ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 888 (เล่ม 37)

ภาคเจ้าตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ แม้เมื่อเนวสัญญานาสัญ-
ญายตนฌานนั้นมีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบในเนวสัญญา-
นาสัญญายตนฌานนั้น เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญายังไม่ดับ
ไปในเนวสัญญานาสัญญายตนฌานนั้น นี้ชื่อว่าที่สดับในเนวสัญญา-
นาสัญญายตนฌานนี้.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ... เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญาย-
ตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ และอาสวะ
ทั้งหลายของเธอย่อมสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา ดูก่อนอาวุโส
โดยนิปปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการ
บรรลุโอกาสในที่แคบ.
จบ ปัญจาลสูตรที่ ๑
ปัญจาลวรรควรรณาที่ ๕
อรรถกถาปัญจาลสูตรที่ ๑
ปัญจาลสูตรที่ ๕ ปัญจาลสูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อุทายี ได้แก่ พระเถระชื่อกาฬุทายี. บทว่า อวิทา
แปลว่า ได้รู้แล้ว. บทว่า ภูริเมธโส แปลว่ามีปัญญามาก บทว่า
โย ฌานมนุพุชฺฌิ พุทฺโธ คือ พระพุทธเจ้า พระองค์ใดได้ตรัสรู้ฌาน.
บทว่า ปฏิลีนนิสโภ ได้แก่ หลีกเร้นอยู่ผู้เดียว และเป็นผู้ประเสริฐ

888
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 889 (เล่ม 37)

สูงสุด. บทว่า มุนิ ได้แก่พระพุทธมุนี. บทว่า ปริยาเยน คือโดยเหตุ
อันหนึ่ง. ปฐมฌาน ชื่อว่าบรรลุตามโอกาสโดยเพียงไม่มีความ
คับแคบทางกามเท่านั้น ไม่ทั่วไปทั้งหมด. บทว่า ตตฺรปตฺถิ สมฺพาโธ
ได้แก่ แม้เมื่อยังมีปฐมฌานนั้น ความคับแคบ คือความบีบคั้น
ก็ยังมีอยู่นั่นเอง. บาลีว่า ตตฺถปตฺถิ ดังนี้ก็มี. บทว่า กิญฺจ ตตฺถ
สมฺพาโธ ได้แก่ ก็ในฌานนั้น ชื่อว่าคับแคบอย่างไร. บทว่า
อยเมตฺถ สมฺพาโธ ได้แก่ ความที่วิตกและวิจารยังไม่ดับไปนี้
ชื่อว่า เป็นความคับแคบ คือบีบคั้นอยู่เสมอ. พึงทราบเนื้อความ
ในวาระทั้งหมดโดยอุบายนี้. บทว่า นิปฺปริยาเยน คือไม่ใช่โดย
อาการเดียว อธิบายว่า โดยแท้จริงชื่อว่า ความสิ้นอาสวะ ชื่อว่า
เป็นการบรรลุตามโอกาสเดียวด้วยประการทั้งปวง เพราะละ
ความคับแคบทั้งหมดได้.
จบ อรรถกถาปัญจาลสูตรที่ ๑

889
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 890 (เล่ม 37)

๒. ปฐมกามเหสสูตร
ว่าด้วยกายสักขีบุคคล
[๒๔๗] อุ. ดูก่อนอาวุโส พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
กายสักขี ๆ ดังนี้ โดยปริยายเพียงเท่าไรหนอ ๆ พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าจึงตรัสกายสักขี ?
อา. ดูก่อนอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ
บรรลุปฐมฌาน และอายตนะนั้นมีอยู่ด้วยอาการใด ๆ เธอย่อม
ถูกต้องอายตนะนั้นด้วยกายด้วยอาการนั้น ๆ ก่อนอาวุโส โดย
ปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกายสักขี.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ... บรรลุทุติยฌาน... ตติยฌาน
จตุตถฌาน... และอายตนะนั้นมีอยู่ด้วยอาการใด ๆ เธอย่อมถูกต้อง
อายตนะนั้นด้วยกายด้วยอาการนั้น ๆ ดูก่อนอาวุโส โดยปริยาย
แม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกายสักขี.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ... บรรลุอากาสานัญจายตนะ...
และอายตนะนั้นมีอยู่ด้วยอาการใด ๆ เธอย่อมถูกต้องอาตนะนั้น
ด้วยกายด้วยอาการนั้น ๆ ดูก่อนอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้
แล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกายสักขี ฯลฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ... เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญาย-
ตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ และอาสวะ
ทั้งหลายของเธอย่อมสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา และอายตนะนั้น

