พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 14 (เล่ม 39)

ถ้าผู้ทักท้วงกล่าวว่า ท่านประสงค์เอาความที่พระพุทธเจ้าและสรณะ
เป็นตัวเหตุเท่า ๆ กัน เพราะบาลีว่า เอตํ โข สรณํ เขมํ เอตํ สรณมุตฺตมํ
สรณะนั่นแลเกษม ปลอดภัย สรณะนั้นอุดมสูงสุด ไม่ประสงค์เช่นนั้น ดอก
เพราะในบทคาถานั้น มีแต่พระพุทธเจ้าเป็นสรณะนั้น. ความจริง ในบทคาถา
นั้นนั่นแลท่านประสงค์ถึงความที่พระพุทธเจ้าและสรณะเป็นตัวเหตุเท่า ๆ กัน
อย่างนี้ว่า สรณะทั้งเกษมทั้งอุดม เพราะพิจารณาเป็นถึงพระรัตนตรัยมีพระ-
พุทธเจ้าเป็นต้นนั้น ในความเป็นสรณะ ที่นับได้ว่า กำจัดภัยแก่ผู้ถึงสรณคมน์
ได้จริง ส่วนในบาลีประเทศอื่น เมื่อมีความสัมพันธ์ด้วยผู้ถึงสรณคมน์
ท่านก็ไม่ประสงค์ความที่พระพุทธเจ้าและสรณะเป็นตัวเหตุเท่า ๆ กัน เพราะ
ไม่สำเร็จเป็นสรณคมน์ ดังนั้น คำนี้จึงสาธกไม่ได้.
ถ้าผู้ทักท้วงกล่าวว่า น่าจะประสงค์เอาความที่พระพุทธเจ้าและสรณะ
เป็นตัวเหตุเท่า ๆ กัน เพราะสำเร็จเป็นสรณคมน์ แม้เมื่อมีความสัมพันธ์ด้วย
ผู้ถึงสรณคมน์ได้ในบาลีนี้ว่า เอตํ สรณนาคมฺม สพฺพทุกฺขา ปมุจฺจติ
บุคคลอาศัยสรณะนั้น ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงดังนี้ ไม่ใช่เช่นนั้นดอก
เพราะขัดข้องด้วยโทษที่กล่าวมาก่อนแล้ว. ความจริง แม้ในข้อนั้น ก็จะพึง
ขัดข้องด้วยโทษที่กล่าวมาก่อนว่า เมื่อมีความที่พระพุทธเจ้าและสรณะเป็นตัว
เหตุเท่า ๆ กัน อยู่ บุคคลแม้มีจิตขุ่นเคืองอาศัยสรณะ. คือพระพุทธเจ้า พระ
ธรรมและพระสงฆ์ ก็จะพึงหลุดพ้นจากทุกข์ได้หมดน่ะสิ แต่จะว่าไม่ขัดข้อง
ด้วยโทษก็หามิได้ ดังนั้น คำนั้นจึงสาธกไม่ได้. พึงทราบอธิบายในข้อ
นั้น อย่างนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายเมื่อจะหลุดพ้น ด้วยอานุภาพของพระผู้มีพระ
ภาคเจ้า ผู้เป็นกัลยาณมิตร ท่านก็กล่าวว่า อาศัยกัลยาณมิตรจึงหลุดพ้น ได้
ในบาลีนี้ว่า

14
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 15 (เล่ม 39)

