ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 329 (เล่ม 38)

ย่อมทำความรู้สึกตัวในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ย่อมทำความ
รู้สึกตัวในการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ย่อมทำความรู้สึกตัวในการเดิน การ
ยืน การนั่ง การหลับ การตื่น การพูด การนิ่ง ภิกษุนั้นประกอบ
ด้วยศีลขันธ์อันเป็นอริยะนี้ ประกอบด้วยอินทรีย์สังวรอันเป็นอริยะนี้
และประกอบด้วยสติสัมปชัญญะอันเป็นอริยะนี้ ย่อมซ่องเสพเสนาสนะอัน
สงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง
ภิกษุนั้น อยู่ป่า อยู่โคนไม้ หรืออยู่เรือนว่างเปล่า ย่อมนั่งคู่บัลลังก์ ตั้งกาย
ตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า ภิกษุนั้นละความโลภในโลกแล้ว มีจิตปราศจาก
ความโลภอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความโลภ ละความประทุษร้าย
คือ พยาบาท ไม่คิดพยาบาท มีความกรุณา หวังประโยชน์เกื้อกูลสัตว์
ทั้งปวงอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความประทุษร้าย คือ พยาบาท
ละถีนมิทธะแล้ว เป็นผู้ปราศจากถีนมิทธะ มีความกำหนดหมายอยู่ที่
แสงสว่าง มีสติสัมปชัญญะอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะ ละ
อุทธัจจกุกกุจจะแล้ว เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบ ณ ภายในอยู่ ย่อมชำระ
จิตให้บริสุทธิ์จากอุทธัจจกุกกุจาจะ ละวิจิกิจฉาแล้ว เป็นผู้ข้ามพ้นวิจิกิจฉา
ไม่มีความสงสัยในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จาก
วิจิกิจฉา.
ภิกษุนั้น ครั้นละนิวรณ์อันเป็นเครื่องเศร้าหมองใจ อันทำปัญญาให้
ทุรพล ๕ ประการนี้ได้แล้ว สงัดจากกาม สงัดจากลกุศลธรรม บรรลุ
ปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ ดูก่อนลุบาลี เธอจะ
สำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน การอยู่เช่นนี้ เป็นการอยู่ที่ดียิ่งกว่า และ
ประณีตกว่าการอยู่อันมีในก่อนมิใช่หรือ.

329
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 330 (เล่ม 38)

อุ. เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. ดูก่อนอุบาลี สาวกทั้งหลายของเราพิจารณาเห็นอยู่ซึ่งธรรม
แม้นี้ (ว่ามีอยู่) ในตน จึงซ่องเสพเสนาสนะคือป่าและราวป่าอันสงัด
แต่ว่าสาวกเหล่านั้น ยังไม่บรรลุประโยชน์ของตนโดยลำดับก่อน.
ดูก่อนอุบาลี อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใส
แห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตก
วิจารสงบไป มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่ ดูก่อนอุบาลี เธอจะสำคัญ
ความข้อนั้นเป็นไฉน การอยู่เช่นนั้น เป็นการอยู่ที่ดียิ่งกว่า และประณีต
กว่า การอยู่อันมีในก่อนมิใช่หรือ.
อุ. เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. ดูก่อนอุบาลี สาวกทั้งหลายของเราพิจารณาเห็นอยู่ซึ่งธรรม
แม้นี้ (ว่ามีอยู่) ในตน จึงซ่องเสพเสนาสนะคือป่าและราวป่าอันสงัด
แต่ว่าสาวกเหล่านั้นยังไม่บรรลุประโยชน์ของตนโดยลำดับก่อน
ดูก่อนอุบาลี อีกประการหนึ่ง ภิกษุมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ
เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้า
ทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดูก่อน
อุบาลี เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน การอยู่เช่นนี้เป็นการอยู่ที่ดียิ่ง
กว่า ประณีตกว่าการอยู่อันมีในก่อนมิใช่หรือ.
อุ. เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. ดูก่อนอุบาลี สาวกทั้งหลายของเราพิจารณาเห็นอยู่ซึ่งธรรม
แม้นี้ (ว่ามีอยู่ ) ในตน จึงซ่องเสพเสนาสนะ คือ ป่าและราวป่าอันสงัด
แต่ว่าสาวกเหล่านั้น ยังไม่บรรลุประโยชน์ของตนโดยลำดับก่อน.

