พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 44 (เล่ม 39)

การขับร้องด้วย การประโคมด้วย การดูสิ่งที่เป็นข้าศึกด้วย ชื่อว่า นัจจ-
คีตวาทิตวิสูกทัสสนะ. ก็วิสูกทัสสนะ ในที่นี้ พึงถือเอาตามนัยที่ตรัสไว้ใน
พรหมชาลสูตร. จริงอยู่ ในพรหมชาลสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
อนึ่งท่านสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง บริโภคโภชนะ
ที่เขาให้ด้วยศรัทธา ยังชอบดูการเล่นที่เป็นข้าศึกเห็น
ปานนี้อยู่ คือ ฟ้อนรำ ขับร้องประโคม เล่นมหรสพ
เล่นเล่านิทาน เล่นปรบมือ เล่นเคาะปลุกยาม เล่นตี
กลอง เล่นของสวย ๆ ทำของสวย ๆ เล่น เล่นเลียน
คนจัณฑาล เล่นไม้สูง เล่นหน้าศพ เล่นชนช้าง
เล่นชนม้า เล่นชนกระบือ เล่นชนโค เล่นชนแพะ
เล่นชนแกะ เล่นชนไก่ เล่นชนนกกระทา เล่นกระบี่-
กระบอง เล่นแข่งสุนัข เล่นมวยชก เล่นมวยปล้ำ
เล่นรบกัน เล่นสนามรบ เล่นตรวจพล เล่นจัดกระ-
บวนทัพ ดูกองทัพดังนี้เห็นปานใด พระสมณโคดม
เว้นขาดจากการดูการละเล่นเห็นปานนี้ ดังกล่าวมา
ฉะนี้.
อีกอย่างหนึ่ง การฟ้อนรำ การขับร้องและการประโคม โดยความ
ตามที่กล่าวมาแล้วเท่านั้นเป็นข้าศึก ชื่อว่า นัจจคีควาทิตวิสูกะ การดูการฟ้อนรำ
ขับร้องและประโคมที่เป็นข้าศึกเหล่านั้น ชื่อว่านัจจคีควาทิตวิสูกทัสสนะ เจตนา
งดเว้นจากการฟ้อนรำขับร้องและประโคมที่เป็นข้าศึกนั้น เมื่อความจะกล่าวว่า
ทสฺสนสวนา แม้การฟังท่านก็เรียกว่า ทัสสนะ เหมือนกัน เหมือนการ
จับอารมณ์ แม้มิใช่เป็นไปทางจักษุทวาร ท่านก็เรียกว่าทัสสนะ ในประโยค
เป็นต้นอย่างนี้ว่า โส จ โหติ มิจฺฉาฏฺฐิโก วิปรีตทสฺสโน ผู้นั้นย่อม

44
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 45 (เล่ม 39)

