ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 149 (เล่ม 38)

เป็นโทษ ในการเข้าไปในพระราชวังชั้นในข้อที่ ๕.
อีกประการหนึ่ง พระราชาย่อมทรงตั้งบุคคลผู้ควรแก่ตำแหน่งต่ำ
ไว้ในตำแหน่งสูง คนทั้งหลายไม่พอใจในการแต่งตั้งนั้น จะมีความ
กรรมของบรรพชิตกระมังหนอ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นโทษในการ
เข้าไปในพระราชวังชั้นในข้อที่ ๖.
อีกประการหนึ่ง พระราชาย่อมทรงตั้งบุคคลผู้ควรแก่ตำแหน่งสูง
ไว้ในตำแหน่งต่ำ คนทั้งหลายไม่พอใจการแต่งตั้งนั้น จะมีความสงสัย
อย่างนี้ว่า พระราชาทรงคลุกคลีด้วยบรรพชิต กรรมนี้จะพึงเป็นกรรม
ของบรรพชิตกระมังหนอ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นโทษในการเข้าไป
ในพระราชวังชั้นในข้อที่ ๗.
อีกประการหนึ่ง พระราชย่อมทรงส่งกองทัพไปในกาลอันไม่ควร
คนทั้งหลายไม่พอใจในการที่ส่งกองทัพไปนั้น จะมีความสงสัยอย่างนี้ว่า
พระราชาทรงคลุกคลีด้วยบรรพชิต กรรมนี้จะพึงเป็นกรรมของบรรพชิต
กระมังหนอ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นโทษในการเข้าไปในพระราชวัง
ชั้นในข้อที่ ๘.
อีกประการหนึ่ง พระราชาทรงส่งกองทัพไปในกาลอันควร แล้ว
รับสั่งให้กลับเสียในระหว่างทาง คนทั้งหลายไม่พอใจการให้กองทัพกลับ
เสียในระหว่างทางนั้น จะมีความสงสัยอย่างนี้ว่า พระราชาทรงคลุกคลี
ด้วยบรรพชิต กรรมนี้จะพึงเป็นกรรมของบรรพชิตกระมังหนอ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นโทษในการเข้าไปในพระราชวังชั้นในข้อที่ ๙.
อีกประการหนึ่ง พระราชาวังชั้นในเป็นที่คับคั่งด้วยช้าง คับคั่ง

149
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 150 (เล่ม 38)

ด้วยม้า คับคั่งด้วยรถ มีรูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะอันเป็นที่ตั้ง
แห่งความกำหนัด ซึ่งเป็นของไม่สมควรแก่บรรพชิต ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย นี้เป็นโทษในการเข้าไปในพระราชวังชั้นในข้อที่ ๑๐ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย โทษในการเข้าไปในพระราชวังชั้นใน ๑๐ ประการนี้แล.
จบปเวสนสูตรที่ ๕
อรรถกถาปเวสนสูตรที่ ๕
ปเวสนสูตรที่ ๕ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า กตํ วา กริสฺสนฺติ วา ได้แก่ ทำการล่วงละเมิดเมถุนแล้ว
หรือจักทำการล่วงละเมิดเมถุนนั้น. บทว่า รตนํ ได้แก่ บรรดารัตนะ มี
มณีรัตนะเป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง. บทว่า ปฏฺเฐติ ได้แก่ ประสงค์จะ
ให้ตาย. บทว่า หตฺถีสมฺพาธํ แปลว่าอันเบียดเสียดด้วยช้าง. ปาฐะว่า
หตฺถีมทฺทนํ ก็มี. คำนั้นมีใจความว่า ชื่อว่าหัตถีสัมมัททะ เพราะเป็น
ที่มีช้างเหยียบย่ำ. ในคำที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน. บทว่า รชนียานิ
รูปสทฺทคนฺธรสโผฏฺฐพฺพานิ ความว่า อารมณ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้น ที่ทำ
ให้ราคะเกิดเหล่านี้นั้นย่อมเป็นของอร่อยในข้อนั้น.
จบอรรถกถาปเวสนสูตรที่ ๕
๖. สักกสูตร
ว่าด้วยพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงเตือนอุบาสกชาวสักกะให้รักษาอุโบสถเป็นนิตย์
[๔๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ นิโครธาราม
ใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ สักกชนบท ครั้งนั้นแล อุบาสกชาวสักกชนบทเป็นอัน

