุตร
ของตถาคตทศพล.
โดยปริเฉท ก็กำหนดว่า ภายในกระดูก ตัดตอนด้วยเยื่อในกระดูก
ภายนอก ตัดตอนด้วยเนื้อ ปลายและโคนตัดตอนด้วยกระดูกของกันและกัน
เอง นี้เป็นการกำหนดกระดูกเหล่านั้นโดยสภาค ส่วนการกำหนดโดยวิสภาค
ก็เช่นเดียวกับผมนั้นแล. กำหนดกระดูกโดยวรรณะเป็นต้น มีประการดังกล่าว
มาฉะนี้.

66
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 67 (เล่ม 39)

อฏฐิมิญฺชํ เยื่อในกระดูก
ต่อแต่นั้นไป ก็กำหนดว่า เยื่อในกระดูก ซึ่งอยู่ภายในกระดูกทั้ง
หลาย มีประเภทตามที่กล่าวแล้วในสรีระโดยวรรณะ มีสีขาว. โดยสัณฐาน
เหมือนโอกาสของตน คือ เยื่อกระดูกที่อยู่ภายในกระดูกทั้งหลายขนาดใหญ่ ๆ
มีสัณฐานเหมือนหน่อหวายขนาดใหญ่ซึ่งเขาสอดหมุนใส่ในข้อไม้ไผ่และอ้อขนาด
ใหญ่ เยื่อกระดูกที่อยู่ภายในกระดูกเล็ก ๆ มีสัณฐานเหมือนหน่อหวายขนาด
เล็ก ซึ่งเขาสอดหมุนใส่ในข้อไม้ไผ่และอ้อขนาดเล็ก โดยทิศ เกิดในทิศทั้ง
สอง. โดยโอกาส ตั้งอยู่ในภายในกระดูกทั้งหลาย.
ในเยื่อกระดูกนั้นก็กำหนดว่า เยื่อกระดูกย่อมไม่รู้ว่าเราอยู่ภายใน
กระดูก แม้กระดูกก็ไม้รู้ว่า เยื่อกระดูกอยู่ภายในเรา เปรียบเหมือนนมส้มและ
น้ำอ้อย อยู่ภายในไม้ไผ่และอ้อเป็นต้น ย่อมไม่รู้ว่าเราอยู่ภายในไม้ไผ่และอ้อ
เป็นต้น แม้ไม้ไผ่และอ้อเป็นต้น ก็ไม่รู้ว่านมส้ม และน้ำอ้อยอยู่ภายในเรา
ฉะนั้น จริงอยู่ ธรรมเหล่านั้นเว้น ความคิดคำนึงและการพิจารณา ฯลฯ ไม่ใช่
บุคคล. โดยปริเฉท เยื่อในกระดูก ตัดตอนด้วยพื้นภายในกระดูกทั้งหลาย และ
ด้วยส่วนแห่งเยื่อในกระดูก. นี้เป็นการกำหนดเยื่อในกระดูกนั้น โดยสภาค ส่วน
การกำหนดโดยวิสภาค ก็เช่นเดียวกับผมนั่นแล. กำหนดเยื่อกระดูกโดย
วรรณะเป็นต้น มีประการดังกล่าวมาฉะนี้.
วกฺกํ ไต
ต่อแต่นั้นไป ก็กำหนดว่า วักกะ ไต ต่างโดยเป็นดังลูกกลม ๒ ลูก
ภายในสรีระ. โดยวรรณะมีสีแดงอ่อนมีสีเหมือนเมล็ดทองหลาง. โดยสัณฐาน
สัณฐานเหมือนลูกกลมเล่นร้อยด้าย ของเด็กชาวบ้าน อาจารย์พวกหนึ่งกล่าว
ว่า มีสัณฐานเหมือนมะม่วง ๒ ผลขั้วเดียวกันดังนี้ก็มี. โดยโอกาส ไตนั้น

67
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 68 (เล่ม 39)

