นี้ ก็มีใจความอย่างเดียวกันนั่นเอง. ภิกษุทัพพีหนึ่งก็ดี บรรณศาลา
ที่เขาสร้างบนเนื้อที่เพียง ๔ ศอกก็ดี ที่เขาถวายแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วย
คุณมีศีลเป็นต้น ย่อมป้องกันจากทุคติวินิบาติได้หลายพันกัป ยังจะเป็น
ปัจจัยแก่อมตธาตุ คือพระนิพพานในที่สุดด้วย. ก็คำมีว่า ขีโรทนํ
อหมทาสึ เป็นต้น เป็นเรื่องตัวอย่างในคำนี้. หรือทั้งเปรตวัตถุ เรื่องเปรต
ทั้งวิมานวัตถุ เรื่องวิมาน เป็นเครื่องสาธกได้ทั้งสิ้น.
ในวาระที่ ๔ พึงทราบวินิจฉัยดังนี้. บทว่า เปตา ได้แก่ ผู้ไปสู่
ภพมัจจุราช. บทว่า ญาติ ได้แก่ ฝ่ายพ่อผัวแม่ผัว. บทว่า สาโลหิตา
ได้แก่ เนื่องด้วยสายเลือดเดียวกัน มีปู่เป็นต้น. บทว่า กาลกตา ได้แก่
ตาย. บทว่า เตสนฺตํ ได้แก่ จิตที่เลื่อมใสในเรานั้น หรือความระลึก
ถึงด้วยทั้งจิตที่เลื่อมในนั้นของญาติสาโลหิตเหล่านั้น. จริงอยู่ บิดาหรือ
มารดาของภิกษุใด ทำกาละมีจิตเลื่อมในว่า พระเถระญาติของพวกเรา
เป็นผู้มีศีลมีกัลยาณธรรม ระลึกถึงภิกษุนั้น ความเลื่อมใสแห่งจิตนั้นก็ดี
เพียงความระลึกถึงนั้นก็ดี ของบุคคลนั้นย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก
ทั้งนั้น.
บทว่า อรติรติสโห ได้แก่ เป็นผู้อดทน ครอบงำ ท่วมทับ ความ
ไม่ยินดีในเนกขัมมปฏิบัติ และความยินดีในกามคุณทั้งหลาย. ในบทว่า
ภยเภรวสโห นี้ ความสะดุ้งจิตก็ดี อารมณ์ก็ดี ชื่อว่า ภัย อารมณ์
อย่างเดียว ชื่อ เภรวะ.
จบอรรถกถาอากังขสูตรที่ ๑