เป็นมิจฉาทิฏฐิ มีความเห็นผิด มีทัสสนะความเห็นวิปริต อันการล่วงละเมิด
ในสิกขาบทนี้ ย่อมมีแก่ผู้เข้าไปดูเพราะอยากจะดูเท่านั้น ส่วนผู้เดินไปพบ
หรือเห็นเฉพาะที่มาปรากฏ ในโอกาสที่นี้ นั่ง นอนก็มีแต่ความเศร้าหมอง
มิใช่ล่วงละเมิด ก็ในสิกขาบทนี้ การขับร้องแม้ที่อิงธรรมะ ก็ไม่ควร แต่
ธรรมะที่อิงการขับร้อง พึงทราบว่าสมควร.
ดอกไม้เป็นต้น พึงใช้ประกอบด้วยการทัดทรงเป็นอาทิ ตามสมควร
ในสิกขาบทนั้น. คำว่ามาลา ได้แก่ดอกไม้ชนิดใดชนิดหนึ่ง. คำว่า วิเลปนะ
ได้แก่ ของอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เขาบดจัดไว้เพื่อลูบไล้ นอกจากนั้นของหอมมี
ผงและตัวนอบเป็นต้นทุกอย่าง ชื่อว่า ของหอม. ของหอมนั้น ทุกอย่าง ใช้ตก
แต่งประดับ ไม่ควร แต่ใช้เป็นยา ก็ควร. แต่ของหอมที่เขานำเพื่อบูชา
สำหรับผู้รับไว้ ย่อมไม่ควร โดยปริยายไรๆ หามิได้. ที่นอนเกินขนาด ท่าน
เรียกว่า ที่นอนสูง ที่นอนเป็นอัปปะ และเครื่องปูที่นอนเป็นอกัปปิยะ ท่าน
เรียกว่า ที่นอนใหญ่. ที่นอนแม้ทั้งสองอย่างนั้น สำหรับผู้รับไว้ย่อมไม่ควร
ไม่ว่าโดยปริยายไร ๆ.
คำว่า ชาตรูปะ ได้แก่ทอง. คำว่า รชตะ ได้แก่กหาปณะ คือ
ของใด ๆ มีมาสกโลหะ มาสกไม้ และมาสกก้อนยางเป็นต้น ที่เขาใช้แลกเปลี่ยน
กัน ในประเทศนั้น ๆ. ทองและเงินตราทั้งสองแม้นั้น ชื่อว่าชาตรูปรชตะ. การรับ
เอาทองและเงินครานั้น ชื่อว่า ปฏิคคหะ การรับ. การรับนั้น ย่อมไม่ควร
ไม่ว่าปริยายไร ๆ.
พึงทราบสิกขาบทเป็นข้อ ๆ ดังกล่าวมาฉะนี้.
ทั้ง ๑๐ สิกขาบทนี้ บุคคลสมาทาน ด้วยฉันทะหรือ วิริยะ จิตตะ
วิมังสา อย่างเลว ก็ชื่อว่าหีนะ อย่างเลว. ด้วยฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา

45
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 46 (เล่ม 39)

ปานกลาง ก็ชื่อว่ามัชฌิมะอย่างกลาง. ด้วยฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสาอย่าง
ประณีต ชื่อว่า ปณีตะอย่างดี. อีกนัยหนึ่ง สิกขาบททั้ง ๑๐ นี้เศร้าหมองด้วย
ตัณหา ทิฏฐิและมานะ ชื่อว่าอย่างเลว. ที่ไม่เศร้าหมอง ชื่อว่าอย่างกลาง. ที่
ปัญญากำกับ ในสิกขาบทนั้น ๆ ชื่อว่าอย่างดี. อีกนัยหนึ่ง สิกขาบทเหล่านั้น
ที่สมาทานด้วยกุศลจิตเป็นญาณวิปปยุตปราศจากความรู้ ชื่อว่าอย่างเลว. ที่
สมาทานด้วยกุศลจิตเป็นญาณสัมปยุต ประกอบด้วยความรู้ เป็นสสังขาริกมี
เครื่องชักจูง ชื่อว่าอย่างกลาง. ที่สมาทานด้วยกุศลจิตเป็นญาณสัมปยุต เป็น
อสังขาริก ไม่มีเครื่องชักจูง ชื่อว่า อย่างดี. พึงทราบว่า สิกขาบทมีอย่างเลว
เป็นต้น ดังกล่าวมาฉะนี้.
มาติกาหัวข้ออันใด ข้าพเจ้ายกเป็นบทตั้งไว้ เพื่อพรรณนาปาฐะแห่ง
สิกขาบท ด้วยคาถา ๖ คาถามีว่า สิกขาบทนี้ ผู้ใดกล่าว กล่าวไว้ที่ใดกล่าว
เมื่อใด กล่าวเพราะเหตุใด ดังนี้เป็นต้น มาติกาหัวข้อนั้น เป็นอันข้าพเจ้า
ประกาศโดยอรรถ ด้วยคำมีประมาณเพียงเท่านี้แล.
จบ พรรณานาสิกขาบท
แห่ง
อรรถกถาขุททกปาฐะ ปรมัตถโชติกา

