พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 399 (เล่ม 38)

๓. สัทธรรมสูตร
ว่าด้วยสัทธรรมและอสัทธรรม
[๑๔๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสัทธรรมและอสัทธรรม
แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุ
เหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดู-
ก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อสัทธรรมเป็นไฉน มิจฉาทิฏฐิ ฯ ลฯ มิจฉาวิมุตติ
นี้เรียกว่าอสัทธรรม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัทธรรมเป็นไฉน สัมมา-
ทิฏฐิ ฯล ฯ สัมมาวิมุตติ นี้เรียกว่าสัทธรรม.
จบสัทธรรมสูตรที่ ๓
๔. สัปปุริสธรรมสูตร
ว่าด้วยสัปปุริสธรรมและอสัปปุริสธรรม
[๑๔๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสัปปุริสธรรมและอสัป-
ปุริสธรรมแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว
ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อสัปปุริสธรรมเป็นไฉน มิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ มิจฉาวิมุตติ
นี้เรียกว่าอสัปปุริสธรรม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัปปุริสธรรมเป็นไฉน
สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาวิมุตติ นี้เรียกว่าสัปปุริสธรรม
จบสัปปุริสธรรมสูตรที่ ๔
๕. อุปปาเทตัพพธรรมสูตร
ว่าด้วยธรรมที่ควรให้เกิดขึ้นและธรรมที่ไม่ควรให้เกิดขึ้น
[๑๔๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมที่ควรให้เกิดขึ้น

399
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 400 (เล่ม 38)

และธรรมที่ไม่ควรให้เกิดขึ้นแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี
เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาค
เจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมที่ไม่ควรให้เกิดขึ้นเป็นไฉน
มิจฉาทิฏฐิ ฯล ฯ มิจฉาวิมุตติ นี้เรียกว่าธรรมที่ไม่ควรให้เกิดขึ้น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมที่ควรให้เกิดขึ้นเป็นไฉน สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ
สัมมาวิมุตติ นี้เรียกว่าธรรมที่ควรให้เกิดขึ้น.
จบอุปปาเทตัพพธรรมสูตรที่ ๕
๖. อาเสวิตัพพธรรมสูตร
ว่าด้วยธรรมที่ควรเสพและธรรมที่ไม่ควรเสพ
[๑๕๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมที่ควรเสพและ
ธรรมที่ไม่ควรเสพแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงพึง จงใส่ใจให้ดี
เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมที่ไม่ควรเสพเป็นไฉน
มิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ มิจฉาวิมุตติ นี้เรียกว่าธรรมที่ไม่ควรเสพ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมที่ควรเสพเป็นไฉน สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาวิมุตติ
นี้เรียกว่าธรรมที่ควรเสพ.
จบอาเสวิตัพพธรรมสูตรที่ ๖
๗. ภาเวตัพพธรรมสูตร
ว่าด้วยธรรมที่ควรเจริญและธรรมที่ไม่ควรเจริญ
[๑๕๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลา เราจักแสดงธรรมที่ควรให้เจริญ
และธรรมที่ไม่ควรให้เจริญแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจ

400
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 401 (เล่ม 38)

