ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 868 (เล่ม 37)

๙. นาคสูตร
ว่าด้วยอุปมาการหาความสงบของพญาช้างกับการปฏิบัติของภิกษุ
[๒๔๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยใด เมื่อช้างตัวประเสริฐ
อยู่ในป่าเที่ยวหากิน ช้างพลายบ้าง ช้างพังบ้าง ช้างสะเทิ้นบ้าง
ลูกช้างบ้าง เดินไปข้างหน้า กัดปลายหญ้าไว้ด้วน ช้างตัวประเสริฐ
นั้น ย่อมอิดหนาระอาใจรังเกียจเพราะการกระทำนั้น ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย สมัยใด เมื่อช้างตัวประเสริฐอยู่ในป่าเที่ยวหากิน ช้างพลาย
บ้าง ช้างพังบ้าง ช้างสะเทิ้นบ้าง ลูกช้างบ้าง กัดกินกิ่งไม้ที่ช้าง
ตัวประเสริฐหักลงไว้ ช้างตัวประเสริฐนั้น ย่อมอิดหนาระอาใจ
รังเกียจเพราะการกระทำนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยใด เมื่อช้าง
ตัวประเสริฐอยู่ในป่าลงสู่สระ ช้างพลายบ้าง ช้างพังบ้าง ช้าง-
สะเทิ้นบ้าง ลูกช้างบ้าง เดินออกหน้า เอางวงสูบน้ำให้ขุ่น ช้าง
ตัวประเสริฐนั้นย่อมอิดหนาระอาใจรังเกียจเพราะการกระทำนั้น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยใด เมื่อช้างตัวประเสริฐอยู่ในป่าขึ้นจาก
สระ ช้างพลายทั้งหลายย่อมเดินเสียดสีกายไป ช้างตัวประเสริฐ
ย่อมอิดหนาระอาใจ รังเกียจเพราะการกระทำนั้น ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย สมัยนั้น ช้างตัวประเสริฐนั้นย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า
บัดนี้ เราเกลื่อนกล่นไปด้วยช้างพลาย ช้างพัง ช้างสะเทิ้นและ
ลูกช้าง เรากินหญ้ายอดด้วน กินกิ่งไม้ที่ช้างทั้งหลายกินแล้ว ๆ
ดื่มน้ำที่ขุ่นมัว และเมื่อเราขึ้นจากสระ ช้างพังทั้งหลายย่อมเดิน

868
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 869 (เล่ม 37)

เสียดสีกายไป ผิฉะนั้น เราพึงหลีกออกจากโขลงอยู่ตัวเดียวเถิด
สมัยต่อมา ช้างตัวประเสริฐนั้น หลีกออกจากโขลงอยู่ตัวเดียว
กินหญ้ายอดไม่ด้วน กินกิ่งไม้ที่ไม่มีช้างอื่นเล็ม ดื่มน้ำที่ไม่ขุ่นมัว
เมื่อขึ้นจากสระ ช้างพังก็ไม่เดินเสียดสีกาย สมัยนั้น ช้างตัวประเสริฐ
ย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเราเกลื่อนกล่นไปด้วยช้างพลาย
ช้างพัง ช้างสะเทิ้น และลูกช้าง กินหญ้ายอดด้วน กินกิ่งไม้ที่ช้าง
อื่นเล็มแล้ว ๆ ดื่มน้ำขุ่นมัว และเมื่อเราขึ้นจากสระ ช้างพังยังเดิน
เสียดสีกายเราไป บัดนี้ เราหลีกออกจากโขลงอยู่ตัวเดียว กินหญ้า
ยอดไม่ด้วน กินกิ่งไม้ที่ช้างอื่นไม่เล็ม ดื่มน้ำที่ไม่ขุ่นมัว และเมื่อ
ขึ้นจากสระ ช้างพังก็ไม่เดินเสียดสีกายเราไป ดังนี้ ช้างตัว
ประเสริฐนั้นเอางวงหักกิ่งไม้มาปัดกาย มีใจชื่นชม บำบัดโรค-
ต่อมคัน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สมัยใด ภิกษุเกลื่อน
กล่นไปด้วยภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พระราชา มหาอำมาตย์
ของพระราชา เดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ สมัยนั้น ภิกษุนั้น ย่อม
มีความคิดอย่างนี้ว่า บัดนี้ เราเกลื่อนกล่นไปด้วยภิกษุ ภิกษุณี
อุบาสก อุบาสิกา พระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชา เดียรถีย์
สาวกของเดียรถีย์ ผิฉะนั้น เราพึงหลีกออกจากหมู่ไปอยู่ผู้เดียว
เธอเสพเสนาสนะที่สงัด คือป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า
ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง เธออยู่ป่า โคนไม้ หรือเรือนว่าง นั่งคู้บัลลังก์
ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เบื้องหน้า ละอภิชฌาในโลกเสีย มีใจ
ปราศจากอภิชฌาอยู่ ชำระจิตให้บริสุทธิจากอภิชฌา ละความ

