ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 878 (เล่ม 37)

อากาสานัญจายตนฌาน... เรานั้นแล... บรรลุอากาสานัญจายตน-
ฌาน ฯลฯ ดูก่อนอานนท์ เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ สัญญา
มนสิกาอันสหรคตด้วยรูปฌานทั้งหลาย... ฉะนั้น.
ดูก่อนอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า ไฉนหนอ เรา...
พึงบรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน... ดูก่อนอานนท์ จิตของเรานั้น
ย่อมไม่แล่นไป... ในเพราะวิญญาณัญจายตนฌาน เพราะพิจารณา
เห็นว่า นั่นสงบ ดูก่อนอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า อะไรหนอ
แลเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้จิตของเราไม่แล่นไป... ในเพราะ
วิญญาณัญจายตนฌาน เมื่อพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ดูก่อนอานนท์
เรานั้นได้มีความคิดว่า โทษในอากาสาณัญจายตนฌาน เราไม่เห็น
และไม่ได้ทำให้มาก อานิสงส์ในวิญญาณัญจายตนฌาน เราไม่ได้
บรรลุและไม่ได้เสพโดยมาก เหตุนั้นจิตของเราจึงไม่แล่นไป...
ในเพราะวิญญาณัญจายตนฌาน เพราะพิจารณาเห็นว่านั่นสงบ
เรา นั้นได้มีความคิดว่า ถ้าแลเราเห็นโทษในอากาสาณัญจายตน-
ฌานแล้วพึงเสพโดยมาก ข้อนั้นเป็นฐานะที่จะมีได้ คือ จิตของเรา
พึงแล่นไป... ดูก่อนอานนท์ สมัยต่อมา เรานั้นเห็นโทษในอากา-
สานัญจายตนฌาน... เสพโดยมาก ดูก่อนอานนท์ จิตของเรา
จึงแล่นไป... ในเพราะวิญญาณัญจายตนฌาน... เรานั้นแล... บรรลุ
วิญญาณัญจายตนฌาน... ดูก่อนอานนท์ เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรม
นี้ สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยอากาสาณัญจายตนฌาน... ฉะนั้น.
ดูก่อนอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า ไฉนหนอ เราพึงบรรลุ
อากิญจัญญายตนฌาน... ดูก่อนอานนท์ จิตของเรานั้นย่อมไม่แล่น

878
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 879 (เล่ม 37)

ไป... ในเพราะอากิญจัญญายตนฌาน เพราะพิจารณาเห็นว่า
นั่นสงบ ดูก่อนอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า อะไรหนอแล เป็น
เหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้จิตของเราไม่แล่นไป... ในเพราะอากิญ-
จัญญายตนฌาน เพื่อพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ดูก่อนอานนท์ เรานั้น
ได้มีความคิดว่า โทษในวิญญาณัญจายตนฌาน เราไม่ได้เห็นและ
ไม่ได้ทำให้มาก อานิสงส์ในอากิญจัญญาตนฌาน เราไม่ได้
บรรลุและไม่ได้เสพโดยมาก เหตุนั้นจิตของเราจึงไม่แล่นไป...
ในเพราะอากิญจัญญายตนฌาน เพราะพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ
เรานั้นได้มีความคิดว่า ถ้าแลเราเห็นโทษในวิญญาณัญจายตนฌาน
แล้วพึงกระทำให้มาก บรรลุอานิสงส์ในอากิญจัญญายตนฌาน
แล้วพึงเสพโดยมาก ข้อนั้นเห็นโทษในวิญญาณัญจายตนฌาน...
เสพโดยมาก ดูก่อนอานนท์ จิตของเรานั้นจึงแล่นไป... ในเพราะ
อากิญจัญจายตนฌาน... เรานั้นแล... บรรลุอากิญจัญญายตน-
ฌาน... ดูก่อนอานนท์ เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ สัญญามนสิการ
อันสหรคตด้วยวิญญาณัญจายตนฌาน... ฉะนั้น.
ดูก่อนอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า ไฉนหนอเรา...
พึงบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน จิตของเรานั้นย่อมไม่
แล่นไป... ในเพราะเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เพราะพิจารณา
เห็นว่านั่นสงบ ดูก่อนอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า อะไรหนอ
แล เป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้จิตของเราไม่แล่นไป... ในเพราะ
เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เมื่อพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ดูก่อน
อานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า โทษในอากิญจัญญายตนฌาน

879
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 880 (เล่ม 37)

