พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 579 (เล่ม 38)

เหินห่างจากธรรมขันธ์ ๕ เหมือนนายโคบาลผู้ไม่ฉลาดนั้น เหินห่างจาก
ปัญจโครสฉะนั้น.
บทว่า น อสาฏิกํ สาเฏตา โหติ ความว่า ภิกษุไม่บรรเทากาม-
วิตกเป็นต้น ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วอย่างนี้ว่า กามวิตกเกิดขึ้น
แล้ว ดังนี้. ภิกษุนั้นไม่ทำอกุศลวิตกนี้ให้หมดจดแล้ว เป็นผู้ตกอยู่ใน
อำนาจแห่งวิตกเที่ยวไป รับกรรมฐานแล้ว ก็ไม่อาจให้เจริญได้. ภิกษุ
นั้นย่อมเป็นผู้เหินห่าง ฯลฯ เหมือนฝูงโคของนายโคบาลฉะนั้น.
บทว่า น วณํ ปฏิจฺฉาเทตา โหติ ความว่า ภิกษุนั้น ถือเอานิมิต
ในอารมณ์ทั้งปวงโดยนัย มีอาทิว่า ภิกษุเห็นรูปด้วยจักษุแล้ว เป็นผู้ถือ
เอาโดยนิมิต ดังนี้ ย่อมไม่ยังความสำรวมให้ถึงพร้อม เหมือนนายโคบาล
ผู้ไม่ฉลาดนั้น ไม่ปิดแผลฉะนั้น. ภิกษุนั้นเป็นผู้เปิดทวารเที่ยวไป รับ
กรรมฐานแล้วก็ไม่อาจทำให้เจริญได้ ฯลฯ ย่อมเป็นผู้เหินห่างจาก
พระธรรม.
บทว่า น ธูมํ กตฺตา โหติ ความว่า ภิกษุย่อมไม่กระทำการสุมควัน
คือธรรมเทศนา ไม่กล่าวธรรม ไม่สวดสรภัญญะ ไม่นั่งสนทนาธรรม
ไม่กระทำอนุโมทนา เหมือนนายโคบาลไม่สุมควันไฟ. จากนั้นมนุษย์
ทั้งหลาย ก็ไม่รู้จักภิกษุนั้น ว่าภิกษุนี้เป็นพหูสูต เป็นผู้มีคุณธรรม ดังนี้.
มนุษย์เหล่านั้น เมื่อไม่รู้คุณหรือมิใช่คุณ ก็ไม่กระทำการสงเคราะห์ด้วย
ปัจจัย ๔. ภิกษุนั้น เมื่อลำบากด้วยปัจจัยทั้งหลาย ย่อมไม่อาจเพื่อจะ
ทำการสาธยายพระพุทธวจนะ ไม่อาจบำเพ็ญวัตรปฏิบัติให้บริบูรณ์
กรรมฐานแล้ว ย่อมไม่อาจให้เจริญได้ ฯลฯ ย่อมเป็นผู้เหินห่างจาก
พระธรรม.

579
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 580 (เล่ม 38)

