พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 559 (เล่ม 38)

และวิปัสสนาธรรมนั้น ย่อมบรรลุความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย หาก
ว่าเธอไม่บรรลุความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ก็จักเป็นอุปปาติกพรหม
เพราะความในรูปแห่งสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ ด้วยความพอ
ใจเพลิดเพลินในธรรมนั้น ๆ จักปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับจาก
โลกนั้นเป็นธรรมดา ดูก่อนคฤหบดี แม้ข้อนี้แลก็เป็นธรรมอย่างเอก
อันเป็นที่หลุดพ้นแห่งจิตที่ยังไม่หลุดพ้น เป็นที่ถึงความหมดสิ้นไปแห่ง
อาสวะทั้งหลายที่ยังไม่หมดสิ้นไป หรือเป็นที่บรรลุโดยลำดับซึ่งธรรมเป็น
แดนเกษมจากโยคะอันยอเยี่ยมที่ยังไม่บรรลุโดยลำดับ แห่งภิกษุผู้ไม่
ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว อันพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
ผู้รู้ผู้เห็น เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วโดยชอบ.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุก้าวล่วงอากาสานัญจายตนฌานโดยประการ
ทั้งปวง ย่อมบรรลุวิญาณัญจายตนฌานโดยบริกรรมว่า วิญญาณไม่มี
ที่สุด...
อีกประการหนึ่ง ภิกษุก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการ
ทั้งปวง ย่อมบรรลุลากิญจัญญายตนฌานโดยบริกรรมว่า หน่อยหนึ่งไม่มี
ดังนี้ ภิกษุนั้นย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า อากิญจัญญายตนสมาบัตินี้แล ถูก
ปรุงแล้ว ถูกตบแต่งแล้ว และย่อมรู้ชัดว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งถูกปรุงแล้ว ถูก
ตบแต่งแล้ว สิ่งนั้นเป็นของไม่เที่ยง มีความดับไปเป็นธรรมดา ภิกษุนั้น
ตั้งอยู่แล้วในสมถะและวิปัสสนาธรรมนั้น ย่อมบรรลุความสิ้นไปแห่งอาสวะ
ทั้งหลาย หากว่าเธอไม่บรรลุความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ก็จักเป็น
อุปปาติกพรหม เพราะความสิ้นไปแห่งสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้อง-
ต่ำ ๕ ด้วยความพอใจเพลิดเพลินในธรรมนั้น ๆ จักปรินิพพานในภพนั้น

559
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 560 (เล่ม 38)

มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา ดูก่อนคฤหบดี แม้ข้อนี้แล ก็เป็น
ธรรมอย่างเอก อันเป็นที่หลุดพ้นแห่งจิตที่ยังไม่หลุดพ้น เป็นที่ถึง
ความหมดสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายที่ยังไม่หมดสิ้นไป หรือเป็นที่บรรลุ
โดยลำดับซึ่งธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยมที่ยังไม่บรรลุโดย
ลำดับ แห่งภิกษุผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว ที่พระผู้-
มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้รู้ผู้เห็น เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส
ไว้แล้วโดยชอบ.
เมื่อท่านพระอานนท์กล่าวอย่างนี้แล้ว ทสมคฤหบดีชาวเมืองอัฏฐกะ
ได้กล่าวกะท่านพระอานนท์ว่า ข้าแต่ท่านพระอานนท์ผู้เจริญ เปรียบเหมือน
บุรุษแสวงหาแหล่งขุมทรัพย์ขุมเดียว พึงพบแหล่งขุมทรัพย์ ๑๑ ขุมคราว
เดียวกัน แม้ฉันใด ข้าพเจ้าเมื่อแสวงหาประตูอมตธรรมประตูเดียว ก็ได้
สดับประตูอมตธรรม ๑ ประตูคราวเดียวกัน ฉันนั้น เปรียบเหมือนบุรุษ
มีเรือน ๑๑ ประตู เมื่อเรือนนั้นถูกไฟไหม้ บุรุษพึงอาจเพื่อทำตนให้
สวัสดีโดยประตูหนึ่ง ๆ แม้ฉันใด ข้าพเจ้าจักอาจเพื่อทำตนให้สวัสดีได้
ด้วยประตูอมตธรรมประตูหนึ่งๆในบรรดาประตูอมตธรรม ๑๑ ประตูเหล่า
นี้ ฉันนั้นเหมือนกันแล ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ธรรมดาอัญญเดียรถีย์เหล่านี้
จักแสวงหาทรัพย์บูชาอาจารย์เพื่ออาจารย์ ส่วนข้าพเจ้าจักบูชาท่านพระ-
อานนท์อย่างไรเล่า ลำดับนั้นแล ทสมคฤหบดีชาวเมืองอัฏฐกะ นิมนต์
พระภิกษุสงฆ์ผู้อยู่ในนครเวสาลีและเมืองปาตลีบุตรให้ประชุมกันแล้วอังคาส
ภิกษุสงฆ์ให้อิ่มหนำสำราญ ด้วยขาทนียโภชนียาหารอันประณีตด้วยมือ
ของ นิมนต์ภิกษุรูปหนึ่ง ๆ ให้ครองผ้าคู่หนึ่ง นิมนต์ท่านพระอานนท์

