พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 569 (เล่ม 38)

คือนายโคบาลในโลกนี้ ย่อมรู้จักรูป ๑ ฉลาดในลักษณะ ๑ กำจัดไข่-
ขาง ๑ ปกปิดแผล ๑ สุมไฟ ๑ รู้ท่าน้ำ ๑ รู้โคว่าดื่มน้ำแล้วหรือยัง ๑
รู้ทาง ๑ ฉลาดในที่หากิน ๑ รีดนมให้เหลือ ๑ บูชาโคผู้ที่เป็นพ่อโค
เป็นผู้นำฝูงโคด้วยการบูชาอย่างยิ่ง ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นายโคบาล
ผู้ประกอบด้วยองค์ ๑๑ ประการนี้แล เป็นผู้สามารถเลี้ยงฝูงโคให้เจริญ
แพร่หลายได้ ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๑
ประการ ย่อมเป็นผู้สามารถถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้
ฉันนั้นเหมือนกัน ธรรม ๑๑ ประการเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ย่อมรู้จักรูป ๑ ฉลาดในลักษณะ ๑ กำจัดไข่ขาง ๑ ปกปิดแผล ๑ สุมไฟ ๑
รู้ท่าน้ำ ๑ รู้ธรรมที่ดื่มแล้ว ๑ รู้ทาง ๑ ฉลาดในโคจร ๑ รีดให้เหลือ ๑
บูชาภิกษุผู้เป็นพระเถระ ผู้รัตตัญญู บวชนาน เป็นสังฆบิดร เป็นสังฆ-
ปริณายก ด้วยการบูชาอย่างยิ่ง ๑.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรู้จักรูปอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ย่อมรู้รูปอย่างใดอย่างหนึ่งตามเป็นจริงว่า มหาภูตรูป ๔ และรูปอาศัย
มหาภูตรูป ๔ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมรู้จักรูปอย่างนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมฉลาดในลักษณะอย่างไร ภิกษุใน
ธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ตามเป็นจริงว่า คนพาลมีกรรมเป็นลักษณะ บัณฑิตมี
กรรมเป็นลักษณะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุฉลาดในลักษณะอย่างนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมกำจัดไข่ขางอย่างไร ภิกษุในธรรม-
วินัยนี้ ย่อมไม่ให้กามวิตกที่บังเกิดขึ้นครอบงำ ย่อมละ ย่อมบรรเทา
ย่อมทำให้มีความสิ้นสุด ซึ่งกามวิตกอันเกิดขึ้นแล้ว ย่อมให้กามวิตกที่
เกิดขึ้นแล้วถึงความไม่มี ย่อมไม่ให้พยาบาทวิตกที่บังเกิดขึ้นครอบงำ . . .

569
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 570 (เล่ม 38)

ย่อมไม่ให้วิหิงสาวิตกบังเกิดขึ้นครอบงำ. . . ย่อมไม่ให้อกุศลธรรมอันลามก
ที่เกิดขึ้นแล้ว ๆ ครอบงำ ย่อมละ ย่อมบรรเทา ย่อมทำให้มีความสิ้นสุด
ให้ถึงความไม่มี ซึ่งอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว ๆ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุกำจัดไข่ขางอย่างนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมปกปิดแผลอย่างไร ภิกษุในธรรม-
วินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ย่อมไม่ถือเอาโดยนิมิต ไม่ถือเอาโดยอนุ-
พยัญชนะ ย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้วจะเป็น
เหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น ชื่อว่า
รักษาจักขุนทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ฟังเสียงด้วยหู..
ดมกลิ่นด้วยจมูก . . . ลิ้มรสด้วยลิ้น . . . ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย... รู้
แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ย่อมไม่ถือเอาโดยนิมิต ไม่ถือเอาโดยอนุ-
พยัญชนะ ย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้วจะเป็น
เหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น ชื่อว่า
ย่อมรักษามนินทรีย์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมปกปิดแผลอย่างนั้นแล
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษาย่อมสุมไฟอย่างไร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมแสดงธรรมดามที่ตนฟังมาแล้ว ตามที่ตนเรียน
มาแล้ว แก่คนเหล่าอื่น โดยพิสดาร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อม
สุมไฟอย่างนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุย่อมรู้ท่าน้ำอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัย
นี้ เข้าไปหาภิกษุผู้เป็นพหูสูต ผู้ชำนาญนิกาย ทรงธรรม ทรงวินัย ทรง
มาติกา โดยกาลอันสมควร ย่อมสอบถามได้ถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
พระพุทธพจน์นี้เป็นอย่างไร อรรถแห่งพระพุทธพจน์นี้เป็นอย่างไร ท่าน