ถูกเอ็นหยาบ ซึ่งออกมาจากหลุมคอมีโคนเดียวกัน ไปหน่อยหนึ่งแล้วแตกออก
เป็นสองส่วนรัดตรึงไว้แล้วล้อมเนื้อหัวใจตั้งอยู่.
ในไตนั้น ก็กำหนดว่า ไตย่อมไม่รู้ว่า เราถูกเอ็นหยาบรัดไว้ แม้
เอ็นหยาบก็ไม่รู้ว่า เรารัดไตไว้ เปรียบเหมือนมะม่วง ๒ ผลติดขั้วเดียวกัน
ย่อมไม่รู้ว่า เขาถูกขั้วรัดไว้ แม้ขั้วก็ไม่รู้ว่าเรารัดมะม่วง ๒ ผลไว้ฉะนั้น ด้วย
ว่า ธรรมเหล่านี้ เว้นจากความคิดคำนึงและการพิจารณา ฯลฯ ไม่ใช่บุคคล
โดยปริเฉทว่า ไต ตัดตอนด้วยส่วนแห่งไต นี้เป็นการกำหนดไตนั้นโดยสภา8
ส่วนการกำหนดโดยวิสภาค ก็เช่นเดียวกับผมนั่นแล กำหนดไตโดยวรรณะ
เป็นต้น มีประการดังกล่าวมาฉะนี้.
หทยํ หัวใจ
ต่อแต่นั้นไป ก็กำหนดว่า หทัยหัวใจ ภายในสรีระโดยวรรณะสีแดง
มีสีเหมือนสีหลังกลีบปทุมแดง. โดยสัณฐานมีสัณฐานเหมือนดอกปทุมตูม ลอก
กลีบนอกออกแล้ววางคว่ำหน้าลง. ก็หัวใจนั้น ข้างหนึ่งเหมือนผลบุนนาคตัด
ยอดข้างนอกเกลี้ยง ข้างในก็เหมือนข้างในผลบวบขม. ของตนปัญญามาก แย้ม
นิดหน่อย ของคนปัญญาอ่อน ตูมอย่างเดียว มโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุ
อาศัยรูปใดเป็นไป ถอดรูปนั้นออกไปแล้ว เลือดขังอยู่ประมาณครึ่งฟายมือ
ภายในหัวใจกล่าวคือชิ้นเนื้อส่วนที่เหลือ เลือดนั้นของคนราคจริตสีแดง ของ
คนโทสจริต สีดำ ของคนโมหจิต สีเหมือนน้ำล้างเนื้อ ของคนวิตกจริต สี
เหมือนน้ำเยื่อถั่วพู ของคนสัทธาจริต สีเหมือนดอกกรรณิการ์ ของตนปัญญา-
จริต ผ่องใสไม่ขุ่นมัว ปรากฏว่าโชติช่วงเหมือนแก้วมณีโดยกำเนิดที่ชำระแล้ว
โดยทิศเกิดในทิศเบื้องบน โดยโอกาสตั้งอยู่ตรงกลางราวนมทั้งสอง ภายใน
สรีระ.

68
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 69 (เล่ม 39)

