ญาณเหล่านั้นทุกอย่างไม่. จริงอยู่ พระสัพพัญญุตญาณนั้น หาเป็นญาณ
แนบสนิทอยู่ได้ไม่ หาเป็นอิทธิแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ ได้ไม่ หาเป็นมรรคทำ
กิเลสทั้งหลายให้สิ้นไปได้ไม่.
อนึ่ง ท่านปรวาทีพึงถูกถามอย่างนี้ว่า ธรรมดาพระทศพลญาณนี้
มีวิตกมีวิจาร ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร หรือไม่มีวิตกไม่มีวิจาร เป็นกามาวจร
รูปาวจร หรืออรูปาวจร เป็นโลกิยะหรือโลกุตระ เมื่อรู้ ก็จักตอบว่า
พระญาณ ๗ ตามลำดับ มีวิตกมีวิจาร จักตอบว่าพระญาณ ๒ นอกจาก
พระญาณ ๗ นั้น ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร. จักตอบว่าอาสวักขยญาณ มีวิตกมี
วิจารก็มี. จักตอบว่าพระญาณ ๗ ตามลำดับก็เหมือนกัน เป็นกามาวจร
พระญาณ ๒ นอกจากพระญาณ ๗ นั้น เป็นรูปาวจร พระญาณหนึ่งสุดท้าย
เป็นโลกุตระ. ส่วนพระสัพพัญญุตญาณ มีวิตกมีวิจารเท่านั้น เป็นกามา-
วจรเท่านั้น เป็นโลกิยะเท่านั้น. ครั้นรู้การพรรณนาตามบทในพระญาณ
ของพระตถาคตนั้นอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพราะเหตุที่พระตถาคตทรงเห็น
ความไม่มีกิเลสเครื่องกั้นจิต อันเป็นฐานะและอฐานะ แห่งการบรรลุ
ธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะ และไม่บรรลุของเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ด้วยฐานาฐาน-
ญาณก่อนทีเดียว เพราะทรงเห็นสัมมาทิฏฐิเป็นต้นอันเป็นโลกิยะ และ
เพราะทรงเห็นความไม่มีนิยตมิจฉาทิฏฐิ ลำดับนั้นจึงทรงเห็นความไม่มี
วิบากเป็นเครื่องกั้นด้วยกรรมวิปากญาณ เพราะทรงเห็นปฏิสนธิของสัตว์
ที่มีไตรเหตุ ทรงเห็นความไม่มีกรรมเป็นเครื่องกั้น ด้วยสัพพัตถคามินี-
ปฏิปทาญาณ เพราะทรงเห็นความไม่มีอนันตริยกรรม เมื่อเป็นดังนั้น
จึงทรงเห็นความวิเศษแห่งจริยาของเหล่าสัตว์ที่ไม่มีเครื่องกั้น ด้วยอเนก-
ธาตุนานาธาตุญาณ เพื่อทรงแสดงธรรมที่อนุกูล เพราะทรงเห็นความ