570
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 571 (เล่ม 38)

เหล่านั้นย่อมเปิดเผยสิ่งที่ยังไม่เปิดเผย ย่อมทำให้ตื่นในสิ่งที่ยังไม่ทำให้ตื้น
และย่อมบรรเทาซึ่งความสงสัยในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยมากอย่าง
แก่ภิกษุนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมรู้ท่าน้ำอย่างนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุย่อมรู้ธรรมที่ดื่มแล้วอย่างไร ภิกษุใน
ธรรมวินัยนี้ เมื่อธรรมวินัยอันตถาคตประกาศแล้ว อันผู้อื่นแสดงอยู่
ย่อมได้ความรู้อรรถ ย่อมได้ความรู้ธรรม ย่อมได้ความปราโมทย์อัน
ประกอบด้วยธรรม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมรู้ธรรมที่ดื่มแล้ว
อย่างนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุย่อมรู้ทางอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ย่อมรู้ซึ่งอริยมรรคอันประกอบองค์ ๘ ตามเป็นจริง ดูก่อนภิกษุทั้ง-
หลาย ภิกษุย่อมรู้ทางอย่างนั้นแล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุย่อมฉลาดในโคจรอย่างโร ภิกษุใน
ธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้สติปัฏฐาน ๔ ตามเป็นจริง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุย่อมฉลาดในโคจรอย่างนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุย่อมรีดให้เหลืออย่างไร ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ประมาณเพื่อการรับจีวร บิณฑบาต
เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ที่คฤหบดีผู้มีศรัทธาปวารณา
เพื่อนำไปได้ตามพอใจ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมรีดให้เหลืออย่างนี้
แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุย่อมบูชาภิกษุผู้เป็นพระเถระ ผู้รัต-
ตัญญู บวชนาน เป็นสังฆบิดร เป็นสังฆปริณายก ด้วยการบูชาอย่างยิ่ง
อย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเข้าไปตั้งเมตตากายกรรม ทั้งในที่แจ้ง

571
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 572 (เล่ม 38)

ทั้งในที่ลับ ย่อมเข้าไปตั้งเมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ทั้งในที่แจ้ง
ทั้งในที่ลับ ในภิกษุผู้เป็นพระเถระ ผู้รัตตัญญู บวชนาน เป็นสังฆบิดร
เป็นสังฆปริณายก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมบูชาภิกษุผู้เป็นพระเถระ
ผู้รัตตัญญู บวชนาน เป็นสังฆบิดร เป็นสังฆปริณายก ด้วยการบูชา
อย่างยิ่ง อย่างนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๑ ประการนี้แล
เป็นผู้สามารถถึงซึ่งความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้.
จบโคปาลกสูตรที่ ๗
อรรถกถาโคปาลกสูตรที่ ๗
โคปาลกสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
มีกถาอยู่ ๓ กถาคือ เอกนาพิกากถา ๑ จตุรัสสากถา ๑ นิสินน-
วัตติกากถา ๑ ใน ๓ กถานั้น การกล่าวบาลีแล้วกล่าวความแห่งบทไป
ทีละบท ชื่อว่าเอกนาฬิกากถา การกล่าวผูกให้เป็น ๔ บทดังนี้ว่า นาย
โคบาลผู้ไม่ฉลาด ภิกษุผู้ไม่ฉลาด นายโคบาลผู้ฉลาด ภิกษุผู้ฉลาด ชื่อว่า
จตุรัสสากถา กถาอย่างนั้นคือ การแสดงนายโคบาลผู้ไม่ฉลาดไปจนจบ
การแสดงภิกษุผู้ไม่ฉลาดไปจนจบ การแสดงนายโคบาลผู้ฉลาดไปจนจบ
การแสดงภิกษุผู้ฉลาดไปจนจบ ชื่อว่า นิสินนวัตติกากถา. กถานี้อาจารย์
ทุกอาจรย์ในพระศาสนานี้เคยประพฤติมาแล้ว .
บทว่า เอกาทสหิ ภิกฺขเว องฺเคหิ ได้แก่ โดยส่วนที่มิใช่คุณ ๑๑
ประการ. บทว่า โคคณํ ได้แก่ ฝูงโค. บทว่า ปริหริตุํ ได้แก่ เพื่อจะ
พาเที่ยวไป. บทว่า ผาติกาตุํ ได้แก่ เพื่อให้ถึงความเติบโต.

