ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 129 (เล่ม 38)

บทว่า อปฺปสนฺนานํ ความว่า เมื่อมีการบัญญัติสิกขาบท มนุษย์
แม้เหล่าใดที่เป็นบัณฑิตที่ยังไม่เลื่อมใส รู้การบัญญัติสิกขาบท หรือเห็น
ภิกษุปฏิบัติสิกขาบทตามที่ทรงบัญญัติ มนุษย์เหล่านี้ย่อมถึงความเลื่อมใส
ว่า สมณะเหล่านี้งดเว้นจากฐานที่ตั้งแห่งความรักความโกรธความหลง
แห่งมหาชนในโลกอยู่ ชื่อว่ากระทำกิจที่ทำได้ยากหนอ เห็นคัมภีร์ใน
พระวินัยปิฎกก็เลื่อมใส เหมือนกตเวทิพราหมณ์ผู้มิจฉาทิฏฐิ ด้วยเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อปฺปสนฺนานํ ปสาทาย เพื่อความเลื่อมใส
แห่งบุคคลผู้ยังไม่เลื่อมใส.
บทว่า ปสนฺนานํ ความว่า กุลบุตรแม้เหล่าใดเลื่อมใสในพระ-
ศาสนาแล้ว กุลบุตรแม้เหล่านั้นรู้การบัญญัติสิกขาบท หรือเห็นภิกษุ
ปฏิบัติตามสิกขาบทที่ทรงบัญญัติ ย่อมเลื่อมใสยิ่ง ๆ ขึ้นไปว่า โด พระผู้
เป็นเจ้าที่ฉันหนเดียว รักษาพรหมจริยสังวรจนตลอดชีวิต ชื่อว่ากระทำ
กิจที่ทำได้ยากหนอ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ปสนฺนานํ
ภิยฺโยภาวาย เพื่อความเลื่อมใสยิ่ง ๆ ขึ้นไปของคนที่เลื่อมใสแล้ว.
บทว่า สทฺธมฺมฏฺฐิติยา ความว่า สัทธรรมมี ๓ อย่าง คือ ปริ-
ยัตติสัทธรรม ปฏิปัตติสัทธรรม อธิคมสัทธรรม. บรรดาสัทธรรม ๓
อย่างนั้น พุทธวจนะแม้ทั้งสิ้น ชื่อว่า ปริยัตติสัทธรรม สัทธรรมนี้คือ
ธุองค์คุณ ๑๓ จาริตศีล วาริตศีล สมาธิ วิปัสสนา ชื่อว่า ปฏิปัตติ-
สัทธรรม. โลกุตรธรรม ๙ ชื่อว่า อธิคมสัทธรรม. สัทธรรมนั้นแม้
ทั้งหมด เพราะเหตุที่เมื่อมีบัญญัติสิกขาบท ภิกษุทั้งหลายย่อมเรียนสิกขาบท
วิภังค์แห่งสิกบทนั้น และพระพุทธวจนะอื่น เพื่อส่องความสิกขาบท
และวิภังค์นั้น และเมื่อปฏิบัติสิกขาบทตามที่ทรงบัญญัติ บำเพ็ญข้อปฏิบัติ
ย่อมบรรลุโลกุตรธรรมพี่พึงบรรลุด้วยข้อปฏิบัติ ฉะนั้น พระสัทธรรมจึง

129
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 130 (เล่ม 38)

