ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 309 (เล่ม 38)

เรากล่าวการสมาทานเห็นปานนั้นว่า ควรสมาทาน เมื่อบุคคลเริ่มตั้งความ
เพียรอันใดอยู่ อกุศลธรรมทั้งหลายย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมทั้งหลายย่อม
เสื่อมไป เรากล่าวการเริ่มตั้งความเพียรเห็นปานนั้นว่า ไม่ควรเริ่มตั้ง เมื่อ
บุคคลเริ่มตั้งความเพียรอันใดอยู่ อกุศลธรรมทั้งหลายย่อมเสื่อมไป กุศล-
ธรรมทั้งหลายย่อมเจริญยิ่ง เรากล่าวการเริ่มตั้งความเพียรเห็นปานนั้น ว่า
ควรเริ่มตั้ง เมื่อบุคคลสละซึ่งการสละอันใดอยู่ อกุศลธรรมทั้งหลาย ย่อม
เจริญยิ่ง กุศลธรรมทั้งหลายย่อมเสื่อมไป เรากล่าวการสละเห็นปานนั้นว่าไม่
ควรสละ เมื่อบุคคลสละการสละอันใดอยู่ อกุศลธรรมทั้งหลายย่อมเสื่อม
ไป กุศลธรรมทั้งหลายย่อมเจริญยิ่ง เรากล่าวการสละเห็นปานนั้นว่า ควร
สละ เมื่อบุคคลหลุดพ้นการหลุดพ้นอันใดอยู่ อกุศลธรรมทั้งหลายย่อมเจริญ
ยิ่ง กุศลธรรมทั้งหลายย่อมเสื่อมไป เรากล่าวการหลุดพ้นเห็นปานนั้นว่า
ไม่ควรหลุดพ้น เมื่อบุคคลหลุดพ้นการหลุดพ้นอันใดอยู่ อกุศลธรรม
ทั้งหลายย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมทั้งหลายย่อมเจริญยิ่ง เรากล่าวการหลุด
พ้นเห็นปานนั้นว่า ควรหลุดพ้น ลำดับนั้น วัชชิยมาหิตคฤหบดีอันพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจงให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ร่าเริงด้วย
ธรรมีกถาแล้ว ลุกจากที่นั่ง ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า กระทำ
ประทักษิณแล้วหลีกไป เมื่อวัชชิยมาหิตคฤบดีหลีกไปไม่นาน พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใดแล
ผู้มีกิเลสเพียงดังว่าธุลีในปัญญาจักษุน้อยในธรรมวินัยนี้ตลอดกาลนานภิกษุ
แม้นั้น พึงข่มขี่อัญญเดียรถีย์ปริพาชกทั้งหลายให้เป็นการข่มขี่ด้วยดี โดย
ชอบธรรม เหมือนอย่างวัชชิยมาหิตคฤหบดีข่มขี่แล้วฉะนั้น.
จบวัชชิยสูตรที่ ๔

309
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 310 (เล่ม 38)