572
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 573 (เล่ม 38)

บทว่า อิธ แปลว่า ในโลกนี้. บทว่า น รูปญฺญู โหติ ความว่า
ย่อมไม่รู้จักรูปโดยจำนวนหรือโดยสี ย่อมไม่รู้การนับว่า โคของตนมี
๑๐๐ ตัว หรือ ๑,๐๐๐ ตัว ชื่อว่าย่อมไม่รู้โดยจำนวน. นายโคบาลนั้น
เมื่อโคทั้งหลายถูกขโมยไปหรือหนีไป ก็นับฝูงโคของตน รู้ว่าวันนี้แม่โค
จำนวนเท่านี้ไม่เห็น ก็เที่ยวไปตลอด ๒ - ๓ หมู่บ้าน หรือตลอดดงก็หา
ไม่ได้ เมื่อแม่โคของคนอื่นเข้าไปยังฝูงโคของตน ก็รู้ว่าแม่โคจำนวนเท่านี้
ไม่ใช่ของเรา ก็เอาไม้ไล่ต้อนไม่คัดออก แม่โคทั้งหลายของนายโคบาลนั้น
ที่หายไป ก็เป็นอันสูญหายไปเลย นายโคบาลก็พาแม่โคของคนอื่นเที่ยวไป
เจ้าของโคเห็นก็ตะคอกว่า นี่แม่โคนมของเรารีดนมตลอดเวลาเท่านี้ แล้ว
ก็พาแม่โคของตนไป แม่ฝูงโคของเขาก็ลดลง เขาย่อมเป็นผู้เหินห่างแม้
จากการบริโภคปัญจโครส นายโคบาลไม่รู้ว่าแม่โคจำนวนเท่านี้ ชื่อว่า
จำนวนเท่านี้ สีขาวเท่านี้ สีดำเท่านี้ สีผ่องเท่านี้ สีแดงอ่อนเท่านี้ ชื่อว่า
ไม่รู้โดยสี นายโคบาลนั้น เมื่อแม่โคทั้งหลายถูกขโมยหรือหนีไป ฯลฯ
ย่อมเป็นผู้เหินห่างจากการบริโภคปัญจโครส.
บทว่า น ลกฺขณกุสโล โหติ ความว่า ย่อมไม่รู้เครื่องหมายอัน
ต่างโดยเป็นธนู หอก และหลาว เป็นต้น ที่เขาทำไว้ที่ตัวของแม่โค
ทั้งหลาย เมื่อใดถูกลักไปหรือหนีไป เขาคิดว่า วันนี้โคลักษณะชื่อโน้น
และโคมีลักษณะชื่อโน้นไม่เห็น ฯลฯ ย่อมเป็นผู้เหินห่างแม่จากการ
บริโภคปัญจโครส.
บทว่า น อาสาฏิกํ สาเฏตา ความว่า โคทั้งหลายย่อมมีแผล ใน
ที่ ๆ ถูกตอและหนามเป็นต้นแทงเอา แมลงวันหัวเขียวย่อมหยอดไข่ขาง
ในที่มีแผลนั้น ฟองไข่ของแมลงวันเหล่านั้น ชื่อว่าไข่ขาง พึงใช่ไม่เขี่ย