150
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 151 (เล่ม 38)

มาก ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับในวันอุโบสถ ถวาย
อภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าได้ตรัสถามอุบาสกชาวสักกชนบทว่า ดูก่อนอุบาสกชาวสักกชนบท
ทั้งหลาย ท่านทั้งหลายย่อมรักษาอุโบสถอันประกอบด้วยองค์ ๘ แลหรือ
อุบาสกชาวสักกชนบทเหล่านั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บาง
คราวข้าพระองค์ทั้งหลายย่อมรักษาอุโบสถอันประกอบด้วยองค์ ๘ บาง
คราวไม่ได้รักษา พระพุทธเจ้าข้า.
พ. ดูก่อนอุบาสกชาวสักกะทั้งหลาย ไม่เป็นลาภของท่านทั้งหลาย
เสียแล้ว ท่านทั้งหลายไม่ได้ดีเสียแล้ว ที่ท่านทั้งหลายเมื่อชีวิตมีภัยเพราะ
ความโศก มีภัยเพราะความตายอยู่อย่างนี้ บางคราวก็รักษาอุโบสถอัน
ประกอบด้วยองค์ ๘ บางคราวก็ไม่ได้รักษา ดูก่อนอุบาสกชาวสักกะ
ทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษในโลกนี้
พึงยังทรัพย์กึ่งกหาปณะให้เกิดขึ้นทุก ๆ วัน ด้วยการงานอันชอบโดยไม่
แตะต้องอกุศลเลย สมควรจะกล่าวได้หรือไม่ว่า เป็นบุรุษฉลาดสมบูรณ์
ด้วยความหมั่น.
อุ. สมควรกล่าวได้อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า.
พ. ดูก่อนอุบาสกชาวสักกะทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจะสำคัญความ
ข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษในโลกนี้พึงยังทรัพย์กหาปณะหนึ่งให้เกิดขึ้นทุก ๆ
วัน ด้วยการงานอันชอบโดยไม่แตะต้องอกุศลเลย สมควรจะกล่าวได้
หรือไม่ว่า เป็นบุรุษผู้ฉลาดสมบูรณ์ด้วยความหมั่น.
อุ. สมควรกล่าวได้อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า.
พ. ดูก่อนอุบาสกชาวสักกะทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจะสำคัญความ

151
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 152 (เล่ม 38)

ข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษในโลกนี้ พึงยังทรัพย์ ๒ กหาปณะ ๓ กหาปณะ
๔ กหาปณะ ๕ กหาปณะ ๖ กหาปณะ ๗ กหาปณะ ๘ กหาปณะ
๙ กหาปณะ ๑๐ กหาปณะ ๒๐ กหาปณะ ๓๐ กหาปณะ ๔๐ กหาปณะ
๑๐๐ กหาปณะ ให้เกิดขึ้นทุก ๆ วัน ด้วยการงานอันชอบ โดยไม่แตะ
ต้องอกุศลเลย สมควรจะกล่าวได้หรือไม่ว่า เป็นบุรุษผู้ฉลาดสมบูรณ์
ด้วยความหมั่น.
อุ. สมควรกล่าวได้อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า.
พ. ดูก่อนอุบาสกชาวสักกะทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจะสำคัญความ
ข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษนั้นเมื่อยังทรัพย์ ๑๐๐ กหาปณะ ๑,๐๐๐ กหาปณะ
ให้เกิดขึ้นทุก ๆ วัน เก็บทรัพย์ที่ตนได้แล้ว ๆ ไว้ เป็นผู้มีชีวิตร้อยปี
จะพึงประสบกองโภคสมบัติเป็นอันมาก บ้างหรือหนอ.
อุ. พึงเป็นอย่างนั้นได้ พระพุทธเจ้าข้า.
พ. ดูก่อนอุบาสกชาวสักกะทั้งหลาย ท่านทั้งหลายสำคัญความ
ข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษนั้นจะพึงเสวยความสุขโดยส่วนเดียวอยู่ ๑ คืน ๑
วันหรือกึ่งวัน อันมีโภคสมบัติเป็นเหตุ มีโภคสมบัติเป็นแดนเกิด มี
โภคสมบัติเป็นที่ตั้ง บ้างหรือหนอ.
อุ. มิได้เป็นอย่างนั้นเลย พระพุทธเจ้าข้า.
พ. ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุอะไร.
อุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะกามทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง
เป็นของว่างเปล่า เป็นของหลอกลวง เป็นของมีความฉิบหายไปเป็น
ธรรมดา.
พ. ดูก่อนอุบาสกชาวสักกะทั้งหลาย ส่วนสาวกของเราในธรรม-