อรรถกถาวัชชิยสูตรที่ ๔
วัชชิยสูตรที่ ๔ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
คฤหบดีมีชื่ออย่างนี้ว่า วัชชิยมาหิตะ. บทว่า สพฺพํ ตปํ ความว่า
มีการกระทำกิจที่ทำได้ยากเป็นตบะทุกอย่าง. บทว่า สพฺพํ ตปสฺสึ ได้แก่
ผู้อาศัยตบะทุกอย่าง. บทว่า ลูขาชีวึ ได้แก่ ประกอบเนือง ๆ ซึ่งการ
เลี้ยงชีพด้วยการการทำกิจที่ทำได้ยาก. บทว่า คารยฺหํ แปลว่า ผู้ควร
ติเตียน. ทว่า ปสํสิยํ แปลว่า ผู้ควรสรรเสริญ. บทว่า เวนยิโก ได้
แก่ ผู้ที่ตนเองมิได้แนะนำ แต่บุคคลอื่นแนะนำ. บทว่า อปฺปญฺญตฺติโก
ความว่า ไม่อาจบัญญัติสิ่งไร ๆ. อีกนัยหนึ่ง บทว่า เวนยิโก แปลว่า
ผู้ทำสัตว์ให้พินาศ. บทว่า อปฺปญฺญตฺติโก ได้แก่ บัญญัติพระนิพพานที่
ไม่ประจักษ์ ไม่อาจบัญญัติสิ่งไร ๆ ในสัสสตทิฏฐิเป็นต้น . บทว่า น โส
ภควา เวนยิโก ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงรู้ตามความเป็น
จริงอย่างนี้ ทรงบัญญัติกุศลอกุศล ไม่ใช่ผู้อื่นจะพึงแนะนำ ไม่ใช่ผู้อื่น
ให้ศึกษา อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้ามิใช่ผู้ทำสัตว์ให้พินาศ ทรงแนะ
นำด้วยดี ทรงให้ศึกษาด้วยดี ทรงแนะนำสัตว์ เพราะทรงบัญญัติธรรม
ที่ทรงอาศัยบัญญัติอย่างมีสติ ท่านแสดงว่า ข้อบัญญัติของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้านั้น เป็นข้อบัญญัติที่ดีทั้งนั้น.
บทว่า วิมุตฺตึ วิมุจฺจโต อกุสลา ธมฺมา ความว่า อกุศลธรรม
ทั้งหลาย ชื่อว่าย่อมเจริญแก่จิตที่น้อมไปสู่อธิมุตติ คือ มิจฉาทิฏฐิ. ทรง
หมายเอาข้อนั้นจึงตรัสคำนี้. แต่ความหลุดพ้นแห่งจิตในพระศาสนา ย่อม
ไม่แล่นไปสู่สังขตธรรม เพราะเหตุนั้น วิมุตติความหลุดพ้นจึงเป็นปัจจัย
แก่กุศลธรรมเท่านั้น.
จบอรรถกถาวัชชิยสูตรที่ ๔

310
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 311 (เล่ม 38)

๕. อุตติยสูตร
ว่าด้วยพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมแก่สาวกเพื่อความรู้ยิ่ง
[๙๕] ครั้งนั้นแล อุตติยปริพาชกเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอ
ให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถาม
พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ท่านโคดมผู้เจริญ โลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง
สิ่งอื่นเปล่าหรือหนอ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนอุตติยะ
ข้อนี้เราไม่พยากรณ์.
อุ. ท่านโคดมผู้เจริญ ก็โลกไม่เที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า
หรือ.
พ. ดูก่อนอุตติยะ แม้ข้อนี้เราไม่พยากรณ์.
อุ. ท่านโคดมผู้เจริญ โลกมีที่สุด...โลกไม่มีที่สุด...ชีพอันนั้น
สรีระก็อันนั้น. . .ชีพอย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง...สัตว์เมื่อตายแล้ว
ย่อมเป็นอีก . . . สัตว์เมื่อตายแล้วย่อมไม่เป็นอีก . . . สัตว์เมื่อตายแล้วย่อม
เป็นอีกก็มี ไม่เป็นอีกก็มี. . .สัตว์เมื่อตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อม
ไม่เป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่าหรือ.
พ. ดูก่อนอุตติยะ แม้ข้อนี้เราก็ไม่พยากรณ์.
อุ. ท่านถูกเราถามว่า ท่านโคดมผู้เจริญ ก็โลกไม่เที่ยง สิ่งนี้
เท่านั้น จริง สิ่งอื่นเปล่าหรือหนอ ก็ตรัสตอบว่า ดูก่อนอุตติยะ ข้อนี้เรา
ก็ไม่พยากรณ์ เมื่อถูกถามว่า ท่านโคดมผู้เจริญ ก็โลกไม่เที่ยง สิ่งนี้เท่านั้น
หญิง สิ่งอื่นเปล่าหรือ ก็ตรัสตอบว่า ดูก่อนอุตติยะ ข้อนี้เราไม่พยากรณ์
เมื่อถูกถามว่า ท่านโคดมผู้เจริญ โลกมีที่สุด...โลกไม่มีที่สุด...ชีพอันนั้น
สรีระก็อันนั้น.. .ชีพอย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง...สัตว์เมื่อตายแล้ว

311
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 312 (เล่ม 38)

