ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 249 (เล่ม 38)

ผู้ไม่มีศรัทธา ๑ ความเป็นผู้ไม่รู้ความประสงค์ ๑ ความเกียจคร้าน ๑ ดู
ก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลละธรรม ๓ ประการนี้แล้ว จึงอาจละความฟุ้ง
ซ่าน ความไม่สำรวม ความเป็นผู้ทุศีลได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล
ละธรรม ๓ ประการแล้ว จึงอาจละความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ความเป็นผู้
ไม่รู้ความประสงค์ ความเกียจคร้านได้ ๓ ประการเป็นไฉน คือ ความ
เป็นผู้ไม่เอื้อเฟื้อ ๑ ความเป็นผู้ว่ายาก ๑ ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว ๑ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลย บุคคลละธรรม ๓ ประการนี้แล้ว จึงอาจละความเป็นผู้ไม่
มีศรัทธา ความเป็นผู้ไม่รู้ความประสงค์ ความเกียจคร้านได้ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย บุคคลละธรรม ๓ ประการนี้แล้ว จึงอาจละความเป็นผู้ไม่เอื้อเฟื้อ
ความเป็นผู้ว่ายาก ความเป็นผู้มีมิตรชั่วได้ ๓ ประการเป็นไฉน คือ
ความเป็นผู้ไม่มีความละอาย ๑ ความเป็นผู้ไม่มีความเกรงกลัว ๑ ความ
ประมาท ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลละธรรม ๓ ประการนี้แล้ว จึงอาจ
ละความเป็นผู้ไม่เอื้อเฟื้อ ความเป็นผู้ว่ายาก ความเป้ผู้มีมิตรชั่วได้ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีความละอาย มีความเกรงกลัว ไม่ประมาทอยู่ ก็อาจ
ละความเป็นผู้ไม่เอื้อเฟื้อ ความเป็นผู้ว่ายาก ความเป็นผู้มีมิตรชั่วได้ บุคคล
เป็นผู้มีมิตรดี ก็อาจจะละความเป็นผู้มีมีศรัทธา ความเป็นผู้ไม่รู้ความประ-
สงค์ความเกียจคร้านได้ บุคลเป็นผู้ปรารภความเพียร ก็อาจละความเป็นผู้
ฟุ้งซ่านความไม่สำรวม ความเป็นผู้ทุศีลได้ บุคคลเป็นผู้มีศีล ก็อาจละความ
เป็นผู้ไม่ใคร่เห็นพระอริยะ ความเป็นผู้ไม่ใคร่ฟังธรรมของพระอริยะ ความ
เป็นผู้มีจิตคิดแข่งดีได้ บุคคลเป็นผู้มีจิตไม่คิดแข่งดี ก็อาจละความเป็นผู้
มีสติหลงลืม ความไม่มีสัมปชัญญะ ความฟุ้งซ่านแห่งจิตได้ บุคคลเป็นผู้
มีจิตอันไม่ฟุ้งซ่าน ก็อาจละการกระทำไว้ในใจโดยอุบายอันไม่แยบคาย

249
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 250 (เล่ม 38)

การเสพทางผิด ความหดหู่แห่งจิตได้ บุคคลเป็นผู้มีจิตไม่หดหู่ ก็อาจละ
สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสได้ บุคคลเป็นผู้ไม่มีวิจิกิจฉา
ก็อาจละราคะ โทสะ โมหะได้ บุคคลละราคะ โทสะ โมหะแล้ว ก็อาจ
ละชาติ ชรา มรณะได้.
จบอภัพพสูตรที่ ๖
อรรถกถาอภัพพสูตรที่ ๖
อภัพพสูตรที่ ๖ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถาอภัพพสูตรที่ ๖
๗. กากสูตร
ว่าด้วยอสัทธรรม ๑๐ ประการ
[๗๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กาประกอบด้วยอสัทธรรม ๑๐
ประการ ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้มักขจัด ๑ คะนอง ๑ ทะเยอ
ทะยาน ๑ กินจุ ๑ หยาบช้า ๑ ไม่มีกรุณา ๑ ไม่แข็งแรง มักร้อง ๑
เผลอสติ ๑ สั่งสม ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กาประกอบด้วยอสัทธรรม ๑๐
ประการนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ลามกก็ประกอบด้วยอสัทธรรม
๑๐ ประการ ฉันนั้นเหมือนกันแล ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้ขจัด ๑
คึกคะนอง ๑ ทะเยอทะยาน ๑ กินจุ ๑ หยาบช้า ๑ ไม่มีกรุณา ๑ ไม่
แข็งแรง ๑ มักร้อง ๑ เผลอสติ ๑ สั่งสม ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุผู้ลามกประกอบด้วยอสัทธรรม ๑๐ ประการนี้แล.
จบกากสูตรที่ ๗