152
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 153 (เล่ม 38)

วินัยนี้ เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว ปฏิบัติตามที่เรา
พร่ำสอนอยู่ตลอด ๑๐ ปี พึงเป็นผู้เสวยความสุขโดยส่วนเดียวตลอดร้อยปี
ก็มี หมื่นปีก็มี แสนปีก็มี และสาวกของเรานั้นแล พึงเป็นสกทาคามี
ก็มี เป็นอนาคามีก็มี เป็นโสดาบันปฏิบัติไม่ผิดก็มี ดูก่อนอุบาสกชาว
สักกะทั้งหลาย ๑๐ ปีจงยกไว้ สกวกของเราในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่
ประมาณ มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว ปฏิบัติตามที่เราพร่ำสอนตลอด
๙ ปี ๘ ปี ๗ ปี ๕ ปี ๔ ปี ๓ ปี ๒ ปี ๑ ปี พึงเป็นผู้เสวยความสุข
โดยส่วนเดียวตลอดร้อยปีก็มี หมื่นปีก็มี แสนปีก็มี และสาวกของเรา
นั้นแล พึงเป็นสกทาคามีก็มี พึงเป็นอนาคามีก็มี เป็นโสดาบันปฏิบัติ
ไม่ผิดก็มี ดูก่อนอุบาสกชาวสักกะทั้งหลาย ๑ ปีจงยกไว้ สาวกของเราใน
ธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว ปฏิบัติตาม
ที่เราพร่ำสอนตลอด ๑๐ เดือน พึงเป็นผู้เสวยสุขโดยส่วนเดียวตลอดร้อยปี
ก็มี หมื่นปีก็มี แสนปีก็มี และสาวกของเรานั้นแล พึงเป็นสกทาคามี
ก็มี เป็นอนาคามีก็มี เป็นโสดาบันปฏิบัติไม่ผิดก็มี ดูก่อนอุบาสกชาวสักกะ
ทั้งหลาย ๑๐ เดือนจงยกไว้ สาวกของเราในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่ประ-
มาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว ปฏิบัติตามที่เราพร่ำสอนตลอด ๙ เดือน
๘ เดือน ๗ เดือน ๖ เดือน ๕ เดือน ๔ เดือน ๓ เดือน ๒ เดือน ๑ เดือน
กึ่งเดือน พึงเป็นผู้เสวยสุขโดยส่วนเดียวตลอดร้อยปีก็มี หมื่นปีก็มี แสน
ปีก็มี และสาวกของเรานั้นแล พึงเป็นสกทาคามีก็มี เป็นอนาคามีก็มี เป็น
โสดาบันปฏิบัติไม่ผิดก็มี ดูก่อนอุบาสกชาวสักกะทั้งหลาย กึ่งเดือนจงยก
ไว้ สาวกของเราในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจ
เด็ดเดี่ยว ปฏิบัติตามที่เราพร่ำสอนตลอด ๑๐ คือ ๑๐ วัน พึงเป็นผู้

153
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 154 (เล่ม 38)