ดำรงอยู่ยั่งยืนเพราะการบัญญัติสิกขาบท ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสว่า สทฺธมฺมฏฺฐิติยา เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม.
บทว่า วินยานุคฺคหาย ความว่า เมื่อมีการบัญญัติสิกขาบท ก็เป็น
อันอนุเคราะห์อุปถัมภ์ค้ำชูวินัย แม้ทั้ง ๔ อย่าง คือ สังวรวินัย ปหานวินัย
สมถวินัย บัญญัติวินัย เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า วินยา-
นุคฺคหาย เพื่ออนุเคราะห์พระวินัย.
จบอรรถกถาปฐมอุปาลิสูตรที่ ๑
๒. ทุติยอุปาลิสูตร
ว่าด้วยการหยุดสวดปาติโมกข์ ๑๐ ประการ
อุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การหยุดสวดปาติโมกข์มีกี่ประการ
พระเจ้าข้า.
พ. ดูก่อนอุบาลี การหยุดสวดปาติโมกข์มี ๑๐ ประการ ๑๐ ประการ
เป็นไฉน คือ ภิกษุผู้ต้องปาราชิกนั่งอยู่ในบริษัทนั้น ๑ กถาปรารภ
ปาราชิก เป็นเรื่องยังทำค้างอยู่ ๑ อนุปสัมบันนั่งอยู่ในบริษัทนั้น ๑
กถาปรารภอนุปสัมบัน เป็นเรื่องยังทำค้างอยู่ ๑ ผู้บอกลาสิกขานั่งอยู่
ในบริษัทนั้น ๑ กถาปรารภผู้บอกลาสิกขา เป็นเรื่องยังทำค้างอยู่ ๑
บัณเฑาะก์นั่งอยู่ในบริษัทนั้น ๑ กถาปรารภบัณเฑาะก์ เป็นเรื่องยังทำค้าง
อยู่ ๑ ผู้ประทุษร้ายนางภิกษุณีนั่งอยู่ในบริษัทนั้น ๑ กถาปรารภผู้ประทุษ-
ร้ายภิกษุณี เป็นเรื่องยังทำค้างอยู่ ๑ ดูก่อนอุบาลี การหยุดสวดปาติโมกข์
มี ๑๐ ประการนี้แล.
จบทุติยอุปาลิสูตรที่ ๒

130
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 131 (เล่ม 38)

อรรถกถาทุติยอุปลิสูตรที่ ๒
ทุติยอุปาลิสูตรที่ ๒ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ปาราชิโก ได้แก่ ผู้ต้องอาบัติปาราชิก. บทว่า ปาราชิกกถา
วิปฺปกตา โหติ ความว่า เรื่องอย่างนี้ว่า บุคคลชื่อโน้นต้องอาบัติปาราชิก
หรือหนอ เป็นอันเริ่มไว้แล้วยังไม่จบ ในบททั้งปวงก็นัยนี้เหมือนกัน.
จบอรรถกถาทุติยอุปาลิสูตรที่ ๒
๓. อุพพาหสูตร
ว่าด้วยภิกษุประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ สงฆ์พึงสมมติ
ให้รื้อฟื้นอธิกรณ์
[๓๒] อุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุประกอบด้วยธรรมเท่าไร
หนอแล สงฆ์พึงสมมติเพื่อให้เป็นผู้รื้อฟื้นอธิกรณ์.
พ. ดูก่อนอุบาลี ภิกษุผู้ประกอบธรรม ๑๐ ประการแล สงฆ์
พึงสมมติเพื่อให้เป็นผู้รื้อฟื้นอธิกรณ์ ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุใน
ธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล สำรวมแล้วในปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วย
อาจาระและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษทั้งหลายอันมีประมาณน้อย สมา-
ทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ๑ เป็นพหูสูตร ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ
เป็นผู้สดับมาก ทรงไว้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฏฐิ ซึ่ง
ธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหม-
จรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ๑
ปาติโมกข์ทั้งสองเป็นอุเทศอันภิกษุนั้นจำดีแล้ว จำแนกดีแล้ว กล่าวดีแล้ว
โดยพิสดาร วินิจฉัยดีแล้วโดยสูตร โดยอนุพยัญชนะ ๑ อนึ่ง ภิกษุนั้น

131
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 132 (เล่ม 38)

