พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 24 (เล่ม 39)

ข้อยุติคือความถูกต้องจากการพรรณนา ๕ สิก-
ขาบทต้น พึงนำมาใช้ใน ๕ สิกขาบทหลัง พึงกล่าว
สิกขาบทเป็นข้อ ๆ พึงทราบว่า สิกขาบท มีอย่างเลว
เป็นต้นไว้ด้วย.
ในมาติกาหัวข้อนั้น ๑๐ สิกขาบทมีปาณาติปาตาเวรมณีเป็นต้น นั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์เดียวตรัสไว้ มิใช่พระสาวก. จริงอยู่ พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า เสด็จจากกรุงกบิลพัสดุ์ถึงกรุงสาวัตถี ทรงให้ท่านพระราหุลบรรพชา
แล้ว ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกะ กรุงสาวัตถี ตรัสสิกขาบท
๑๐ นั้น เพื่อทรงกำหนดสิกขาบทสำหรับสามเณรทั้งหลาย สมจริงดังที่ท่าน
กล่าวคำนี้ไว้ว่า
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับสำราญตามพระพุทธอัธยา
ศัยอยู่ ณ กรุงกบิลพัสดุ์แล้ว เสด็จจาริกไปทางกรุงสาวัตถี เมื่อเสด็จ
จาริกมาตามลำดับ ก็ถึงกรุงสาวัตถี. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของทานอนาถบิณฑิกะ กรุงสาวัตถี
สมัยนั้น ฯลฯ สามเณรทั้งหลายเกิดความคิดว่า สิกขาบททั้งหลายสำหรับ
พวกเรามีเท่าไรกันหนอ พวกเราจะพึงศึกษาในสิกขาบท จำนวนเท่าไร
ภิกษุทั้งหลายจึงนำความกราบทูลแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าจึงตรัสว่า " ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตอนุญาตสิกขาบท
๑๐ สิกขาบท สำหรับสามเณรทั้งหลาย เพื่อสามเณรทั้งหลายศึกษา
ในสิกขาบท ๑๐ นั้นคือ ปาณาติปาตา เวรมณี ฯลฯ ชาตรูป-
รชตปฏิคฺคหณา เวรมณี " ดังนี้.
สิกขาบทที่ ๑๐ นี้นั้น พึงทราบว่า ท่านยกขึ้นใช้บอกสอน โดย
แนวพระสูตรว่า สมาทาย สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ สมาทานศึกษา ในสิก-

24
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 25 (เล่ม 39)

ขาบททั้งหลาย และโดยแนวปาฐะที่ท่านแสดงไว้ ในสรณคมน์ อย่างนี้ว่า
ปาณาติปาตา เวรมณีสิกฺขาปทํ สมาทิยามิ ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท
คือเจตนางดเว้นจากปาณาติบาต เป็นต้น พึงทราบนัยที่ว่า "สิกขาบทเหล่า
นี้ ผู้ใดกล่าว กล่าวที่ใด กล่าวเมื่อใด กล่าวเพราะเหตุไร จะกล่าวนัยนั้น"
เท่านี้ก่อน.
กำหนดความแปลกกันของสิกขาบททั่วไป
ก็บรรดาสิกขาบทเหล่านั้น สิกขาบทที่ ๔ - ๕ สองสิกขาบทข้างต้น
ทั่วไปทั้งอุบาสก ทั้งสามเณรโดยเป็นนิจศีล แต่ว่าโดยเป็นอุโบสถศีล ของ
พวกอุบาสก เว้นสิกขาบทหลังหมด เพราะรวบสิกขาบทที่ ๗ และ ๘ เข้าเป็น
องค์เดียวกัน สิกขาบททั้งหมด ก็ทั่วไปกับสามเณรทั้งหลาย ส่วนสิกขาบท
หลังเป็นพิเศษสำหรับสามเณรเท่านั้น พึงทราบกำหนดโดยความแปลกกันของ
สิกขาบททั่วไปดังกล่าวมาฉะนี้ พึงกำหนดปกติวัชชะ และปัณณัตติวัชชะ อย่าง
นี้คือ บรรดาสิกขาบทเหล่านั้น ๕ สิกขาบทข้างต้น กำหนดด้วยเจตนางดเว้น
จากปกติวัชชะ ของปาณาติบาตเป็นต้น เพราะมีกุศลจิตเป็นสมุฏฐานส่วนเดียว
สิกขาบทนอกนั้น กำหนดด้วยเจตนางดเว้นจากปัณณัตติวัชชะ.
ชี้แจงบททั่วไป
ก็เพราะเหตุที่บรรดาบทเหล่านั้น บทเหล่านั้นว่า เวรมณีสิกฺขาปทํ
สมาทิยามิ เป็นบททั่วไปทั้งหมด ฉะนั้น พึงทราบการชี้แจงบทเหล่านั้นทั่ว
ไป ทั้งโดยพยัญชนะ ทั้งโดยอรรถะดังต่อไปนี้.
ในบทเหล่านั้น พึงทราบโดยพยัญชนะก่อน ชื่อว่า เวรมณี เพราะ
เว้นเวร อธิบายว่า ละบรรเทาเวร คือทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี. อีกนัย