46
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 47 (เล่ม 39)

ทวัตติงสาการ ในขุททกปาฐะ
[๓] ในกายนี้มี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก
เยื่อในกระตก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย
อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา
เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร เยื่อมันสมองในสมอง.
จบทวัตติงสาการ
๓. พรรณานาทวัตติงสาการ
พรรณนาการสัมพันธ์แห่งบท
กรรมฐาน คือกายคตาสตินี้ใด ที่พวกเดียรถีย์ทั้งปวง ไม่เคยให้เป็น
ไปแล้ว นอกพุทธกาล เพื่อความบริสุทธิ์แห่งอาสยญาณ สละเพื่อจิตตภาวนา
ของกุลบุตรผู้มีประโยคอันบริสุทธิ์ด้วยสิกขาบท ๑๐ อย่างนี้ ผู้ดำรงอยู่ในศีล
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญไว้ โดยอาการเป็นอันมากในพระสูตรนั้น ๆ
อย่างนี้ว่า๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมอย่างหนึ่ง ภิกษุเจริญทำให้มากแล้ว
เป็นไปเพื่อสังเวคะ [ ความสลดใจ ] ใหญ่ เป็นไปเพื่ออรรถะ [ ประโยชน์ ]
ใหญ่ เป็นไปเพื่อโยคักเขมะ [ ความเกษมจากโยคะ ] ใหญ่ เป็นไปเพื่อ
สติสัมปชัญญะ [ ความระลึกรู้ตัว ] ใหญ่ เป็นไปเพื่อได้ญาณทัสสนะ
๑. อัง.เอก. ๒๑/ข้อ ๒๓๔ - ๒๓๘.

47
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 48 (เล่ม 39)

[ ความรู้เห็น ] เป็นไปเพื่อทิฏฐธรรมสุขวิหาร [อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน]
เป็นไปเพื่อทำให้แจ้งวิชชาวิมุตติและผลธรรมอย่างหนึ่ง คือกายคตาสติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่าใดไม่บริโภคกายคตาสติ ภิกษุเหล่านั้น
ชื่อว่าไม่บริโภคอมตะ ภิกษุเหล่าใดบริโภคกายคตาสติ ภิกษุเหล่านั้น
ชื่อว่าบริโภคอมตะ ภิกษุเหล่าใดไม่บริโภคกายคตาสติ ชื่อว่า ไม่ได้บริโภค
อมตะ ภิกษุที่บริโภคกายคตาสติ ชื่อว่าได้บริโภคอมตะ ภิกษุที่เสื่อม
กายคตาสติ ชื่อว่าเสื่อมอมตะ ภิกษุที่ไม่เสื่อมกายคตาสติ ชื่อว่าไม่
เสื่อมอมตะ ภิกษุที่พลาดกายคตาสติ ชื่อว่าพลาดอมตะ ภิกษุที่
สำเร็จการคตาสติ ชื่อว่าสำเร็จอมตะ.
ดังนี้แล้วทรงแสดงไว้เป็นปัพพะ ๑๔ ปัพพะ คือนาปานปัพพะ
อิริยาปถปัพพะ จตุสัมปชัญญปัพพะ ปฏิกูลมนสิการปัพพะ ธาตุมนาสิการปัพพะ
สีวถิกาปัพพะ ๙ ปัพพะ โดยนัยว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติ อันภิกษุเจริญอย่างไร ทำ
ให้มากอย่างไร จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปป่าก็ดี ดังนี้เป็นต้น.
บัดนี้ นิทเทสแห่งการเจริญกายคตาสติกรรมฐานนั้น มาถึงตามลำดับ
แล้ว ในนิทเทสนั้น ข้าพเจ้ากล่าวเป็นวิปัสสนาไว้ ๓ ปัพพะ นี้คือ อิริยาปถ-
ปัพพะ จตุสัมปชัญญปัพพะ ธาตุมนสิการปัพพะ กล่าวสีวถิกาปัพพะทั้ง ๙ เป็น
อาทีนวานุปัสสนาไว้ในวิปัสสนาญาณ ส่วนสมาธิภาวนาในอุทธุมาตกอสุภเป็นต้น
ในนิทเทสนั้นที่พึงปรารถนา ข้าพเจ้าก็ประกาศไว้การแล้วในอสุภภาวนา
นิทเทส คัมภีร์วิสุทธิมรรคทั้งนั้น. สองปัพพะนี้คือนานาปานปัพพะและปฏิกูล
มนสิการปัพพะก็กล่าวเป็นสมาธิไว้แล้วในนิทเทสนั้น ใน ๒ ปัพพะนั้น อานา-
ปานปัพพะ เป็นกรรมฐานแผนกหนึ่งโดยแท้ โดยเป็นอานาปานัสสติ ส่วน