เสวยสุขโดยส่วนเดียวตลอดร้อยปีก็มี หมื่นปีก็มี แสนปีก็มี และสาวก
ของเรานั้นแล พึงเป็นสกทาคามีก็มี เป็นอนาคามีก็มี เป็นโสดาบัน
ปฏิบัติไม่ผิดก็มี ดูก่อนอุบาสกชาวสักกะทั้งหลาย ๑๐ คืน ๑๐ วัน จงยก
ไว้ สาวกของเราในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจ
เด็ดเดี่ยว ปฏิบัติตามที่เราพร่ำสอนตลอด ๙ คืน ๙ วัน ๘ คืน ๘ วัน
๗ คืน ๗ วัน ๖ คืน ๖ วัน ๕ คืน ๕ วัน ๔ คืน ๔ วัน ๓ คืน ๓ วัน
๒ คืน ๒ วัน ๑ คืน ๑ วัน พึงเป็นผู้เสวยสุขโดยส่วนเดียวตลอดร้อยปี
ก็มี หมื่นปีก็มี แสนปีก็มี และสาวกของเรานั้นแล พึงเป็นสกทาคามี
ก็มี เป็นอนาคามีก็มี เป็นโสดาบันปฏิบัติไม่ผิดก็มี ดูก่อนอุบาสกชาวสักกะ
ทั้งหลาย ไม่เป็นลาภของท่านทั้งหลายเสียแล้ว ท่านทั้งหลายไม่ได้ดีแล้ว
ที่ท่านทั้งหลาย เมื่อชีวิตมีภัยเพราะความโศก มีภัยเพราะความตายอย่างนี้
บางคราวก็รักษาอุโบสถอันมีองค์ ๘ บางคราวก็ไม่รักษา.
อุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เหล่านี้จักรักษาอุโบสถ อัน
ประกอบด้วยองค์ ๘ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.
จบสักกสูตรที่ ๖
อรรถกถาสักกสูตรที่ ๖
สักกสูตรที่ ๖ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า โสกลภเย แปลว่า มีภัยเพราะความโศก. ปาฐะว่า โสกภเย
ดังนี้บ้าง. ในบทที่ ๒ ก็นัยนี้เหมือนกัน. บทว่า เยน กมฺมฏฺฐาเนน
ความว่า บรรดาการงานทั้งหลายมีการไถ การค้าขาย เป็นต้น การงาน
อย่างใดอย่างหนึ่ง. บทว่า อนาปชฺช อกุสลํ ความว่า ไม่ถึงอกุศลไร ๆ

154
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 155 (เล่ม 38)

บทว่า นิพฺพิเสยฺย ได้แก่ พึงให้เกิดขึ้น ไม่ถึงให้เสียไป. บทว่า ทกฺโข
แปลว่า ผู้ฉลาด. บทว่า อุฏฺฐานสมฺปนฺโน ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความขยัน
หมั่นเพียร. บทว่า อลํ วจนาย แปลว่า ควรที่จะกล่าว. บทว่า เอกนฺต-
สุขปฏิสํเวที วิหเรยฺย ความว่า รับรู้เสวยสุขทางกายและทางใจส่วนเดียว
ด้วยญาณอยู่.
บทว่า อนิจฺจา ได้แก่ มีแล้วก็ไม่มี. บทว่า ตุจฺฉา ได้แก่ เว้นจาก
ความชื่นใจ. บทว่า มุสา ได้แก่ กามแม้จะล่วงประหนึ่งว่าเที่ยง งาม และ
สุข ก็ไม่เป็นอย่างนั้น เหตุนั้น จึงชื่อว่า โมสธมฺมา ได้แก่ มีอันเสียไป
เป็นสภาวะ เพราะฉะนั้น จึงทรงชี้ว่า อาศัยกามเหล่านั้นจึงเกิดทุกข์. บทว่า
โว ในคำว่า อิธ โข ปน โว นี้เป็นเพียงนิบาต. บทว่า อปณฺณกํ วา
โสตาปนฺโน ความว่า หรือว่าเป็นโสดาบันปฏิบัติไม่ผิดโดยส่วนเดียว.
แม้ผู้นั้นทำฌานให้เกิดแล้ว ก็ไปพรหมโลก หรือเสวยสุขส่วนเดียวใน
กามาพจรสวรรค์ ๖ ชั้นอยู่. ในพระสูตรนี้ พระศาสดาตรัสคุณของอุโบสถ
ประกอบด้วยองค์ ๘.
จบอรรถกถาสักกสูตรที่ ๖
๗. มหาลิสูตร
ว่าด้วยเหตุแห่งการทำบาปกรรมและกัลยาณกรรม
[๔๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลาป่า
มหาวัน ใกล้นครเวสาลี ครั้นนั้นแล กษัตริย์ลิจฉวีพระนามว่ามหาลี ได้
เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระ-