25
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 26 (เล่ม 39)

หนึ่ง บุคคลย่อมเว้นจากเวร ด้วยเจตนาตัวการเท่านั้น เหตุนั้น เจตนานั้น
จึงชื่อว่า เวรมณี เพราะเอาวิอักษรเป็น เวอักษร. ด้วยเหตุนั้นนั่นแล ในคำนี้
พุทธบริษัทจึงสวดกันเป็น ๒ อย่างว่า เวรมณีสิกขาปทํ วิรมณีสิกขาปทํ.
ชื่อว่า สิกขา เพราะอันบุคคลพึงศึกษา. ชื่อว่า บท เพราะเป็นเครื่องถึง
บทแห่งสิกขา, บทแห่งสิกขา ชื่อว่า สิกขาบท อธิบายว่าอุบายเป็นเครื่อง
ถึงสิกขา. อีกอย่างหนึ่ง ท่านอธิบายว่า เป็นมูล เป็นที่อาศัย เป็นที่ตั้ง. สิกขาบท
คือเจตนาเครื่องงดเว้น ชื่อว่า เวรมณีสิกขาบท หรือ วิรมณีสิกขาบท
ตามนัยที่สอง. ข้าพเจ้ายึดถือโดยชอบ ชื่อว่า สมาทิยามิ ท่านอธิบายว่าข้าพเจ้า
ยึดถือโดยประสงค์จะไม่ล่วงละเมิด เพราะเป็นผู้กระทำสิกขาบทไม่ให้เป็นท่อน
ไม่ให้ขาด ไม่ให้ด่างพร้อย.
แต่เมื่อว่าโดยอรรถะ บทว่า เวรมณี ได้แก่ วิรัติ เจตนางดเว้น
ประกอบด้วยจิตอันเป็นกามาวจรกุศล. วิรัตินั้น ของบุคคลผู้งดเว้นจากปาณา-
ติบาต ท่านกล่าวไว้ในวิภังค์ โดยนัยเป็นต้นอย่างนี้ว่า เจตนางด เจตนางดเว้น
เว้นขาด งดเว้น ไม่ทำ ไม่กระทำ ไม่ล่วง ไม่ละเมิดขอบเขต การชักสะพาน
เสียด้วยอริยมรรค ชื่อว่า เสตุ จากปาณาติบาต ในสมัยนั้น อันใด. ธรรมดาว่า
เวรมณีนั้น แม้เป็นโลกุตระมีอยู่ก็จริง ถึงอย่างนั้นในที่นี้ ก็ควรเป็นเวรมณี
ที่เป็นไปโดยการสมาทาน เพราะผู้สมาทานกล่าวว่า สมาทิยามิ เพราะฉะนั้น
เวรมณีที่เป็นโลกุตระนั้น จึงไม่มี ข้าพเจ้ากล่าวว่าวิรัติ เจตนางดเว้น ประกอบ
ด้วยจิตอันเป็นกามาวจรกุศล.
บทว่า สิกขา ได้แก่ สิกขา ๓ คือ อธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา
อธิปัญญาสิกขา. แต่ในที่นี้ ศีลคือสัมปัตตวิรัติ วิปัสสนาฝ่ายโลกิยะ
รูปฌานและอรูปฌานและอริยมรรค ท่านประสงค์ว่า สิกขา ในบท
ว่าสิกขานี้, เหมือนดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า

26
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 27 (เล่ม 39)