48
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 49 (เล่ม 39)

กรรมฐานคือทวัตติงสาการนั้นใด เป็นปริยายแห่งภาวนาส่วนหนึ่งของกายคตา-
สติ ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงสงเคราะห์มันสมองไว้ด้วยเยื่อในกระดดูก
ในบาลีประเทศนั้น ๆ อย่างนี้ว่า๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุพิจารณาเห็นกายนี้นี่แล
ตั้งแต่พื้นเท้าขึ้นไป ปลายผมลงมา มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบเต็มไปด้วยของ
ไม่สะอาดมีประการต่าง ๆ ว่า ในการนี้มี ผม ขน ฯลฯ มูตร ดังนี้
ข้าพเจ้าเริ่มไว้แล้ว กรรมฐานคือทวัตติงสาการนั้น จะพรรณนาความดังต่อไปนี้
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถิ แปลว่า มีอยู่. บทว่า อิมสฺมึ
ความว่า ที่กล่าวว่าตั้งแต่พื้นเท้าขึ้นไป แต่ปลายผมลงมา มีหนังหุ้มโดยรอบ
เต็มไปด้วยของไม่สะอาด มีประการต่าง ๆ. บทว่า กาเย ได้แก่ ในสรีระ.
จริงอยู่ สรีระ เรียกกันว่า กาย เพราะสะสมของไม่สะอาด หรือเพราะเป็นที่
เจริญเติบโตของผมเป็นต้นที่น่าเกลียด และของโรคตั้งร้อยมี โรคตา เป็นต้น
บทว่า เกสา ฯ เป ฯ มุตฺตํ คืออาการ ๓๒ มีผมเป็นต้นเหล่านั้น ใน
ทวัตติงสาการนี้ พึงทราบความสัมพันธ์เชื่อมความอย่างนี้ว่า ผมอยู่ในกายนี้
ขนมีอยู่ในกายนี้ เป็นต้น. เป็นอันตรัสอะไรไว้ ด้วยทวัตติงสาการกรรมฐาน
นั้น เป็นอันตรัสไว้ว่าใครๆ เมื่อพิจารณานั้น แม้โดยอาการทุกอย่างในกเฬวระ
เรือนร่างขนาดวาหนึ่งนี้ คือประมาณเท่านี้คือ เบื้องบนตั้งแต่พื้นเท้าขึ้นไป
เบื้องล่างตั้งแต่ปลายผมลงมา หุ้มด้วยหนังโดยรอบ ย่อมจะไม่เห็นอะไร ไม่ว่า
แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วไพฑูรย์ กฤษณา จันทน์ หญ้าฝรั่น การบูร หรือผงอบ
เป็นต้นแม้ขนาดเล็กว่าสะอาด โดยที่แท้ย่อมจะเห็นกายต่างโดยผมขนเป็นต้น
ที่มีกลิ่นเหม็นน่าเกลียดอย่างยิ่ง ไม่มีสิริที่น่าดูเลยมีประการต่างๆ ว่าไม่สะอาด
อย่างเดียว.
๑. ม.อุปริ. ๑๔/ข้อ ๒๙๗