เราไม่ได้เห็นและไม่ได้ทำให้มาก อานิสงส์ในเนวสัญญานาสัญญาย-
ตนฌาน เราไม่ได้บรรลุและไม่ได้เสพโดยมาก เหตุนั้น จิตของเรา
จึงไม่แล่นไป... ในเพราะเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เพราะ
พิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ เรานั้นได้มีความคิดว่า ถ้าแลเราเห็นโทษ
ในอากิญจัญญายตนฌานแล้วกระทำให้มาก บรรลุอานิสงส์ใน
เนวสัญญานาสัญญายตนฌานแล้วพึงเสพโดยมาก ข้อนั้นเป็น
ฐานะที่จะมีได้ คือ จิตของเราพึงแล่นไป... ดูก่อนอานนท์ สมัยต่อมา
เรานั้นเห็นโทษในอากิญจัญญายตนฌาน... เสพโดยมาก ดูก่อน
อานนท์ สมัยต่อมา เรานั้นเห็นโทษในอากิญจัญญายตนฌาน...
เสพโดยมาก ดูก่อนอานนท์ จิตของเราจึงแล่นไป... ในเพราะ
เนวสัญญานาสัยญายตนฌาน... เรานั้นแล... บรรลุเนวสัญญา-
นาสัยญายตนฌาน... ดูก่อนอานนท์ เมื่อเรานั้นอยู่ด้วยวิหารธรรม
นี้ สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยอากิญจัญญายตนฌาน... ฉะนั้น.
ดูก่อนอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า ไฉนหนอ เรา เพราะ
ล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน พึงบรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ
จิตของเรานั้นย่อมไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งมั่นในสัญญา-
เวทยิตนิโรธ ไม่หลุดพ้นในเพราะสัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะ
พิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ดูก่อนอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า
อะไรหนอแล เป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้จิตของเราไม่แล่นไป
ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งมั่นในสัญญาเวทยิตนิโรธ ไม่หลุดพ้นในเพราะ
สัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ดูก่อนอานนท์
เรานั้นได้มีความคิดว่า โทษในเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เรา

880
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 881 (เล่ม 37)

ไม่เห็นและไม่ได้ทำให้มาก อานิสงส์ในสัญญาเวทยิตนิโรธ เรา
ไม่ได้บรรลุและไม่ได้เสพโดยมาก เหตุนั้น จิตของเราจึงไม่แล่นไป
ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งมั่นในสัญญาเวทยิตนิโรธ ไม่หลุดพ้นในเพราะ
สัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ดูก่อนอานนท์
เรานั้นได้มีความคิดว่า ถ้าแลเราเห็นโทษในเนวสัญญานาสัญญาย-
ตนฌาน แล้วพึงกระทำให้มาก บรรลุอานิสงส์ในสัญญาเวทยิตนิโรธ
แล้วพึงเสพโดยมาก ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ จิตของเราจะ
พึงแล่นไป พึงเลื่อมใส พึงตั้งมั่นในสัญญาเวทยิตนิโรธ พึงหลุดพ้น
ในเพราะสัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ดูก่อน
อานนท์ สมัยต่อมา เรานั้นเห็นโทษในเนวสัญญานาสัญญายตฌาน
แล้วทำให้มาก บรรลุอานิสงส์ในสัญญาเวทยิตนิโรธแล้วเสพโดย
มาก ดูก่อนอานนท์ จิตของเรานั้นจึงแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่นใน
สัญญาเวทยิตนิโรธ หลุดพ้นในเพราะสัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะ
พิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ดูก่อนอานนท์ เรานั้นแล บรรลุสัญญา-
เวทยิตนิโรธ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดยประการ
ทั้งปวง และอาสวะทั้งหลายของเราได้ถึงความสิ้นไป เพราะเห็น
ด้วยปัญญา.
ดูก่อนอานนท์ ก็เรายังเข้าบ้าง ออกบ้าง ซึ่งอนุบุพพวิหาร
สมาบัติ ๙ ประการนี้ โดยอนุโลมและปฏิโลมอย่างนี้ไม่ได้เพียงใด
เราก็ยังไม่ปฏิญาณว่า ได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลก
พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณ-
พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เพียงนั้น ดูก่อนอานนท์ ก็เมื่อใดแล

881
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 882 (เล่ม 37)