155
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 156 (เล่ม 38)

ผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอแลเป็นเหตุเป็นปัจจัย
แห่งการทำบาปกรรม แห่งความเป็นไปแห่งบาปกรรม พระผู้มีพระภาค-
เจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนมหาลี โลภะแลเป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งการทำบาป
กรรม แห่งความเป็นไปแห่งบาปกรรม ดูก่อนมหาลี จิตอันบุคคลตั้งไว้
โมหะแล... อโยนิโสมนสิการแล... ดูก่อนมหาลี จิตอันบุคคลตั้งไว้
ผิดแล เป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งการทำบาปกรรม แห่งความเป็นไปแห่ง
บาปกรรม ดูก่อนมหาลี กิเลสมีโลภะเป็นต้นนี้แล เป็นเหตุเป็นปัจจัย
แห่งการทำบาปกรรม แห่งความเป็นไปแห่งบาปกรรม.
ม. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งการทำกัลยาณ-
กัลยาณกรรม แห่งความเป็นไปแห่งกัลยาณกรรม.
พ. ดูก่อนมหาลี อโลภะแลเป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งการทำกัลยาณ-
กรรม แห่งความเป็นไปแห่งกัลยาณกรรม ดูก่อนมหาลี อโทสะแล...
อโมหะแล... โยนิโสมนสิการแล... ดูก่อนมหาลี จิตอันบุคคลตั้งไว้
ชอบแล เป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งการทำกัลยาณกรรม แห่งความเป็นไป
แห่งกัลยาณกรรม ดูก่อนมหาลี ธรรมมีอโลภะเป็นต้นนี้แล เป็นเหตุ
เป็นปัจจัยแห่งการทำกัลยาณธรรม แห่งความเป็นไปกัลยาณธรรม
ดูก่อนมหาลี ถ้าธรรม ๑๐ ประการนี้แลไม่พึงมีในโลก ชื่อว่าความ
ประพฤติไม่สม่ำเสมอ คือ ความประพฤติอธรรม หรือความประพฤติ
สม่ำเสมอ คือ ความประพฤติธรรม ก็จะไม่พึงปรากฏในโลกนี้ ดูก่อน
มหาลี ก็เพราะธรรม ๑๐ ประการนี้มีพร้อมอยู่ในโลก ฉะนั้น ชื่อว่าความ
ประพฤติไม่สม่ำเสมอ คือ ความประพฤติอธรรม หรือความประพฤติ
สม่ำเสมอ คือ ความประพฤติธรรม จึงปรากฏ (ในโลกนี้).
จบมหาลิสูตรที่ ๗

156
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 157 (เล่ม 38)