250
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 251 (เล่ม 38)

อรรถกถากากสูตรที่ ๗
กากสูตรที่ ๗ พึงทราบวินิจฉันดังต่อไปนี้.
บทว่า ธํสี ได้แก่ ผู้กำจัดคุณ ไม่เอื้อถึงคุณของใคร ๆ แม้เขา
เอามือจับก็กำจัดเสีย ยังถ่ายอุจจาระรดบนศีรษะ. บทว่า ปคพฺโภ ได้แก่
ประกอบด้วยความคะนอง ไร้ยางอาย. ตัณหาความอยาก ท่านเรียกว่า
ตินติณะ ในบทว่า ตินฺติโณ ประกอบด้วยความอยากนั้น หรือมากด้วย
ความน่ารังเกียจ. บทว่า ลุทฺโท แปลว่า หยาบช้า. บทว่า อการุณิโก
แปลว่า ไร้กรุณา. บทว่า ทุพฺพโล ได้แก่ ไม่มีกำลังแรงน้อย. บทว่า
โอรวิตา ได้แก่ บินไปร้องไป. บทว่า เนจยิโก ได้แก่ ทำการสะสม.
จบอรรถกถากากสูตรที่ ๗
๘. นิคันถสูตร๑
ว่าด้วยอสัทธรรม ๑๐ ประการของพวกนิครนถ์
[๗๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกนิครนถ์ประกอบด้วยอสัทธรรม
๑๐ ประการ ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้ไม่มีศรัทธา ๑ ทุศีล ๑
ไม่มีความละอาย ๑ ไม่มีความเกรงกลัว ๑ ไม่ภักดีต่อสัตบุรุษ ๑ ยกตนข่ม
ผู้อื่น ๑ ยึดมั่นความเห็นของตน ถือสิ่งที่ไม่ควรเก็บไว้ สละคืนความยึดมั่น
ถือมั่นด้วยความเห็นของตนได้ยาก ๑ เป็นคนลวงโลก ๑ ปรารถนา
ลามก ๑ มีความเห็นผิด ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกนิครนถ์ประกอบด้วย
อสัทธรรม ๑๐ ประการนี้แล.
จบนิคันถสูตรที่ ๘
๑. สูตรที่ ๘ ไม่มีอรรถกถาอธิบาย.

251
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 252 (เล่ม 38)

๙. อาฆาตวัตถุสูตร
ว่าด้วยวัตถุแห่งความอาฆาต ๑๐ ประการ
[๗๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วัตถุแห่งความอาฆาต ๑๐ ประการนี้
๑๐ ประการเป็นไฉน คือ บุคคลย่อมผูกความอาฆาตว่า บุคคลโน้นได้
ประพฤติสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์แก่เราแล้ว ๑ กำลังประพฤติสิ่งอันไม่เป็น
ประโยชน์แก่เรา ๑ จักประพฤติสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์แก่เรา ๑ ย่อม
ผูกความอาฆาตว่า บุคคลโน้นได้ประพฤติสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้ที่
เป็นที่รักที่ชอบใจของเราแล้ว ๑ กำลังประพฤติสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์
แก่ผู้ที่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ๑ จักประพฤติสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์แก่
ผู้ที่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ๑ ย่อมผูกความอาฆาตว่า บุคคลโน้นได้ประ-
พฤติสิ่งอันเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบใจของเราแล้ว ๑
กำลังประพฤติสิ่งอันเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบใจของ
เรา ๑ จักประพฤติสิ่งอันเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบใจ
ของเรา ๑ ย่อมโกรธในที่ไม่ควร ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วัตถุแห่งความ
อาฆาต ๑๐ ประการนี้แล.
จบอาฆาตวัตถุสูตรที่ ๙
อรรถกถาอาฆาตวัตถุสูตรที่ ๙
อาฆาตวัตถุสูตรที่ ๙ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อฏฺฐาเน ได้แก่ ในที่มิใช่เหตุ จริงอยู่ เหตุเป็นต้นว่า เขา
ได้ประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา จะพึงมีได้ในความเป็นไปของสิ่ง
ที่มีจิตใจ หรือว่าในสิ่งที่ไม่มีจิตใจเป็นต้นว่า ตอไม้ แผ่นหิน ย่อมไม่มี

