ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 109 (เล่ม 38)

อาภัสสระนั้น ย่อมคลายกำหนัดในความเป็นผู้เลิศ จะป่วยกล่าวไปไยในสิ่ง
ที่เลวเล่า.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บ่อเกิดแห่งกสิณ ๑๐ ประการนี้ ๑๐ ประการ
เป็นไฉน คือ บุคคลผู้หนึ่ง ย่อมจำปฐวีกสิณในเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้อง
ขวาง ไม่มีสอง หาประมาณมิได้ บุคคลผู้หนึ่งย่อมจำอาโปกสิณ ... บุคคล
ผู้หนึ่งย่อมจำเตโชกสิณ... บุคคลผู้หนึ่งย่อมจำวาโยกสิณ... บุคคลผู้หนึ่ง
ย่อมจำนีลกสิณ... บุคคลผู้หนึ่งย่อมจำปีตกสิณ... บุคคลผู้หนึ่งย่อมจำ
โลหิตกสิณ ... บุคคลผู้หนึ่งย่อมจำโอทาตกสิณ... บุคคลผู้หนึ่งย่อมจำ
อากาสกสิณ ... บุคคลผู้หนึ่งย่อมจำวิญญาณกสิณในเบื้องบน เบื้องต่ำ
เบื้องขวาง ไม่มีสอง หาประมาณมิได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บ่อเกิดแห่ง
กสิณ ๑๐ ประการนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาบ่อเกิดแห่งกสิณ ๑๐
ประการนี้ วิญญาณกสิณในเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ไม่มีสอง
หาประมาณมิได้ ที่บุคคลผู้หนึ่งจำได้ เป็นยอด สัตว์ทั้งหลาย แม้ผู้มี
สัญญาอย่างนี้แลมีอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเป็นอย่างอื่นมีอยู่แท้
ความแปรปรวนก็มีอยู่แก่สัตว์ทั้งหลายแม้มีสัญญาอย่างนี้แล ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอย่างนี้ ย่อมหน่ายแม้ในบ่อเกิดแห่ง
กสิณ เมื่อหน่ายในบ่อเกิดแห่งกสิณนั้น ย่อมคลายกำหนัดในสิ่งที่เลิศ
จะป่วยกล่าวไปไยในสิ่งที่เลวเล่า.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อภิภายตนะ ๘ ประการนี้ ๘ ประการเป็นไฉน
คือคนหนึ่งมีรูปสัญญาในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอกเล็กน้อย ทั้งที่
ผิวพรรณดี ทั้งที่มีผิวพรรณทราม ก็มีสัญญาอย่างนี้ว่า เรารู้เราเห็นย่ำยี
รูปเหล่านั้น นี้เป็นอภิภายตนะประการที่ ๑.

109
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 110 (เล่ม 38)

คนหนึ่งมีรูปสัญญาภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอกไม่มีประมาณ
ทั้งที่มีผิวพรรณดี ทั้งที่มีผิวพรรณทราม ก็มีสัญญาอย่างนี้ว่า เรารู้เราเห็น
ย่ำยีรูปเหล่านั้น นี้เป็นอภิภายตนะประการที่ ๒.
คนหนึ่งมีอรูปสัญญาในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอกเล็กน้อย
ทั้งที่มีผิวพรรณดี ทั้งที่มีผิวพรรณทราม ก็มีสัญญาอย่างนี้ว่า เรารู้เรา
เห็นย่ำยีรูปเหล่านั้น นี้เป็นอภิภายตนะประการที่ ๓.
คนหนึ่งมีอรูปสัญญาในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอกไม่มี
ประมาณ ทั้งที่มีผิวพรรณดี ทั้งที่มีผิวพรรณทราม ก็มีสัญญาอย่างนี้ว่า
เรารู้เราเห็นย่ำยีรูปเหล่านั้น นี้เป็นอภิภายตนะประการที่ ๔.
คนหนึ่งมีอรูปสัญญาในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอกเขียว
มีสีเขียว รัศมีเขียว แสงสว่างเขียว เปรียบเหมือนดอกผักตบเขียว มีสีเขียว
รัศมีเขียว แสงสว่างเขียว ฉันใด หรือเปรียบเหมือนผ้าเมืองพาราณสี มี
เนื้อเกลี้ยงเกลาทั้งสองข้าง เขียว มีสีเขียว รัศมีเขียว แสงสว่างเขียว ฉันใด
คนหนึ่งมีอรูปสัญญาในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอกเขียว มีสีเขียว
รัศมีเขียว แสงสว่างเขียว ก็มีสัญญาอย่างนี้ว่า เรารู้เราเห็นย่ำยีรูปเหล่า
นั้น ฉันนั้น นี้เป็นอภิภายตนะประการที่ ๕.
คนหนึ่งมีอรูปสัญญาในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอกเหลือง มี
สีเหลือง รัศมีเหลือง แสงสว่างเหลือง เปรียบเหมือนดอกกรรณิการ์เหลือง
มีสีเหลือง มีรัศมีเหลือง แสงสว่างเหลือง ฉันใด หรือเปรียบเหมือน
ผ้าเมืองพาราณสี มีเนื้อเกลี้ยงเกลาทั้งสองข้าง เหลือง มีสีเหลือง มีรัศมี
เหลือง แสงสว่างเหลือง ฉันใด คนหนึ่งมีอรูปสัญญาในภายใน เห็นรูป
ทั้งหลายในภายนอกเหลือง มีสีเหลือง มีรัศมีเหลือง แสงสว่างเหลือง