49
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 50 (เล่ม 39)

พรรณนา โดยความสัมพันธ์แห่งบทในทวัตติงสาการกรรมฐานนี้เท่านี้
ก่อน.
อสุภภาวนา
พึงทราบการพรรณนาทวัตติงสาการกรรมฐานนั้น เป็นอสุภภาวนา
ดังต่อไปนี้.
ก่อนอื่น อันดับแรก กุลบุตรผู้เริ่มบำเพ็ญกรรมฐาน เป็นผู้ตั้งอยู่ใน
ศีล ต่างโดยปาณาติปาตาเวรมณีสิกขาบทเป็นต้นอย่างนี้แล้ว มีประโยคอัน
บริสุทธิ์ ประสงค์จะประกอบเนื่อง ๆ ซึ่งอนุโยคะคือ การบำเพ็ญกรรมฐานส่วน
ทวัตติงสาการ เพื่อบรรลุความบริสุทธิ์แห่งอาสยญาณ กุลบุตรนั้น ย่อมมี
กังวล ๑๐ ประการ คือ กังวลด้วยที่อยู่ ด้วยตระกูล ด้วยลาภ ด้วยคณะ
ด้วยการงาน ด้วยการเดินทาง ด้วยญาติ ด้วยการเรียนคัมภีร์ ด้วยโรคและ
ด้วยอิทธิฤทธิ์ หรือด้วยการกังวลด้วยเกียรติ เมื่อเป็นดังนั้น กุลบุตรผู้นี้ก็ต้อง
ตัดกังวล ๑๐ เหล่านั้นเสีย ด้วยวิธีอย่างนี้ คือ ด้วยการละความเกี่ยวข้องใน
อาวาส ตระกูล ลาภ คณะ ญาติและเกียรติเสีย ด้วยการไม่ขวนขวายใน
การงาน, การเดินทางและการเรียนคัมภีร์เสีย ด้วยการเยียวยาโรค เมื่อเป็น
ดังนั้น กุลบุตรผู้นี้ตัดกังวลได้แล้ว ไม่ตัดความยินดียิ่งในเนกขัมมะ กำหนด
ความปฏิบัติขัดเกลาอันถึงบั้นปลาย ไม่ละเลยอาจาระทางวินัยแม้เล็กน้อย ก็พึง
เข้าไปหาพระอาจารย์ผู้ให้กรรมฐาน ซึ่งเป็นผู้ประกอบด้วยอาคม [ การปริยัติ ]
และอธิคม [ ปฏิบัติปฏิเวธ ] หรือประกอบด้วยคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งจาก
อาคมและอธิคมนั้น ด้วยวิธีที่เหมาะแก่พระวินัย และพึงแจ้งความประสงค์
ของตนแก่พระอาจารย์นั้น ซึ่งตนทำให้ท่านมีจิตยินดีด้วยข้อวัตรสัมปทา พระ-

50
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 51 (เล่ม 39)