ดูก่อนอานนท์ ก็สัตว์ทั้งหลายที่มีชาติความเกิด
เป็นธรรมดา อาศัยเราตลาคตเป็นกัลยาณมิตร ย่อม
หลุดพ้น จากชาติดังนี้ ฉันใด แต่ในที่นี้ บุคคลเมื่อ
จะหลุดพ้น ด้วยอานุภาพแห่งสรณะ คือพระพุทธเจ้า
พระธรรมและพระสงฆ์ ท่านก็กล่าวว่า บุคคลอาศัย
สรณะนี้ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ ทั้งปวง ดังนี้ ก็ฉันนั้น.
ความที่พระพุทธเจ้าเป็นคมนียะ ควรถึงก็ไม่ถูก ความที่สรณะเป็น
คมนียะควรถึงก็ไม่ถูก ความที่พระพุทธเจ้าและสรณะทั้งสอง เป็นคมนียะควร
ถึงก็ไม่ถูก แม้โดยประการทั้งปวงอย่างนี้ คมนียะสิ่งที่ควรถึงของผู้ถึงสรณคมน์
ที่ท่านอธิบายว่า ข้าพเจ้าถึงสิ่งที่พึงปรารถนา ควรกล่าวถึง ต่อนั้น ก็ควร
กล่าวข้อยุติคือข้อที่ถูก ในเรื่องนี้ ดังนั้น ข้าพเจ้าจะกล่าวข้อยุติดังต่อไปนี้
ในข้อยุตินี้ พระพุทธเจ้าเท่านั้นเป็นคมนียะ แต่เพื่อแสดงอาการคือ
การถึง คำกล่าวถึงสรณะนั้นมีว่า ข้าพเจ้าถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะ พระ-
พุทธเจ้าพระองค์นั้นเป็นสรณะของข้าพเจ้า พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็น
ปรายนะนำหน้าของข้าพเจ้า เป็นผู้กำจัดทุกข์ เป็นผู้ทรงประโยชน์ ข้าพเจ้า
ถึง คบ เสพ เข้าใกล้ชิดพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ด้วยความประสงค์ดังกล่าว
มานี้ หรือว่าข้าพเจ้ารู้ทราบอย่างนี้ จริงอยู่ คติเป็นประโยชน์ของธาตุเหล่าใด
แม้ความรู้ก็เป็นประโยชน์ของธาตุเหล่านั้น.
ถ้าผู้ทักท้วงกล่าวว่า ข้อนั้นไม่ถูก เพราะไม่ประกอบ อิติ ศัพท์ คำ
ทักท้วงนั้นก็ไม่ถูก ข้อยุติที่ถูกในเรื่องนั้น พึงมีดังนี้.

15
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 16 (เล่ม 39)

หากว่าความในเรื่องนั้น พึงมีอย่างนี้ไซร้. แต่นั้น ก็พึงต้องประกอบ
อิติศัพท์ ดังในประโยคทั้งหลายเป็นต้นว่า อนิจฺจํ รูปํ อนิจฺจํ รูปนฺติ
ยถาภูตํ ปชานาติ ย่อมรู้ชัดรูปที่ไม่เที่ยง ตามความเป็นจริงว่า รูปไม่เที่ยง
ดังนี้. แต่อิติศัพท์ท่านหาประกอบไว้ไม่ เพราะฉะนั้น ข้อทักท้วงนั้นจึงไม่ถูก
แต่อันนี้ ไม่ถูกเพราะเหตุไร เพราะความของอิติศัพท์มีอยู่ในตัวนั้นแล้ว ความ
ของอิติศัพท์แม้ในที่นี้ ก็มีอยู่พร้อม ดังในประโยคทั้งหลายเป็นต้น อย่างนี้ว่า
โย จ พุทฺธญฺจ ธมฺมญฺจ สงฺฆญฺจ สรณํ คโต ก็ผู้ใดถึงพระพุทธเจ้า
พระธรรม และพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ดังนี้ แต่มิใช่จะต้องประกอบอิติศัพท์
ไว้ในที่ทุกแห่ง เพราะมีความอยู่พร้อมในตัวแล้ว บัณฑิตพึงทราบความของ
อิติศัพท์แม้มิได้ประกอบไว้ เหมือนดังประกอบไว้ในที่นั้น ทั้งในที่อื่นซึ่งมี
กำเนิดอย่างนี้ เพราะฉะนั้น อิติศัพท์จึงไม่มีโทษ [ไม่ผิด]
ถ้าผู้ทักท้วงกล่าวว่า คำใดที่ท่านกล่าวไว้ว่า ก็เพื่อแสดงอาการคือถึง
จึงต้องกล่าวระบุสรณะดังนี้ คำนั้น ก็ไม่ถูก เพราะสรณะเท่านั้น เป็นคมนียะ
สิ่งที่ควรถึง ได้ในบาลีเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตอนุญาตการ
บรรพชา ด้วยสรณคมน์สาม ดังนี้ คำที่ข้าพเจ้ากล่าวนั้น ไม่ใช่ไม่ถูก เพราะ
เหตุไร เพราะคำนั้นมีความอยู่พร้อมในตัว. ความจริง ความของอิติศัพท์นั้น
ก็มีอยู่พร้อมในคำแม้นั้นเอง เพราะเหตุที่แม้ไม่ประกอบอิติศัพท์ไว้เช่นคำก่อน
ก็พึงเห็นเหมือนดังประกอบอิติศัพท์ไว้ นอกจากนี้ก็พึงขัดข้องด้วยโทษที่กล่าว
มาก่อนนั่นแหละ เพราะฉะนั้น พึงถือเอาตามที่ท่านสอนไว้เท่านั้น.
แสดงสิ่งที่ควรถึงดังกล่าวมาฉะนี้