เป็นผู้เคร่งครัดในวินัยไม่ง่อนแง่น ๑ เป็นผู้สามารถเพื่ออันยังอยู่คู่ความ
ทั้งสองฝ่ายให้ยินยอม ให้ตรวจดู ให้เห็นเหตุผล ให้เลื่อมใสได้ ๑ เป็น
ผู้ฉลาดในการยังอธิกรณ์อันเกิดขึ้นให้ระงับ ๑ รู้อธิกรณ์ ๑ รู้เหตุเป็นที่
เกิดขึ้นแห่งอธิกรณ์ ๑ รู้ความดับแห่งอธิกรณ์ ๑ รู้ทางปฏิบัติเป็นเครื่อง
ถึงความดับอธิกรณ์ ๑ ดูก่อนอุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ
นี้แล สงฆ์พึงสมมติเพื่อให้เป็นผู้รื้อฟื้นอธิกรณ์.
จบอุพพาหสูตรที่ ๓
อรรถกถาอุพพาหสูตรที่ ๓
อุพพาหสูตรที่ ๓ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อุพฺพาหิกาย ได้แก่ เพื่อประโยชน์แก่การชักขึ้นยกขึ้นไว้
เพื่อระงับอธิกรณ์ที่มาถึงแล้ว. บทว่า วินเย โข ปน  ิโต โหติ ได้แก่
เป็นผู้ตั้งอยู่ในลักษณะแห่งวินัย. บทว่า อสํหิโร ได้แก่ ไม่ละทิ้งลัทธิของ
ตนด้วยเหตุเพียงคำพูดของบุคคลอื่น. บทว่า ปฏิพโล ได้แก่ ประกอบด้วย
กำลังกายบ้าง กำลังความรู้บ้าง. บทว่า สญฺญาเปตุํ ได้แก่ ให้ยินยอม.
บทว่า นิชฺฌาเปตุํ ได้แก่ ให้เพ่งดู. บทว่า เปกฺขาตุํ ได้แก่ ให้เห็น. บทว่า
ปสาเทตุํ ได้แก่ กระทำให้เกิดความเลื่อมใสเอง. บทว่า อธิกรณํ ได้แก่
อธิกรณ์ ๔ มีวิวาทาธิกรณ์เป็นต้น. บทว่า อธิกรณสมุทยํ ได้แก่ เหตุ
เกิดอธิกรณ์มีมูลวิวาทเป็นต้น. บทว่า อธิกรณนิโรธํ ได้แก่ ระงับอธิกรณ์.
บทว่า อธิกรณนิโรธคามินีปฏิปทํ ได้แก่ อธิกรณสมถะ ๗ อย่าง.
จบอรรถกถาอุพพาหสูตรที่ ๓

132
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 133 (เล่ม 38)

๔. อุปสัมปทาสูตร
ว่าด้วยภิกษุประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ พึงให้กุลบุตรอุปสมบท
[๓๓] อุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรมเท่าไร
หนอแล พึงให้กุลบุตรอุปสมบท.
พ. ดูก่อนอุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการแล พึง
ให้กุลบุตรอุปสมบท ๑๐ ประการเป็นไฉน คือภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็น
ผู้มีศีล สำรวมในปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มี
ปกติเห็นภัยในโทษอันมีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบท
ทั้งหลาย ๑ เป็นพหูสูต ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้สดับมาก ทรงไว้
คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฏฐิซึ่งธรรมอันงามในเบื้องต้น
งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ พร้อม
ทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ๑ ปาติโมกข์เป็นอุเทศอันภิกษุนั้น
จำดีแล้ว จำแนกดีแล้ว ให้เป็นไปดีแล้ว โดยพิสดาร วินิจฉัยดีแล้วโดย
สูตรโดยอนุพยัญชนะ ๑ ภิกษุนั้นเป็นผู้สามารถเพื่ออุปัฏฐากเองหรือเพื่อ
ให้ผู้อื่นอุปัฏฐากซึ่งสัทธิวิหาริกผู้เป็นไข้ ๑ เป็นผู้สามารถเพื่อระงับเอง
หรือให้ผู้อื่นระงับความไม่ยินดียิ่ง (ของสัทธิวิหาริก) ๑ เป็นผู้สามารถ
เพื่อบรรเทาความรำคาญอันเกิดขึ้นแล้วได้โดยธรรม ๑ เป็นผู้สามารถ
เปลื้องความเห็นผิดอันเกิดขึ้นแล้วโดยธรรม ๑ เป็นผู้สามารถเพื่อให้
สมาทานในอธิศีล ๑ เป็นผู้สามารถเพื่อให้สมาทานให้อธิจิต ๑ เป็นผู้
สามารถเพื่อให้สมาทานในอธิปัญญา ๑ ดูก่อนอุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วย
ธรรม ๑๐ ประการนี้เลย พึงให้กุลบุตรอุปสมบท.
จนอุปสัมปทาสูตรที่ ๔