อาจารย์นั้น พึงรู้ความแตกต่างแห่งนิมิตอัธยาศัยจริยา และอธิมุติของกุลบุตร
ผู้นั้น ผิว่า กรรมฐานนั้นเป็นของเหมาะ เมื่อเป็นดังนั้น กุลบุตรแม้ผู้นั้น
ประสงค์จะอยู่ในวิหารที่คนอยู่ไซร้ แต่นั้น ก็พึงให้กรรมฐานโดยสังเขป ถ้า
กุลบุตรนั้น ประสงค์อยู่ในวิหารอื่น ก็พึงบอกกรรมฐานพิสดาร พร้อมทั้งข้อ
ที่ควรทำก่อน โดยบอกข้อที่ควรละและข้อที่ควรกำหนดรู้เป็นต้น พร้อมทั้ง
ประเภทจริตโดยบอกกรรมฐานที่เหมาะแก่ราคจริตเป็นต้น กุลบุตรผู้นั้นครั้น
เรียนกรรมฐานพร้อมข้อที่ควรทำก่อน ทั้งประเภทนั้นแล้วบอกลาอาจารย์ งด
เว้น เสนาสนะ ๑๘ ประเภท ที่ท่านกล่าวว่าควรงดเว้น อย่างนี้ว่า
อาวาสใหญ่ อาวาสใหม่ อาวาสเก่า อาวาสใกล้
ทาง อาวาสใกล้ตระพังหิน อาวาสมีใบไม้ อาวาสมี
ดอกไม้ อาวาสมีผลไม้ อาวาสที่คนปรารถนาอาวาส
ที่ใกล้นคร อาวาสที่ใกล้คนเข้าไปตัดไม้ อาวาสที่ใกล้
ไร่นา อาวาสที่มีอารมณ์เป็นข้าศึก อาวาสใกล้ท่าเรือ
อาวาสใกล้ขายแดน อาวาสมีสีมา อาวาสที่เป็นอสัป-
ปายะ อาวาสที่ไม่ได้กัลยาณมิตร บัณฑิตรู้จักสถานที่
๑๘ ประเภทนี้ดังนี้แล้ว พึงเว้นเสียให้ห่างไกลเหมือน
คนเดินทาง เว้นทางมีภัยเฉพาะหน้าฉะนั้น.
แล้วเข้าไปยังเสนาสนะที่ประกอบด้วยองค์ ๕ ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่าง
นี้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เสนาสนะประกอบด้วย
องค์ ๕ เป็นอย่างไร ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเสนาสนะใน
พระธรรมวินัยนี้ เป็นเสนาสนะที่ไม่ไกลนัก ที่ไม่ใกล้

51
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 52 (เล่ม 39)

นัก พรั่งพร้อมด้วยคมนาคม กลางวันผู้คนไม่พลุก
พล่าน กลางคืนเงียบเสียง ไม่อึกกะทึก ไม่มีเหลือบ-
ยุง ลม แดด งู รบกวน เมื่อภิกษุอยู่ในเสนาสนะนั้น
จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร
แห่งผู้เจ็บไข้ เกิดขึ้นไม่ยาก ในเสนาสนะนั้นแล มี
ภิกษุผู้เถระ ผู้เป็นพหูสูต ผู้จบอาคม ทรงธรรม ทรง
วินัย ทรงมาติกาอยู่ ภิกษุเข้าไปหาภิกษุเถระเหล่านั้น
ตามสมควรแก่กาลสอบถามไล่เลียงว่า ท่านขอรับ ข้อ
นี้เป็นอย่างไร ข้อนี้มีความว่าอย่างไร ท่านเหล่านั้น
ยอมจะเปิดเผยข้อที่ยังไม่เปิดเผยแก่ภิกษุนั้น ทำข้อที่
ยากให้ง่ายเข้า บรรเทาความสงสัยในธรรมทั้งหลายอัน
เป็นที่ตั้งความสงสัยต่าง ๆ เสียได้ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย เสนาสนะประกอบด้วยองค์ ๕ อย่างนี้แล.
ดังนี้แล้วทำกิจทุกอย่างให้เสร็จแล้ว พิจารณาโทษในกามทั้งหลาย
และอานิสงส์ในเนกขัมมะ ทำจิตให้เลื่อมใส ด้วยการระลึกถึง [พระรัตนตรัย]
โดยความที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ดีแล้ว โดยความที่พระธรรมเป็นธรรมอันดี และ
โดยความที่พระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว ไม่ละอุคคหโกศล ความฉลาดในทาง
เรียนรู้ ๗ ทาง ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า
นักปราชญ์ฉลาดเรียนรู้ ๗ ทาง คือ โดยวาจา
โดยใจ โดยวรรณะ โดยสัณฐาน โดยทิศ โดยโอกาส
และโดยปริเฉท.