110
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 111 (เล่ม 38)

ก็มีสัญญาอย่างนี้ว่า เรารู้เราเห็นย่ำยีรูปเหล่านั้น ฉันนั้น นี้เป็นอภิภายตนะ
ประการ ๖.
คนหนึ่งมีอรูปสัญญาในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอกแดง มีสี
แดง รัศมีแดง แสงสว่างแดง เปรียบเหมือนดอกเส้งแดง มีสีแดง รัศมี
แดง แสงสว่างแดง ฉันใด หรือเปรียบเหมือนผ้าเมืองพาราณสี มีเนื้อ
เกลี้ยงเกลาทั้งสองข้าง แดง รัศมีแดง แสงสว่างแดง ฉันใด คนหนึ่ง
มีอรูปสัญญาในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอกแดง มีสีแดง มีรัศมี
แดง แสงสว่างแดง ก็มีสัญญาอย่างนี้ว่า เรารู้เราเห็นย่ำยีรูปเหล่านั้น
ฉันนั้น นี้เป็นอภิภายตนะประการที่ ๗.
คนหนึ่งมีอรูปสัญญาในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอกขาว
มีสีขาว รัศมีขาว แสงสว่างขาว เปรียบเหมือนดาวประกายพฤกษ์ขาว มี
สีขาว มีรัศมีขาว แสงสว่างขาว ฉันใด หรือเปรียบเหมือนผ้าเมืองพาราณสี
มีเนื้อเกลี้ยงเกลาทั้งสองข้าง ขาว มีสีขาว รัศมีขาว แสงสว่างขาว ฉันใด
คนหนึ่งมีอรูปสัญญาในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอกขาว มีสีขาว รัศมี
ขาว แสงสว่างขาง ก็มีสัญญาอย่างนี้ว่า เรารู้เราเห็นย่ำยีรูปเหล่านั้น ฉันนั้น
นี้เป็นอภิภายตนะประการที่ ๘. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อภิภายตนะ ๘ ประ-
การนี้แล บรรดาอภิภายตนะ ๘ ประการนี้ อภิภายตนะประการที่ ๘ คือ
คนหนึ่งมีอรูปสัญญาในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอกขาว มีสีขาว
มีรัศมีขาว แสงสว่างขาว ก็มีสัญญาอย่างนี้ว่า เรารู้เราเห็นย่ำยีรูปเหล่า
นั้น นี้เป็นเลิศ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายแม้ผู้มีสัญญาอย่างนี้
แลมีอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเป็นอย่างอื่นมีอยู่แท้ ความแปรปรวน
มีอยู่แก่สัตว์ทั้งหลายแม้มีสัญญาอย่างนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้

111
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 112 (เล่ม 38)

ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมหน่ายแม้ในอภิภายตนะนั้น เมื่อหน่ายใน
อภิภายตนะนั้น ย่อมคลายกำหนัดในสิ่งที่เลิศ จะป่วยกล่าวไปไยในสิ่งที่
เลวเล่า.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทา ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือ
ปฏิบัติลำบากทั้งรู้ได้ช้า ๑ ปฏิบัติลำบากแต่รู้ได้เร็ว ๑ ปฏิบัติสะดวกแต่รู้
ได้ช้า ๑ ปฏิบัติสะดวกทั้งรู้ได้เร็ว ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทา ๔
ประการนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาปฏิปทา ๔ ประการนี้ ปฏิบัติ
สะดวกทั้งรู้ได้เร็วเป็นเลิศ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายแม้ผู้ปฏิบัติ
อย่างนี้แลมีอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเป็นอย่างอื่นมีอยู่แท้ ความแปร-
ปรวนมีอยู่แก่สัตว์ทั้งหลายแม้ปฏิบัติอย่างนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริย-
สาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมหน่ายแม้ในปฏิปทานั้น เมื่อหน่ายใน
ปฏิปทานั้นย่อมคลายกำหนัดในสิ่งที่เลิศ จะป่วยกล่าวไปไยสิ่งที่เลวเล่า.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัญญา ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน
คือ คนหนึ่งย่อมจำปริตตารมณ์๑ คนหนึ่งย่อมจำมหัคคตารมณ์๒ คนหนึ่ง
ย่อมจำอัปปมาณารมณ์๓ คนหนึ่งย่อมจำอากิญจัญญายตนะ๔ว่า หน่อยหนึ่ง
ไม่มี ดังนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัญญา ๔ ประการนี้แล ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย บรรดาสัญญา ๔ ประการนี้ อากิญจัญญายตนะที่คนหนึ่งจำได้ว่า
หน่อยหนึ่งไม่มี ดังนี้ เป็นเลิศ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายแม้มี
สัญญาอย่างนี้แลมีอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเป็นอย่างอื่นมีอยู่แท้
ความแปรปรวนมีอยู่แก่สัตว์ทั้งหลายแม้ผู้มีสัญญาอย่างนี้ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมหน่ายแม้ในสัญญานั้น เมื่อ
๑. กามาวจรสัญญา. ๒. รูปาวจรสัญญา. ๓. โลกุตรสัญญา. ๔. อากิญจัญญายตนะ.

112
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 113 (เล่ม 38)

หน่ายในสัญญานั้น ย่อมคลายกำหนัดในสิ่งที่เลิศ จะป่วยกล่าวไปไยในสิ่ง
ที่เลาเล่า.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาทิฏฐินอกศาสนา ทิฏฐิว่า ถ้าเราจักไม่
ได้มีแล้วไซร้ อัตภาพนี้ไม่พึงมีแก่เรา ถ้าเราจักไม่มีไซร้ ความห่วงใน
อะไรจักไม่มีแก่เรา ดังนี้ เป็นเลิศ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้มีทิฏฐิอย่างนี้พึง
หวังข้อนี้ได้ว่า ความที่ใจไม่ชอบในภพจักไม่มีแก่เขา และความที่ใจชอบ
ในความดับภพจักไม่มีแก่เขา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายผู้มีทิฏฐิ
อย่างนี้แลมีอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเป็นอย่างอื่นมีอยู่แท้ ความแปร
ปรวนมีอยู่แก่สัตว์ทั้งหลายผู้มีทิฏฐิอย่างนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวก
ผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมหน่ายแม้ในทิฏฐินั้น เมื่อหน่ายในทิฏฐินั้น
ย่อมคลายกำหนัดในสิ่งที่เลิศ จะป่วยกล่าวไปไยในสิ่งที่เลาเล่า.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมบัญญัติความหมด
จดในสัตว์ผู้สูงสุดมีอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ที่ก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะ
โดยประการทั้งปวงเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะอยู่นั้น เลิศกว่าบรรดา
สมณพราหมณ์ผู้บัญญัติความหมดจดในสัตว์ผู้สูงสุด สมณพราหมณ์เหล่า
นั้นรู้ยิ่งแล้วซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนะนั้น ย่อมแสดงธรรมเพื่อทำให้แจ้ง
ซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายแม้ผู้
มีวาทะอย่างนี้แลมีอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเป็นอย่างอื่นมีอยู่แท้
ความแปรปรวนมีอยู่แม้แก่สัตว์ทั้งหลายผู้มีวาทะอย่างนี้ ดูก่อนภิกษุทั้ง-
หลาย อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมหน่ายแม้ในเนวสัญญา-
นาสัญญายตนะนั้น เมื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัดในสิ่งที่เลิศ จะป่วยกล่าว
ไปไยในสิ่งที่เลวเล่า.