573
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 574 (เล่ม 38)

ไข่ขางนั้นออกเสียแล้วใส่ยา. นายโคบาลโง่ ไม่กระทำอย่างนั้น ด้วยเหตุ
นั้น จึงตรัสว่า น อาสาฏิกํ สาเฏตา โหติ. แผลของโคของเขาย่อมขยาย
ลึก หนอนทั้งหลายก็เข้าท้อง โคทั้งหลายก็เจ็บป่วย ไม่สามารถจะกินหญ้า
ดื่มน้ำได้ตามต้องการ. น้ำมันของโคทั้งหลายในฐานะนั้นย่อมขาดไป
ความเร็วของโคก็เสื่อมถอย อันตรายแห่งชีวิตของโคทั้งสองพวกนั้นก็ย่อม
มี แม้ฝูงโคของเขาย่อมลดลง ด้วยประการฉะนี้ ฯลฯ เขาย่อมเป็นผู้
เหินห่างแม้จากปัญจโครส.
บทว่า น วณํ ปฏิจฺฉาเทตา โหติ ความว่า พึงใส่ยาในแผลที่เกิด
แก่โคโดยนัยดังกล่าวแล้ว ผูกปิดด้วยปอหรือผ้าคากรอง. นายโคบาลโง่
ไม่กระทำดังนั้น. ต่อนั้นหนองย่อมไหลออกจากแผลของโคของเขา.
แม่โคเหล่านั้นย่อมเสียดสีซึ่งกันและกัน ด้วยเหตุนั้น แผลของโคเหล่าอื่น
ก็เกิดขึ้น. โคทั้งหลายก็เจ็บป่วยด้วยอาการอย่างนี้ ไม่อาจกินหญ้า ดื่มน้ำ
ได้ตามความต้องการ ฯลฯ เขาย่อมเป็นผู้เหินห่างแม้จากการบริโภค
ปัญจโครส.
บทว่า น ธูมํ กตฺตา โหติ ความว่า ภายในหน้าฝน ในเวลาเป็น
ที่ชุกชุมไปด้วยสัตว์เล็ก ๆ มีเหลือและยุงเป็นต้น เมื่อฝูงโคเข้าคอก
นายโคบาลพึงสุมวันใกล้ ๆ คอกนั้น. นายโคบาลผู้ไม่ฉลาด ไม่ทำดังนั้น
ฝูงโคถูกสัตว์เล็ก ๆ มีเหลือบเป็นต้น รบกวนตลอดคืนยังรุ่ง ไม่ได้หลับ
นอน รุ่งขึ้นไปนอนหลับที่โคนไม้เป็นต้นนั้น ๆ ในป่า โคเหล่านั้นก็ไม่
อาจกินหญ้าและดื่มน้ำได้ตามต้องการ ฯลฯ นายโคบาลนั้นก็เหินห่าง
แม้จากการบริโภคปัญจโครส.

574
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 575 (เล่ม 38)