16
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 17 (เล่ม 39)

ชี้แจงสรณะคือพระธรรมและพระสงฆ์
บัดนี้ จะกล่าวอธิบายต่อไป. ในคำที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า แม้ในสรณะ
ทั้งสองมีว่า ธมฺมํ สรณํ เป็นต้น ก็รู้กันแล้วว่ามีนัยอย่างนี้เหมือนกัน. นัย
แห่งการพรรณนาความนี้ใด ข้าพเจ้ากล่าวไว้ในคำนี้ว่า พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ
ก็พึงทราบนัยแห่งการพรรณนาความนั้น ในสองบทนี้ว่า ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ
สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ. จริงอยู่ ในข้อแม้นั้น ว่าโดยอรรถและพยัญชนะ
ของพระธรรมและพระสงฆ์ ก็มีเพียงการชี้แจงเท่านั้นที่ไม่เหมือนกัน นอกนั้น
ก็เหมือนกันกับที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้น เพราะจะกล่าวอธิบายเฉพาะที่ไม่เหมือนกัน
ในพระธรรมและพระสงฆ์นี้ ดังนี้ อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า มรรค ผล นิพพาน
ชื่อว่า พระธรรม. ขันติ ความชอบใจหรือมติของพวกเราว่า มรรคและวิราคะ
เท่านั้น ชื่อว่าพระธรรมในอรรถนี้ เพราะทรงผู้เจริญมรรคผล และผู้ทำให้
แจ้งพระนิพพานแล้ว โดยไม่ให้ตกไปในอบายทั้งหลาย และทำให้โปร่งใจ
อย่างยิ่ง ขอยกอัคคัปปสาทสูตรนั้นแลเป็นข้อสาธก สมจริงดังที่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสไว้ในอัคคัปปสาทสูตรนั้นเป็นต้นอย่างนี้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังธรรมนี้เพียงใด อริยมรรคประกอบ
ด้วยองค์ ๘ ท่านกล่าวว่าเป็นยอดของสังขตธรรมเหล่านั้น. กลุ่มของ
บุคคลทั้งหลาย ผู้พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค ๔ อย่าง และผู้มีขันธ-
สันดานอบรมยิ่งด้วยสามัญผล ๔ ชื่อว่าพระสงฆ์ เพราะรวมตัวกันด้วย
การรวมทิฏฐิและศีล สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า
ดูก่อนอานนท์ เธอจะสำคัญข้อนั้นเป็นไฉน
ธรรมเหล่าใดที่เราแสดงเพื่อรู้ยิ่งสำหรับเธอทั้งหลาย
คือสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์

17
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 18 (เล่ม 39)

๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ อานนท์
เธอจะไม่เห็นภิกษุแม้ ๒ รูป มีวาทะต่างนี้ในธรรม
เหล่านี้เลย.
จริงอยู่ พระสงฆ์โดยปรมัตถ์นี้ อันบุคคลพึงถึงว่าเป็นสรณะ ใน
พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า
เป็นผู้ควรของคำนับ ควรของต้อนรับ ควรของทำบุญ ควรทำอัญชลียกมือ
ไหว้ เป็นนาบุญของโลกยอดเยี่ยม. สรณคมน์ของผู้ถึงสรณะนั้น ย่อมไม่ขาด
ไม่เศร้าหมอง ด้วยการทำการไหว้เป็นต้น ในภิกษุสงฆ์หรือภิกษุณีสงฆ์แม้หมู่
อื่น หรือพระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข หรือสมมติสงฆ์ต่างโดยสงฆ์
จตุวรรคเป็นต้น หรือแม้ในบุคคลคนหนึ่ง ซึ่งบวชเจาะจง พระผู้มีพระภาคเจ้า
ความต่างกันในสังฆสรณะที่มีเท่านี้ ส่วนวิธีการขาดและไม่ขาดเป็นต้นแห่ง
สรณคมน์นี้และที่สอง นอกเหนือจากที่กล่าวแล้ว พึงทราบตามนัยที่กล่าวมาก่อน
แล้ว การพรรณนาความข้อนี้ว่า แม้ในสองสรณะว่า ธมฺมํ สรณํ เป็นต้น
ก็รู้กันแล้วว่านัยนี้เหมือนกัน มีเท่านี้ก่อน.
อธิบายเหตุในการกำหนดตามลำดับ
ในคำนี้ว่า จะอธิบายเหตุในการกำหนดตามลำดับ บัดนี้จะอธิบายเหตุ
ในการกำหนดตามลำดับอย่างนี้ว่า ในคำถึงสรณทั้งสามนั้น ท่านประกาศ
พระพุทธเจ้าอันดับแรก เพราะเป็นผู้เลิศแห่งสัตว์ทั้งปวง ประกาศพระธรรม
อันดับต่อมา เพราะเป็นแดนเกิดของพระพุทธเจ้านั้น และเพราะเป็นธรรมที่
พระพุทธเจ้านั้นทรงนำออกสั่งสอนแล้ว ประกาศพระสงฆ์อันดับสุดท้าย เพราะ
เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งพระธรรมนั้น และเพราะซ่องเสพพระธรรมนั้น อีกนัยหนึ่ง
ท่านประกาศพระพุทธเจ้าอันดับแรก เพราะทรงประกอบสัตว์ทั้งปวงไว้ใน

18
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 19 (เล่ม 39)

หิตประโยชน์ ประกาศพระธรรมอันดับต่อมา เพราะเป็นแดนเกิดแห่งพระ-
พุทธเจ้านั้น และเพราะเป็นธรรมเป็นหิตประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวง ประกาศ
พระสงฆ์อันดับสุดท้าย เพราะพระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุหิตประโยชน์ และ
มีหิตประโยชน์อันบรรลุแล้ว กำหนดโดยความเป็นสรณะ.
ประกาศด้วยข้ออุปมา
บัดนี้ จะกล่าวอธิบายคำที่ว่าจะประกาศพระสรณตรัยนั้น ด้วยข้อ
อุปมาทั้งหลาย ก็ในคำนั้น พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนพระจันทร์เพ็ญ พระ-
ธรรมเปรียบเหมือนกลุ่มรัศมีของพระจันทร์ พระสงฆ์เปรียบเหมือนโลกที่
เอิบอิ่มด้วยรัศมีของพระจันทร์เพ็ญที่ทำให้เกิดขึ้น พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือน
ดวงอาทิตย์ทอแสงอ่อน ๆ พระธรรมดังกล่าวเปรียบเหมือนข่ายรัศมีของดวง
อาทิตย์นั้น พระสงฆ์เปรียบเหมือนโลกที่ดวงอาทิตย์นั้นกำจัดมืดแล้ว. พระ-
พุทธเจ้าเปรียบเหมือนคนเผาป่า พระธรรมเครื่องเผาป่าคือกิเลส เปรียบเหมือน
ไฟเผาป่า พระสงฆ์ที่เป็นบุญเขต เพราะเผากิเลสได้แล้ว เปรียบเหมือนภูมิภาค
ที่เป็นเขตนา เพราะเผาห่าเสียแล้ว. พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนเมฆฝนใหญ่
พระธรรมเปรียบเหมือนน้ำฝน พระสงฆ์ผู้ระงับละอองกิเลสเปรียบเหมือน
ชนบทที่ระงับละอองฝุ่นเพราะฝนตก. พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนสารถีที่ดี
พระธรรมเปรียบเหมือนอุบายฝึกม้าอาชาไนย พระสงฆ์เปรียบเหมือนฝูงม้า
อาชาไนยที่ฝึกมาดีแล้ว. พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนศัลยแพทย์ [หมอผ่าตัด]
เพราะทรงถอนลูกศรคือทิฏฐิได้หมด พระธรรมเปรียบเหมือนอุบายที่ถอนลูกศร
ออกได้พระสงฆ์ผู้ถอนลูกศรคือทิฏฐิออกแล้ว เปรียบเหมือนชนที่ถูกถอนลูกศร
ออกแล้ว. อีกนัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนจักษุแพทย์ เพราะทรงลอก
พื้นชั้นโมหะออกได้แล้ว พระธรรมเปรียบเหมือนอุบายเครื่องลอกพื้น [ตา]