560
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 561 (เล่ม 38)

ให้ครองไตรจีวร และสร้างวิหารราคาห้าร้อยถวายท่านพระอานนท์ ดัง
นี้แล.
จบทสมสูตรที่ ๖
อรรถกถาทสมสูตรที่ ๖
ทสมสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ทสโม ความว่า ก็คฤหบดีนั้น เขานับในตำแหน่งที่ ๑๐
ด้วยอำนาจชาติและสกุล และด้วยการนับตระกูลที่เป็นคฤหบดีมหาศาล
เพราะเหตุนั้น เขาจึงชื่อว่า ทสมะนั่นแล. บทว่า อฏฺฐกนาคโร แปลว่า
ชาวเมืองอัฏฐกะ. บทว่า กุกฺกุฏาราเม ได้แก่ อารามที่กุกกุฏเศรษฐี
สร้างไว้.
ในคำว่า เตน ภควตา ฯเปฯ สมฺมทกฺขาโต นี้ มีความสังเขป
ดังต่อไปนี้ :- ทสมคฤหบดี ถามท่านพระอานนท์ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้บำเพ็ญพระบารมี ๓๐ ถ้วนแล้ว ทรงหักกิเลสทั้งปวง ทรงรู้ซึ่งอนุตตร-
สัมมาสัมโพธิญาณนั้น อันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ชมเชยด้วยเหตุ
๔ ประการ ด้วยสามารถแห่งเวสารัชชญาณ ๔ อย่างคือ พระองค์ทรงรู้
อัธยาศัยและอนุสัยของสัตว์ทั้งหลายนั้น ๆ ทรงเห็นไญยธรรมทั้งปวง
เหมือนผลมะขามป้อมที่วางไว้ในฝ่ามือ อนึ่ง ทรงรู้ด้วยปุพเพนิวาสญาณ
เป็นต้น ทรงเห็นด้วยทิพจักษุ หรือว่าทรงรู้ด้วยวิชชา ๓ หรือด้วย
อภิญญา ๖ ทรงเห็นด้วยสมันตจักษุ อันไม่ติดขัดในโลกทั้งปวง ทรงรู้
ด้วยปัญญา อันสามารถรู้ธรรมทั้งปวง หรือทรงเห็นรูปอันล่วงเสียซึ่ง
จักษุวิสัยของสรรพสัตว์ และรูปที่อยู่ภายนอกฝาเรือนเป็นต้น ด้วยมังส-

561
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 562 (เล่ม 38)