บทว่า น ติตฺถํ ชานาติ ความว่า ภิกษุนั้นย่อมไม่เข้าไปหาภิกษุผู้
เป็นพหูสูตทั้งหลาย ผู้เป็นดุจท่าน้ำ เมื่อไม่เข้าไปหา ย่อมไม่ได้สอบถาม
ย่อมไม่ได้ไต่ถามอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ จะพึงบำเพ็ญพยัญชนะนี้
ให้บริบูรณ์ได้อย่างไร ภาษิตนี้มีอรรถว่าอย่างไร ในที่นี้บาลีว่าอย่างไร
ในที่นี้อธิบายอย่างไร ในที่นี้อรรถแสดงอะไร อธิบายว่า ย่อมไม่ทำให้
เขารู้. ภิกษุผู้เป็นพหูสูตเหล่านั้น อันภิกษุนั้นมิได้ถามอย่างนี้ ย่อมไม่
เปิดเผยธรรมที่ยังไม่ได้เปิดเผย ย่อมไม่จำแนกแสดงธรรม ย่อมไม่ปรากฏให้
ข้อความที่ยังไม่ตื้นให้ตื้นขึ้น และย่อมไม่กระทำธรรมที่ปรากฏให้
ปรากฏ และย่อมไม่บรรเทาความสงสัยสักอย่างหนึ่ง ในบรรดาความ
สงสัยซึ่งมีมากประการ ในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยซึ่งมี
มากอย่าง. จริงอยู่ ความสงสัยนั่นแหละ ชื่อว่าธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความ
สงสัย บรรดาความสงสัยเหล่านั้น แม้ข้อเดียวก็มิได้นำออกไป. ภิกษุนั้น
ไม่เข้าไปหาท่าน้ำ คือภิกษุผู้พหูสูตอย่างนี้ ยังมีความสงสัย รับกรรมฐาน
แล้ว ก็ไม่อาจให้เจริญได้. อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุนี้ย่อมไม่รู้ท่าน้ำคือธรรม
เหมือนนายโคบาลนั้นไม่รู้จักท่าน้ำ เมื่อไม่รู้ย่อมถามปัญหาในที่มิใช่วิสัย
เข้าไปภิกษุผู้ชำนาญอภิธรรม ก็ถามวินัยที่เป็นกัปปิยะและอกัปปิยะ
เข้าไปหาพระวินัยธร ก็ถามถึงการกำหนดรูปและนาม. ภิกษุเหล่านั้น ก็
ตอบคำถามในที่มิใช่วิสัยไม่ได้. ภิกษุนั้น เป็นผู้มีความสงสัยอยู่ด้วยตน
รับกรรมฐานแล้วก็ไม่อาจทำให้เจริญได้ ฯลฯ ย่อมเป็นผู้เหินห่างจาก
พระธรรม.
บทว่า น ปีตํ ชานาติ ความว่า ภิกษุนั้น ภิกษุนั้น ย่อมไม่รู้ ย่อมไม่ได้
ความปราโมทย์ที่อิงธรรม เหมือนนายโคบาลไม่รู้ว่าโคทั้งหลายดื่มน้ำแล้ว

580
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 581 (เล่ม 38)

หรือยังมิได้ดื่ม ฉะนั้น ย่อมไม่ได้อานิสงส์ อาศัยบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จ
ด้วยการฟัง. ครั้นไปยังโรงฟังธรรม ก็ไม่ฟังโดยเคารพ กลับนั่งหลับ
พูดคุย ส่งใจไปในที่อื่น. ภิกษุนั้นเมื่อไม่ฟังธรรมโดยเคารพ รับ
กรรมฐานแล้วก็ไม่อาจทำให้เจริญได้ ฯลฯ ย่อมเป็นผู้เหินห่างจาก
พระธรรม.
บทว่า น วีถึ ชานาติ ความว่า ภิกษุนั้น ย่อมไม่รู้ชักตามความ
จริง ซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ว่า ทางนี้เป็นโลกิยะ ทางนี้
เป็นโลกุตระ ดังนี้ เหมือนนายโคบาลไม่รู้ทางและมิใช่ทางฉะนั้น. เมื่อ
ไม่รู้ทาง ยึดมั่นทางอันเป็นโลกิยะแล้ว ไม่อาจทำทางที่เป็นโลกุตระให้
บังเกิดได้ ฯลฯ ย่อมเป็นผู้เหินห่างจากพระธรรม.
บทว่า น โคจรกุสโล โหติ ความว่า ภิกษุนั้น ย่อมไม่รู้ตามความ
เป็นจริง ซึ่งสติปัฏฐาน ๔ ว่า เหล่านี้เป็นโลกิยะ เหล่านี้เป็นโลกกุตระ
เหมือนนายโคบาลผู้ไม่รู้จักวาระ ๕ วัน ๗ วัน เมื่อไม่รู้ ไม่น้อมญาณ
ของตนเข้าไปในกรรมฐานอันสุขุมละเอียด ยึดมั่นในสติปัฏฐานอันเป็น
โลกิยะ ก็ไม่อาจทำสติปัฏฐานที่เป็นโลกุตระให้บังเกิดได้ ฯลฯ ย่อมเป็น
ผู้เหินห่างจากพระธรรม.
บทว่า อนวเสสโทหี โหติ ความว่า ภิกษุนั้น เมื่อไม่รู้ประมาณ
ในการรับ ชื่อว่าย่อมรีดโดยไม่มีส่วนเหลือ. ก็ในนิเทสวาระแห่งคำนั้น
มีอธิบายดังต่อไปนี้. บทว่า อภิหฏฺฐุํ ปวาเรนฺติ ความว่า นำไปจำเพาะ
ปวารณา.
การนำไปโดยเฉพาะ มี ๒ อย่างคือ การนำไปโดยเฉพาะด้วย
วาจา ๑ การนำไปโดยเฉพาะด้วยปัจจัย ๑. มนุษย์ทั้งหลายไปยังสำนัก