ย่อมเป็นอีก . . . สัตว์เมื่อตายแล้วย่อมไม่เป็นอีก . . . สัตว์เมื่อตายแล้วย่อม
เป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี...สัตว์เมื่อตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้
ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่าหรือหนอ ก็ตรัส
ตอบว่า ดูก่อนอุตติยะ แม้อันนี้เราก็ไม่พยากรณ์ เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่าน
โคดมผู้เจริญจะพยากรณ์ในทางไหน.
พ. ดูก่อนอุตติยะ เราย่อมแสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลายเพื่อความรู้
ยิ่ง เพื่อความหมดจดแห่งสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงเสียซึ่งความโศกและ
ความร่ำไร เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม
เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน.
อุ. ด้วยข้อที่พระโคดมผู้เจริญ ได้ทรงแสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลาย
เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความหมดจดแห่งสัตว์ทั้งหลาย. . .เพื่อกระทำให้แจ้ง
ซึ่งพระนิพพานนั้น โลกทั้งหมดหรือถึงหนึ่งหรือสามส่วนจักออกไปจาก
ทุกข์ได้ เมื่ออุตติยปริพาชกกราบทูลอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรง
นิ่งเสีย ลำดับนั้นแล ท่านพระอานนท์ได้มีความคิดว่า อุตติยปริพาชก
อย่าได้ทิฏฐิอันลามกอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมถูกเราถามปัญหาเฉพาะหน้า
ทั้งปวง ย่อมเลี่ยง ไม่ทรงวิสัชนา หรือวิสัชนาไม่ได้แน่นอน เพราะ
ทิฏฐิอันลามกนั้นจะพึงเป็นไปเพื่อสิ่งมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ตลอด
กาลนาน แก่อุตติยปริพาชก ลำดับนั้นแล ท่านพระอานนท์ได้กล่าวกะ
อุตติยปริพาชกว่า ดูก่อนอาวุโสอุตติยะ ถ้าเช่นนั้น เราจักอุปมาแก่ท่าน
วิญญูบุรุษบางพวกในโลกนี้ ย่อมรู้อรรถแห่งภาษิตได้ด้วยอุปมา ดูก่อน
อาวุโสอุตติยะ เปรียบเหมือนนครอันตั้งอยู่ชายแดนของพระราชา นคร
นั้นมีป้อมมั่นคง มีกำแพงและประตูมั่นคง มีประตูเดียว นายประตูใน
นครนั้น เป็นบัณฑิต ฉลาด มีปัญญา ห้ามคนที่ไม่รู้จักเข้าไป ให้คน

312
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 313 (เล่ม 38)

ที่รู้จักเข้าไป เขาเดินเลียบไปตามทางเลียบกำแพงโดยรอบนครนั้น ไม่
พึงเห็นที่ต่อแห่งกำแพงหรือช่องแห่งกำแพง แม้โดยที่สุดพอแมวออกได้
และเขาย่อมไม่มีความรู้อย่างนี้ว่า สัตว์มีประมาณเท่านี้ เข้ามาสู่นครนี้
หรือออกไป โดยที่แท้ เขาย่อมมีความรู้ในเรื่องนั้นอย่างนี้ว่า สัตว์ตัว
ใหญ่ ๆ บางเหล่า ย่อมเข้ามาสู่นครนี้หรือย่อมออกไป สัตว์ทั้งหมดนั้น
ย่อมเข้ามาหรือออกไปทางประตูนี้ แม้ฉันใด ดูก่อนอาวุโสอุตติยะ พระ-
ตถาคตก็ฉันนั้นเหมือนกัน มิได้ทรงมีความขวนขวายอย่างนี้ว่า โลกทั้ง
หมดหรือกึ่งหนึ่งหรือสามส่วนจักออกไปจากทุกข์ โดยที่แท้ พระตถาคต
ทรงมีพระญาณอย่างนี้ว่า สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่งออกไปแล้ว หรือกำลัง
ออกไป หรือจักออกไปจากโลก สัตว์ทั้งหมดนั้นละนิวรณ์ อันเป็นเครื่อง
เศร้าหมองใจ อันทำปัญญาให้ทุรพล ๕ ประการแล้ว เป็นผู้มีจิตตั้งมั่นแล้ว
ด้วยดีในสติปัฏฐาน ๔ เจริญโพชฌงค์ ๗ ประการตามเป็นจริงแล้ว สัตว์
เหล่านั้นออกไปแล้ว หรือกำลังออกไป หรือจักออกไปจากโลกด้วยอาการ
อย่างนี้ ดูก่อนอาวุโสอุตติยะ ท่านได้ทูลถามปัญหานี้กะพระผู้มีพระภาค-
เจ้าข้อใด ปัญหาข้อนั้น ท่านได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยปริยายอื่น
ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ทรงพยากรณ์ปัญหานั้นแก่ท่าน.
จบอุตติยสูตรที่ ๕
อรรถกถาอุตติยสูตรที่ ๕
อุตติยสูตรที่ ๕ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ตุณฺหี อโหสิ ความว่า อุตติยปริพาชาตั้งอยู่ในสัตตูปลัทธิ
ลัทธิว่ามีสัตว์ จึงถามในข้อที่ไม่ควรถาม เหตุนั้นจึงนิ่งเสีย. บทว่า สพฺพํ