ในหัวใจนั้น ก็กำหนดว่า หัวใจย่อมไม่รู้ว่าเราตั้งอยู่ตรงกลางราวนม
ทั้งสอง แม้ราวนมก็ไม่รู้ว่าหัวใจตั้งอยู่ตรงกลางเรา เปรียบเหมือนกลอนสลัก
ตั้งอยู่กลางบานหน้าต่างและประตูทั้งสอง ย่อมไม่รู้ว่าเราตั้งอยู่ตรงกลางบาน
หน้าต่างและประตูทั้งสอง แม้บานหน้าต่างและประตูก็ไม่รู้ว่ากลอนสลักตั้งอยู่
กลางเรา ฉะนั้น ด้วยว่าธรรมเหล่านั้นเว้นจากความคิดคำนึงและการพิจารณา
ฯลฯ ไม่ใช่บุคคล โดยปริเฉท ก็กำหนดว่า หัวใจตัดตอนด้วยส่วนแห่งหัวใจ
นี้เป็นการกำหนดหัวใจนั้น โดยสภาค ส่วนการกำหนดโดยวิสภาค ก็เช่นเดียว
กับผมนั่นแล กำหนดหัวใจโดยวรรณะเป็นต้น มีประการดังกล่าวมาฉะนี้.
ยกนํ ตับ
ต่อแต่นั้นไป ก็กำหนดว่า ชิ้นเนื้อคู่ ที่เรียกกันว่ายกนะ ตับ ภายใน
สรีระ โดยวรรณะสีแดง มีสีเหมือนสีหลังกลีบนอกดอกกุมุทแดง โดยสัณฐาน
มีโคนเดียวกัน ปลายคู่ มีสัณฐานเหมือนดอกทองหลาง ก็ตับนั้นของคนปัญญา
อ่อน มีแฉกเดียวแต่ใหญ่ ของตนมีปัญญามีแฉก ๒-๓ แฉก แต่เล็ก โดยทิศ
เกิดในทิศเบื้องบน โดยโอกาสอาศัยสีข้างด้านขวาตั้งอยู่ภายในราวนมทั้งสอง.
ในตับนั้น ก็กำหนดว่า ตับย่อมไม่รู้ว่า เราอาศัยสีข้างด้านขวาตั้งอยู่
ภายในราวนมทั้งของ แม้สีข้างด้านขวาภายในราวนมทั้งสองก็ไม่รู้ว่าตับอาศัยเรา
ตั้งอยู่ เปรียบเหมือนชิ้นเนื้อซึ่งแขวนอยู่ที่ข้างกระเบื้องหม้อ ย่อมไม่รู้ว่าเรา
แขวนอยู่ที่ตั้งกระเบื้องหม้อ แม้ข้างกระเบื้องหม้อก็ไม้รู้ว่า ชิ้นเนื้อแขวนอยู่ที่
เรา ฉะนั้น ด้วยว่าธรรมเหล่านี้ เว้นจากความคิดคำนึงและการพิจารณา ฯลฯ
ไม่ใช่บุคคล. แต่โดยปริเฉท กำหนดว่า ตับตัดตอนด้วยส่วนแห่งตับ นี้เป็นการ
กำหนดตับนั้นโดยสภาค ส่วนการกำหนดโดยวิสภาคก็เช่นเดียวกันกับผมนั่นแล.
กำหนดตับโดยวรรณะเป็นต้น มีประการดังกล่าวมาฉะนี้.

69
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 70 (เล่ม 39)