581
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 582 (เล่ม 38)

ของภิกษุ ย่อมปวารณาว่า ท่านขอรับ ท่านมีความต้องการสิ่งใด จงบอก
ชื่อว่าการนำไปโดยเฉพาะด้วยวาจา. มนุษย์ทั้งหลายถือเอาผ้าหรือเนยใน
และเนยข้นเป็นต้น ไปยังสำนักของภิกษุ แล้วกล่าวว่า ท่านขอรับ
ท่านมีความต้องการเท่าใด โปรดรับไว้. ชื่อว่าการนำไปเฉพาะด้วย
ปัจจัย.
บทว่า ตตฺร ภิกฺขุ มตฺตํ น ชานาติ ความว่า ภิกษุย่อมไม่รู้
ประมาณ ในปัจจัยเหล่านั้น. อธิบายว่า ภิกษุไม่รับเอาสิ่งของที่สมควรแก่
ประมาณ โดยทำนองนี้ว่า พึงทราบอำนาจของทายก พึงทราบอำนาจ
ไทยธรรม พึงทราบกำลังของตน ย่อมรับเอาปัจจัยที่พวกทายกนำมา
ทั้งหมด. มนุษย์ทั้งหลายร้อนใจจึงไม่นำมาปวารณาอีก ภิกษุนั้นเมื่อ
ลำบากด้วยปัจจัยทั้งหลาย รับกรรมฐานแล้ว ไม่อาจให้เจริญได้ ฯลฯ
ย่อมเป็นผู้เหินห่างจากพระธรรม.
บทว่า เต น อติเรกปูชาย ปูเชตา โหติ ความว่า ภิกษุนั้นย่อม
ไม่บูชาภิกษุเหล่านั้นด้วยบูชาอย่างยิ่ง ที่มีกายกรรมประกอบด้วยเมตตา
เป็นต้น ทั้งในที่แจ้งและที่ลับนี้ เหมือนนายโคบาลนั้นไม่ยกย่องบูชาโค
จ่าฝูง แต่นั้นพระเถระเหล่านั้น คิดว่า พวกนี้ไม่ทำความเคารพยำเกรง
ในพวกเรา จึงไม่สงเคราะห์พวกภิกษุใหม่ ด้วยการสงเคราะห์ ๒ อย่าง
คือไม่สงเคราะห์ด้วยธรรมสังคหะ ๑ ไม่สงเคราะห์ด้วยอามิสสังคหะ ๑.
ย่อมสงเคราะห์ด้วยอามิสสังคหะ คือด้วยจีวร หรือด้วยด้าย หรือด้วยวัตถุ
อันเนื่องด้วยบาตร หรือด้วยที่อยู่. พระเถระเหล่านั้นย่อมไม่ทะนุบำรุงภิกษุ
ผู้ใหญ่ทั้งหลาย ผู้กำลังลำบาก ซูบซีดอยู่ ไม่ให้ศึกษาบาลี อรรถกถา
กล่าวหรือแต่งธรรมกถาหรือคัมภีร์อันมีอรรถลี้ลับ. ภิกษุใหม่ทั้งหลาย