330
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 331 (เล่ม 38)

ดูก่อนอุบาลี อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์
ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขา
เป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ ดูก่อนอุบาลี เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
การอยู่เช่นนี้ เป็นการอยู่ที่ดียิ่งกว่า และประณีตกว่าการอยู่อันมีในก่อน
มิใช่หรือ.
อุ. เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. ดูก่อนอุบาลี สาวกทั้งหลายของเราพิจารณาเห็นอยู่ซึ่งธรรม
แม้นี้ (ว่ามีอยู่) ในตน จึงซ่องเสพเสนาสนะ คือ ป่าและราวป่าอันสงัด
แต่ว่าสาวกเหล่านั้นยังไม่บรรลุประโยชน์ของตนโดยลำดับก่อน.
ดูก่อนอุบาลี อีกประการหนึ่ง เพราะก้าวล่วงรูปสัญญา เพราะดับ
ปฏิฆสัญญาเสียได้ เพราะไม่ใส่ใจถึงมานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง
ภิกษุจึงบรรลุอากาสานัญจายตนฌาน โดยคำนึงว่า อากาศไม่มีที่สุด ดังนี้
ดูก่อนอุบาลี เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน การอยู่เช่นนี้ เป็นการ
อยู่ที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าการอยู่อันมีในก่อนมิใช่หรือ.
อุ. เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. ดูก่อนอุบาลี สาวกทั้งหลายของเราพิจารณาเห็นอยู่ซึ่งธรรม
แม้นี้ (ว่ามีอยู่) ในตน จึงซ่องเสพเสนาสนะ คือ ป่าและราวป่าอันสงัด
แต่ว่าสาวกเหล่านั้นยังไม่บรรลุประโยชน์ของตนโดยลำดับก่อน.
ดูก่อนอุบาลี อีกประการหนึ่ง เพราะก้าวล่วงอากาสานัญจายตน-
ฌานโดยประการทั้งปวง ภิกษุจึงบรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน โดยคำนึง
ว่า วิญญาณไม่มีที่สุด ดังนี้ ...เพราะก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดย
ประการทั้งปวง ภิกษุจึงบรรลุอากิญจัญญายตนฌาน โดยคำนึงว่า หน่อย

331
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 332 (เล่ม 38)

หนึ่งไม่มี ดังนี้ ...เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง
ภิกษุจึงบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน โดยคำนึงว่า ธรรมชาตินี้สงัด
ธรรมชาตินี้ประณีต ดังนี้ ดูก่อนอุบาลี เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
การอยู่เช่นนี้ เป็นการอยู่ยิ่งกว่า และประณีตกว่าการอยู่อันมีในก่อน
มิใช่หรือ.
อุ. เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. ดูก่อนอุบาลี สาวกทั้งหลายของเราพิจารณาเห็นอยู่ซึ่งธรรม
แม้นี้ (ว่ามีอยู่) ในตน จึงซ่องเสพเสนาสนะ คือ ป่าและราวป่าอันสงัด
แต่ว่าสาวกเหล่านั้นยังไม่บรรลุประโยชน์ของตนโดยลำดับก่อน.
ดูก่อนอุบาลี อีกประการหนึ่ง เพราะก้าวล่วงเนวสัญญานาสัญญาย-
คนฌานโดยประการทั้งปวง ภิกษุจึงบรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติอยู่
และอาสวะของภิกษุนั้นเป็นกิเลสหมดสิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา
ดูก่อนอุบาลี เธอจะสำคัญควานข้อนั้นเป็นไฉน การอยู่เช่นนี้ เป็นการ
อยู่ที่ดียิ่งกว่า และประณีตกว่าการอยู่อันมีในก่อนมิใช่หรือ.
อุ. เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. ดูก่อนอุบาลี สาวกทั้งหลายของเราพิจารณาเห็นอยู่ซึ่งธรรม
แม้นี้ (ว่ามีอยู่) ในตน จึงซ่องเสพเสนาสนะ คือ ป่าและราวป่าอันสงัด
แต่ว่าสาวกเหล่านั้นยังไม่บรรลุประโยชน์ของตนโดยลำดับก่อน ดูก่อน
อุบาลี เธอจงอยู่ในสงฆ์เถิด เมื่อเธออยู่ในสงฆ์ ความสำราญจักมี.
จบอุปาลิสูตรที่ ๙