ให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้
มีพระภาคเจ้าไดตรัส ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรนที่ไม่ควรให้เจริญ
เป็นไฉน มิจาทิฏฐิ ฯลฯ มิจฉาวิมุตติ นี้เรียกว่าธรรมที่ไม่ควรให้เจริญ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมที่ควรให้เจริญเป็นไฉน สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ
สัมมาวิมุตติ นี้เรียกว่าธรรมที่ควรให้เจริญ.
จบภาเวตัพพธรรมสูตรที่ ๗
๘. พหุลีกาตัพพธรรมสูตร
ว่าด้วยธรรมที่ควรทำให้มากและธรรมที่ไม่ควรทำให้มาก
[๑๕๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมที่ควรทำให้มาก
และธรรมที่ไม่ควรทำให้มากแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงพึง จงใส่ใจ
ให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มี-
พระภาคเจ้าไค้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมที่ไม่ควรทำให้มาก
เป็นไฉน มิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ มิจฉาวิมุตติ นี้เรียกว่าธรรมที่ไม่ควรทำ
ให้มาก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมที่ควรทำให้มากเป็นไฉน สัมมา-
ทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาวิมุตติ นี้เรียกว่าธรรมที่ควรทำให้มาก.
จบพหุลีกาตัพพธรรมสูตรที่ ๘
๙. อนุสสริตัพพธรรมสูตร
ว่าด้วยธรรมที่ควรระลึกและไม่ควรระลึก
[๑๕๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมที่ควรระลึก และ
ธรรมที่ไม่ควรระลึกแก่เธอทั้งหลาย. เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี
เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระ-

401
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 402 (เล่ม 38)

ภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมที่ไม่ควรระลึกเป็นไฉน
มิจฉาทิฏฐิ ฯ ลฯ มิจฉาวิมุตติ นี้เรียกว่าธรรมที่ไม่ควรระลึก ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมที่ควรระลึกเป็นไฉน สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาวิมุตติ
นี้เรียกว่าธรรมที่ควรระลึก.
จบอนุสสริตัพพธรรมสูตร ที่ ๙
๑๐. สัจฉิกาตัพพธรรมสูตร
ว่าด้วยธรรมที่ทำให้แจ้งและธรรมที่ไม่ควรทำให้แจ้ง
[๑๕๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมที่ควรทำให้แจ้ง
และธรรมที่ไม่ควรทำให้แจ้งแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจ
ให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้-
มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมที่ไม่ควรทำให้แจ้งเป็น
ไฉน มิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ มิจฉาวิมุตติ นี้เรียกว่าธรรมที่ไม่ควรทำให้แจ้ง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมที่ควรทำให้แจ้งเป็นไฉน สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ
สัมมาวิมุตติ นี้เรียกว่าธรรมที่ควรทำให้แจ้ง.
จบสัจฉิกาตัพพธรรมสูตรที่ ๑๐
จบอริยมรรควรรคที่ ๕
อรรถกถาอริยมรรควรรคที่ ๕
อริยมรรควรรคที่ ๕ มีเนื้อความง่ายเหมือนกันแล.
จบอรรถกถาอริยมรรควรรคที่ ๕
จบตติยปัณณาสก์

402
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 403 (เล่ม 38)

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้.
๑. อริยมรรคสูตร ๒. กัณหมรรคสูตร ๓. สัทธรรมสูตร
๔. สัปปุริสธรรมสูตร ๕. อุปปาเทตัพพธรรมสูตร ๖.อาเสวิตัพพธรรมสูตร
๗. ภาเวตัพพธรรมสูตร ๘. พหุลีกาตัพพธรรมสูตร ๙. อนุสสริตัพพ-
ธรรมสูตร ๑๐. สัจฉิกาตัพพธรรมสูตร.
จบตติยปัณณาสก์

403
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 404 (เล่ม 38)

จตุตถปัณณาสก์
ปุคคลวรรคที่ ๑
ว่าด้วยบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ
[๑๕๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐
ประการ ไม่ควรเสพ ธรรม ๑๐ ประการเป็นไฉน คือบุคคลเป็นผู้มี
ความเห็นผิด ๑ มีความดำริผิด ๑ มีการเจรจาผิด ๑ มีการงานผิด ๑
มีการเลี้ยงชีพผิด ๑ มีความพยายามผิด ๑ มีความระลึกผิด ๑ มีความ
ตั้งใจผิด ๑ มีความรู้ผิด ๑ มีความหลุดพ้นผิด ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการนี้แล ไม่ควรเสพ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ ควรเสพ ธรรม ๑๐
ประการเป็นไฉน คือ บุคคลเป็นผู้มีความเห็นชอบ ๑ มีความดำริชอบ ๑
มีการเจรจาชอบ ๑ มีการงานชอบ ๑ มีการเลี้ยงชีพชอบ ๑ มีความพยายาม
ชอบ ๑ มีการระลึกชอบ ๑ มีความตั้งใจชอบ ๑ มีความรู้ชอบ ๑ มีความ
หลุดพ้นชอบ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐
ประการนี้แลควรเสพ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ ไม่
ควรคบ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ
ควรคน...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ ไม่
ควรนั่งใกล้... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประ-
การ ควรนั่งใกล้...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ เป็น