582
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 583 (เล่ม 38)

เมื่อไม่ได้การสงเคราะห์ทั้งสองอย่างนั้น จากสำนักพระเถระทั้งหลาย โดย
ประการทั้งปวง ย่อมไม่อาจดำรงอยู่ในพระศาสนานี้ได้ ย่อมไม่เจริญศีล.
ขันธ์เป็นต้น เหมือนฝูงโคของนายโคบาลนั้น ย่อมไม่เพิ่มขึ้น. ภิกษุ
เหล่านั้นย่อมเป็นผู้เหินห่างจากธรรมขันธ์ ๕ เหมือนนายโคบาลนั้น เหิน
ห่างจากปัญจโครสฉะนั้น. ธรรมฝ่ายขาว (กุศลธรรม) ก็พึงทราบการ
ประกอบความด้วยอำนาจความแผกผัน จากข้อความที่กล่าวไว้แล้วในธรรม
ฝ่ายดำ.
จบอรรถกถาโคปาลกสูตรที่ ๗
๘. ปฐมสมาธิสูตร๑
ว่าด้วยการได้สมาธิ
[๒๒๕] ครั้งนั้นแล ภิกษุเป็นอันมากเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พึงมีหนอ
หนอแล การที่ภิกษุได้สมาธิโดยประการที่ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวี-
ธาตุ ว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในอาโปธาตุ ว่าเป็น
อาโปธาตุเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในเตโชธาตุ ว่าเป็นเตโชธาตุ
เป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในวาโยธาตุ ว่าเป็นวาโยธาตุเป็นอารมณ์
ไม่พึงมีความสำคัญในอากาสานัญจายตนะ ว่าเป็นอากาสานัญจายตนะเป็น
อารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในวิญญาณัญจายตนะว่าเป็นวิญญาณัญจายตนะ
เป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในอากิญจัยญายตนะ ว่าเป็นอากิญจัญญา-
๑. ดูอรรถกถาท้ายวรรคนี้.

583
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 584 (เล่ม 38)

ยตนะเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในเนวสัญญานาสัญญายตนะ ว่าเป็น
เนวสัญญานาสัญญายตนะเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในโลกนี้ ว่าเป็น
โลกนี้เป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในโลกหน้า ว่าเป็นโลกหน้าเป็น
อารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบ
ธรรมที่รู้แจ้ง ที่ถึงแล้ว แสวงหาแล้ว ตรองตามแล้วด้วยใจ ก็แต่ว่าพึง
เป็นผู้มีสัญญา.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พึงมีได้ การที่
ภิกษุได้สมาธิโดยประการที่ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุ ว่าเป็นปฐวี-
ธาตุเป็นอารมณ์ ฯลฯ ไม่พึงมีความสำคัญในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน
อารมณ์ที่ทราบ ธรรมที่รู้แจ้ง ที่ถึงแล้ว แสวงหาแล้ว ตรองตามแล้ว
ด้วยใจ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา.
ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็พึงมาได้อย่างไร การที่ภิกษุได้สมาธิ
โดยประการที่ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุ ว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์
ฯลฯ ไม่พึงมีความสำคัญในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบ
ธรรมที่รู้แจ้ง ที่ถึงแล้ว แสวงหาแล้ว ตรองตามแล้วด้วยใจ ก็แต่ว่าพึง
เป็นผู้มีสัญญา.
พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเป็นผู้มีความ
สำคัญอย่างนี้ว่า ธรรมชาตินั่นสงบ ธรรมชาตินั่นประณีต คือ ความสงบ
สังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความสิ้น
กำหนัด ความดับ นิพพาน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พึงมีได้อย่างนี้แล
การที่ภิกษุได้สมาธิโดยประการที่ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุ ว่าเป็น
ปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในเตโชธาตุ ว่าเป็นเตโชธาตุ
เป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในเตโชธาตุ ว่าเป็นเตโชธาตุเป็นอารมณ์