บทว่า น ติตฺถํ ชานาติ ความว่า ย่อมไม่รุ้ท่าว่าเรียบหรือไม่เรียบ
มีสัตว์ร้ายหรือไม่มีสัตว์ร้าย นายโคบาลนั้นย่อมให้แม่โคลงในที่มิใช่ท่า
เมื่อแม่โคเหล่านั้น เหยียบแผ่นหินเป็นต้น ในที่ไม่เรียบ เท้าก็แตก.
สัตว์รู้มีจระเข้เป็นต้น ย่อมจับแม่โคที่ลงท่าน้ำลึกมีสัตว์ร้าย. แม่โค
ทั้งหลายก็จะต้องถูกเขากล่าวว่า วันนี้แม่โคจำนวนเท่านี้ วันนี้แม่โค
หายจำนวนเท่านี้. แม้ฝูงโคของนายโคบาลนั้นย่อมลดลง ด้วยประการฉะนี้
ฯลฯ เขาย่อมผู้เหินห่างแม้จากปัญจโครส.
บทว่า น ปีตํ ชานาติ ความว่า ย่อมไม่รู้โคดื่มน้ำแล้วหรือยัง
จริงอยู่ นายโคบาลควรจะรู้ว่าโคดื่มน้ำแล้วหรือยังไม่ได้ดื่มอย่างนี้ว่า แม่-
โคนี้ดื่มน้ำแล้ว แม่โคนี้ยังไม่ได้ดื่มน้ำ แม่โคนี้ได้โอกาสที่ท่าดื่มน้ำ
แม่โคนี้ไม่ได้โอกาส. ก็นายโคบาลนี้รักษาฝูงโคในป่าครึ่งวันแล้วคิดว่าจะ
ให้มันดื่มน้ำ ก็พาไปยังแม่น้ำหรือบึง. ในที่นั้น โคจ่าฝูงแลโคลูกฝูง และ
แม่โคมีกำลังก็จะเอาเขาหรือสีข้างกระแทกโคที่มีกำลังน้อย และกระทำ
โอกาสให้แก่ตน แล้วลงน้ำแค่อกดื่มน้ำตามพอใจ. โคนอกนั้นเมื่อไม่ได้
โอกาสก็ยืนที่ฝั่ง ดื่มน้ำปนโคลนหรือไม่ดื่ม ทีนั้น นายโคบาลนั้นก็จะดี
ที่หลังไล่เข้าป่าไปอีก แม่โคที่มิได้ดื่มน้ำในที่นั้น ก็เหนื่อยอ่อน เพราะ
กระหายน้ำ ก็กินหญ้าตามความต้องการไม่ได้. ในฐานะนั้น น้ำนมของ
โคทั้งหลายก็ขาดไป ความไวของโคทั้งหลายก็ลดไป ฯลฯ เขาย่อมเป็น
ผู้เหินห่างจากการบริโภคปัญจโครส.
บทว่า น วีถึ ชานาติ ความว่า ย่อมไม่รู้ ทางนี้เรียบปลอดภัย
ทางนี้ไม่เรียบ น่ารังเกียจ น่ามีภัย นายโคบาลนั้น เว้นทางที่เรียบและ
ปลอดภัย ให้ฝูงโคเดินไปทางนอกนี้. ในที่นั้น โคทั้งหลายได้กลิ่นราชสีห์
และเสือเป็นต้น และอันตรายจากโจรคุกคาม เผชิญสัตว์ร้ายจู่โจม ยืนชะเง้อ

575
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 576 (เล่ม 38)