113
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 114 (เล่ม 38)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัตินิพพานอันยอด
ยิ่งในปัจจุบันมีอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความหลุดพ้นเพราะไม่ถือมั่น
เพราะรู้ความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่ง
ผัสสายตนะ ๖ ประการ เลิศกว่าการบัญญัตินิพพานอันยอดยิ่งในปัจจุบัน
แห่งสมณพราหมณ์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมกล่าว
ตู่เราผู้มีวาทะอย่างนี้ ผู้กล่าวอย่างนี้ ด้วยคำไม่จริง ด้วยคำเปล่า ด้วยคำเท็จ
ด้วยคำไม่เป็นจริงว่า พระสมณโคดมไม่บัญญัติความกำหนดรู้กามทั้งหลาย
ไม่บัญญัติความกำหนดรู้รูปทั้งหลาย ไม่บัญญัติความกำหนดรู้เวทนาทั้ง-
หลาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมบัญญัติความกำหนดรู้กามทั้งหลายด้วย
ย่อมบัญญัติความกำหนดรู้รูปทั้งหลายด้วย ย่อมบัญญัติความกำหนดรู้
เวทนาทั้งหลายด้วย เราเป็นผู้หายหิวแล้ว ดับแล้ว เย็นแล้ว ย่อมบัญญัติ
อนุปาทาปรินิพพานในปัจจุบัน.
จบปฐมโกสลสูตรที่ ๙
อรรถกถาปฐมโกสลสูตรที่ ๙
ปฐมโกสลสูตรที่ ๙ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ยาวตา แปลว่า มีประมาณเท่าใด. บทว่า กาสีโกสลา
ได้แก่ ชาวแคว้นกาสีและโกศล. บทว่า อตฺเถว อญฺญถตฺตํ แปลว่า ความ
เป็นอย่างอื่นมีอยู่. บทว่า อตฺถิ วิปริณาโม แปลว่า แม้ความแปรปรวน
มีอยู่. บทว่า ตสฺมึปิ นิพฺพินฺทติ ได้แก่ ย่อมระอาในภาวะแม้นั้น ที่ตั้ง
อยู่ด้วยสมบัติ. บทว่า อคฺเค วิรชฺชติ ได้แก่ ย่อมคลายกำหนัด แม้
ในภาวะเป็นพระเจ้าโกศลอันเลิศด้วยสมบัติ. บทว่า ปเคว หีนสฺมึ

114
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 115 (เล่ม 38)