869
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 870 (เล่ม 37)

ประทุษร้าย คือ พยาบาท มีจิตไม่พยาบาท อนุเคราะห์เกื้อกูลแก่
สรรพสัตว์ ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความประทุษร้าย คือพยาบาท
ละถีนมิทธะ ปราศจากความง่วงเหงาหาวนอน มีความสำคัญใน
แสงสว่างอยู่ มีสติสัปชัญญะ ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะ
ลุอุทธัจจะกุกกุจจะ ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบในภายใน ชำระจิตให้
บริสุทธิ์จากอุทธัจจะกุกกุจจะ ละวิจิกิจฉา ข้ามพ้นวิจิกิจฉา ไม่
เคลือบแคลงสงสัยในกุศลทั้งหลาย ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉา
เธอละนิวรณ์ ๕ ประการนี้ อันเป็นอุปกิเลสแห่งใจทำปัญญาให้
ทุรพลแล้ว สงัดจากกาม... บรรลุปฐมฌาน... เธอมีใจชื่นชม
บำบัดความระคายใจได้ เธอบรรลุทุติยฌาน ฯลฯ ตติยฌาน ฯลฯ
จตุตถฌาน มีใจชื่นชม บำบัดความระคายใจได้ เพราล่วงรูปสัญญา
โดยประการทั้งปวง ฯลฯ บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน ฯลฯ
บรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน ฯลฯ บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน ฯลฯ
บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ฯลฯ บรรลุสัยญาเวทยิตนิโรธ
อาสวะของเธอสิ้นรอบแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา เธอมีใจชื่นชม
บำบัดความระคายใจได้.
จบ นาคสูตรที่ ๙

870
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 871 (เล่ม 37)

อรรถกถานาคสูตรที่ ๙
นาคสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อารญฺญกสฺส ได้แก่ ช้างอยู่ในป่า. บทว่า โคจรปสุตสฺส
ได้แก่ ไปหาอาหาร. บทว่า หตฺถีกุลภาปิ ได้แก่ ลูกช้างรุ่นใหญ่ ๆ.
บทว่า หตฺถิจฺฉาปา ได้แก่ ลูกช้างรุ่น. บทว่า โอภคฺโคภคฺคํ ได้แก่
เหนี่ยวโน้มลงมาตั้งไว้. บทว่า โอคาหํ โอติณฺณสฺส ได้แก่ ช้าง
หยั่งลงสู่ท่าน้ำอันได้ชื่อว่า โอคาหะ เพราะเป็นที่อันช้างพึงดำลง
ไปได้. บทว่า โอคาหา อุตฺติณฺณสฺส ได้แก่ ช้างขึ้นจากท่าน้ำ.
บทว่า วูปกฏโฐ ได้แก่ หลีกออกไปตัวเดียว. บัดนี้เพราะไม่มีกิจ
ด้วยช้างตัวประเสริฐของพระทศพล แต่พระองค์ทรงนำพระดำรัส
นี้มา เพื่อแสดงถึงบุคคลเปรียบด้วยช้างนั้นในพระศาสนา ฉะนั้น
เมื่อพระองค์จะทรงแสดงถึงบุคคลนั้น จึงตรัสคำมีอาทิว่า เอวเมว โข
ดังนี้.
จบ อรรถกถานาคสูตรที่ ๙

871
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 872 (เล่ม 37)