ธรรมเหล่าไหน ชื่อว่าสิกขา สมัยใด จิตเป็น
กุศลฝ่ายกามาวจร เกิดขึ้น ไปกับโสมนัส ประกอบ
ด้วยญาณ ฯลฯ สมัยนั้น ผัสสะ ก็มี ฯลฯ ความไม่
กวัดแกว่งก็มี ธรรมเหล่านี้ชื่อว่า สิกขา.
ธรรมเหล่าไหน ชื่อว่าสิกขา สมัยใด พระ-
โยคาวจรเจริญมรรค ด้วยการเข้าถึงรูปฌานสงัดจาก
กามทั้งหลาย สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย เข้าถึง
ปฐมฌาน ฯลฯ เข้าถึงปัญจมฌานอยู่ ฯลฯ ความไม่
กวัดแกว่งก็มี ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่าสิกขา.
ธรรมเหล่าไหน ชื่อว่าสิกขา สมัยใด พระ-
โยคาวจรเจริญมรรคด้วยการเข้าถึงอรูปฌาน ไป
กับเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ฯลฯ ความไม่กวัด-
แกว่งก็มี ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่าสิกขา.
ธรรมเหล่าไหน ชื่อว่าสิกขา สมัยใด พระ-
โยคาวจรเจริญโลกกุตรฌาน เป็นธรรมนำสัตว์ออกจาก
ทุกข์ ฯลฯ ความไม่กวัดแกว่งก็มี ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า
สิกขา.
บทคืออุบายเครื่องถึง อีกอย่างหนึ่งเป็นมูล เป็นที่อาศัย เป็นที่ตั้ง
แห่งสิกขาอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดาสิกขาเหล่านั้น เหตุนั้น จึงชื่อว่า สิกขา
บท สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ดังนี้ว่า "พระโยคาวจรอาศัยศีลตั้งอยู่ในศีล
เมื่อเจริญทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗" อย่างนี้เป็นต้น. พึงทำการชี้แจงโดย
พยัญชนะ โดยอรรถะ ทั่ว ๆ ไปแก่บททั้งหลายทั่วไป ในบทเหล่านั้น ด้วย
ประการฉะนี้.

27
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 28 (เล่ม 39)

พรรณนา ๕ สิกขาบทข้างต้น
คำใดข้าพเจ้า กล่าวไว้ว่า แต่ใน ๕ สิกขาบทข้างต้น จำต้องชี้แจง
โดยประกาศความที่แปลกกัน ฯลฯ พึงทราบวินิจฉัย ฯลฯ ในคำนั้น บัดนี้
ข้าพเจ้าจะกล่าวชี้แจงดังนี้ ก่อนอื่น ในคำว่า ปาณาติปาโต นี้ บทว่า ปาโณ
ได้แก่ความสืบต่อแห่งขันธ์ที่นับเนื่องด้วยชีวิตินทรีย์. อีกนัยหนึ่ง ได้แก่ สัตว์
ที่บัณฑิตอาศัยความสืบต่อแห่งขันธ์นั้น บัญญัติไว้. ก็วธกเจตนา เจตนาคิดจะ
ฆ่าของบุคคลผู้มีความสำคัญในสัตว์มีชีวิตนั้นว่าเป็นสัตว์มีชีวิต เป็นสมุฏฐาน
แห่งความพยายามที่จะตัดชีวิตินทรีย์ของสัตว์มีชีวิตนั้น เป็นไปทางกายทวาร
และวจีทวาร ทวารใดทวารหนึ่ง ชื่อว่าปาณาติบาต.
ในคำว่า อทินฺนาทานํ นี้ บทว่า อทินฺนํ ได้แก่ ทรัพย์สิ่งของ
ที่เจ้าของหวงแหน. ซึ่งเจ้าของเองเมื่อทำตามที่ต้องการ ก็ไม่ต้องโทษ ไม่ถูก
ตำหนิเถยยเจตนา เจตนาคิดจะลัก ของบุคคลผู้มีความสำคัญในทรัพย์สิ่งของที่
เจ้าของหวงแหนว่าเป็นทรัพย์สิ่งของที่เจ้าของหวงแหน เป็นสมุฏฐานแห่งความ
พยายามที่จะลักทรัพย์สิ่งของนั้น เป็นไปทางกายทวารและวจีทวาร ทวารใด
ทวารหนึ่งนั้นแล ชื่อว่าอทินนาทาน.
บทว่า อพฺรหฺมจริยํ ได้แก่ ความประพฤติไม่ประเสริฐ. เจตนา
เป็นเหตุละเมิดฐาน. คือ การซ่องเสพอสัทธรรม เป็นไปทางกายทวารโดยการ
ซ่องเสพเมถุนคือการสมสู่กันสองต่อสอง ชื่อว่า อพรหมจรรย์.
ในคำว่า มุสาวาโท นี้ บทว่า มุสา ได้แก่ วจีประโยคหรือ กาย
ประโยค ที่หักรานประโยชน์ของบุคคลผู้มุ่งจะให้คลาดเคลื่อนจากความจริงเป็น
เบื้องหน้า มิจฉาเจตนา เจตนาที่จะพูดผิด ทำผิด ของบุคคลนั้น ด้วยประสงค์
จะให้ผู้อื่นเข้าใจผิด เป็นสมุฏฐานแห่งกายประโยคและวจีประโยคที่จะทำผู้อื่น