332
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 333 (เล่ม 38)

อรรถกถาอุปาลิสูตรที่ ๙
อุปาลิสูตรที่ ๙ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ทุรภิสมฺภวานิ หิ ได้แก่ มีได้ยาก หาได้ยาก. ท่านอธิบายว่า
ผู้มีศักดิ์น้อยไม่อาจที่จะยึดไว้ได้. บทว่า อรญฺญวนปตฺถานิ ความว่า ป่า
ใหญ่และป่าทึบ ชื่อว่า อรัญญะ เพราะสำเร็จองค์ของความเป็นป่า. ชื่อว่า
วนปัตถะ เพราะเลยละแวกบ้าน เป็นสถานที่หมู่คนไม่เข้าไปใกล้. บทว่า
ปนฺตานิ ได้แก่ ไกลเหลือเกิน. บทว่า ทุกฺกรํ ปวิเวกํ ได้แก่ กายวิเวก
ที่ทำยาก. บทว่า ทุรภิรมํ ได้แก่ ไม่ใช่ยินดีได้ง่าย ๆ. บทว่า เอกตฺเต
แปลว่า ในความเป็นผู้อยู่ผู้เดียว. ทรงแสดงอะไร. ทรงแสดงว่า แม้เมื่อ
กระทำกายวิเวกได้แล้ว ก็ยากที่จะให้จิตยินดีในเสนาสนะนั้น . จริงอยู่
โลกนี้มีของเป็นคู่ ๆกันเป็นที่ยินดี. บทว่า หรนฺติ มญฺเญ ได้แก่เหมือน
นำไป เหมือนสีไป. บทว่า มโน ได้แก่ จิต. บทว่า สมาธึ อลภมานสฺส
ได้แก่ ผู้ไม่ได้อุปจารสมาธิหรืออัปปนาสมาธิ. ทรงแสดงอะไร. ทรง
แสดงว่า วนะทั้งหลาย เหมือนจะกระทำจิตของภิกษุเช่นนี้ให้ฟุ้งซ่าน
ด้วยสิ่งใบหญ้าและเนื้อ เป็นต้น และสิ่งน่ากลัวมีอย่างต่าง ๆ. บทว่า
สํสีทิสฺสติ ได้แก่ จักจมลงด้วยกามวิตก. บทว่า อุปฺปิลวิสฺสติ ได้แก่
จักลอยขึ้นเบื้องบนด้วยพยาบาทวิตกและวิหิงสาวิตก.
บทว่า กณฺณสนฺโธวิกํ ได้แก่ เล่นล้างหู. บทว่า ปิฏฺฐิสนฺโธวิกํ
ได้แก่ เล่นล้างหลัง. ทั้งสองอย่างนั้น การจับงวงและรดน้ำที่หูสองข้าง
ชื่อว่า กัณณสันโธวิกะ รดน้ำที่หลัง ชื่อว่า ปิฏฐิสันโธวิกะ. บทว่า คาธํ
วินฺทติ ได้แก่ ได้ที่พึ่ง.

333
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 334 (เล่ม 38)