ความว่า จะป่วยกล่าวไปไยในกามคุณ ๕ ของเหล่ามนุษย์นอกนี้ ที่ทราม
กว่าอย่างแรกนั้นแล. บทว่า มโนมยา แปลว่า อันบังเกิดด้วยใจที่
สัมปยุตด้วยฌาน.
บทว่า พาราณเสยฺยกํ แปลว่า อันเกิดขึ้นในกรุงพาราณสี. จริงอยู่
ในกรุงพาราณสีนั้น แม้ฝ้ายก็อ่อน กลุ่มเส้นด้ายก็ดี การทอก็ดี ก็ทำ
กันด้วยความฉลาด แม้น้ำก็สะอาด จืดสนิท. บทว่า อุภโตภาควิมฏฺฐํ
ได้แก่ ปรากฏว่าเกลี้ยงเกลาทั้ง ๒ หน้า ละมุนละไม สดใส. ตรัสปฏิปทา ๔
คละกันทั้งโลกิยะและโลกุตระ.
บรรดาสัญญาทั้งหลาย สัญญาที่ ๑ คือ กามาวจรสัญญา สัญญาที่ ๒
คือ รูปาวจรสัญญา สัญญาที่ ๓ คือ โลกุตรสัญญา สัญญาที่ ๔ คือ อากิญ-
จัญญายตนสัญญา. แต่เพราะเหตุที่สัญญานั้นชักมาว่าเป็นยอด มิได้ทรง
บัญญัติสัญญาอื่นนอกจากนั้น ฉะนั้น จึงตรัสว่าเลิศ. บทว่า พาหิรกานํ
ได้แก่ ทิฏฐิที่เป็นไปภายนอกพระศาสนา. บทว่า โน จสฺสํโน จ เม สิยา
ความว่า ถ้าเราไม่ได้มีมาแล้วในอดีต แม้ปัจจุบัน อัตภาพนี้ของเรา ก็ไม่
พึงมี. บทว่า ภวิสฺสามิ น เม ภวิสฺสติ ความว่า แม้ถ้าในอนาคต เราจัก
ไม่มีไซร้ ความกังวลอะไรของเรา ก็จักไม่มี.
บทว่า อคฺเค วิรชฺชติ ได้แก่ ย่อมคลายความกำหนัดในอุจเฉท-
ทิฏฐิ. จริงอยู่ อุจเฉททิฏฐิ ชื่อว่าเป็นเลิศเพราะเป็นเครื่องเผาพระนิพพาน
ในพระศาสนานี้. บทว่า ปรมยกฺขวิสุทฺธึ ได้แก่ ความหมดจดในสัตว์สูงสุด
คำนี้เป็นชื่อของเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ. แท้จริง อากิญจัญญาย-
ตนะ ชื่อว่าเลิศ เพราะเป็นปทัฏฐานแห่งวิปัสสนา เนวสัญญานา-
สัญญายตนะชื่อว่าเลิศ เพราะมีอายุยืนแล.

115
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 116 (เล่ม 38)

บทว่า ปรมทิฏฺฐธมฺมนิพฺพานํ แปลว่า นิพพานอันยอดยิ่งในอัตภาพ
นี้นี่แล. บทว่า อนุปาทาวิโมกฺโข ได้แก่ ความหลุดพ้นแห่งจิต เพราะ
ไม่ยึดมั่นด้วยอุปาทาน ๔. คำนี้เป็นชื่อของพระอรหัต. บทว่า ปริญฺญํ
ได้แก่ การก้าวล่วง. ในคำนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติการ
กำหนดรู้กามทั้งหลายด้วยปฐมฌาน ทรงบัญญัติการกำหนดรู้รูปทั้ง-
หลาย ด้วยอรูปาวจรฌานทั้งหลาย ทรงบัญญัติการกำหนดรู้เวทนาทั้งหลาย
ด้วยอนุปาทาปรินิพพาน. ก็พระนิพพาน ชื่อว่ากำหนดรู้เวทนาทั้งหลาย
เพราะละเวทนาได้หมด. บทว่า อนุปาทาปรินิพฺพานํ ได้แก่ อปัจจยปริ-
นิพพาน นิพพานที่หาปัจจัยมิได้. แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสพระ-
สูตรนี้ ทรงเห็นภิกษุ ๕๐๐ รูป อยากสึก จึงตรัสเพื่อบรรเทาความอยาก
สึกของภิกษุเหล่านั้น. ภิกษุแม้เหล่านั้น บรรเทาความอยากสึกได้แล้ว
ชำระญาณตามกระแสเทศนา ก็เป็นโสดาบัน ต่อมา เจริญวิปัสสนา ก็
บรรลุพระอรหัตแล.
จบอรรถกถาปฐมโกสลสูตรที่ ๙
๑๐. ทุติยโกสลสูตร
ว่าด้วยพระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงนอบน้อมต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า
[๓๐] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร
เชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็โดย
สมัยนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จกลับจากการรบชนะสงครามมาแล้ว
มีพระราชประสงค์อันได้แล้ว ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลได้เสด็จ

116
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 117 (เล่ม 38)