313
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 314 (เล่ม 38)

สามุกฺกํสิกํ วต เม ความว่า พระสมณโคดมถูกเราถามคำถามสูงสุด
แห่งบรรดาคำถามทุกอย่าง ก็นิ่งไม่ตอบ คงจะไม่อาจไม่สามารถจะตอบแน่
แท้ ท่านอย่าได้มีความเห็นชั่ว ๆ อย่างที่ว่ามานี้เลย. บทว่า ตทสฺส ได้แก่
ทิฏฐินั้นพึงเกิดขึ้นอย่างนี้.
บทว่า ปจฺจนฺติมํ ความว่า เพราะเหตุที่หอรบและกำแพงเป็นต้น
ของนครในมัชฌิมประเทศจะมั่นคงหรืออ่อนแอ ก็หรือว่าจะไม่เป็นที่อัน
โจรรังเกียจโดยประการทั้งปวง ฉะนั้น ไม่ทรงถือเอาข้อนั้น จึงตรัสว่า
ปจฺจนฺติมํ นครํ. บทว่า พฬฺหทฺทาลํ แปลว่า มีกำแพงแข็งแรง. บทว่า
พฬฺหปาการโตรณํ ได้แก่ มีกำแพงแข็งแรง และมีบานประตูแข็งแรง.
เพราะเหตุไรจึงตรัสว่า มีประตูเดียว เพราะว่าในนครที่มีประตูมาก จำ
จะต้องมีตนรักษาประตูที่ฉลาดมากคน ประตูเดียวคนเดียวก็พอ. ก็คนอื่น
ผู้เสมอด้วยปัญญาของพระตถาคตไม่มี เพราะฉะนั้น จึงกล่าวว่า มีประตู
เดียว เพื่อจะแสดงความเปรียบเทียบข้อที่พระศาสดาทรงเป็นบัณฑิต และ
ทรงเป็นดุจผู้เฝ้าประตูฉะนั้น.
บทว่า ปณฺฑิโต ได้แก่ผู้ประกอบด้วยความเป็นบัณฑิต. บทว่า
พยตฺโต ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความเป็นผู้สามารถ. บทว่า เมธาวี ได้แก่
ผู้ประกอบด้วยเมธา กล่าวคือปัญญารู้ความอุบัติแห่งฐานะ. บทว่า อนุ-
ปริยายปถํ ได้แก่ ทางกำแพงที่มีชื่อว่า เฉลียง. บทว่า ปาการสนธิ
ได้แก่ ที่ที่ไม่มีอิฐ ๒ แผ่น. บทว่า ปากาวิวรํ ได้แก่ ที่ช่องของ
กำแพง. บทว่า ตเทเวตํ ปญฺหํ ความว่า อุตติยปริพาชก ถามซ้ำปัญหา
ที่ถามไว้โดยนัยว่า โลกเที่ยงเป็นต้น แล้วหยุดเสียอันนั้นแหละ ด้วยบทว่า

314
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 315 (เล่ม 38)

สพฺโพ จ เตน โลโก พระเถระแสดงว่า อุตติยปริพาชก ตั้งอยู่ในสัตตูป-
ลัทธิ จึงถามโดยอาการอย่างอื่น.
จบอรรถกถาอุตติยสูตรที่ ๕
๖. โกกนุทสูตร
ว่าด้วยพระอานนท์ตอบปัญหาโกกนุทปริพาชก
[๙๖] สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์ อยู่ที่ตโปทาราม ใกล้พระนคร
ราชคฤห์ ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ ลุกขึ้นแล้วในเวลาใกล้รุ่งแห่ง
ราตรี ได้ไปยังแม่น้ำตโปทาเพื่อสรงน้ำ ครั้นสรงน้ำที่แม่น้ำตโปทาแล้ว
กลับขึ้นมา มีจีวรผืนเดียว ได้ยืนผึ่งตัวอยู่ แม้โกกนุทปริพาชกลุกขึ้น
ในเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรี ได้ไปยังแม่น้ำตโปทาเพื่ออาบน้ำ โกกนุท-
ปริพาชกได้เห็นท่านพระอานนท์เดินมาแต่ไกลเที่ยว ครั้นแล้วได้ถามท่าน
พระอานนท์ว่า ดูก่อนอาวุโส ใครอยู่ในที่นี้ ท่านพระอานนท์ตอบว่า
ดูก่อนอาวุโส เราเป็นภิกษุ.
โก. ดูก่อนอาวุโส ภิกษุพวกไหน.
อา. ดูก่อนอาวุโส เราเป็นพวกสมณศากยบุตร.
โก. ข้าพเจ้าพึงถามข้อข้องใจบางอย่างกะท่าน หากท่านจะให้
โอกาสเพื่อแก้ปัญหา.
อา. เชิญท่านถามเถิด อาวุโส เราฟังแล้วจักกล่าวแก้.
โก. ท่านผู้เจริญมีความเห็นอย่างนี้ว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง
สิ่งอื่นเปล่าหรือหนอ.
อา. ดูก่อนอาวุโส เรามิได้ความเห็นอย่างนั้น.