28
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 29 (เล่ม 39)

ให้เข้าใจผิด เป็นไปทางกายทวารและวจีทวาร ทวารใดทวารหนึ่ง ชื่อว่า
มุสาวาท.
ก็ในคำว่า สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานํ นี้ บทว่า สุรา ได้แก่สุรา
๕ อย่าง คือ สุราทำด้วยแป้ง สุราทำด้วยขนม สุราทำด้วยข้าวสุก สุราผสม
เชื้อ สุราที่ปรุงด้วยเครื่องปรุง.
แม้ เมรัยก็มี ๕ อย่าง คือ เมรัยที่ทำด้วยดอกไม้ เมรัยที่ทำด้วย
ผลไม้ เมรัยทำด้วยงบน้ำอ้อย เมรัยที่ทำด้วยดอกมะซาง เมรัยที่ปรุงด้วยเครื่อง
ปรุง. บทว่า มชฺชํ ได้แก่ ทั้งสองอย่างนั้นนั่นแหละ ชื่อว่า มัชชะ เพราะ
อรรถว่าเป็นที่ตั้งแห่งความเมา. ก็หรือสิ่งอื่นใด ไม่ว่าอะไรเป็นทีตั้งแห่งความ
เมา บุคคลเมาประมาทด้วยสิ่งใดที่ดื่มแล้ว สิ่งอันนี้ก็เรียกว่า มัชชะ. บทว่า
ปมาทฏฺฐานํ ได้แก่ เจตนาที่ดื่มกลืนกินมัชชะนั้น ท่านเรียกว่า ปมาทฏฺ-
ฐานํ เพราะเป็นเหตุแห่งความเมาความประมาท เจตนากลืนกินมัชชะคือสุรา
และเมรัย เป็นไปทางกายทวารด้วยประสงค์จะกลืนกิน พึงทราบว่าสุราเมรัย
เป็นทั้งแห่งความประมาทโดยประการใด พึงทราบวินิจฉัยในสิกขาบทเหล่านั้น
ก่อนนับตั้งแต่ปาณาติบาตเป็นต้นไป โดยประการนั้น.
วินิจฉัยสิกขาบทอย่างเดียวกันและต่างกัน เป็นต้น
ในคำ เอกตานานตาทิโต โดยที่สิกขาบทอย่างเดียวกันแต่ต่างกัน
เป็นต้นนี้ ผู้ทักท้วงกล่าวว่า ปาณาติบาต หรือสิกขาบทอันมีอทินนาทานเป็นต้น
เป็นอย่างเดียวกัน เพราะผู้จะพึงถูกฆ่า ผู้ฆ่า ประโยคและเจตนาเป็นต้น เป็น
อย่างเดียวกันหรือต่างกัน เพราะมีผู้จะถูกฆ่าเป็นต้นต่างกัน หรือว่าไม่ใช่ทั้ง
สองอย่างก็เพราะเหตุไร ผู้ทักท้วงจึงกล่าวคำนี้ ผิว่าสิกขาบทจะเป็นอย่างเดียว
กัน เพราะคนที่จะพึงถูกฆ่าเป็นต้นเป็นคนเดียวกันไซร้ เมื่อเป็นดังนั้น เมื่อ

29
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 30 (เล่ม 39)