กิโลมกํ พังผืด
ต่อแต่นั้นไป ก็กำหนดว่าโดยวรรณะพังผืดมี ๒ อย่าง คือ ชนิดปิด
และชนิดไม่ปิด [เปิด] มีสีขาวสีเหมือนผ้าเก่า. โดยสัณฐาน มีสัณฐานเหมือน
โอกาสของตน. โดยทิศเกิดในทิศทั้งสอง. โดยโอกาสพังผืดชนิดปิดล้อมหัวใจ
และไตตั้งอยู่ พังผืดชนิดไม่ปิด [เปิด] หุ้มเนื้อได้หนังทั่วสรีระตั้งอยู่
ในพังผืดนั้น กำหนดว่า พังผืดย่อมไม่รู้ว่าเราล้อมหัวใจและไต และ
หุ้มเนื้อใต้หนังทั่วสรีระ แม้หัวใจและไต และเนื้อทั่วสรีระ ก็ไม่รู้ว่าเราถูก
พังผืดหุ้ม เปรียบเหมือนที่เนื้ออันถูกผ้าเก่าหุ้ม ผ้าเก่าก็ไม่รู้ว่าเราหุ้มเนื้อ แม้
เนื้อก็ไม่รู้ว่าเราถูกผ้าเก่าหุ้ม ฉะนั้น ด้วยว่าธรรมเหล่านี้ เว้นจากความคิด
คำนึงและการพิจารณา ฯลฯ ไม่ใช่บุคคล. โดยปริเฉท ก็กำหนดว่า พังผืด
เบื้องล่างตัดตอนด้วยเนื้อ เบื้องบนตัดตอนด้วยหนัง เบื้องขวางตัดตอนด้วย
ส่วนแห่งพังผืด นี้เป็นการกำหนดพังผืดนั้นโดยสภาค. ส่วนการกำหนดโดย
วิสภาค ก็เช่นเดียวกับผมนั่นแล. กำหนดพังผืดโดยวรรณะเป็นต้น มีประการ
ดังกล่าวมาฉะนี้
ปิหกํ ม้าม
ต่อแต่นั้นไป ก็กำหนดว่า โดยวรรณะ ม้าม ภายในสรีระมีสีเขียว
มีสีเหมือนดอกคนที่สอแห้ง. โดยสัณฐาน โดยมากมีสัณฐานเหมือนลิ้นลักโคคำ
ไม่พันกัน ประมาณ ๗ นิ้ว. โดยทิศเกิดในทิศเบื้องบน โดยโอกาส ตั้งอยู่ข้าง
ซ้ายหัวใจ อาศัยข้างบนพื้นท้อง ซึ่งเมื่อออกมาข้างนอก เพราะถูกประหาร
ด้วยเครื่องประหาร สัตว์ก็จะสิ้นชีวิต.
ในม้ามนั้น ก็กำหนดว่า ม้ามย่อมไม่รู้ว่าเราอาศัยส่วนข้างบนของพื้น
ท้อง แม้ส่วนข้างบนของพื้นท้องไม่รู้ว่า ม้ามอาศัยเราตั้งอยู่ เปรียบเหมือน

70
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 71 (เล่ม 39)

ก้อนโคมัย [มูลโค] อาศัยส่วนข้างบนของท้องตั้งอยู่ ย่อมไม่รู้ว่า เราอาศัย
ส่วนข้างบนของท้องตั้งอยู่ แม้ส่วนข้างบนของท้องก็ไม่รู้ว่า ก้อนโคมัยอาศัย
เราตั้งอยู่ ฉะนั้น ด้วยว่าธรรมเหล่านี้ เว้นจากความคิดคำนึงและการพิจารณา
ฯลฯ ไม่ใช่บุคคล. โดยปริเฉท กำหนดว่า ม้ามตัดตอนด้วยส่วนแห่งม้าม นี่เป็น
การกำหนดม้ามนั้นโดยสภาค ส่วนการกำหนดโดยวิสภาค ก็เช่นเดียวกับผม
นั่นแล. กำหนดม้ามโดยวรรณะเป็นต้น มีประการดังกล่าวมาฉะนี้.
ปปฺผาสํ ปอด
ต่อแต่นั้นไป ก็กำหนดว่า โดยวรรณะ ปอดเป็นประเภทชิ้นเนื้อ
๓๒ ชิ้น ภายในสรีระ สีแดงเหมือนผลมะเดื่อสุกยังไม่จัด โดยสัณฐาน มี
สัณฐานเหมือนขนมที่ตัดไม่เรียบ อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่ามีสัณฐานเหมือน
กองชิ้นอิฐก่อกำแพงดังนี้ก็มี ปอดนั้นไม่มีรส ไม่มีโอชะ เหมือนชิ้นฟางที่
สัตว์เคี้ยวแล้ว เพราะถูกกระทบด้วยไออุ่นไฟที่เกิดแต่กรรม ซึ่งพลุ่งขึ้น เพราะ
ไม่มีอาหารที่เคี้ยวที่ดื่ม. โดยทิศ เกิดในทิศเบื้องบน. โดยโอกาส ตั้งข้างบน
ห้อยคลุมหัวใจและตับระหว่างราวนมทั้งสอง.
ในปอดนั้น ก็กำหนดว่า ปอดย่อมไม่รู้ว่าเราตั้งห้อยอยู่ระหว่างราวนม
ทั้งสองคายในสรีระ แม้ระหว่างราวนมทั้งสองภายในสรีระ ก็ไม่รู้ว่า ปอดตั้ง
ห้อยอยู่ในเรา เปรียบเหมือนรังนกห้อยอยู่ภายในยุ้งเก่า ย่อมไม่รู้ว่าเราตั้งห้อย
อยู่ภายในยุ้งเก่า แม้ภายในยุ้งเก่าก็ไม่รู้ว่า รังนกตั้งห้อยอยู่ในเรา ฉะนั้น
ด้วยว่าธรรมเหล่านี้เว้นจากความคิดคำนึงและการพิจารณา ฯลฯ ไม่ใช่บุคคล
นี้เป็นการกำหนดปอดนั้นโดยสภาค. ส่วนการกำหนดโดยวิสภาค ก็เช่นเดียวกับ
ผมนั้นแล. กำหนดปอดโดยวรรณะเป็นต้น มีประการดังกล่าวมาฉะนี้.