19
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 20 (เล่ม 39)

พระสงฆ์ผู้มีพื้นชั้นตาอันลอกแล้ว ผู้มีดวงตาคือญาณอันสดใส เปรียบเหมือนชน
ที่ลอกพื้นตาแล้ว มีดวงตาสดใส. อีกนัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนแพทย์
ผู้ฉลาด เพราะทรงสามารถกำจัด พยาธิคือกิเลสพร้อมทั้งอนุสัยออกได้ พระธรรม
เปรียบเหมือนเภสัชยาที่ทรงปรุงถูกต้องแล้ว พระสงฆ์ผู้มีพยาธิคือกิเลสและ
อนุสัยอันระงับแล้ว เปรียบเหมือนหมู่ชนที่พยาธิระงับแล้ว เพราะประกอบยา.
อีกนัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนผู้ชี้ทาง พระธรรมเปรียบ
เหมือนทางดี หรือพื้นที่ที่ปลอดภัย พระสงฆ์เปรียบเหมือนผู้เดินทาง ถึงที่ที่
ปลอดภัย พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนนายเรือที่ดี พระธรรมเปรียบเหมือนเรือ
พระสงฆ์เปรียบเหมือนชนผู้เดินทางถึงฝั่ง. พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนป่า
หิมพานต์ พระธรรมเปรียบเหมือนโอสถยาที่เกิดแต่ป่าหิมพานต์นั้น พระสงฆ์
เปรียบเหมือนชนผู้ไม่มีโรคเพราะใช้ยา. พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนผู้ประทาน
ทรัพย์ พระธรรมเปรียบเหมือนทรัพย์ พระสงฆ์ผู้ได้อริยทรัพย์มาโดยชอบ
เปรียบเหมือนชนผู้ได้ทรัพย์ตามที่ประสงค์. พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนผู้ชี้
ขุมทรัพย์ พระธรรมเปรียบเหมือนขุมทรัพย์ พระสงฆ์เปรียบเหมือนชนผู้ได้
ขุมทรัพย์.
อีกนัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าผู้เป็นวีรบุรุษเปรียบเหมือนผู้ประทานความ
ไม่มีภัยพระธรรมเปรียบเหมือนไม่มีภัย พระสงฆ์ผู้ล่วงภัยทุกอย่าง เปรียบเหมือน
ชนผู้ถึงความไม่มีภัย พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนผู้ปลอบพระธรรมเปรียบเหมือน
การปลอบ พระสงฆ์เปรียบเหมือนชนผู้ถูกปลอบ พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือน
มิตรดี พระธรรมเปรียบเหมือนคำสอนที่เป็นหิตประโยชน์ พระสงฆ์เปรียบ
เหมือนชนผู้ประสบประโยชน์ตน เพราะประกอบหิตประโยชน์. พระพุทธเจ้า
เปรียบเหมือนบ่อเกิดทรัพย์พระธรรมเปรียบเหมือนทรัพย์ที่เป็นสาระ พระสงฆ์

20
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 21 (เล่ม 39)