จักษุอันบริสุทธิ์ยิ่งนัก ทรงเห็นด้วยปฏิเวธปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่มี
สมาธิเป็นปทัฎฐาน (เป็นเหตุใกล้) อันยังประโยชน์ตนให้สำเร็จ ทรงเห็น
ด้วยเทสนาปัญญาอันเป็นเครื่องแสดงธรรมที่มีกรุณาเป็นปทัฏฐาน ( เป็น
เหตุใกล้) อันยังประโยชน์ผู้อื่นให้สำเร็จ หรือทรงรู้ธรรมอันกระทำซึ่ง
อันตราย ทรงเห็นธรรมอันเป็นเหตุนำสัตว์ออกจากวัฏทุกข์ ชื่อว่าทรง
เป็นพระอรหันต์ เพราะทรงกำจัดข้าศึกคือกิเลสเสียได้ ทรงพระนามว่า
สัมมาสัมพุทธะ เพราะตรัสรู้ธรรมโดยชอบด้วยพระองค์เอง พระองค์
ตรัสธรรมเอกมีอยู่หรือหนอ.
บทว่า อภิสงฺขตํ ความว่า อันภิกษุกระทำแล้ว คือให้เกิดขึ้นแล้ว.
บทว่า อภิสญฺเจตยิตํ ความว่า อันภิกษุติดคือให้สำเร็จแล้ว. บทว่า
โส ตตฺถ  ิโต ความว่า ภิกษุนั้นตั้งอยู่แล้วในธรรมคือสมถะและวิปัสสนา.
ด้วยบททั้งสองว่า ธมฺมราเคน ธมฺมนนฺทิยา ท่านพระอานนท์กล่าวความ
ยินดี ด้วยอำนาจความพอใจในสมถะและวิปัสสนา. จริงอยู่ ภิกษุเมื่อ
กำหนดยึดเอาฉันทราคะโดยประการทั้งปวง ในสมถะและวิปัสสนา ย่อม
เป็นพระอรหันต์ เมื่อไม่อาจยึดเอาไว้ได้ก็เป็นพระอนาคามี ย่อมบังเกิดใน
พรหมโลกชั้นสุทธาวาส เพราะยังละฉันทราคะในสมถะและวิปัสสนาไม่ได้
นี้เป็นถ้อยคำของอาจารย์ทั้งหลาย ผู้มีความเห็นเสมอกัน. แต่ท่านอาจารย์
ผู้ชอบพูดเคาะกล่าวว่า ภิกษุนี้บังเกิดแล้วในสุทธาวาสภูมิ ด้วยอกุศลจิต
เพราะบาลีว่า เตเนว ธมฺมราเคน ดังนี้. อาจารย์ฝ่ายพูดเคาะถือว่า
ว่า ขอท่านจงนำพระสูตรมาด้วย ดังนี้. เมื่ออาจารย์ฝ่ายนั้น มองไม่เห็น
พระสูตรอื่น ก็นำเฉพาะพระสูตรนี้เท่านั้นมาอ้าง. ลำดับนั้น ก็จะถูก
ค้านว่า ก็พระสูตรนี้หรือ ที่ท่านนำมาอ้างแล้ว หรือเพื่อจะนำมา ดังนี้

562
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 563 (เล่ม 38)

ตอบว่า นำมาอ้างแล้วแน่นอน. ลำดับนั้น อาจารย์ฝ่ายพูดเคาะกล่าวว่า
เมื่อเป็นอย่างนั้น ภิกษุผู้ต้องการอนาคามิผล จักต้องทำความยินดีด้วย
อำนาจความพอใจในสมถะและวิปัสสนา เมื่อเกิดฉันทราคะขึ้นแล้ว จัก
ได้อนาคามิผล ท่านอย่าแสดงอย่างเลื่อนลอยว่าข้าพเจ้าได้อ้างสูตรมาแล้ว
เลย เลยถามปัญหา ควรจะร่ำเรียนในสำนักของอาจารย์ ขบอรรถรส
ให้แตกแล้วจึงค่อยกล่าว ด้วยว่า ชื่อว่าปฏิสนธิในสวรรค์ด้วยอกุศลไม่มี
และปฏิสนธิในอบายด้วยกุศลก็ไม่มี.
สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เทวดา หรือมนุษย์ ก็หรือว่าสุคติเหล่าใดเหล่าหนึ่งอย่างอื่น ย่อมไม่
ปรากฏด้วยกรรม อันเกิดแต่โลภะ อันเกิดแต่โทสะ และเกิดแต่โมหะ
โดยที่แท้ นรก กำเนิดดิรัจฉาน เปรตวิสัย หรือทุคติเหล่าใดเหล่าหนึ่ง
แม้อื่น ย่อมปรากฏด้วยกรรม อันเกิดแต่โลภะ เกิดแต่โทสะ และเกิด
แต่โมหะ. อาจารย์ผู้พูดเคาะอันบัณฑิตพึงทำให้เข้าใจอย่างนี้ ถ้าว่าเขา
เข้าใจไซร้ ก็จงเข้าใจไปเถิด แต่ถ้าว่าเขาไม่เข้าใจ ก็พึงส่งเขาไปด้วย
คำว่า ขอท่านจงไป เข้าไปวิหารแต่เช้าตรู่ แล้วดื่มข้าวยาคูเสีย. ดังนี้.
คำว่า อยมฺปิ โข คหปติ ฯ เป ฯ เอกธมฺโม อกฺขาโต ความว่า
ท่านพระอานนท์ ถูกถามถึงธรรมอย่างหนึ่ง ก็กระทำธรรม ๑๐ ประการ
ให้ชื่อว่าธรรมอย่างหนึ่ง ๆ ด้วยอำนาจคำถาม อย่างนี้ว่า ธรรมอย่างหนึ่ง
แม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสไว้แล้ว ธรรมอย่างหนึ่งแม้นี้ พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าก็ตรัสไว้แล้ว.
อีกอย่างหนึ่ง การกล่าวว่า แม้ธรรมทั้งปวง ชื่อว่าธรรมอย่างหนึ่ง
ก็ควร เพราะอรรถว่าให้เกิดอมตธรรมขึ้นได้.