ใด ผู้ฆ่ามากคน ฆ่าคนที่จะพึงถูกฆ่าคนเดียว หรือผู้ฆ่าคนเดียวฆ่าคนที่จะพึง
ถูกฆ่ามากคน คนที่จะพึงถูกฆ่ามากคน ก็จะถูกผู้ฆ่าฆ่าด้วยประโยคเดียว มี
สาหัตถิกประโยคเป็นต้น. หรือเจตนาอย่างเดียวก็จะยังประโยคของผู้เข้าไปตัด
ชีวิตินทรีย์ ของคนที่จะพึงถูกฆ่ามากคนให้ทั้งขึ้น เมื่อนั้น ปาณาติบาตก็จะ
พึงมีอย่างเดียว แต่ผิว่าสิกขาบทจะต่างกัน เพราะคนที่จะพึงถูกฆ่าเป็นคนต่าง
กันไซร้ เมื่อเป็นดังนั้น เมื่อใดผู้ฆ่าคนเดียว เมื่อทำประโยคเดียว เพื่อคนๆ
เดียว ก็ย่อมฆ่าคนที่พึงถูกฆ่ามากคน หรือผู้ฆ่ามากคนเมื่อทำมากประโยค เพื่อ
คนมากคนมีเทวทัต ยัญทัตและโสมทัตเป็นต้น ก็ย่อมฆ่าได้เฉพาะเทวทัต ยัญทัต
หรือโสมทัตคนเดียวเท่านั้น หรือผู้ที่จะพึงถูกฆ่าคนเดียว ถูกผู้ฆ่าฆ่าด้วยมาก
ประโยคมีสาหัตถิกประโยคเป็นต้น เจตนามากเจตนา ก็จะยังประโยคของผู้
เข้าไปตัดชีวิตินทรีย์ของผู้ที่จะพึงถูกฆ่าคนเดียวเท่านั้นให้ตั้งขึ้น. เมื่อนั้น
ปาณาติบาต ก็จะพึงมีมากอย่าง แม้คำทั้งสองนั้น ก็ไม่ถูก. สิกขาบทจะชื่อว่า
เป็นอย่างเดียวกัน เพราะผู้ที่จะพึงถูกฆ่าเป็นต้นเหล่านั้น มีผู้เดียวก็หามิได้
สิกขาบทชื่อว่าต่างกันเพราะผู้ที่จะพึงถูกฆ่าเป็นต้นเหล่านั้นต่างกัน ก็หามิได้
ความจริง สิกขาบทอย่างเดียวกัน และต่างกัน ก็โดยเหตุอย่างอื่น คำนั้นพึงใช้
แก่ปาณาติบาต แม้สิกขาบทนอกนั้น ก็พึงใช้อย่างนั้น.
ข้าพเจ้าขอชี้แจงต่อไปนี้:- ก่อนอื่น ปาณาติบาตนั้น ชื่อว่าเป็น
อย่างเดียวกัน เพราะผู้ที่จะพึงถูกฆ่าและคนฆ่าเป็นต้น เป็นอย่างเดียวกัน ชื่อว่า
ต่างกัน เพราะผู้ที่จะพึงถูกฆ่าเป็นต้นต่างกัน ก็หาไม่ ที่แท้ ปาณาติบาต
ชื่อว่าเป็นอย่างเดียวกัน เพราะผู้ที่จะถูกฆ่าและคนฆ่าเป็นต้นเป็นอย่างเดียวกัน
โดยจัดเป็นคู่ ๆ กัน. ทั้งชื่อว่าเป็นอย่างเดียวกัน เพราะผู้จะพึงถูกฆ่าและคนฆ่า
เป็นต้นแม้ทั้งสองนั้น เป็นอย่างเดียวกันโดยจัดเป็นคู่ ๆ กัน หรือชื่อว่าต่าง
กัน เพราะผู้ที่จะพึงถูกฆ่าและคนฆ่าเป็นต้นนั้น เป็นอีกคนหนึ่งจากคนทั้งสอง

30
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 31 (เล่ม 39)