890
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 891 (เล่ม 37)

มีอยู่ด้วยอาการใด ๆ เธอย่อมถูกต้องอายตนะนั้นด้วยกายด้วย
ด้วยอาการนั้น ๆ ดูก่อนอาวุโส โดยนิปปริยายแม้เพียงเท่านี้แล
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกายสักขี.
จบ ปฐมกามเหสสูตรที่ ๒
อรรถกถาปฐมกามเหสสูตรที่ ๒
ปฐมกามเหสสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ยถา ยถา จ ตทายตนํ ความว่า อายตนะ คือ ปฐมฌาน
นั้น ย่อมมีด้วยเหตุใด ๆ คือ ด้วยอาการใด ๆ. บทว่า ตถา ตถา นํ
กาเลน ผสิตฺวา วิหรติ ความว่า ภิกษุถูกต้องสมาบัตินั้น ด้วย
สหชาตนามกายอยู่ด้วยเหตุนั้น ๆ คือด้วยอาการนั้น ๆ อรรถว่า
เข้าถึง. บทว่า กายสกฺขิวุตฺโต ภควตา ปริยาเยน ความว่า เพราะ
ท่านทำปฐมฌานให้แจ้งด้วยนามกายนั้น ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสกายสักขีโดยปริยายนี้. บทว่า นิปฺปริยาเยน ได้แก่ ควรทำ
ให้เป็นสักขีด้วยกายเท่าใด นี้ชื่อว่า กายสักขีโดยนิปปริยาย
(โดยตรง) เพราะทำได้หมดแล้ว.
จบ อรรถกถาปฐมกามเหสสูตรที่ ๒

891
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 892 (เล่ม 37)

๓. ทุติยกามเหสสูตร
ว่าด้วยบุคคลผู้หลุดพ้นด้วยปัญญา
[๒๔๘] อุ. ดูก่อนอาวุโส พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า บุคคล
หลุดพ้นด้วยปัญญา ๆ ดังนี้ ดูก่อนอาวุโส โดยปริยายเพียงเท่าไร
หนอแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส บุคคลหลุดพ้นด้วยปัญญา ?
อา. ดูก่อนอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ
บรรลุปฐมฌาน ละเธอย่อมทราบชัดด้วยปัญญา ดูก่อนอาวุโส
โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบุคคลหลุดพ้น
ด้วยปัญญา ฯลฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญาย-
ตนฌาน โดยประการทั้งปวง บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ อาสวะ
ทั้งหลายของเธอย่อมสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา และเธอย่อม
ทราบชัดด้วยปัญญา ดูก่อนอาวุโส โดยนิปปริยายแม้เพียงเท่านี้แล
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบุคคลหลุดพ้นด้วยปัญญา.
จบ ทุติยกามเหสสูตรที่ ๓

892
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 893 (เล่ม 37)

อรรถกถาทุติยกามเหสสูตรที่ ๓
ทุติยกามหสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ปญฺญาย ปน ปชานาติ ได้แก่ รู้อายตนะนั้น ๆ ด้วย
ปฐมฌานและวิปัสสนาปัญญา. แม้ในพระสูตรนี้ พึงทราบความ
เป็นปริยายและนิปปริยาย โดยนัยก่อนนั้นแล. ก็ในพระสูตรนี้
เป็นอย่างใด แม้ในสูตรเหล่าอื่นจากนี้ก็เป็นอย่างนั้น.
จบ อรรถกถาทุติกามเหสสูตรที่ ๓

893
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 894 (เล่ม 37)