อรรถกถามหาลิสูตรที่ ๗
มหาลิสูตรที่ ๗ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า มิจฺฉาปณิหิตํ แปลว่า ที่เขาตั้งไว้ผิด. บทว่า อธมฺมจริยา
วิสมจริยา ความว่า พึงทรามวิสมจริยาความประพฤติไม่เรียบร้อย กล่าว
คือ อธรรมจริยา ความประพฤติอธรรมได้ ก็ด้วยอำนาจอกุศลกรรมบถ
จริยานอกนี้ก็ด้วยอำนาจกุศลกรรมบถ. ในพระสูตรนี้ ตรัสเฉพาะวัฏฏะ
เท่านั้น ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถามหาลิสูตรที่ ๗
๘. อภิณหปัจจเวกขณธรรมสูตร
ว่าด้วยธรรมที่บรรพชิตพึงพิจารณาเนื่อง ๆ ๑๐ ประการ
[๔๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการนี้ อันบรรพชิต
พึงพิจารณาเนือง ๆ ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ บรรพชิตพึงพิจารณา
เนือง ๆ ว่า เราเป็นผู้มีเพศต่างจากคฤหัสถ์ ๑ บรรพชิตพึงพิจารณาเนืองๆ
ว่า การเลี้ยงชีพของเราเนื่องด้วยผู้อื่น ๑ บรรพชิตพึงพิจารณาเนือง ๆ
ว่า อากัปกิริยาอย่างอื่น อันเราควรทำมีอยู่ ๑ บรรพชิตพึงพิจารณา
เนือง ๆ ว่า เราย่อมติเตียนตนเองได้โดยศีลหรือไม่ ๑ บรรพชิตพึง
พิจารณาเนือง ๆ ว่า เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายผู้เป็นวิญญูชนพิจารณา
แล้ว ติเตียนเราได้โดยศีลหรือไม่ ๑ บรรพชิตพึงพิจารณาเนือง ๆ ว่า
เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น ๑ บรรพชิตพึงพิจารณา
เนือง ๆ ว่า. เราเป็นผู้มีกรรมเป็นของของตน เป็นทายาทของกรรม มี
กรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เราจัก

157
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 158 (เล่ม 38)

ทำกรรมใดดีหรือชั่วก็ตาม เราจักต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น ๑ บรรพ-
ชิตพึงพิจารณาเนืองๆ ว่า วันคืนล่วงไป ๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่ ๑ บรรพ-
ชิตพึงพิจารณาเนืองๆ ว่า เราย่อมยินดีในเรือนว่างเปล่าหรือไม่ ๑ บรรพ-
ชิตพึงพิจารณาเนือง ๆ ว่า ญาณทัสสนะวิเศษอันสามารถกำจัดกิเลส เป็น
อริยะ คือ อุตตริมนุสสธรรม อันเราได้บรรลุแล้วมีอยู่หรือหนอ ที่เป็น
เหตุให้เราผู้อันเพื่อนพรหมจรรย์ถามแล้ว จักไม่เป็นผู้เก้อเขินในกาลภาย
หลัง ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑๐ ประการนี้แล อันบรรพชิตพึง
พิจารณาเนือง ๆ.
จบอภิณหปัจจเวกขณธรรมสูตรที่ ๘
อรรถกถาอภิณหปัจจเวกขณธรรมสูตรที่ ๘
อภิณหปัจจเวกขณธรรมสูตรที่ ๘ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ปพฺพชิเตน ได้แก่ ผู้ละฆราวาส การครองเรือนเข้าถึงการ
บวชในพระศาสนา. บทว่า อภิณฺหํ แปลว่า เนือง ๆ บ่อย ๆ. บทว่า
ปจฺจเวกฺขิตพฺพา แปลว่า พึงสำรวจดู พึงกำหนดดู.
บทว่า เววณฺณิยํ แปลว่า ความมีเพศต่าง ความมีรูปต่าง ๆ ก็
ความมีเพศต่างนั้นมี ๒ อย่าง คือ ความมีเพศต่างโดยสรีระ ๑ ความ
มีเพศต่างโดยบริขาร ๑ บรรดาความมีเพศต่าง ๒ อย่างนั้น ความมีเพศต่าง
โดยสรีระ พึงทราบได้ด้วยการปลงผมและหนวด. ก็ก่อนบวช แม้นุ่งผ้า
ก็ต้องใช้ผ้าดีเนื้อละเอียด ย้อมสีต่างๆ แม้บริโภคก็ต้องกินรสอร่อยต่างๆ
ใส่ภาชนะทองและเงิน แม้นอนนั่งก็ต้องที่นอนที่นั่งอย่างดีในห้องสง่างาม
แม้ประกอบยาก็ต้องใช้ เนยใส เนยข้น เป็นต้น ตั้งแต่บวชแล้ว จำ

158