เราเข้าบ้าง ออกบ้าง ซึ่งอนุบุพพวิหารสมาบัติ ๙ ประการนี้ โดย
อนุโลมและปฏิโลมอย่างนี้แล้ว เมื่อนั้น เราจึงปฏิญาณว่าได้ตรัสรู้
แล้ว ซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก
พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์
ก็แหละญาณทัสนะเกิดขึ้นแก่เราว่า เจโตวิมุติของเราไม่กำเริบ
ชาตินี้มีในที่สุด บัดนี้ภพใหม่ไม่มี.
จบ ตปุสฺสสูตรที่ ๑๐
จบ มหาวรรคที่ ๔
อรรถกถาตปุสสสูตรที่ ๑๐
ตปุสสสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า มลฺลเกสุ ได้แก่ ในแคว้นของมัลลกษัตริย์. พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงรู้ จักมีการสนทนากันระหว่างตปุสสคฤหบดี
กับพระอานนท์ ผู้ตั้งอยู่ในที่นี้ เราจักแสดงธรรมปริยายมากมีเรื่องนั้น
เป็นเหตุ จึงตรัสพระดำรัสนี้ว่า ดูก่อนอานนท์ เธอจงอยู่ ณ ที่นี้
ดูก่อนเถิดดังนี้. บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า ได้ยินดี ตปุสสคฤหบดี
นั้นบริโภคอาหารเช้าแล้วคิดว่า เราจักไปเฝ้าพระทศพล ดังนี้
จึงออกไปเห็นพระเถระแต่ไกล จึงเข้าไปหาพระอานนท์.
บทว่า ปปาโต วิย ขายติ ยทิทํ เนกฺขมฺมํ ความว่า เนกขัมมะ
กล่าวคือ บรรพชานี้ปรากฏด้วยดีคือ ปรากฏชัดแก่เราเหมือน
เหวใหญ่. บทว่า เนกฺขมฺเม จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ความว่า จิตย่อมแล่น
ไปในบรรพชาด้วยทำให้เป็น คือจิตทำบรรพชานั้นให้เป็น

882
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 883 (เล่ม 37)

อารมณ์ ย่อมเลื่อมใส ย่อมดำรงมั่นในบรรพชานั้น ย่อมพ้นจาก
ธรรมอันเป็นข้าศึก. บทว่า เอตํ สนฺตนฺติ ปสฺสโต ได้แก่ ของภิกษุ
ผู้เห็นอยู่อย่างนี้ว่า เนกขัมมะนี้ สงบ คือ ปราศจากความกระวน
กระวาย และความเร่าร้อน. บทว่า พหุนา ชเนน วิสภาโค ความว่า
เนกขัมมะนั้น ของภิกษุทั้งหลายเป็นวิสภาค คือ ไม่เหมือนกับ
มหาชน.
บทว่า กถาปาภตํ คือเหตุที่พูดจากัน. บทว่า ตสฺส มยฺหํ
อานนฺท เนกฺขมฺเม จิตฺตํ น ปกฺขนฺทติ ความว่า จิตของเราแม้ตรึก
อยู่อย่างนี้นั้น ก็ยังไม่หยั่งลงในบรรพชา บทว่า เอตํ สนฺตนฺติ
ปสฺสโต ความว่า แม้เห็นอยู่ว่า เนกขัมมะนี้สงบด้วยการตรึกอย่าง
รอบคอบว่า เนกขัมมะดีแน่ดังนี้. บทว่า อนาเสวิโต ได้แก่ ไม่เสพ
คือไม่ถูกต้องไม่ทำให้แจ้ง. บทว่า อธิคมฺม ได้แก่ ถึงคือบรรลุ
ทำให้แจ้ง. บทว่า ตเมเสเวยฺยํ ได้แก่ พึงเสพ คือพึงพบอานิสงส์นั้น
บทว่า ยมฺเม ได้แก่ ของเราด้วยเหตุใด. บทว่า อธิคมฺม แปลว่า
บรรลุแล้ว. บทว่า สฺวาสฺส เม โหติ อาพาโธ ได้แก่ ชื่อว่าอาพาธ
เพราะอรรถว่า เบียดเบียนเรา. บทว่า อวิตกฺเก จิตฺตตํ น ปกฺขนฺทติ
ความว่า จิตย่อมไม่แล่นไปในทุติยฌานอันไม่มีวิตกและวิจารด้วย
สามารถอารมณ์. บทว่า วิตกฺเกสุ ได้แก่ วิตกและวิจาร. คำที่เหลือ
ในบททั้งปวงมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
จบ อรรถกถาตปุสสสูตรที่ ๑๐
จบ มหาวรรควรรณนาที่ ๔

883
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 884 (เล่ม 37)

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปฐมวิหารสูตร ๒. ทุติยวิหารสูตร ๓. นิพพานสูตร
๔. คาวีสูตร ๕. ฌานสูตร ๖. อานันทสูตร ๗. พราหมณสูตร
๘. เทวสูตร ๙. นาคสูตร ๑๐. ตปุสสสูตร และอรรถกถา
จบ มหาวรรคที่ ๔

884
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 885 (เล่ม 37)