133
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 134 (เล่ม 38)

อรรถกถาอุปสัมปทาสูตรที่ ๔
อุปสัมปทาสูตรที่ ๔ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อนภิรตึ ได้แก่ ความเป็นผู้กระสัน. บทว่า วูปกาเสตุํ
ได้แก่ กำจัด. บทว่า อธิสีเล ได้แก่ ศีลสูงสุด. แม้ในจิตและปัญญาก็นัยนี้
เหมือนกัน.
จบอรรถกถาอุปสัมปทาสูตรที่ ๔
๕. นิสสยสูตร๑
ว่าด้วยภิกษุประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการถึงให้นิสัย
[๓๔] อุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรมเท่าไร
หนอแล พึงให้นิสัย. ฯลฯ
จบนิสสยสูตรที่ ๕
๖. สามเณรสูตร๒
ว่าด้วยภิกษุประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก
อุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรมเท่าไรหนอแล
พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก.
พ. ดูก่อนอุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการแล พึง
ให้สามเณรอุปัฏฐาก ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็น
ผู้มีศีล สำรวมแล้วในปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มี
ปกติเห็นภัยในโทษอันมีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบท
๑-๒. สูตรที่ ๕-๖ ไม่มีอรรถกถาอธิบาย.

134
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 135 (เล่ม 38)

ทั้งหลาย ๑ เป็นพหูสุต. ฯลฯ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฏฐิ ๑ ปาติโมกข์เป็น
อุเทศอันภิกษุนั้นเรียนดีแล้ว ฯลฯ ๑ ภิกษุนั้นเป็นผู้สามารถเพื่ออุปัฏฐาก
เอง หรือเพื่อให้ผู้อื่นอุปัฏฐากซึ่งสัทธิวิหาริกผู้เป็นไข้ ๑ เป็นผู้สามารถเพื่อ
ระงับเองหรือเพื่อให้ผู้อื่นช่วยระงับซึ่งความไม่ยินดียิ่ง ๑ เป็นผู้สามารถ
บรรเทาความรำคาญที่เกิดขึ้นแล้วโดยธรรม ๑ เป็นผู้สามารถเพื่อเปลื้อง
ความเห็นผิดที่เกิดขึ้นแล้วโดยธรรม ๑ เป็นผู้สามารถเพื่อให้สมาทานใน
อธิศีล ๑ เป็นผู้สามารถเพื่อให้สมาทานในอธิจิต ๑ เป็นผู้สามารถเพื่อ
ให้สมาทานในอธิปัญญา ๑ ดูก่อนอุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐
ประการนี้แล พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก.
จบสามเณรสูตรที่ ๖
๗. อุปาลิสังฆเภทสูตร
ว่าด้วยวัตถุ ๑๐ ประการที่ทำให้สงฆ์แตกกัน
[๓๕] อุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ตรัสว่า สังฆเภท
สังฆเภท ดังนี้ สงฆ์จะเป็นผู้แตกกันด้วยเหตุมีประมาณเท่าไรหนอแล.
พ. ดูก่อนอุบาลี ภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ ย่อมแสดงสิ่งที่ไม่
ใช่ธรรมว่าเป็นธรรม ๑ ย่อมแสดงสิ่งที่เป็นธรรมว่าไม่เป็นธรรม ๑ ย่อม
แสดงสิ่งที่ไม่ใช่วินัยว่าเป็นวินัย ๑ ย่อมแสดงสิ่งที่เป็นวินัยว่าไม่เป็นวินัย ๑
ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตไม่ได้กล่าวไว้ไม่ได้บอกไว้ว่า ตถาคตกล่าวไว้บอก
ไว้ ๑ ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตกล่าวไว้บอกไว้ว่า ตถาคตไม่ได้กล่าวไว้ไม่
ได้บอกไว้ ๑ ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตไม่เคยประพฤติมาว่า ตถาคตเคย
ประพฤติมา ๑ ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตเคยประพฤติมาว่า ตถาคตไม่เคย