71
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 72 (เล่ม 39)

อนฺตํ ไส้ใหญ่
ต่อแต่นั้นไป ก็กำหนดว่า โดยวรรณะ ไส้ใหญ่ขดอยู่ในที่ ๒๑ ขด
ของบุรุษขนาด ๓๒ ศอก ของสตรีขนาด ๒๘ ศอก สีขาว เหมือนสีน้ำตาล
กรวดและปูนขาว. โดยสัณฐาน มีสัณฐานเหมือนงูเรือนที่เขาตัดหัววางขดไว้
ในรางเลือด. โดยทิศ เกิดในทิศทั้งสอง. โดยโอกาส ตั้งอยู่ภายในสรีระ ซึ่ง
มีหลุมคอและทางเดินกรีส [อุจจาระ] เป็นที่สุด เพราะโยงกับเบื้องบนที่หลุม
คอ และเบื้องล่างที่ทางเดินกรีส.
ในไส้ใหญ่นั้น ก็กำหนดว่า ไส้ใหญ่ย่อมไม่รู้ว่าเราตั้งอยู่ภายในสรีระ
แม้ภายในสรีระ ก็ไม่รู้ว่าไส้ใหญ่ตั้งอยู่ในเรา เปรียบเหมือนเรือนร่างงูเรือน
ศีรษะขาด ที่ถูกวางไว้ในรางเลือด ย่อมไม่รู้ว่า เราตั้งอยู่ในรางเลือด แม้ราง
เลือดก็ไม่รู้ว่า เรือนร่างงูศีรษะขาดตั้งอยู่ในเราฉะนั้น ด้วยว่า ธรรมเหล่านั้นเว้น
จากความคิดคำนึงและการพิจารณา ฯลฯ ไม่ใช่บุคคล. โดยปริเฉท ก็กำหนด
ว่าไส้ใหญ่ตัดตอนด้วยส่วนแห่งไส้ใหญ่. นี้เป็นการกำหนดไส้ใหญ่โดยสภาค
ส่วนกำหนดโดยวิสภาค ก็เช่นเดียวกับผมนั่นแล.
อนฺตคุณํ ไส้น้อย
ต่อแต่นั้น ไป ก็กำหนดว่า โดยวรรณะ ไส้น้อยในระหว่างไส้ใหญ่
ภายในสรีระ สีขาวเหมือนสีรากจงกลนี. โดยสัณฐาน มีสัณฐานเหมือนราก
จงกลนีนั่นแหละ. อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า มีสัณฐานเหมือนเยี่ยวโค ดังนี้
ก็นี้ โดยทิศ เกิดในทิศทั้งสอง. โดยโอกาสพันปลายปากขนดไส้ใหญ่รวมกัน
เหมือนแผ่นกระดานยนต์ พันเชือกเวลาที่คนทำ จอบและขวานเป็นต้นชักยนต์
ตั้งอยู่ระหว่างขนดไส้ใหญ่ ๒๑ ขด เหมือนเชือกที่ร้อยขดเชือกเช็ดเท้า ตั้งอยู่
ในระหว่างเชือกเช็ดเท้านั้น.