ปัญจาลวรรคที่ ๕
๑. ปัญจาลสูตร
ว่าด้วยที่แคบและการบรรลุในโอกาสในที่แคบ
[๒๔๖] สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์อยู่ ณ โฆสิตาราม
ใกล้พระนครโกสัมพี ครั้งนั้นแล ท่านพระอุทายีเข้าไปหาท่าน
พระอานนท์ถึงที่อยู่ ได้สนทนาปราศรัยกับท่านพระอานนท์ ครั้น
ผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วน
ข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ถามท่านพระอานนท์ว่า ดูก่อนอาวุโส เทพบุตร
ชื่อปัญจาลจัณฑะได้กล่าวคำนี้ไว้ว่า
พระพุทธองค์ใดหลีกออกเร้น ทรงเป็น
มุนีผู้ประเสริฐ ได้ตรัสรู้ฌานแล้ว พระพุทธองค์
นั้นเป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง ได้ทรงรู้แล้วซึ่ง
โอกาสอันไปแล้วในที่แคบ.
ดูก่อนอาวุโส พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสที่แคบเป็นไฉน ตรัส
การบรรลุโอกาสในที่แคบเป็นไฉน.
ท่านพระอานนท์กล่าวว่า ดูก่อนอาวุโส พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสกามคุณ ๕ ประการนี้ว่าเป็นที่แคบ ๕ ประการเป็นไฉน คือ
รูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ
เป็นที่รัก ยั่วยวน ชวนให้กำหนัด เสียงที่จะพึงรู้แจ้งด้วยหู ฯลฯ

885
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 886 (เล่ม 37)

กลิ่นที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจมูก ฯลฯ รสที่จะพึงรู้แจ้งด้วยลิ้น ฯลฯ
โผฏฐัพพะที่จะพึง รู้แจ้งด้วยกาย อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ
เป็นที่รัก ยั่วยวน ชวนให้กำหนัด ดูก่อนอาวุโส พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสกามคุณ ๕ ประการนี้แล ว่าเป็นที่แคบ.
ดูก่อนอาวุโส ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ
บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ ดูก่อนอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ แม้เมื่อปฐมฌาน
นั้นมีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบในปฐมฌานนั้น วิตกวิจาร
ยังไม่ดับไปในปฐมฌานนั้น นี้ชื่อว่าที่แคบในปฐมฌานนี้.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ....บรรลุทุติยฌาน ดูก่อนอาวุโส
โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการบรรลุ
โอกาสในที่แคบ แม้เมื่อทุติยฌานนั้นมีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่า
ที่สดับในทุติยฌานนั้น ปีติยังไม่ดับไปในทุติยฌานนี้ นี้ชื่อว่าที่แคบ
ในทุติยฌานนี้.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ ฯลฯ บรรลุตติยฌาน... ดูก่อนอาวุโส
โดยปริยายแม้เพียงเหล่านี้แล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการบรรลุ
โอกาสในที่แคบ แม้เมื่อทุติยฌานนั้นมีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่า
ที่สดับในทุติยฌานนั้น อุเบกขาและสุขยังไม่ดับไปในตติยฌานนั้น
นี้ชื่อว่าที่แคบในตติยฌานนี้.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ ดูก่อนอาวุโส
โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการบรรลุ
โอกาสในที่แคบ แม้เมื่อจตุตถฌานนั้นมีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไร

886
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 887 (เล่ม 37)

ชื่อว่าที่แคบในจตตุถฌานนั้น รูปสัญญายังไม่ดับไปในจตุตถฌาน
นั้น นี้ชื่อว่าที่แคบในจตุตถฌานนี้.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ...บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน...
ดูก่อนอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสการบรรลุโอกาสในที่สดับ เมื่ออากาสานัญจายตนฌานนั้นมีอยู่
ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบในอากาสานัญจายตนฌาน อากา-
สานัญจายตนสัญญายังไม่ดับไปในอากาสานัญจายตนฌานนั้น
นี้ชื่อว่า แคบในอากาสานัญจายตนฌานนี้.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ... บรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน...
ดูก่อนอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
การบรรลุโอกาสในที่แคบ แม้เมื่อวิญญาณัญจายตนฌานนั้นมีอยู่
ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบในวิญญาณัญจายตนฌานนั้น
วิญญาณัญจายตนสัญญา ยังไม่ดับไปในวิญญาณัญจายตนฌาน
นั้น นี้ชื่อว่าที่แคบในวิญญาสัญจายตนฌานนี้.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ... บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน...
ดูก่อนอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ แม้เมื่ออากิญจัญญายตนฌานนั้น
มีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะใรชื่อว่าที่แคบในอากิญจัญญายตนฌานนั้น
อากิญจัญญายตนสัญญา ยังไม่ดับไปในอากิญจัญญายตนฌานนั้น
นี้ชื่อว่าที่แคบในอากิญจัญญายตนฌานนี้.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ... บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตน-
ฌาน... ดูก่อนอาวุโส โดยปริยายนี้แม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระ-

887