584
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 585 (เล่ม 38)

ไม่พึงมีความสำคัญในวาโยธาตุ ว่าเป็นวาโยธาตุเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความ
สำคัญในอากาสานัญจายตนะ ว่าเป็นอากาสานัญจายตนะเป็นอารมณ์ ไม่พึง
มีความสำคัญในวิญญาณัญจายตนะ ว่าเป็นวิญญาณัญจายตนะเป็นอารมณ์
ไม่พึงมีความสำคัญในอากิจจัญญายตนะ ว่าเป็นอากิจจัญญายตนะเป็น
อารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในเนวสัญญานาสัญญายตนะ ว่าเป็นเนวสัญ-
ญานาสัญญายตนะเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในโลกนี้ ว่าเป็นโลกนี้
เป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในโลกหน้า ว่าเป็นโลกหน้าเป็นอารมณ์
ไม่พึงมีความสำคัญในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบ ธรรม
ที่รู้แจ้ง ที่ถึงแล้ว แสวงหาแล้ว ตรองตามแล้วด้วยใจ ก็แต่ว่าพึงเป็น
ผู้มีสัญญา.
จบปฐมสมาธิสูตรที่ ๘
๙. ทุติยสมาธิสูตร
ว่าด้วยการได้สมาธิ
[๒๒๖] ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พึงมีได้หรือหนอแล
การที่ภิกษุได้สมาธิโดยประการที่ไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุ ว่าเป็น
ปฐวีธาตุเป็นอารมณ์... ไม่พึงมีความสำคัญในรูป ที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน
อารมณ์ที่ทราบ ธรรมที่รู้แจ้ง ที่ถึงแล้ว แสวงหาแล้ว ตรองตามแล้ว
ด้วยใจ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา.

585
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 586 (เล่ม 38)

ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมทั้งหลาย
ของข้าพระองค์ทั้งหลาย มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นมูล มีพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นที่พึ่ง ขอประทานพระวโรกาส
ขออรรถแห่งภาษิตนี้จงเเจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด ภิกษุทั้งหลาย
ได้สดับต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วจักทรงจำไว้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้นเธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจัก
กล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้
ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พึงมีได้ การที่ภิกษุได้สมาธิโดยประการที่
ไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุ ว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ ฯลฯ ไม่พึง
มีความสำคัญในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบ ธรรมที่รู้แจ้ง
ที่ถึงแล้ว แสวงหาแล้ว ตรองตามแล้วด้วยใจ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา.
ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็พึงมีได้อย่างไร การที่ภิกษุได้สมาธิ
โดยประกรรที่ไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุ ว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์
ฯลฯ ไม่พึงมีความสำคัญในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบ
ธรรมที่รู้แจ้ง ที่ถึงแล้ว แสวงหาแล้ว ตรองตามแล้วด้วยใจ ก็แต่ว่า
พึงเป็นผู้มีสัญญา.
พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเป็นผู้มีสัญญา
อย่างนั้นว่า ธรรมชาตินั่นสงบ ธรรมชาตินั่นประณีต คือความสงบสังขาร
ทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความสิ้นกำหนัด
ความดับ นิพพาน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พึงมีได้อย่างนั้นแล การที่ภิกษุ
ได้สมาธิโดยประการที่ไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุ ว่าเป็นปฐวีธาตุเป็น
อารมณ์... ไม่พึงมีความสำคัญในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่