315
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 316 (เล่ม 38)

โก. ท่านผู้เจริญมีความเห็นอย่างนี้หรือว่า โลกไม่เที่ยง สิ่งนี้
เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่าหรือหนอ.
อา. ดูก่อนอาวุโส เรามิได้มีความเห็นอย่างนั้น.
โก. ท่านผู้เจริญมีความเห็นอย่างนี้หรือว่า โลกไม่เที่ยง สิ่งนี้
เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่าหรือหนอ.
อา. ดูก่อนอาวุโส เรามิได้มีความเห็นอย่างนั้น.
โก. ท่านผู้เจริญมีความเห็นอย่างนี้ว่า โลกมีที่สุด. . .โลกไม่มีที่
สุด...ชีพอันนั้น สรีระก่อนก็อันนั้น...ชีพอย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง...
สัตว์เมื่อตายแล้วย่อมเป็นอีก . . . สัตว์เมื่อตายแล้วย่อมไม่เป็นอีก . . . สัตว์
เมื่อตายแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี. . .สัตว์เมื่อตายแล้วย่อมเป็น
อีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่าหรือ
หนอ.
อา. ดูก่อนอาวุโส เรามิได้มีความเห็นอย่างนั้น .
โก. ถ้าอย่างนั้น ท่านผู้เจริญย่อมไม่รู้ ไม่เห็นน่ะซิ.
อา. ดูก่อนอาวุโส เราไม่รู้ไม่เห็นหามิได้ เรารู้อยู่ เห็นอยู่.
โก. ดูก่อนท่านผู้เจริญ ท่านถูกข้าพเจ้าถามว่า ท่านผู้เจริญมี
ความเห็นอย่างนี้หรือว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่าหรือหนอ
ก็กล่าวว่า ดูก่อนอาวุโส เรามิได้มีความเห็นอย่างนั้น เมื่อถูกถามว่า
ท่านผู้เจริญความเห็นอย่างนี้หรือว่า โลกไม่เที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่ง
อื่นเปล่าหรือหนอ ก็กล่าวว่า ดูก่อนอาวุโส เรามิได้มีความเห็นอย่างนั้น
เมื่อถูกถามว่า ท่านผู้เจริญมีความเห็นอย่างนี้หรือว่า โลกมีที่สุด...โลก
ไม่มีที่สุด...ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น...ชีพอย่างหนึ่ง... สรีระก็อย่าง

316
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 317 (เล่ม 38)