52
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 53 (เล่ม 39)

และมนสิการโกศล ความฉลาดใส่ใจ ๑๐ อย่าง ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้คือ โดย
ลำดับ โดยไม่เร็วนัก โดยไม่ช้านัก โดยป้องกันความฟุ้งซ่าน โดยล่วงเลยบัญญัติ
โดยปล่อยลำดับ โดยอัปปนา และสูตร ๓ สูตร จึงควรเริ่มเจริญทวัตติงสาการ
จริงอยู่ การเจริญทวัตติงสาการโดยอาการทุกอย่างย่อมสำเร็จ แก่ผู้เริ่มดังกล่าว
มานี้หาสำเร็จโดยประการอื่นไม่.
ในการเจริญทวัตติงสาการนั้น ภิกษุรับตจปัญจกกรรมฐานก่อนเป็น
เบื้องต้น กล่าวโดยพระไตรปิฎก เมื่อตจปัญจกกรรมฐานคล่องแคล่วโดยอนุ-
โลม ตามนัยว่า เกสา โลมา เป็นต้น คล่องแคล่วโดยปฏิโลม ตามนัยว่า
ตโจ ทนฺตา เป็นต้น พึงเจริญเสียครึ่งเดือน ทางวาจาเพื่อตัดความวิตก
ที่ฟุ้งซ่านออกไปข้างนอกโดยอนุโลมและปฏิโลม ตามนัยทั้งสองนั้นแหละเพื่อให้
คล่องบาลี และทางใจเพื่อกำหนดสภาวะแห่งส่วนร่างกายเป็นอารมณ์ จริงอยู่
การเจริญทางวาจา ซึ่งตจปัญจกกรรมฐานนั้น ตัดวิตกที่ฟุ้งไปข้างนอกได้แล้ว
ย่อมเป็นปัจจัยแก่การเจริญทางวาจา เพราะคล่องบาลีแล้ว การเจริญทางใจ
ย่อมเป็นปัจจัยแก่การกำหนดอสุภะวรรณะ และลักษณะ ส่วนใดส่วนหนึ่ง เมื่อ
เป็นดังนั้น โดยนัยนั้น ก็พึงเจริญวักกะปัญจกกรรมฐาน [หมวดที่มีวักกะเป็น
ที่ ๕] เสียครึ่งเดือน ข้อนั้น จึงเจริญตจะปัญจกกรรมฐานและวักกะปัญจก-
กรรมฐานทั้งสองนั้นเสียครึ่งเดือน ต่อนั้นจึงเจริญปับผาสะปัญญจกะกรรมฐาน
เสียครึ่งเดือน ต่อนั้นก็เจริญทั้งสามบปัญจกะนั้นเสียครึ่งเดือน เมื่อเป็นดังนั้น
ก็พึงเพิ่มมัตถลุงดัง ที่มิได้ตรัสในต้อนท้ายไว้ในสามหมวดนี้ เพื่อเจริญรวมกัน
ไปกับอาการแห่งปฐวีธาตุทั้งหลาย แล้วเจริญมัตถลุงดังเสียครึ่งเดือน ต่อนั้นก็
เจริญปัญจกะและจตุกกะเสียครึ่งเดือน เมทฉักกะครึ่งเดือน ต่อนั้นก็เจริญปัญจกะ
และจตุกกะร่วมกับเมทฉักกะครึ่งเดือน มุตตฉักกะครั่งเดือน ต่อนั้น ก็เจริญ
ทวัตติงสาการทั้งหมดเสียครั้งเดือน พึงเจริญกำหนดโดยวรรณะ สัณฐาน ทิศ
โอกาสและปริเฉท ๖ เดือนดังกล่าวมาฉะนี้. ข้อนี้ท่านกล่าวหมายถึงบุคคลที่มี

53