563
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 564 (เล่ม 38)

บทว่า นิธิมุขํ คเวสนฺโต ได้แก่ แสวงหาขุมทรัพย์. บทว่า สกิเทว
ได้แก่ ด้วยความพยายามครั้งเดียวเท่านั้น.
ถามว่า ก็การพบขุมทรัพย์ ๑๑ ขุม ด้วยความพยายามครั้งเดียว
เท่านั้นเป็นอย่างไร.
ตอบว่า บุคคลบางคนในโลกนี้ เที่ยวไปในป่าแสวงหาเครื่อง
ดำเนินชีวิต บุคคลผู้หวังดีคนหนึ่ง เห็นเขาแล้ว ถามว่า ท่านผู้เจริญ
เที่ยวไปทำไม่ ? เขาตอบว่า แสวงหาเครื่องดำเนินชีวิต ผู้หวังดีนั้น
กล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นท่านจงมานี่ ท่านจงพลิกหินแผ่นนี้ขึ้น เขาพลิกหิน
แผ่นนั้นขึ้นแล้ว ก็พบหม้อทรัพย์ ๑๑ หม้อ ที่วางซ้อนกันหรือวางเรียง
กัน. อย่างนี้ ชื่อว่าพบขุมทรัพย์ ๑๑ ขุม ด้วยความพยายามครั้งเดียว
เท่านั้น.
บทว่า อาจริยธนํ ปริเยสิสฺสนฺติ ความว่า จริงอยู่ อัญญเดียรถีย์
เรียนศิลปะในสำนักอาจารย์ผู้ใด ย่อมนำทรัพย์ออกจากเรือมาให้อาจารย์
นั้นก่อนหรือภายหลัง หรือระหว่างเรียนศิลปะ เดียรถีย์ที่ไม่มีทรัพย์
ในเรือน ก็ย่อมแสวงหาจากญาติหรือจากสหายให้ แม้เมื่อคนเหล่านั้น
ไม่มี ย่อมแสวงหาจากผู้ที่ขอบพอกันของชนเหล่านั้น เมื่อไม่ได้อย่างนั้น
ย่อมเที่ยวขอเขาให้ก็มี ทสมคฤหบดี กล่าวหมายเอาข้อนั้น จึงกล่าวคำนี้.
บทว่า กึ ปนาหํ ความว่า ทสมคฤหบดีกล่าวว่า ก่อนอื่นพวก
อัญญเดียรถีย์นอกศาสนาแสวงหาทรัพย์ เพื่ออาจารย์ผู้ให้เพียงศิลปะใน
อาจารย์ผู้แสดงข้อปฏิบัติให้เกิดอมตะ ๑๐ ประการ ในศาสนาอันนำ
สัตว์ลอกจากทุกข์มีประการอย่างนั้นหรือว่าจักกระทำเล่า. บทว่า ปจฺเจก-

564
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 565 (เล่ม 38)