หนึ่ง. . .สัตว์เมื่อตายแล้วย่อมเป็นอีก...สัตว์เมื่อตายแล้วย่อมไม่เป็นอีก...
สัตว์เมื่อตายแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี. . .สัตว์เมื่อตายแล้ว
ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่น
เปล่าหรือหนอ ก็กล่าวว่า ดูก่อนอาวุโส เรามิได้มีความเห็นอย่างนั้น
เมื่อถูกถามว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านผู้เจริญย่อมไม่รู้ ไม่เห็นละซิ ก็กล่าว่า
ดูก่อนอาวุโส เราย่อมไม่รู้ ไม่เห็นหามิได้ เรารู้อยู่... เห็นอยู่ ดูก่อนอาวุโส
ก็อรรถแห่งภาษิตนี้จะพึงเห็นได้อย่างไรเล่า.
อา. ดูก่อนอาวุโส ข้อนี้ว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่น
เปล่า เป็นทิฏฐิอย่างหนึ่ง ข้อนี้ว่า โลกไม่เที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่ง
อื่นเปล่า เป็นทิฏฐิอย่างหนึ่ง ข้อนี้ว่า โลกมีที่สุด...โลกไม่มีที่สุด...
ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น...ชีพอย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง...สัตว์เมื่อ
ดูแล้วย่อมเป็นอีก . . . สัตว์เมื่อตายแล้วย่อมไม่เป็นอีก...สัตว์เมื่อตายแล้ว
ย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี...สัตว์เมื่อตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้
ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า ก็เป็นทิฏฐิอย่าง
หนึ่ง ดูก่อนอาวุโส ทิฏฐิก็ดี เหตุที่ตั้งทิฏฐิก็ดี ที่ตั้งมั่นแห่งทิฏฐิก็ดี
ที่ตั้งขึ้นโดยรอบแห่งทิฏฐิก็ดี ความเพิกถอนทิฏฐิก็ดี มีประมาณเท่าใด
เราย่อมรู้ ย่อมเห็นทิฏฐิเป็นต้นนั้น มีประมาณเท่านั้น เรารู้ทิฏฐิเป็นต้น
นั้น จึงกล่าวว่า เรารู้อยู่ เราเห็นทิฏฐิเป็นต้นต้นนั้น จึงกล่าวว่า เราเห็น
อยู่ เราจะกล่าวว่า เราไม่รู้ ไม่เห็นอย่างไรได้ ดูก่อนอาวุโส เรารู้อยู่
เห็นอยู่.
โก. ท่านผู้มีอายุชื่อไร และเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายย่อมเรียกท่าน
ผู้มีอายุว่าอย่างไร.

317
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 318 (เล่ม 38)

อา. ดูก่อนอาวุโส เรามีชื่อว่า อานนท์ และเพื่อนพรหมจารี
ทั้งหลาย เรียกเราว่า อานนท์.
โก. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าสนทนาอยู่กับท่านอาจารย์ผู้ใหญ่
ไม่รู้เลยว่าเป็นท่านพระอานนท์ ก็ถ้าว่าข้าพเจ้าพึงรู้ว่า นี้คือท่านพระ-
อานนท์ไซร้ ข้าพเจ้าก็ไม่พึงกล่าวโต้ตอบถึงเท่านี้ ขอท่านพระอานนท์
จงอดโทษแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด.
จบโกกนุทสูตรที่ ๖
อรรถกถาโกกนุทสูตรที่ ๖
ใน โกกนุทสูตรที่ ๖ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ปุพฺพาปยมาโน ได้แก่ ทำตัวให้ปราศจากน้ำเช่นกับก่อน
อาบ. ศัพท์ว่า เกฺวตฺถ อาวุโส ตัดบทว่า โก เอตฺถ อาวุโส. บทว่า
ยาวตา อาวุโส ทิฏฺฐิ ความว่า ชื่อว่าทิฏฐิ ๖๒ อย่าง มีอยู่เท่าใด. บทว่า
ยาวตา ทิฏฺฐิฏฺฐานํ ความว่า ฐานแห่งทิฏฐิ ๘ อย่าง มีประมาณอย่างนี้
คือ ขันธ์เป็นฐานทิฏฐิก็มี อวิชชาก็มี ผัสสะก็มี สัญญาก็มี วิตกก็มี
อโยนิโสมนสิการก็มี ปาปมิตรก็มี ปรโตโฆสะ การชักชวนของคนอื่น
ก็มี ชื่อว่าเหตุแห่งทิฏฐิ. บทว่า อธิฏฺฐานํ ได้แก่ ที่ตั้งมั่นแห่งทิฏฐิ
คำนี้เป็นชื่อของทิฏฐิที่ตั้งมั่นครอบงำเป็นไป.
บทว่า ทิฏฺฐิปริยุฏฺฐานํ ได้แก่ ความกลุ้มรุมแห่งทิฏฐิที่ท่านกล่าวไว้
อย่างนี้ว่า คือ ๑. ทิฏฐิคือทิฏฐิคตะ (ความเห็น) ๒. ทิฏฐิคหนะ ชัฏคือ
ทิฏฐิ ๓. ทิฏฐิกันตาระ กันดารคือทิฏฐิ ๔. ทิฏฐิวิสูกะ ข้าศึกคือทิฏฐิ
๕. ทิฏฐิวิปผันทิตะ ความดิ้นรนคือทิฏฐิ ๖. ทิฏฐิสังโยชน์ สังโยชน์

318