135
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 136 (เล่ม 38)

ประพฤติมา ๑ ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตไม่บัญญัติไว้ว่า ตถาคตบัญญัติไว้ ๑
ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตบัญญัติไว้ว่า ตถาคตไม่บัญญัติไว้ ๑ ภิกษุเหล่านั้น
ย่อมทอดทิ้งกัน แยกจากกัน ทำสังฆกรรมแยกกัน สวดปติโมกข์แยกจาก
กัน ด้วยวัตถุ ๑๐ ประการนี้ ดูก่อนอุบาลี สงฆ์จะเป็นผู้แตกกันด้วยเหตุ
มีประมาณเท่านี้แล.
จบอุปาลิสังฆเภทสูตรที่ ๗
อรรถกถาอุปาลิสังฆเภทสูตรที่ ๗
อุปาลิสังฆเภทสูตรที่ ๗ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า วตฺถูหิ ได้แก่ เหตุทั้งหลาย. บทว่า อวกสฺสนฺติ ได้แก่
คร่าออกไป ทอดทิ้งไป แยกจากกัน ซึ่งบริษัทไว้ส่วนหนึ่ง. บทว่า
ปวกสฺสนฺติ ได้แก่ คร่าออกไปแล้วขับไล่ไป. บทว่า อาเวนิกกมฺมานิ
กโรนฺติ ได้แก่ทำสังฆกรรมแยกกัน .
จบอรรถกถาอุปาลิสังฆเภทสูตรที่ ๗
๘. อุปาลิสามัคคีสูตร๑
ว่าด้วยวัตถุ ๑๐ ประการ ที่ทำให้สงฆ์พร้อมเพรียงกัน
[๓๖] อุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ตรัสว่า สังฆสามัคคี
สังฆสามัคคี ดังนี้ สงฆ์จะเป็นผู้พร้อมเพรียงกันด้วยเหตุมีประมาณเท่าไร
หนอแล.
พ. ดูก่อนอุบาลี ภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ ย่อมแสดงสิ่งที่ไม่
ใช่ธรรมว่าไม่ใช่ธรรม ๑ ย่อมแสดงสิ่งที่เป็นธรรมว่าเป็นธรรม ๑ ย่อม
๑. ไม่มีอรรถกถาอธิบาย.

136
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 137 (เล่ม 38)