404
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 405 (เล่ม 38)

ผู้ไม่ควรบูชา... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประ-
การ เป็นผู้ควรบูชา...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ เป็น
ผู้ไม่ควรสรรเสริญ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม
๑๐ ประการเป็นผู้ควรสรรเสริญ....
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ
เป็นผู้ไม่ควรเคารพ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม
๑๐ ประการ เป็นผู้ควรเคารพ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ เป็น
ผู้ไม่ควรยำเกรง... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม
๑๐ ประการ เป็นผู้ควรยำเกรง...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ เป็น
ผู้ไม่ควรให้ยินดี... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม
๑๐ ประการ เป็นผู้ควรให้ยินดี...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ ย่อม
ไม่บริสุทธิ์ ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ
ย่อมบริสุทธิ์...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ ย่อม
ครอบงำมานะไม่ได้... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม
๑๐ ประการ ย่อมครอบงำมานะได้...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ ย่อม
ไม่เจริญด้วยปัญญา... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม
๑๐ ประการ ย่อมเจริญด้วยปัญญา...

405
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 406 (เล่ม 38)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ ย่อม
ประสบสิ่งมิใช่บุญเป็นอันมาก ธรรม ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้มี
ความเห็นผิด ๑ มีความดำริผิด ๑ มีการเจรจาผิด ๑ มีการงานผิด ๑
มีการเลี้ยงชีพผิด ๑ มีความพยายามผิด ๑ มีความระลึกผิด ๑ มีความ
จงใจผิด ๑ มีความรู้ผิด ๑ มีความหลุดพ้นผิด ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการนี้แล ย่อมประสบสิ่งมิใช่บุญเป็น
อันมาก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ
ย่อมประสบบุญเป็นอันมาก ธรรม ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้มีความ
เห็นชอบ ๑ มีความดำริชอบ ๑ มีการเจรจาชอบ ๑ มีการงานชอบ ๑
มีการเลี้ยงชีพชอบ ๑ มีความพยายามชอบ ๑ มีความระลึกชอบ ๑ มีความ
จงใจชอบ ๑ มีความรู้ชอบ ๑ มีความหลุดพ้นชอบ ๑ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการนี้แล ย่อมประสบบุญ
เป็นอันมาก.
จบปุคคลวรรคที่ ๑
จตุตถปัณณาสก์
อรรถกถาปุคคลวรรคที่ ๑
สูตรที่ ๑ เป็นต้น มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาปุคคลวรรคที่ ๑

406
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 407 (เล่ม 38)