ทุสฺสยุเคน อจฺฉาเทสิ ความว่า ทสมคฤหบดี ได้ถวายคู้ผ้าแก่ภิกษุรูป
ละ ๑ คู่. ก็ในเรื่องนี้ คำที่พูดขึ้นย่อมเป็นเช่นนี้ เพราฉะนั้น ท่าน
จึงกล่าวว่า อจฺฉาเทสิ. บทว่า ปญฺจสตํ วิหารํ ความว่า ให้สร้าง
บรรณศาลามีราคา ๕๐๐ กหาปณะ.
จบอรรถกถาทสมสูตรที่ ๖
๗. โคปาลกสูตร
ว่าด้วยองค์ ๑๑ ของผู้เลี้ยงโค
[๒๒๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นายโคบาลผู้ประกอบด้วยองค์ ๑๑
ประการ เป็นผู้ไม่สามารถจะเลี้ยงฝูงโคให้เจริญแพร่หลาย องค์ ๑๑ ประ-
การเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นายโคบาลในโลกนี้ย่อมไม่รู้จักรูป ๑
ไม่ฉลาดในลักษณะ ๑ ไม่กำจัดไข่ขาง ๑ ไม่ปกปิดแผล ๑ ไม่สุมไฟ ๑
ไม่รู้ท่าน้ำ ๑ ไม่รู้ว่าโคดื่มน้ำแล้วหรือยัง ๑ ไม่รู้ทาง ๑ ไม่ฉลาดในที่
หากิน ๑ รีดนมไม่ให้เหลือ ๑ ไม่บูชาโคผู้ทั้งหลายที่เป็นพ่อโคเป็นผู้นำ
ฝูงโคด้วยการบูชาอย่างยิ่ง ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นายโคบาลผู้ประกอบ
องค์ ๑๑ ประการนี้แล เป็นผู้ไม่สามารถจะเลี้ยงฝูงโคให้เจริญแพร่-
หลาย ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๑ ประการ
ก็เป็นผู้ไม่สามารถจะถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้ฉันนั้น
เหมือนกัน ธรรม ๑๑ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใน
ธรรมวินัยนี้ ย่อมไม่รู้จักรูป ๑ ไม่ฉลาดในลักษณะ ๑ ไม่กำจัดไข่ขาง ๑
ไม่ปกปิดแผล ๑ ไม่สุมไฟ ๑ ไม่รู้ท่าน้ำ ๑ ไม่รู้ธรรมที่ดื่มแล้ว ๑ ไม่
รู้ทาง ๑ ไม่ฉลาดในโคจร ๑ รีดไม่ให้มีเหลือ ๑ ไม่บูชาภิกษุทั้งหลาย

565
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 566 (เล่ม 38)

ผู้เป็นรัตตัญญูบวชนาน เป็นสังฆบิดร เป็นสังฆปริณายก ด้วยการบูชา
อย่างยิ่ง ๑.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุย่อมไม่รู้จักรูปอย่างไร ภิกษุในธรรม-
วินัยนี้ ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งรูปอย่างใดอย่างหนึ่งตามความเป็นจริงว่า มหาภูต-
รูป ๔ และรูปอันอาศัยมหาภูตรูป ๔ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมไม่
รู้จักรูปอย่างนั้นแล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุย่อมไม่ฉลาดในลักษณะอย่างไร ภิกษุ
ในธรรมวินัยนี้ ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า คนพาลมีกรรมเป็น
ลักษณะ บัณฑิตมีกรรมเป็นลักษณะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมไม่
ฉลาดในลักษณะอย่างนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุไม่กำจัดไข่ขางอย่างไร ภิกษุในธรรม-
วินัยนี้ ย่อมให้กามวิตกที่บังเกิดขึ้นครอบงำ ไม่ละ ไม่บรรเทา ไม่
กระทำให้สิ้นสุดซึ่งกามวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ให้กามวิตกที่เกิดขึ้นแล้วถึง
ความไม่มี ย่อมให้พยาบาทวิตกที่เกิดขึ้นแล้วครอบงำ. . . ย่อมให้วิหิงสา-
วิตกที่เกิดขึ้นแล้วครอบงำ . . . ย่อมให้อกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว
ครอบงำ ไม่ละ ไม่บรรเทา ไม่กระทำให้สิ้นสุด ซึ่งอกุศลธรรมอัน
ลามกที่เกิดขึ้นแล้ว ๆ ไม่ให้อกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วถึงความไม่มี ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่กำจัดไข่ขางอย่างนั้นแล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุย่อมไม่ปกปิดแผลอย่างไร ภิกษุใน
ธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ย่อมถือเอาโดยนิมิต ถือเอาโดยอนุ-
พยัญชนะ ย่อมไม่ปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้วจะเป็น
เหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น ชื่อว่า

566
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 567 (เล่ม 38)