จริงอย่างนั้น เมื่อคนผู้ฆ่ามากคน แม้ฆ่าคนผู้ที่จะถูกฆ่าหลายคน
ด้วยประโยคหลายประโยค มี สรักเขปประโยค การขุดสระเป็นต้น หรือ
ด้วยประโยค ๆ เดียวมี โอปาตขณนประโยค การขุดบ่อเป็นต้น ก็เป็น
ปาณาติบาตมากปาณาติบาต เมื่อคนผู้ฆ่าคนเดียวแม้ฆ่าคนที่ถูกฆ่ามา ๆ คน ด้วย
ประโยคเดียวหรือมากประโยคด้วยเจตนาเดียว ที่ยังประโยคนั้นให้ตั้งขึ้น หรือ
ด้วยมากประโยค ก็เป็นปาณาติบาตจากปาณาติบาต อนึ่ง เมื่อคนผู้ฆ่ามากคน
แม้ฆ่าคนที่ถูกฆ่าคนเดียว ด้วยมากประโยความที่กล่าวแล้ว หรือด้วยประโยค
เดียว ก็เป็นปาณาติบาตมากปาณาติบาต แม้ในสิกขาบทมีอทินนาทานเป็นต้น ก็
นัยนี้ในเรื่องนี้ พึงทราบวินิจฉัยโดยความเป็นสิกขาบทอย่างเดียวกัน และต่างกัน
เป็นต้น ด้วยประการดังกล่าวมาฉะนี้
เมื่อว่าโดยอารมณ์ ในข้อนี้ ปาณาติบาตชีวิตินทรีย์เป็นอารมณ์.
อทินนาทาน อพรหมจรรย์ และสุราเมรัยมัชชปมาทัฏฐาน มีสังขารคือบรรดา
รูปธรรมมีรูปายตนะเป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอารมณ์ มุสาวาทมีสัตว์เป็น
อารมณ์ เพราะปรารภคนที่จะพูดมุสาเป็นไป อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า แม้
อพรหมจรรย์ ก็มีสัตว์เป็นอารมณ์ อนึ่ง อทินนาทานมีสัตว์เป็นอารมณ์ใน
เวลาที่สัตว์เป็นผู้ที่จะพึงถูกลักไป อีกประการหนึ่งอทินนาทาน มีสัตว์เป็น
อารมณ์ก็โดยอำนาจสังขารมิใช่โดยอำนาจพระบัญญัติ ในข้อนี้ พึงทราบวินิจ-
ฉัยโดยอารนณ์ ดังกล่าวมาฉะนี้.
เมื่อว่าโดยสมาทาน ก็สิกขาบทเหล่านี้ มีปาณาติปาตาเวรมณี-
สิกขาบทเป็นต้น สามเณรสมาทานในสำนักภิกษุเท่านั้น จึงเป็นอันสมาทาน ส่วน
อุบาสกสมาทานเองก็ดี สมาทานในสำนักของผู้อื่นก็ดี ก็เป็นอันสมาทานแล้ว
สมาทานรวมกันก็ดี สมาทานแยกกันก็ดี ก็เป็นอันสมาทานแล้ว แต่ต่างกัน

31
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 32 (เล่ม 39)

อย่างไรเล่า บุคคลสมาทานรวมกัน ก็มีวิรัติเดียว มีเจตนาเดียวเท่านั้น แต่
ปรากฏว่าวิรัติและเจตนาเหล่านั้น มีถึง ๕ โดยอำนาจกิจคือหน้าที่. ส่วนบุคคล
ที่สมาทานแยกกันก็พึงทราบว่ามีวิรัติ เจตนาก็ ๕ ในข้อนี้ พึงทราบวินิจฉัย
โดยการสมาทาน ด้วยประการฉะนี้.
เมื่อว่าโดยการขาด ในข้อนี้ สำหรับสามเณรทั้งหลาย เมื่อ
สิกขาบทหนึ่งขาด ทุกสิกขาบทก็เป็นอันขาดเพราะสิกขาบทเหล่านั้น เป็นฐาน
ที่ตั้งแห่งปาราชิกของสามเณรเหล่านั้น ด้วยสิกขาบทที่สามเณรล่วงละเมิดนั้น
แล ก็มีกรรมต่อเนื่องตามมา.
แต่สำหรับคฤหัสถ์ เมื่อศีลข้อหนึ่งขาด ก็ขาดข้อเดียวเท่านั้น เพราะ
ศีลของคฤหัสถ์เหล่านั้นมีองค์ ๕ ย่อมจะสมบูรณ์อีกด้วยการสมาทานศีลนั้น เท่า
นั้น แต่อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่าบรรดาศีลที่คฤหัสถ์สมาทานเป็นข้อ ๆ เมื่อ
ศีลข้อหนึ่งขาด ก็ขาดข้อเดียวเท่านั้น แต่บรรดาศีลที่คฤหัสถ์สมาทานรวมกัน
อย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าสมาทานศีล ที่ประกอบด้วยองค์ ๕ ดังนี้ เมื่อศีลข้อหนึ่ง
ขาด ศีลแม้ที่เหลือ ก็เป็นอันขาดหมดทุกข้อ. เพราะเหตุไร ? เพราะศีลข้อ
ที่สมาทานไม่ขาด ด้วยศีลที่คฤหัสถ์ล่วงละเมิดนั่นแล ก็มีความผูกพันด้วยกรรม
ในข้อนี้ พึงทราบวินิจฉัย แม้โดยการขาด ด้วยประการฉะนี้.
เมื่อว่าโดยโทษมาก บรรดาสัตว์มีชีวิตที่เว้นจากคุณ มีสัตว์เดียรัจ-
ฉานเป็นต้น ปาณาติบาตชื่อว่ามีโทษน้อย ก็เพราะสัตว์ตัวเล็ก, ชื่อว่ามีโทษ
มาก ก็เพราะสัตว์ตัวใหญ่. เพราะเหตุไร. เพราะประโยคใหญ่ (ความพยายาม
มาก) แม้เมื่อมีประโยคเสมอกัน ชื่อว่า มีโทษมาก เพราะวัตถุใหญ่ ส่วน
บรรดาสัตว์มีชีวิตที่มีคุณ มีมนุษย์เป็นต้น ปาณาติบาต ชื่อว่ามีโทษน้อย ก็
เพราะมนุษย์มีคุณน้อย, ชื่อว่ามีโทษมาก ก็เพราะมนุษย์มีคุณมาก แต่เมื่อมี