252
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 253 (เล่ม 38)

เพราะฉะนั้น อาฆาตในข้อนี้ จึงชื่อว่าอาฆาตในที่มิใช่เหตุ. คำที่เหลือ
ทุกแห่ง มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาอาฆาตวัตถุสูตรที่ ๙
จบอากังขวรรคที่ ๓
๑๐. อาฆาตปฏิวินยสูตร๑
ว่าด้วยอุบายเป็นเครื่องกำจัดความอาฆาต๑๐ ประการ
[๘๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบายเป็นเครื่องจำกัดความอาฆาต ๑๐
ประการนี้ ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ บุคคลย่อมกำจัดความอาฆาตว่า
บุคคลได้ประพฤติสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์แก่เราแล้ว การประพฤติสิ่งอัน
เป็นประโยชน์จะพึงได้ในบุคคลนี้แต่ที่ไหน ๑ บุคคลกำลังประพฤติสิ่งอัน
ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา การประพฤติสิ่งอันเป็นประโยชน์จะพึงได้ในบุคคล
นี้แต่ที่ไหน ๑ บุคคลจักประพฤติสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์แก่เรา การ
ประพฤติสิ่งอันเป็นประโยชน์จะพึงได้ในบุคคลนี้แต่ที่ไหน ๑ ย่อมกำจัด
ความอาฆาตว่า บุคคลได้ประพฤติสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้ที่เป็นที่รัก
ที่ชอบใจของเราแล้ว การประพฤติสิ่งอันเป็นประโยชน์จะพึงได้ในบุคคลนี้
แต่ที่ไหน ๑ กำลังประพฤติสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้ที่เป็นที่รักที่ชอบใจ
ของเรา การประพฤติสิ่งอันเป็นประโยชน์จะพึงได้ในบุคคลนี้แต่ที่ไหน ๑
จักประพฤติสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้ที่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา การ
ประพฤติสิ่งอันเป็นประโยชน์จะพึงได้ในบุคคลนี้แต่ที่ไหน ๑ ย่อมกำจัด
ความอาฆาตว่า บุคคลได้ประพฤติสิ่งอันเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ไม่เป็นที่รัก
๑. สูตรที่ ๑๐ ไม่มีอรรถกถาอธิบาย.

253
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 254 (เล่ม 38)

ไม่เป็นที่ชอบใจของเราแล้ว การประพฤติสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์จะพึงได้
ในบุคคลนี้แต่ที่ไหน ๑ กำลังประพฤติสิ่งอันเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ไม่เป็น
ที่รักไม่เป็นที่ชอบใจของเรา การประพฤติสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์จะพึง
ได้ในบุคคลนี้แต่ที่ไหน ๑ จักประพฤติสิ่งอันเป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่
เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบใจของเรา การประพฤติสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์จะ
พึงได้ในบุคคลนี้แต่ที่ไหน ๑ ย่อมไม่โกรธในที่อันไม่ควร ๑ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย อุบายเป็นเครื่องกำจัดความอาฆาต ๑๐ ประการนี้แล.
จบอาฆาตปฎิวินยสูตรที่ ๑๐
จบอากังขวรรคที่ ๓
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อากังขสูตร ๒. กัณฎกสูตร ๓. อิฎฐสูตร ๔. วัตถุสูตร
๕. มิคสาลาสูตร ๖. อภัพพสูตร ๗. กากสูตร ๘. นิคันถสูตร
๙. อาฆาตวัตถุสูตร ๑๐. อาฆาตปฏิวินยสูตร.