เปรียบเหมือนชนผู้ใช้ทรัพย์ที่เป็นสาระ พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนผู้ทรงสรง
สนานพระราชกุมาร พระธรรมเปรียบเหมือนน้ำที่สนานตลอดพระเศียร พระ-
สงฆ์ผู้สรงสนานดีแล้วด้วยน้ำคือพระสัทธรรม เปรียบเหมือนหมู่พระราชกุมาร
ที่สรงสนานดีแล้ว. พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนช่างผู้ทำเครื่องประดับ พระธรรม
เปรียบเหมือนเครื่องประดับ พระสงฆ์ผู้ประดับด้วยพระสัทธรรมเปรียบเหมือน
หมู่พระราชโอรสที่ทรงประดับแล้ว. พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนต้นจันทน์ พระ-
ธรรมเปรียบเหมือนกลิ่นอันเกิดแต่ต้นจันทน์นั้น พระสงฆ์ผู้ระงับความเร่าร้อน
ได้สิ้นเชิง เพราะอุปโภคใช้พระสัทธรรม เปรียบเหมือนชนผู้ระงับความร้อน
เพราะใช้จันทน์ พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนบิดามอบมฤดกโดยธรรม พระ-
ธรรมเปรียบเหมือนมฤดก พระสงฆ์ผู้สืบมฤดกดือพระสัทธรรม เปรียบเหมือน
พวกบุตรผู้สืบมฤดก. พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนดอกปทุมที่ปาน พระธรรม
เปรียบเหมือนน้ำอ้อยที่เกิดจากดอกปทุมที่บานนั้น พระสงฆ์เปรียบเหมือนหมู่
ภมรที่ดูดกินน้ำอ้อยนั้น. พึงประกาศพระสรณตรัยนั้น ด้วยข้ออุปมาทั้งหลาย
ดังกล่าวมาฉะนี้.
มาติกาหัวข้อของกถาพรรณนาความที่ยกตั้งไว้ในเบื้องต้นด้วย ๔ คาถา
ว่า พระสรณตรัย ใครกล่าว กล่าวที่ไหน กล่าวเมื่อไร กล่าวเพราะเหตุไร
เป็นต้น ก็เป็นอันประกาศแล้วโดยอรรถ ด้วยกถามีประมาณเพียงเท่านี้แล.
จบกถาพรรณนาพระสรณตรัย
อรรถกถาขุททกปาฐะ ชื่อปรมัตถโชติกา

21
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 22 (เล่ม 39)

สิกขาบท ๑๐ ในขุททกปาฐะ
[๒] ข้าพเจ้าสมาทาน สิกขาบท คือเจตนางด
เว้นจากปาณาติบาต
ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจาก
อทินนาทาน
ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจาก
อพรหมจรรย์
ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจาก
มุสาวาท
ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจาก
ที่ตั้งแต่งความประมาท คือการเสพของเมา คือสุรา
เมรัย
ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจาก
การบริโภคอาหารในเวลาวิกาล
ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจาก
การฟ้อนรำ ขับร้อง การประโคม และการดูการเล่น
อันเป็นข้าศึกแก่กุศล
ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจาก
จากการลูบไล้ ทัดทรง ประดับประดาดอกไม้ ของหอม
อันเป็นลักษณะการแต่งตัว
ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจาก
การนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนสูงใหญ่
ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจาก
การรับทองและเงิน
จบสิกขาบท ๑๐

22
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 23 (เล่ม 39)

๒. พรรณนาสิกขาบท
หัวข้อปาฐะว่าด้วยสิกขาบท
ครั้นแสดงการเข้าสู่พระศาสนาด้วยการถึงสรณคมน์อย่างนี้แล้ว เพื่อ
จะพรรณนาปาฐะที่ว่าด้วยสิกขาบท ซึ่งตั้งเป็นบทนิกเขปไว้ เพื่อแสดงสิกขาบท
ทั้งหลาย อันอุบาสกหรือบรรพชิต ผู้เข้ามาสู่พระศาสนาจะพึงศึกษา เป็นอัน
ดับแรก บัดนี้ข้าพเจ้าจะกล่าวมาติกาหัวข้อดังต่อไปนี้
สิกขาบทเหล่านี้ ผู้ใดกล่าว กล่าวที่ใด กล่าว
เมื่อใด กล่าวเพราะเหตุใด จำต้องกำหนดกล่าวทำ
นัยนั้น โดยความแปลกแห่งสิกขาบททั่วไป จำต้อง
กำหนดโทษทั้งเป็นปกติวัชชะ และปัณณัตติวัชชะ ทำ
การชี้แจงนัยทั่วไป ทั่วทุกสิกขาบท โดยพยัญชนะ
และอรรถะของบททั้งหลาย.
แต่ใน ๕ สิกขาบทต้น พึงทราบวินิจฉัย โดย
ประกาศความแปลกกัน ของสิกขาบททั่วไปโดยความ
เป็นอย่างเดียวกัน และความต่างกันเป็นอาทิ ตั้งต้นแต่
ปาณาติบาตเป็นต้นไป โดยอารมณ์ การสมาทานและ
การขาด โดยความมีโทษมาก โดยประโยค องค์และ
สมุฏฐาน โดยเวทนา มูลและกรรม โดยการงดเว้นและ
โดยผล.

23