32
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 33 (เล่ม 39)

ตัวและคุณเสมอกัน ก็พึงทราบว่า มีโทษน้อย เพราะกิเลสและความพยายาม
อ่อนและมีโทษมาก เพราะกิเลสและความพยายามแรงกล้า แม้ในสิกขาบทที่เหลือ
ก็นัยนี้ อนึ่ง ในข้อนี้ สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานเท่านั้น ชื่อว่ามีโทษมาก
ปาณาติบาตเป็นต้น หามีโทษมากเช่นนั้นไม่ เพราะอะไร เพราะทำอันตราย
แก่อริยธรรม เหตุทำผู้ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ให้กลายเป็นคนบ้า ในข้อนี้ พึง
ทราบวินิจฉัย แม้โดยความมีโทษมาก ด้วยประการฉะนี้.
เมื่อว่าโดยประโยค ก็ในข้อนี้ ปาณาติบาตมี ๖ ประโยคคือ
สาหัตถิกประโยค อาณัตติกประโยค นิสสัคคิยประโยค ถาวรประโยค
วิชชามยประโยค อิทธิมยประโยค.
บรรดาประโยคเหล่านั้น การประหารด้วยกายหรือของที่เนื่องด้วยกาย
ชื่อว่า สาหัตถิกประโยค สาหัตถิกประโยคนั้น แยกเป็น ๒ คือ สาหัต-
ถิกประโยคเจาะจงและสาหัตถิกประโยคไม่เจาะจง. ในสาหัตถิกประโยคทั้งสอง
นั้น เฉพาะสาหัตถิกประโยคเจาะจงบุคคลย่อมผูกพันด้วยกรรม เพราะความ
ตายของคนที่ไปเจาะจงประหารเท่านั้น. ในสาหัตถิกประโยคไม่เจาะจงอย่างนี้ว่า
ผู้ใดผู้หนึ่งจงตายเสียเถิดดังนี้ บุคคลย่อมผูกพันด้วยกรรมเพราะความตายของ
คนใดคนหนึ่ง เหตุการประหารเป็นปัจจัย. อนึ่ง แม้ด้วยสาหัตถิกประโยคทั้ง
สอง เขาพอถูกประหารก็ตาย หรือตายด้วยโรคนั้นในภายหลัง บุคคลก็ย่อมผูก
พันอยู่ด้วยกรรม ขณะที่เขาถูกประหารเท่านั้น แต่เมื่อบุคคลประหารด้วย
ประสงค์จะให้เขาตาย แต่เขาไม่ตายด้วยการประหารนั้น กลับคิดประหารเขา
อีก ผิว่า แม้ในภายหลังเขาตายด้วยการประหารครั้งแรก บุคคลก็ย่อมผูกพัน
ด้วยกรรมในเวลานั้นเท่านั้น ถ้าว่าเขาตายด้วยการประหารครั้งที่สอง ก็ไม่เป็น
ปาณาติบาต แม้เมื่อเขาตายด้วยสาหัตถิกประโยคทั้งสอง บุคคลก็ผูกพันด้วย

33