ไปยังอาราม เสด็จไปโดยพระราชยานเท่าที่ยานจะไปได้ เสด็จลงจาก
ยานแล้ว เสด็จไปด้วยพระบาทเข้าไปสู่อาราม.
ก็โดยสมัยนั้น ภิกษุมากรูปเดินจงกรมอยู่ในที่แจ้ง ครั้งนั้นแล
พระเจ้าปเสนทิโกศลได้เสด็จเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้นแล้วได้ตรัสถามว่า ข้า-
แต่ท่านผู้เจริญ บัดนี้ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับ
อยู่ในที่ไหนหนอ ด้วยว่าดิฉันประสงค์จะเฝ้าพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมา-
สัมพุทธเจ้า ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า ขอถวายพระพร ขอมหาบพิตรจง
เงียบเสียงเสด็จเข้าไปยังพระวิหารซึ่งมีประตูปิดนั้นแล้ว ไม่รีบด่วน เสด็จ
เข้าไปยังระเบียง ทรงกระแอม ทรงเคาะอกเลาประตูเถิด พระผู้มีพระภาค-
เจ้าจักทรงเปิดประตูรับ ขอถวายพระพร ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศล
ทรงเงียบเสียง เสด็จเข้าไปยังวิหารที่มีประตูปิดนั้น ครั้นแล้วมิได้ทรง
รีบด่วน เสด็จเข้าไปยังระเบียงแล้ว ทรงกระแอม ทรงเคาะอกเลาประตู
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปิดประตูรับ ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศล
เสด็จเข้าไปสู่วิหาร ซบพระเศียรลงที่พระบาททั้งคู่ของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงจุ๊บพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยพระโอษฐ์ ทรงนวด
ด้วยพระหัตถ์ทั้งสอง และทรงประกาศพระนามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
หม่อมฉันคือพระเจ้าปเสนทิโกศล หม่อมฉันคือพระเจ้าปเสนทิโกศล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ดูก่อนมหาบพิตร มหาบพิตรทรง
เห็นอำนาจประโยชน์อะไรเล่า จึงทรงทำความนบนอบอย่างยิ่ง มอบ
ถวายความนับถืออันประกอบด้วยเมตตาเห็นปานนี้ ในสรีระนี้.
พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉัน
เห็นความกตัญญูกตเวที จึงทำความนบนอบอย่างยิ่ง ถวายความนับถือ

117
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 118 (เล่ม 38)

อันประกอบด้วยเมตตาเห็นปานนี้ ในพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะพระผู้มี
พระภาคเจ้าทรงปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่ชนหมู่มาก เพื่อความสุขแก่ชนหมู่
มาก เพื่อเกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก ทรงยังชนหมู่มากให้ดำรงอยู่ในอริยญาย-
ธรรม คือ ความเป็นผู้มีกัลยาณธรรม ความเป็นผู้มีกุศลธรรม ข้าแต่พระ-
องค์ผู้เจริญ หม่อมอันเห็นอำนาจประโยชน์แม้นี้แล จึงทำความนอบน้อม
อย่างยิ่ง ถวายความนับถืออันประกอบด้วยเมตตาเห็นปานนี้ ในพระผู้มี-
พระภาคเจ้า.
อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้มีศีล มีศีลอันเจริญ
มีศีลอันประเสริฐ มีศีลเป็นกุศล ทรงเป็นผู้ประกอบแล้วด้วยกุศลศีล ข้าแต่
พระองค์เจริญ หม่อมฉันเห็นอำนาจประโยชน์แม้นี้แล จึงทำความนอบ-
น้อมอย่างยิ่ง ถวายความนับถืออันประกอบด้วยเมตตาเห็นปานนี้ ในพระ-
มีพระภาคเจ้า.
อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ทรง
เสพเสนาสนะอันสงัดซึ่งตั้งอยู่แนวป่า ตลอดกาลนาน ข้าแต่พระองค์ผู้
เจริญ หม่อมฉันเห็นอำนาจประโยชน์แม้นี้แล จึงทำความนอบน้อมอย่าง
ยิ่ง ถวายความนับถืออันประกอบด้วยเมตตาเห็นปานนี้ ในพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า.
อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต
เสนาสนะและเภสัชบริขารอันเป็นปัจจัยแก่คนไข้ ตามมีตามได้ ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเห็นอำนาจประโยชน์แม้นี้แล จึงทำความนอบ
น้อมอย่างยิ่ง ถวายความนับถืออันประกอบด้วยเมตตาเห็นปานนี้ ใน
พระผู้มีพระภาคเจ้า .

118