บทว่า โก จาหํ โก จ หตฺถินาโค ความว่า เราเป็นอะไร พระยา-
ช้างเป็นอะไร ด้วยว่า ทั้งเราทั้งพระยาช้างนี้ ก็เป็นสัตว์ดิรัจฉาน ทั้งพระ-
ยาช้างนี้ก็ ๔ เท้า ทั้งเราก็ ๔ เท้า แม้เราทั้งสองก็เสมอ ๆ กันมิใช่หรือ.
บทว่า วงฺกํ ได้แก่ ไถน้อย ๆ สำหรับเด็กเล่น. บทว่า ฆฏิกํ ได้แก่
เครื่องเล่นไม้สั้นประหารด้วยไม้ยาว (ไม่หึ่ง). บทว่า โมกฺขขิกํ ได้แก่
เครื่องเล่นเวียนไปรอบ ๆ ท่านอธิบายว่า เครื่องเล่นที่จับหางไว้บนอากาศ
วางหัวลงดิน หมุนเวียนไปทั้งข้างล่างข้างบน(กังหันไม้). บทว่า จิงฺคุลิกํ
ได้แก่ เครื่องเล่นมีล้อที่ทำด้วยใบตาลเป็นต้น หมุนไปได้เพราะลมดี
(กังหันใบไม้). ทะนานใบ ไม้เรียกว่า ปัตตาฬหกะ พวกเด็กๆเอาใบไม้
ต่างทะนานนั้นตวงทรายเล่น. บทว่า รถกํ ได้แก่รถน้อย ๆ. บทว่า ธนุกํ
ได้แก่ ธนูน้อย ๆ.
คำว่า โว ในคำว่า อิธ โข ปน โว เป็นเพียงนิบาต. อธิบายว่า
ในโลกนี้แล. บทว่า อิงฺฆ ในคำว่า อิงฺฆ ตฺวํ อุปาลิ สงฺเฆ วิหราหิ นี้
เป็นนิบาตลงในอรรถว่าเตือน ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรง
เตือนพระเถระ เพื่อประโยชน์แก่การอยู่ท่ามกลางสงฆ์ มิใช่ทรงอนุญาต
การอยู่ป่าแก่พระเถระนั้น . เพราะเหตุไร. เพราะพระศาสดาทรงพระดำริ
ว่า ได้ยินว่า พระเถระอยู่ในเสนาสนะป่าจักบำเพ็ญได้ แต่วาสธุระอย่าง
เดียว (วิปัสสนาธุระ) บำเพ็ญคันถธุระไม่ได้ แต่พระเถระเมื่ออยู่ท่าม-
กลางสงฆ์บำเพ็ญธุระแม้ทั้งสองนี้ได้ แล้วจักบรรลุพระอรหัต ทั้งจักเป็น
หัวหน้าในฝ่ายวินัยปิฎก ดังนี้นั้นจำเราจักกล่าวความปรารถนาแต่ก่อนและ
บุญเก่าของเธอ จักสถาปนาภิกษุนี้ไว้ในตำแหน่งเป็นเลิศของเหล่าภิกษุ

334
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 335 (เล่ม 38)

ผู้ทรงวินัยในท่ามกลางบริษัท เมื่อทรงเห็นความข้อนี้ จึงไม่ทรงอนุญาต
การอยู่ป่าแก่พระเถระ.
จบอรรถกถาอุปาลิสูตรที่ ๙
๑๐. อภัพพสูตร
ว่าด้วยบุคคลละธรรม ๑๐ ประการไม่ได้ เป็นผู้ไม่ควร
ทำให้แจ้งอรหัต
[๑๐๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลยังละธรรม ๑๐ ประการนี้ไม่ได้
แล้ว ก็เป็นผู้ไม่ควรเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัต ธรรม ๑๐ ประการเป็นไฉน
คือ ราคะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑ โกธะ ๑ อุปนาหะ ๑ มักขะ ๑ ปฬาสะ ๑
อิสสา ๑ มัจฉริยะ ๑ มานะ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลยังละธรรม
๑๐ ประการนี้แลไม่ได้ ก็เป็นผู้ไม่ควรเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัต ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย บุคคลละธรรม ๑๐ ประการนี้ได้แล้ว จึงเป็นผู้ควรเพื่อทำให้
แจ้งซึ่งอรหัต ธรรม ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ ราคะ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑
โกธะ ๑ อุปนาหะ ๑ มักขะ ๑ ปฬาสะ ๑ อิสสา ๑ มัจฉริยะ ๑ มานะ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลละธรรม ๑๐ ประการนี้แลได้แล้ว จึงเป็นผู้
ควรเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัต.
จบอภัพพสูตรที่ ๑๐
จบอุบาสกวรรคที่ ๕

335
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 336 (เล่ม 38)