ย่อมไม่รักษาจักขุนทรีย์ ชื่อว่าไม่ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ฟังเสียง
ด้วยหู... ดมกลิ่นด้วยจมูก. . . ลิ้มรสด้วยลิ้น.. . ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วย
กาย... รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว เป็นผู้ถือเอาโดยนิมิต ถือเอาโดย
อนุพยัญชนะ ย่อมไม่ปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้วจะ
เป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำ ชื่อว่า
ย่อมไม่รักษามนินทรีย์ ชื่อว่าย่อมไม่ถึงความสำรวมในมนินทรีย์ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ปกปิดแผลอย่างนั้นแล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุไม่สุมไฟอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ย่อมไม่แสดงธรรมตามที่ฟังมาแล้ว ตามที่เรียนมาแล้ว แก่ผู้อื่น โดย
พิสดาร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อว่าไม่สุมไฟอย่างนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุไม่รู้ท่าน้ำอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เข้าไปหาภิกษุผู้เป็นพหูสูต ผู้ชำนาญนิกาย ผู้ทรงธรรม ทรงวินัย ทรง
มาติกา ตามเวลาอันสมควร ย่อมไม่สอบถาม ย่อมไม่ได้ถามว่า ท่าน
ผู้เจริญ พระพุทธพจน์นี้เป็นอย่างไร อรรถแห่งพระพุทธพจน์นี้เป็น
อย่างไร ท่านเหล่านั้นย่อมไม่เปิดเผยข้อที่ยังไม่ได้เปิดเผย ย่อมไม่ทำให้
ตื้นข้อที่ยังไม่ได้ทำให้ตื้น และไม่บรรเทาความสงสัยในธรรมเป็นที่ตั้ง
แห่งความสงสัยมากอย่าง แก่ภิกษุนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมรู้
ท่าน้ำอย่างนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุย่อมไม่รู้ธรรมที่แล้วอย่างไร ภิกษุ
ในธรรมวินัยนี้ เมื่อธรรมวินัยอันตถาคตประกาศแล้ว อันบุคคลอื่นแสดง
อยู่ ย่อมไม่ได้ความรู้อรรถ ไม่ได้ความรู้ธรรม ไม่ได้ความปราโมทย์
อันประกอบด้วยธรรม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่รู้ธรรมที่ดื่มแล้ว
อย่างนี้แล.

567
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 568 (เล่ม 38)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมไม่รู้ทางอย่างไร ภิกษุในธรรม
วินัยนี้ ย่อมไม่รู้อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ตามความจริง ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่รู้ทางอย่างนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุย่อมไม่ฉลาดในโคจรอย่างไร ภิกษุใน
ธรรมวินัยนี้ ย่อมไม่รู้สติปัฏฐาน ๔ ตามความจริง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุไม่ฉลาดในโคจรอย่างนั้นแล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุย่อมรีดไม่ให้เหลืออย่างไร ภิกษุใน
ธรรมวินัยนี้ ย่อมไม่รู้ประมาณเพื่อการรับจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ
และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ท่านคฤหบดีผู้มีศรัทธาปวารณาเพื่อนำไปได้
ตามพอใจ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมรีดไม่ให้เหลืออย่างนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุย่อมไม่บูชาภิกษุผู้เป็นพระเถระ ผู้รัต-
ตัญญู บวชนาน เป็นสังฆบิดร เป็นสังฆปริณายก ด้วยการบูชาอย่างยิ่ง
อย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมไม่เข้าไปตั้งเมตตากายกรรม ทั้งในที่
แจ้งทั้งในที่ลับ ย่อมไม่เข้าไปตั้งเมตตาวจีกรรม ย่อมไม่เข้าไปตั้งเมตตา-
มโนกรรม ทั้งในที่แจ้งทั้งในที่ลับ ในภิกษุทั้งหลายผู้เป็นพระเถระ ผู้รัต-
ตัญญู บวชนาน เป็นสังฆบิดร เป็นสังฆปริณายก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุย่อมไม่บูชาภิกษุผู้เป็นพระเถระ ผู้รัตตัญญู บวชนาน เป็นสังฆบิดร
เป็นสังฆปริณายก ด้วยการบูชาอย่างยิ่งอย่างนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๑ ประการนี้ เป็น
ผู้ไม่สามารถถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นายโคบาลผู้ประกอบด้วยองค์ ๑๑ ประการ
เป็นผู้สามารถเลี้ยงฝูงโคให้เจริญแพร่หลายได้ องค์ ๑๑ ประการเป็นไฉน

568