254
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 255 (เล่ม 38)

เถรวรรคที่ ๔
๑. วาหุนสูตร
ว่าด้วยพระตถาคตสลัดออกจากธรรม ๑๐ ประการ
ชื่อว่ามีพระทัยปราศจากแดนกิเลส
[๘๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ฝั่งสระโปกขรณี
ชื่อคัคครา ใกล้จัมปานคร ครั้งนั้นแล ท่านพระวาหุนะ เข้าไปเฝ้าพระผู้-
มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้น
แล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระตถาคต
สลัดออก ปราศจาก หลุดพ้นจากธรรมเท่าไรหนอ จึงชื่อว่ามีพระทัย
ปราศจากแดนกิเลสอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนวาหุนะ
พระตถาคตสลัดออก ปราศจาก หลุดพ้นจากธรรม ๑๐ ประการแล จึง
ชื่อว่ามีพระทัยปราศจากแดนกิเลสอยู่ ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ พระ-
ตถาคตสลัดออก ปราศจาก หลุดพ้นจากรูป ๑ จากเวทนา ๑ จากสัญญา
๑ จากสังขาร ๑ จากวิญญาณ ๑ จากชาติ ๑ จากชรา ๑ จากมรณะ ๑
จากทุกข์ ๑ จากกิเลส ๑ จึงชื่อว่ามีพระทัยปราศจากแดนกิเลสอยู่ ดูก่อน
วาหุนะ พระตถาคตสลัดออก ปราศจาก หลุดพ้นจากธรรม ๑๐ ประการ
นี้แล จึงชื่อว่ามีพระทัยปราศจากแดงกิเลสอยู่ เปรียบเหมือนดอกอุบล
ดอกปทุม หรือดอกปุณฑริก ที่เกิดในน้ำ เจริญในน้ำ ขึ้นพ้นแล้วจาก
น้ำ ไม่เปรอะเปื้อนด้วยน้ำตั้งอยู่ฉะนั้น.
จบวาหุนสูตรที่ ๑

255
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 256 (เล่ม 38)

เถรวรรคที่ ๔
อรรถกถาวาหุนสูตรที่ ๑
วรรคที่ ๔ วาหุนสูตรที่ ๑ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า วิมริยาทิกเตน ได้แก่ ทำลายของเขตแห่งกิเลส แล้วทำ
ไม่ให้มีขอบเขต.
จบอรรถกถาวาหุนสูตรที่ ๑
๒. อานันทสูตร
ว่าด้วยภิกษุประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ
จักเจริญงอกงามในธรรมวินัยนี้
[๘๒] ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า ดูก่อนอานนท์ ภิกษุเป็นผู้
ไม่มีศรัทธา จักถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้ ข้อนี้ไม่เป็น
ฐานะที่จะมีได้ ภิกษุเป็นผู้ทุศีล... ภิกษุเป็นผู้มีการสดับน้อย ... ภิกษุ
เป็นผู้ว่ายาก...ภิกษุเป็นผู้มีมิตรชั่ว...ภิกษุเป็นผู้เกียจคร้าน...ภิกษุเป็น
ผู้มีสติเลอะเลือน...ภิกษุเป็นผู้ไม่สันโดษ. . . ภิกษุเป็นผู้มีความปรารถนา
ลามก ...ภิกษุเป็นผู้มีความเห็นผิด จักถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ใน
ธรรมวินัยนี้ ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ดูก่อนอานนท์ ภิกษุประกอบ
ด้วยธรรม ๑๐ ประการนี้แล จักถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัย
นี้ ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้.