คอไม่กินหญ้า ไม่ดื่มน้ำตามต้องการ ในฐานะนั้น น้ำนมของโคนั้นก็
ขาดไป ฯลฯ เขาย่อมเป็นผู้เหินห่างจากการบริโภคปัญจโครส.
บทว่า น โคจรกุสโล โหติ ความว่า ก็นายโคบาลพึงเป็นผู้ฉลาด
ในโคจร พึงรู้ครั้งละ ๕ วัน หรือครั้งละ ๗ วัน ต้อนโคไปในทิศหนึ่ง
วันรุ่งขึ้นไม่พึงต้อนไปในทิศนั้น ด้วยว่า สถานที่ที่โคฝูงใหญ่เที่ยวมาแล้ว
ย่อมเหี้ยนเตียนเหมือนหน้ากลองไม่มีหญ้า แม้แต่น้ำก็ขุ่น เพราะฉะนั้น
ในวันที่ ๕ หรือที่ ๗ นายโคบาลจึงควรต้อนไปในที่นั้นอีก ด้วยเหตุเท่านี้
ทั้งหญ้า ก็กลับงอกขึ้น ทั้งน้ำก็ใส ก็นายโคบาลนี้ ไม่รู้ครั้งละ ๕ วันหรือ
๗ วันอันนี้ ย่อมเลี้ยงโคในที่ที่เลี้ยงแล้วทุก ๆ วัน. ดังนั้น ฝูงโคของ
นายโคบาลก็ไม่ได้กินหญ้าสด กินแต่หญ้าแห้ง ดื่มแต่น้ำปนโคลน. ใน
ฐานะนั้น น้ำมันของโคทั้งหลายก็ขาดไป ฯลฯ เขาย่อมเป็นผู้เหินห่าง
จากการบริโภคปัญจโครส.
บทว่า อนวเสสโทหี โหติ ความว่า ก็นายโคบาลผู้ฉลาดพึงรีด
นมโคให้เหลือไว้ เว้นนมไว้เต้าหนึ่งสองเต้าพอที่เนื้อและเลือดของลูกโค
จะคงอยู่ได้. นายโคบาลนี้รีดไม่ให้อะไร ๆ เหลือไว้เลยสำหรับลูกโค.
ลูกโคที่ดื่มนมโค ก็จะซูบซีด เพราะกระหายน้ำนม ไม่อาจดำรงอยู่ได้.
สั่นล้มลงตายต่อหน้าแม่ แม่เห็นลูกน้อย คิดว่าลูกเราไม่ได้ดื่มนมแม่ของ
ตน ด้วยความเศร้าโศก ก็กินหญ้าดื่มน้ำไม่ได้ตามต้องการ น้ำนมในเต้า
นมทั้งหลายก็ขาดไป แม้ฝูงโคของนายโคบาลนั้นก็ลดลง ฯลฯ เขาย่อม
เป็นผู้เหินห่างแม้จากปัญจโครส.
ชื่อว่า โคบิดร เพระทำหน้าที่พ่อของโคทั้งหลาย ชื่อว่า โคปริ-
ณายก เพราะบริหารโคทั้งหลาย คือพาไปตามชอบใจ. บทว่า เต น

576
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 577 (เล่ม 38)

อติเรกปูชาย ความว่า นายโคบาลผู้ฉลาด ย่อมบูชาโคอุสภะเห็นปานนั้น
ด้วยการบูชาอย่างยิ่ง ย่อมให้อาหารโคอันประณีต. ย่อมประดับด้วยการ
เจิมด้วยของของ ๕ นิ้ว ประดับพวงมาลัย สวมปลอกทองปลอกเงินไว้
ที่เขา ตามประทีปไว้ตลอดคืน ให้นอนภายใต้เพดานผ้า ก็นายโคบาลนี้
ย่อมไม่กระทำสักการะแม้แต่อย่างเดียวจากสักการะนั้น เหล่าโคอุสภะเมื่อ
ไม่ได้การบูชาอย่างเหลือเกิน ก็ไม่รักษาฝูงโค ย่อมไม่ป้องกันอันตราย
แม้ฝูงโคของนายโคบาลนั้น ย่อมลดลงด้วยอาการอย่างนี้ ฯลฯ เขาย่อม
เป็นผู้เหินห่างจากปัญจโครส.
บทว่า อิธ ได้แก่ ในศาสนานี้. บทว่า น รูปญฺญู โหติ ความว่า
ย่อมไม่รู้รูปที่ตรัสไว้ด้วยอาการ ๒ อย่างนี้คือ มหาภูตรูป ๔ และรูปที่
อาศัยมหาภูตรูป ๔ โดยการนับหรือโดยสมุฏฐาน ภิกษุผู้ไม่ฉลาด ย่อม
ไม่รู้ว่า ส่วนแห่งรูปมี ๒๕ ที่มาในพระบาลีอย่างนี้คือ อายตนะคือจักษุ
โสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ รูปะ สัททะ คันธะ รสะ โผฏฐัพพะ อิตถินทรีย์
ปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ กายวิญญัติ วจีวิญญัติ อากาสธาตุ (ปริเฉทรูป)
อาโปธาตุ รูปัสสะ ลหุตา (ความเบาแห่งรูป) รูปัสสะ มุทุตา (ความอ่อน
แห่งรูป) รูปัสสะ กัมมัญญตา (ความควรแก่การงานแห่งรูป) รูปัสสะ
อุปัจจยะ (ความก่อขึ้นแห่งรูป) รูปัสสะ สันตติ (ความสืบต่อแห่งรูป)
รูปัสสะ ชรตา (ความแก่แห่งรูป) รูปัสสะ อนิจจตา (ความไม่เที่ยงแห่ง
รูป) กวฬิงการาหาร (อาหารคือคำข้าว) ชื่อว่าไม่รู้โดยการนับ. ภิกษุนี้ก็
เปรียบเหมือนนายโคบาลผู้ไม่รู้จักรูปของโคทั้งหลายโดยการนับ. ภิกษุนั้น
เมื่อไม่รู้รูปของโคทั้งหลายโดยการนับกำหนดรูป แล้วกำหนดอรูป (นาม)
แล้วกำหนดรูปและนาม กำหนดปัจจัย ยกขึ้นสู่ลักษณะ ไม่อาจให้