586
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 587 (เล่ม 38)

ทราบ ธรรมที่รู้แจ้ง ที่ถึงแล้ว แสวงหาแล้ว ตรองตามแล้วด้วยใจ
ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา.
จบทุติยสมาธิสูตรที่ ๙
๑๐. ตติยสมาธิสูตร
ว่าด้วยการได้สมาธิ
[๒๒๗] ครั้งนั้นแล ภิกษุเป็นอันมากได้เข้าไปหาท่านพระสารีบุตร
ถึงที่อยู่ ได้ปราศรัยกับท่านพระสารีบุตร ครั้นผ่านการปราศัยพอให้ระลึก
ถึงกันไปแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ถามท่านพระสารี-
บุตรว่า ข้าแต่ท่านพระสารีบุตรผู้มีอายุ พึงมีได้หรือหนอแล การที่ภิกษุ
ได้สมาธิโดยประการที่ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุ ว่าเป็นปฐวีธาตุ
เป็นอารมณ์... ไม่พึงมีความสำคัญในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์
ที่ทราบ ธรรมที่รู้แจ้ง ที่ถึงแล้ว แสวงหาแล้ว ตรองตามแล้วด้วยใจ
ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา.
ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พึงมีได้ การที่
ภิกษุได้สมาธิโดยประการที่ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุ ว่าเป็นปฐวี-
ธาตุเป็นอารมณ์ ฯลฯ ไม่พึงมีความสำคัญในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน
อารมณ์ที่ทราบ ธรรมที่รู้แจ้ง ที่ถึงแล้ว แสวงหาแล้ว ตรองตามแล้ว
ด้วยใจ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา.
ภิ. ข้าแต่ท่านพระสารีบุตรผู้มีอายุ พึงมีได้อย่างไร การที่ภิกษุได้
สมาธิโดยประการที่ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุ ว่าเป็นปฐวีธาตุเป็น
อารมณ์ ฯลฯ ไม่พึงมีความสำคัญในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่

587
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 588 (เล่ม 38)

ทราบ ธรรมที่รู้แจ้ง ที่ถึงแล้ว แสวงหาแล้ว ตรองตามแล้วด้วยใจ
ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา.
สา. ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเป็นผู้มีความ
สำคัญอย่างนี้ว่า ธรรมชาตินั่นสงบ ธรรมชาตินั่นประณีต คือ ความสงบ
สังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความสิ้นกำหนัด
ความดับ นิพพาน ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พึงมีได้อย่างนี้แล การที่ภิกษุ
ได้สมาธิโดยประการที่ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุ ว่าเป็นปฐวีธาตุ
เป็นอารมณ์... ไม่พึงมีความสำคัญในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์
ที่ทราบ ธรรมที่รู้แจ้ง ที่ถึงแล้ว แสวงหาแล้ว ตรองตามแล้วด้วยใจ
ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา.
จบตติยสมาธิสูตรที่ ๑๐
๑๑. จตุตถสมาธิสูตร
ว่าด้วยการได้สมาธิ
[๒๒๘] ณ ที่นั้นแล ท่านพระสารีบุตรถามภิกษุทั้งหลายว่า อาวุ-
โสทั้งหลาย พึงมีได้หรือหนอแล การที่ภิกษุได้สมาธิโดยประการที่ตน
ไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุ ว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์... ไม่พึงมี
ความสำคัญในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบ ธรรมที่รู้แจ้ง
ที่ถึงแล้ว แสวงหาแล้ว ตรองตามแล้วด้วยใจ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา.
ภิกษุเหล่านั้นเรียนท่านพระสารีบุตรว่า ข้าแต่ท่านผู้มีอายุ พวก
กระผมมาแต่ที่ไกล เพื่อจะรู้อรรถแห่งภาษิตนี้ในสำนักท่านพระสารีบุตร

588