อรรถกถาอภัพพสูตรที่ ๑๐
อภัพพสูตรที่ ๑๐ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาอภัพพสูตรที่ ๑๐
จบอุบาสกวรรคที่ ๕
จบทุติยปัณณาสก์
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. กามโภคีสูตร ๒. เวรสูตร ๓. ทิฏฐิสูตร ๔. วัช-
ชิยสูตร ๕. อุตติยสูตร ๖. โกกนุทสูตร ๗. อาหุเนยยสูตร
๘. เถรสูตร ๙. อุปาลิสูตร ๑๐. อภัพพสูตร.
จบทุติยปัณณาสก์

336
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 337 (เล่ม 38)

ตติยปัณณาสก์
สมณสัญญาวรรคที่ ๑
๑. สมณสัญญาสูตร
ว่าด้วยภิกษุเจริญสมณสัญญา ๓ ประการแล้ว
ย่อมยังธรรม ๗ ประการให้บริบูรณ์
[๑๐๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณสัญญา ๓ ประการ อันภิกษุ
เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังธรรม ๗ ประการให้บริบูรณ์ สมณ-
สัญญา ๓ ประการเป็นไฉน คือ สมณสัญญาว่า เราเป็นผู้มีเพศต่างจาก
คฤหัสถ์ ๑ ชีวิตของเราเนื่องด้วยผู้อื่น ๑ มรรยาทอย่างอื่นอันเราควร
ทำมีอยู่ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณสัญญา ๓ ประการนี้แล อันภิกษุ
เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังธรรม ๗ ประการให้บริบูรณ์ ธรรม
๗ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุเป็นผู้มีปกติทำติดต่อเป็นนิตย์ เป็นผู้มี
ความประพฤติติดต่อเป็นนิตย์ในศีลทั้งหลาย ๑ เป็นผู้ไม่โลภมาก ๑
เป็นผู้ไม่พยาบาท ๑ เป็นผู้ไม่ถือตัว ๑ เป็นผู้ใคร่ในการศึกษา ๑ เป็นผู้
มีการพิจารณาในปัจจัยทั้งหลายอันเป็นบริขารแห่งชีวิตว่า ปัจจัยเหล่านี้มี
ประโยชน์เช่นนี้ แล้วจึงบริโภค ๑ เป็นผู้ปรารภความเพียร ๑ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย สมณสัญญา ๗ ประการนี้แล อันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้
มากแล้ว ย่อมยังธรรม ๗ ประการนี้ให้บริบูรณ์.
จบสมณสัญญาสูตรที่ ๑

337
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 338 (เล่ม 38)

ตติยปัณณาสก์
สมณสัญญาวรรคที่ ๑
อรรถกถาสมณสัญญาสูตรที่ ๑
สมณสัญญาสูตรที่ ๑ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า สมณสญฺญา ได้แก่ ความสำคัญที่เกิดขึ้นแก่สมณะทั้งหลาย.
บทว่า. สตตการี ได้แก่ ทำไม่มีระหว่าง. บทว่า อพฺยาปชฺโฌ ได้แก่
ไร้ทุกข์. บทว่า อิจฺจตฺถนฺติสฺส โหติ ความว่า สมณสัญญา ย่อมมีแก่
ภิกษุนั้น ในปัจจัยเครื่องปรุงแต่งชีวิต อย่างนี้ว่า เหล่านี้เป็นปัจจัย เพื่อ
สิ่งนี้. อธิบายว่า ภิกษุบริโภคปัจจัยที่พิจารณาแล้ว.
จบอรรถกถาสมณสัญญาสูตรที่ ๑
๒. โพชฌงคสูตร
ว่าด้วยภิกษุเจริญโพชฌงค์ ๗ แล้ว ย่อมยังวิชชา ๓ ให้บริบูรณ์
[๑๐๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ ประการนี้ อันภิกษุ
เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังวิชชา ๓ ประการให้บริบูรณ์ โพชฌงค์
๗ ประการเป็นไฉน คือ สติสัมโพชฌงค์ ๑ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ๑
วิริสัมโพชฌงค์ ๑ ปีติสัมโพชฌงค์ ๑ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ๑ สมาธิ-
สัมโพชฌงค์ ๑ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์
๗ ประการนี้แล อันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังวิชชา
๓ ประการให้บริบูรณ์ วิชชา ๓ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรม
วินัยนี้ ย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้หนึ่งชาติบ้าง

338