577
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 578 (เล่ม 38)

กรรมฐานถึงที่สุดได้. ภิกษุนั้นย่อมไม่เจริญด้วยศีล สมาธิ วิปัสสนา
มรรคผล และนิพพานในศาสนานี้ เหมือนฝูงโคของนายโคบาลนั้น ไม่
เพิ่มขึ้นฉะนั้น. อนึ่ง ภิกษุนั้นย่อมเป็นผู้เหินห่างจากธรรมขันธ์ ๕ คือ
ศีลขันธ์อันเป็นอเสกขะ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ และวิมุตติ-
ญาณทัสสนขันธ์ อันเป็นอเสกขะ เหมือนนายโคบาลนั้นเป็นผู้เหินห่างจาก
ปัญจโครสฉะนั้น ภิกษุนั้นย่อมไม่รู้ว่า รูปมีประมาณเท่านี้ มีสมุฏฐาน
เดียว รูปมีประมาณเท่านี้ มี ๒ สมุฏฐาน รูปมีประมาณเท่านี้ มี ๓
สมุฏฐาน รูปมีประมาณเท่านี้ มี ๔ สมุฏฐาน รูปมีประมาณเท่านี้ ไม่เกิด
แต่สมุฏฐานไหน ชื่อว่าไม่รู้โดยสมุฏฐาน. ภิกษุนี้ก็เปรียบเหมือนนาย
โคบาลนั้น ย่อมไม่รู้รูปของโคทั้งหลายโดยสี. ภิกษุนั้นเมื่อไม่รู้รูปโดย
สมุฏฐาน กำหนดรูป แล้วกำหนดอรูป (นาม) ฯลฯ ย่อมเป็นผู้เหิน-
ห่างจากพระธรรม.
บทว่า น ลกฺขณกุสโล โหติ ความว่า ภิกษุย่อมไม่รู้กุศลธรรมและ
อกุศลธรรม ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ว่า คนพาลมีกรรมเป็น
ลักษณะ บุคคลผู้เป็นบัณฑิต มีกรรมเป็นลักษณะ ดังนี้ ว่าลักษณะของ
บุคคลผู้เป็นพาลและเป็นบัณฑิต ภิกษุนั้นเมื่อไม่รู้อย่างนี้ เว้นคนพาลแล้ว
ย่อมไม่เสพบัณฑิต. เมื่อเว้นคนพาลไม่เสพบัณฑิตอยู่ ชื่อว่าย่อมไม่รู้สิ่งที่
ควรและไม่ควร. กรรมที่เป็นกุศลและอกุศล กรรมที่มีโทษและไม่มีโทษ
กรรมหนักและเบา กรรมที่แก้ไขได้และแก้ไขไม่ได้ เหตุและมิใช่เหตุ
เมื่อไม่รู้ดังนั้น รับกรรมฐานไปแล้ว ก็ไม่อาจให้เจริญได้ ภิกษุนั้นย่อม
ไม่เจริญด้วยศีลเป็นต้น ตามที่กล่าวแล้วในพระศาสนานี้ เหมือนฝูงโค
ของนายโคบาลผู้ไม่ฉลาดนั้น ไม่เพิ่มขึ้นได้ฉะนั้น. ภิกษุนั้นย่อมเป็นผู้

578