ชาณุสโสณีวรรคที่ ๒
๑. ปฐมปัจโจโรหณีสูตร๑
ว่าด้วยพิธีปลงบาปของพราหมณ์และพระอริยะ
[๑๕๖] ก็โดยสมัยนั้นแล ชาณุสโสณีพราหมณ์ สนานเกล้าใน
วันอุโบสถ นุ่งห่มผ้าไหมทั้งคู่อันใหม่ ถือกำหญ้าคาสดไปยืนอยู่ ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง ในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้
ทอดพระเนตรเห็นชาณุสโสณีพราหมณ์ผู้สนานเกล้าในวันอุโบสถ นุ่งห่ม
ผ้าไหมทั้งคู่อันใหม่ ถือกำหญ้าคาสดยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งในที่ไม่
ไกล ครั้นแล้วได้ตรัสถามชาณุสโสณีพราหมณ์ว่า ดูก่อนพราหมณ์ เพราะ
เหตุไรหนอ ท่านจึงสนานเกล้าในวันอุโบสถ นุ่งห่มผ้าไหมทั้งคู่อันใหม่
ถือกำหญ้าคาสดมายืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง วันนี้เป็นวันอะไรของสกุล
พราหมณ์ ชาณุสโสณีพราหมณ์กราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ วันนี้
เป็นวันปลงบาปของสกุลพราหมณ์.
พ. ดูก่อนพราหมณ์ ก็พิธีปลงบาปของพราหมณ์ทั้งหลาย ย่อมมี
ด้วยประการไรเล่า.
ชา. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พราหมณ์ทั้งหลายในโลกนี้ ใน
วันอุโบสถสนานเกล้า นุ่งห่มผ้าไหมทั้งคู่อันใหม่ ทาแผ่นดินด้วยโคมัยสด
ลาดด้วยหญ้าคาทั้งหลายที่เขียวสดแล้ว สำเร็จการนอนในระหว่างกองทราย
และเรือนไฟ ในราตรีนั้น พราหมณ์เหล่านั้นย่อมลุกขึ้นประนมอัญชลี
นมัสการไฟ ๓ ครั้ง ด้วยการกล่าวว่า ข้าพเจ้าขอปลงบาปกะท่านผู้เจริญ
ดังนี้ และย่อมยังไฟให้อิ่มหนำด้วยเนยใส น้ำมัน และเนยข้นอันเพียงพอ
๑. สูตรที่ ๑ ถึงสูตรที่ ๗ ไม่มีอรรถกถาอธิบาย.

407
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ - หน้าที่ 408 (เล่ม 38)

พอล่วงราตรีนั้นไป ย่อมเลี้ยงพราหมณ์ทั้งหลายให้อิ่มหนำด้วยขาทนีย-
โภชนียาหารอันประณีต ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พิธีปลงบาปของพราหมณ์
ทั้งหลาย ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้แล.
พ. ดูก่อนพราหมณ์ พิธีปลงบาปของพราหมณ์ทั้งหลาย ย่อมมี
โดยประการอย่างอื่น ส่วนพิธีปลงบาปในวินัยของพระอริยะ ย่อมมีโดย
ประการอย่างอื่น.
ชา. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พิธีปลงบาปในวินัยของพระอริยะ
ย่อมมีโดยประการใดเล่า ขอประทานพระวโรกาส ขอพระโคดมผู้เจริญ
โปรดทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์ ตามพิธีปลงบาปในวินัยของพระ-
อริยะด้วยเถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ ถ้าเช่นนั้นท่านจงฟัง
จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ชาณุสโสณีพราหมณ์ทูลรับแด่พระผู้มีพระภาค-
เจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ อริยสาวกใน
ธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า วิบากของปาณาติบาต เป็นสิ่งที่
ชั่วช้าทั้งในปัจจุบันทั้งในสัมปรายภพ อริยสาวกนั้นครั้นพิจารณาเห็นดังนี้
แล้ว ย่อมละปาณาติบาต ย่อมปลงบาปจากปาณาติบาต ย่อมพิจารณา
เห็นดังนี้ว่า วิบากแห่งอทินนาทานเป็นสิ่งที่ชั่วช้าทั้งในปัจจุบันทั้งใน
สัมปรายภพ อริยสาวกนั้นครั้นพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ย่อมละ
อทินนาทาน ย่อมปลงบาปจากอทินนาทาน ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า
วิบากแห่งกาเมสุมิจฉาจาร เป็นสิ่งที่ชั่วช้าทั้งในปัจจุบันทั้งในสัมปรายภพ
อริยสาวกนั้นครั้นพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ย่อมละกาเมสุมิจฉาจาร ย่อม
ปลงบาปจากกาเมสุมิจฉาจาร ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า วิบากแห่งมุสาวาท

408