แสดงสิ่งที่ไม่เป็นวินัยว่าไม่เป็นวินัย ๑ ย่อมแสดงสิ่งที่เป็นวินัยว่าเป็นวินัย ๑
ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตไม่ได้กล่าวไว้ไม่ได้บอกไว้ว่า ตถาคตไม่ได้กล่าวไว้
ไม่ได้บอกไว้ ๑ ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตกล่าวไว้บอกไว้ว่า ตถาคตกล่าวไว้
บอกไว้ ๑ ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตไม่เคยประพฤติมาว่า ตถาคตไม่เคย
ประพฤติ ๑ ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตเคยประพฤติมาว่า ตถาคตเคยประ-
พฤติมา ๑ ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตไม่ได้บัญญัติว่า ตถาคตไม่ได้บัญญัติไว้ ๑
ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตบัญญัติไว้ว่า ตถาคตบัญญัติไว้ ๑ ภิกษุเหล่านั้น
ย่อมไม่ทอดทิ้งกัน ไม่แยกจากกัน ไม่ทำสังฆกรรมแยกจากกัน ไม่สวด
ปาฏิโมกข์แยกจากกัน ด้วยวัตถุ ๑๐ ประการนี้แล ดูก่อนอุบาลี สงฆ์
ย่อมเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล.
จบอุปาลิสามัคคีสูตรที่ ๘
๙. อานันทสังฆเภทสูตร
ว่าด้วยผู้ทำลายสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันย่อมเสวยผลในนรกตลอดกัปหนึ่ง
[๓๗] ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูล
ถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ตรัสว่า สังฆเภท สังฆเภท ดังนี้
สงฆ์จะเป็นผู้แตกกันด้วยเหตุมีประมาณเท่าไรหนอแล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ย่อมแสดงสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมว่าเป็นธรรม ย่อมแสดงสิ่งที่เป็นธรรมว่า ไม่
ใช่ธรรม... ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตไม่ได้บัญญัติไว้ว่า ตถาคตบัญญัติไว้
ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตบัญญัติไว้ว่า ตถาคตไม่ได้บัญญัติไว้ ภิกษุเหล่านั้น

137
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 138 (เล่ม 38)

ย่อมทอดทิ้งกัน ย่อมแยกจากกัน ย่อมทำสังฆกรรมแยกกัน สวดปาติ-
โมกข์แยกจากกัน ด้วยวัตถุ ๑๐ ประการนี้ ดูก่อนอานนท์ สงฆ์จะเป็น
ผู้แตกต่างกันด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล.
[๓๘] อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็บุคคลผู้ที่ทำลายสงฆ์ผู้พร้อม
เพรียงกัน จะประสพผลอะไร พระเจ้าข้า.
พ. ดูก่อนอานนท์ บุคคลผู้ที่ทำลายสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันนั้น จะ
ประสพผลอันเผ็ดร้อนซึ่งตั้งอยู่ตลอดกัปหนึ่ง.
อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ผลอันเผ็ดร้อนซึ่งตั้งอยู่ตลอดกัปหนึ่ง
คืออะไร พระเจ้าข้า.
พ. ดูก่อนอานนท์ บุคคลผู้ที่ทำลายสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันนั้น จะ
เสวยผลกรรมอยู่ในนรกตลอดกัปหนึ่ง.
บุคคลผู้ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน ยินดีแล้วในการ
แตกแยก ตั้งอยู่ในอธรรม เป็นผู้เข้าถึงอบาย เข้าถึง
นรก ตั้งอยู่ในนรกนั้นตลอดกัปหนึ่ง ย่อมพลาดจาก
ธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะ ย่อมเสวยกรรมอยู่ใน
นรกตลอดกัปหนึ่ง เพราะทำลายสงฆ์ผู้พร้อมเพรียง
กันให้แตกกัน.
จบอานันทสังฆเภทสูตรที่ ๙
อรรถกถาอานันทสังฆเภทสูตรที่ ๙
อานันทสังฆเภทสูตรที่ ๙ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า กปฺปฏิฐิยํ ได้แก่ เหตุแห่งการตั้งอยู่ในนรกตลอดอายุกัป.
บทว่า กิพฺพิสํ ปสวติ ความว่า ย่อมได้วิบากแห่งบาป. บทว่า อาปายิโก
ได้แก่ ไปสู่อบาย. บทว่า เนรยิโก ได้แก่ เกิดในนรก. บทว่า วคฺครโต

138