72
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 73 (เล่ม 39)

ในไส้น้อยนั้น ก็กำหนดว่า ไส้น้อยย่อมไม่รู้ว่า เราพันไส้ใหญ่ภาย
ในไส้ใหญ่ ๒๑ ขนดไว้ แม้ไส้ใหญ่ก็ไม่รู้ว่า ไส้น้อยพันเราไว้เปรียบเหมือน
เชือก [เล็ก] ร้อยขดเชือกเช็ดเท้า [เชือกใหญ่] ย่อมไม่รู้ว่า เราร้อยขดเชือก
เช็ดเท้าไว้ แม้ขดเชือกเท้าก็ไม่รู้ว่า เชือก [เล็ก] ร้อยเราไว้ ฉะนั้น.
ด้วยว่าธรรมเหล่านั้น เว้นจากความคิดคำนึงและพิจารณา ฯลฯ ไม่ใช่บุคคล.
โดยปริเฉท ก็กำหนดว่า ไส้น้อย ตัดตอนด้วยส่วนแห่งไส้น้อย. นี้เป็นการ
กำหนดไส้น้อยนั้น โดยสภาคส่วนการกำหนดโดยวิสภาคก็เช่นเดียวกับผลนั่นแล.
การกำหนดไส้น้อยโดยวรรณะเป็นต้น มีประการดังกล่าวมาฉะนี้.
อุทริยํ อาหารใหม่
ต่อแต่นั้นไป ก็กำหนดว่า โดยวรรณะ อาหารใหม่มีสีเหมือนอาหาร
ที่กลืนเข้าไป โดยสัณฐานที่สัณฐานเหมือนข้าวสารที่ผูกหย่อนๆในผ้ากรองน้ำ
โดยทิศ เกิดในทิศเบื้องบน. โดยโอกาส ตั้งอยู่ในท้อง ธรรมดาว่าท้อง เป็น
พื้นของใส้ใหญ่ เสมือนโป่งลมที่เกิดเองตรงกลางผ้าเบียก ซึ่งถูกบีบทั้งสอง
ข้าง ภายนอกเกลี้ยงเกลา ภายในพัวพันด้วยกองขยะเนื้อ เสมือนผ้าซับระดู
เขรอะคล่ำคล่า อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่าเสมือนข้างในของผลขนุนต้ม ดังนี้ก็มี.
ในท้องนั้น มีหนอนต่างด้วยหนอน ๓๒ ตระกูลอย่างนี้ คือ ตระกูลตักโกลกะ
[ขนาดผลกระวาน] กัณฑุปปาทกะ [ขนาดไส้เดือน] ตาบหิรกะ [ขนาด
เสี้ยนตาล] เป็นต้น คลาคล่ำ ไตกันยั้วเยี้ย อาศัยอยู่ประจำ ซึ่งเมื่อไม่มี
อาหารมีน้ำและข้าวเป็นต้น ก็โลดแล่นต้องระงมชอนไชเนื้อหัวใจ และเวลา
คนกลืนกินอาหารมีน้ำและข้าวเป็นต้นลงไป ก็เงยหน้าตาลีตาลานแย่งอาหาร
๒ - ๓ คำที่คนกลืนลงไปครั้งแรก [ท้อง] จึงกลายเป็นบ้านเกิด เป็นส้วมเป็น
โรงพยาบาล และเป็นป่าช้าของหนอนเหล่านั้น เป็นที่เปรียบเหมือนในฤดูสารท
ฝนเม็ดหยาบ ๆ ตกลงมาในบ่อโสโครกใกล้ประตูหมู่บ้านคนจันฑาล ซาก

73