256
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 257 (เล่ม 38)

ดูก่อนอานนท์ ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา จักถึงความงอกงามไพบูลย์ใน
ธรรมวินัยนี้ ข้อนี้จึงเป็นฐานะที่มีได้ ภิกษุเป็นผู้มีศีล... ภิกษุเป็นพหูสูต
ทรงไว้ซึ่งสุตะ ...ภิกษุเป็นผู้มีมิตรดีงาม...ภิกษุเป็นผู้ปรารภความเพียร
... ภิกษุเป็นผู้มีสติตั้งมั่น ... ภิกษุเป็นผู้สันโดษ ... ภิกษุเป็นผู้มีความ
ปรารถนาน้อย ...ภิกษุเป็นผู้มีความเห็นชอบ จักถึงความเจริญงอกงาม
ไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้ ข้อนี้จึงเป็นฐานะที่มีได้ ดูก่อนอานนท์ ภิกษุ
ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการนี้แล จึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ใน
ธรรมวินัยนี้ ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้.
จบอานันทสูตรที่ ๒
อรรถกถาอานันทสูตรที่ ๒
อานันทสูตรที่ ๒ มีเนื้อความง่ายเหมือนกัน.
จบอรรถกถาอานันทสูตรที่ ๒
๓. ปุณณิยสูตร
ว่าด้วยธรรมเทศนาประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ
แจ่มแจ้งแก่พระตถาคตโดยส่วนเดียว
[๘๓] ครั้งนั้นแล ท่านพระปุณณิยะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค-
เจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้
ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุ
เป็นปัจจัยเครื่องให้พระธรรมเทศนาแจ่มแจ้งกะพระตถาคตในกาลบาง

257
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 258 (เล่ม 38)

คราว ไม่แจ่มแจ้งในกาลบางคราว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อน
ปุณณิยะ ภิกษุมีศรัทธา แต่ไม่เข้าไปหา พระธรรมเทศนาจึงไม่แจ่มแจ้ง
กะพระตถาคตก่อน แต่ในกาลใด ภิกษุมีศรัทธาและเข้าไปหา ในกาล
นั้น พระธรรมเทศนาจึงจะแจ่มแจ้งกะพระตถาคต ดูก่อนปุณณิยยะ ภิกษุ
มีศรัทธาและเข้าไปหา แต่ไม่เข้านั่งใกล้... เข้านั่งใกล้ แต่ไม่สอบถาม...
สอบถาม แต่ไม่เงี่ยโสตลงฟังธรรม... เงี่ยโสตลงฟังธรรม แต่ฟังแล้ว
ไม่ทรงจำธรรมไว้... ฟังแล้วทรงจำธรรมไว้ แต่ไม่พิจารณาเนื้อความ
แห่งธรรมที่ควรจำไว้.... พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงจำไว้ แต่ไม่
เป็นผู้รู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม... รู้อรรถรู้ธรรม
แล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม แต่ไม่เป็นผู้มีวาจางาม เจรจาถ้อยคำ
ไพเราะ ประกอบด้วยวาจาของชาวเมือง สละสลวย. ไม่หยาบคาย ให้รู้
เนื้อความได้แจ่มแจ้ง... เป็นผู้มีวาจางาม เจรจาถ้อยคำไพเราะ สละสลวย
ไม่หยาบคาย ให้รู้เนื้อความได้แจ่มแจ้ง แต่ไม่เป็นผู้ชี้แจงเพื่อนพรหม
จรรย์ทั้งหลายให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ร่าเริง พระธรรม-
เทศนาจึงไม่แจ่มแจ้งกะพระตถาคตก่อน ดูก่อนปุณณิยะ แต่ในกาลใด
ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา เข้าไปหา เข้านั่งใกล้ สอบถาม เงี่ยโสตลงฟังธรรม
ฟังแล้วทรงจำธรรมไว้ พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงจำไว้ รู้อรรถ
รู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม มีวาจางาม เจรจาถ้อยคำไพเราะ
สละสลวย ไม่หยาบคาย ให้รู้เนื้อความได้แจ่มแจ้ง เป็นผู้ชี้แจงเพื่อน
พรหมจรรย์ให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ร่าเริง ในกาลนั้น
พระธรรมเทศนาจึงแจ่มแจ้งกะพระตถาคต ดูก่อนปุณณิยะ พระธรรม-

258