๔. ตติกามเหสสูตร
ว่าด้วยบุคคลผู้หลุดพ้นโดยส่วนสอง
[๒๔๙] อุ. ดูก่อนอาวุโส พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า บุคคล
ผู้หลุดพ้นโดยส่วนสอง ๆ ดังนี้ ดูก่อนอาวุโส โดยปริยายเพียงเท่าไร
หนอแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบุคคลหลุดพ้นโดยส่วนสอง ?
อา. ดูก่อนอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ
บรรลุปฐมฌาน อายตนะนั้นมีอยู่ด้วยอาการใด ๆ เธอย่อมถูกต้อง
อายตนะนั้นด้วยกายด้วยอาการนั้น ๆ และย่อมทราบชัดด้วยปัญญา
ดูก่อนอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสบุคคลหลุดพ้นโดยส่วนสอง ฯลฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญาย-
ตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ อาสวะ
ทั้งหลายของเธอย่อมสิ้นไปเพราะเห็นด้วยปัญญา อายตนะนั้น
มีอยู่ด้วยอาการใด ๆ เธอย่อมถูกต้องอายตนะนั้น ด้วยกายด้วย
อาการนั้น ๆ และย่อมทราบชัดด้วยปัญญา ดูก่อนอาวุโส โดย
นิปปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบุคคลหลุดพ้น
โดยส่วนสอง.
จบ ตติยกามเหสสูตรที่ ๔

894
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 895 (เล่ม 37)

อรรถกถาตติยกามเหสสูตรที่ ๔
ตติยกามเหสสูตรที่ ๔ พึงทราบโดยนัยแห่งสูตรทั้งสอง
นั้นแล. ก็บทว่า อุภโตภาควิมุตฺโต ในสูตรนี้ ได้แก่พ้นแล้วจาก
กิเลสอันเป็นข้าศึกแห่งสมถะและวิปัสสนา โดยส่วนทั้งสอง. ใน
ที่สุดพึงทราบว่า ชื่อว่าอุภโตภาควิมุติ เพราะพ้นจากรูปกายด้วย
สมบัติ จากนามกายด้วยอริยมรรค.
จบ อรรถกถาตติยกามเหสสูตรที่ ๔

895
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 896 (เล่ม 37)

๕. ปฐมสันทิฏฐิกสูตร
ว่าด้วยธรรมที่ผู้บรรลุพึงเห็นเอง
[๒๕๐] อุ. ดูก่อนอาวุโส พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ธรรม
อันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ๆ ดังนี้ ดูก่อนอาวุโส โดยปริยายเพียง
เท่าไรหนอ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสธรรมอันผู้บรรลุจะพึง
เห็นเอง ?
อา. ดูก่อนอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ
บรรลุปฐมฌาน ดูก่อนอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสธรรมอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ฯลฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญาย-
ตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ และอาสวะ.
ทั้งหลายของเธอย่อมสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา ดูก่อนอาวุโส
โดยนิปปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสธรรม
อันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง.
จบ ปฐมสันทิฏฐิกสูตรที่ ๕

896
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 897 (เล่ม 37)

อรรถกถาปฐมสันทิฏฐิกสูตรที่ ๕
ปฐมสันทิฏฐิกสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า สนฺทิฏฐิโก แปลว่า อันบุคคลพึงเห็นเอง. บทว่า
นิพฺพานํ ได้แก่ ดับกิเลส. บทว่า ปรินิพพานํ เป็นไวพจน์ของบทว่า
นิพพานํ นั้น. บทว่า ตทงฺคนิพฺพานํ ได้แก่ นิพพานด้วยองค์นั้น
มีปฐมฌานเป็นต้น. บทว่า ทิฏฺฐธมฺมนิพฺพานํ ได้แก่ นิพพานใน
อัตภาพนี้นั่นเอง. คำที่เหลือในบททั้งหมดมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น
ด้วยประการฉะนี้.
จบ ปฐมสันทิฏฐิกสูตรที่ ๕
จบ อรรถกถาวรรคที่ ๑๐
จบ ทุติยปัณณาสก์

897