๑๐. ตปุสสสูตร
ว่าด้วยอนุปุพพวิหาร
[๒๔๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ นิคม
ของชนชาวมัลละ ชื่ออุรุเวลกัปปะ ในแคว้นมัลละ ครั้งนั้น เวลาเช้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสก ทรงถือบาตรและจีวร
เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังอุรุเวลกัปปนิคม ครั้นแล้ว เสด็จกลับ
จากบัณฑบาต ภายหลังภัต ตรัสเรียกท่านพระอานนท์ว่า ดูก่อน
อานนท์ เธอจงอยู่ในที่นี้ก่อน จนกว่าเราจะไปถึงป่ามหาวันต์เพื่อ
พักผ่อนในกลางวัน ท่านพระอานนท์ทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จถึงป่ามหาวัน ประทับพักผ่อน
กลางวันอยู่ที่โคนไม้แห่งหนึ่ง.
ครั้งนั้นแล ตปุสสคฤหบดี เข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่
อภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กล่าวกะท่าน
พระอานนท์ว่า ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ พวกข้าพเจ้าเป็นคฤหัสถ์
บริโภคกาม เพลิดเพลินยินดีหมกมุ่นอยู่ในกาม เนกขัมมะไม่ปรากฏ
แก่ข้าพเจ้าเหล่านั้นเหมือนดังเหว ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้า
ทั้งหลายได้สดับมาดังนี้ว่า จิตของภิกษุหนุ่ม ๆ ในธรรมวินัยนี้
ย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งอยู่ในเนกขัมมะ ย่อมหลุดพ้นในเพราะ
เนกขัมมะ เมื่อเธอเหล่านั้นพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ข้าแต่ท่าน
ผู้เจริญ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ล้วนแต่เป็นวิสภาคกับชนเป็นอันมาก
นั้นก็ คือ เนกขัมมะ.

872
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 873 (เล่ม 37)

ท่านพระอานนท์กล่าวว่า ดูก่อนคฤหบดี เหตุแห่งถ้อยคำนี้
มีอยู่มาเราไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ากันเถิด เราจักเข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ แล้วจักกราบทูลเนื้อความนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าจักทรงพยากรณ์แก่เราอย่างไร เราจักกระทำ
อย่างนั้น ตปุสสคฤหบดีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ
ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ตปุสสคฤหบดีกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านพระอานนท์ผู้เจริญ พวก
ข้าพเจ้าเป็นคฤหัสถ์บริโภคกาม เพลิดเพลินยินดีหมกมุ่นอยู่ในกาม
เนกขัมมะไม่ปรากฏแก่ข้าพเจ้าเหล่านั้นเหมือนดังเหว ข้าแต่ท่าน
ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายได้สดับมาดังนี้ว่า จิตของพวกภิกษุหนุ่ม ๆ
ในธรรมวินัยนี้ย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งอยู่ในเนกขัมมะ หลุดพ้น
ในเพราะเนกขัมนะ เมื่อเธอเหล่านั้นพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ล้วนแต่เป็นวิสภาคกับชน
เป็นอันมาก นั่นก็ลือ เนกขัมมะ ดังนี้ พระเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ข้อนี้เป็นอย่างนั้น อานนท์
ข้อนี้เป็นอย่างนั้น อานนท์ ดูก่อนอานนท์ แม้เมื่อเราเองก่อนแต่
การตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ได้มีความคิดอย่างนี้ว่า
เนกขัมมะเป็นความดี วิเวกเป็นความดี จิตของเรานั้นยังไม่แล่นไป
ยังไม่เลื่อมใส ยังไม่ตั้งมั่นในเนกขัมมะ ยังไม่หลุดพ้นใน เพราะ
เนกขัมมะ เพราะเราพิจารณาเห็นว่า นี้สงบ เรานั้นได้มีความคิด
ว่า อะไรหนอแล เป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้จิตของเรา ไม่แล่นไป

873
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 874 (เล่ม 37)

ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ในเนกขัมมะ ไม่หลุดพ้น ใน เพราะเนกขัมมะ
เพราะเราเห็นว่า นั่นสงบ เรานั้นจึงคิดต่อไปว่าโทษในกามทั้งหลาย
ที่เรายังไม่เห็น และไม่ได้กระทำให้มาก อานิสงส์ในเนกขัมมะ
เรายังไม่ได้บรรลุ และไม่ได้เสพโดยมาก เพราะฉะนั้น จิตของเรา
จึงไม่สิ้นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ในเนกขัมมะ ไม่หลุดพ้นใน
เพราะเนกขัมมะ เพราะเราพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ เรานั้นได้
มีความคิดว่า ถ้าว่าเราเห็นโทษในกามทั้งหลายแล้ว พึงกระทำ
ให้มาก บรรลุอานิสงส์ในเนกขัมมะแล้ว พึงเสพอานิสงส์นั้นโดย
มาก ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ จิตของเราจะพึงแล่นไป พึง
เลื่อมใส พึงตั้งอยู่ในเนกขัมมะ พึงหลุดพ้นในเพราะเนกขัมมะ
เมื่อเราพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ดูก่อนอานนท์ สมัยต่อมา เรา
นั้นเห็นโทษในกามแล้ว ได้กระทำให้มาก บรรลุอานิสงส์ใน
เนกขัมมะแล้วเสพโดยมาก จิตของเรานั้นจึงแล่นไป เลื่อมใส
ตั้งอยู่ในเนกขัมมะ หลุดพ้นในเพราะเนกขัมมะ เพราะเราพิจารณา
เห็นว่า นั่นสงบ ดูก่อนอานนท์ เราสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปิติและสุขเกิดจากวิเวกอยู่ เมื่อ
เรานั้นอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยกาม
ย่อมฟุ้งซ่าน ข้อนั้นเป็นอาพาธของเรา เปรียบเหมือนความทุกข์
พึงบังเกิดขึ้นแก่คนผู้มีความสุข เพียงเพื่อเบียดเบียน ฉะนั้น.
ดูก่อนอานนท์ เรานั้นมีความคิดว่า ไฉนหนอ เราพึงบรรลุ
ทุติยฌาน ฯลฯ ดูก่อนอานนท์ จิตของเรานั้นไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส
ไม่ตั้งอยู่ในทุติยฌานอันไม่มีวิตกวิจาร ไม่หลุดพ้นในเพราะทุติยฌาน

874
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 875 (เล่ม 37)

อันไม่มีวิตกวิจาร เพื่อพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ดูก่อนอานนท์ เรา
นั้นได้มีความคิดว่า อะไรหนอแล เป็นเหตุเป็นปัจจัย เครื่องให้จิต
ของเราไม่แล่นไป... ในเพราะทุติยฌานอันไม่มีวิตกวิจาร เพราะ
พิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ดูก่อนอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า
โทษในวิตก เราไม่เห็นและไม่ได้ทำให้มาก อานิสงส์ในทุติยฌาน
อันไม่มีวิตกวิจาร เราไม่ได้บรรลุและไม่ได้เสพโดยมาก เหตุนั้น
จิตของเราจึงไม่แล่นไป... ในเพราะทุติยฌานอันไม่มีวิตกวิจาร
เพราะพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ เรานั้นได้มีความคิดว่า ถ้าแลเรา
เห็นโทษในวิตกแล้วพึงกระทำให้มาก บรรลุอานิสงส์ในทุติยฌาน
อันไม่มีวิตกวิจาร แล้วพึงเสพโดยมาก ข้อนั้นเป็นฐานะที่จะมีได้
คือ จิตของเราพึงแล่นไป... ดูก่อนอานนท์ สมัยต่อมา เรานั้นแล
เห็นโทษในวิตก... เสพโดยมาก ดูก่อนอานนท์ จิตของเรานั้น
จึงแล่นไป... ในเพราะทุติยฌานอันไม่มีวิตกวิจาระ... เรานั้นบรรลุ
ทุติยฌาน ฯลฯ ดูก่อนอานนท์ เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ สัญญา.
มนสิการอันสหรคตด้วยวิตก... ฉะนั้น.
ดูก่อนอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า ไฉนหนอ เราจะพึง
มีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติ
สิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้
ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข ดูก่อนอานนท์ จิตของเรา
นั้นย่อมไม่แล่นไป... ดูก่อนอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า อะไร
หนอแล เป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้จิตของเราไม่แล่นไป... ใน
เพราะตติยฌานอันไม่มีปีติ เมื่อพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ดูก่อน

875
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 876 (เล่ม 37)

อานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า โทษในปีติ เราไม่เห็นและไม่ได้
ทำให้มาก อานิสงส์ในทุติยฌานอันไม่มีปีติ เราไม่ได้บรรลุและ
ไม่ได้เสพโดยมาก เหตุนั้นจิตของเราจึงไม่แล่นไป... ในเพราะ
ทุติยฌานอันไม่มีปีติ เพราะพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ เรานั้นได้
มีความคิดว่า ถ้าแลเราเห็นโทษในปีติแล้วพึงกระทำให้มาก บรรลุ
อานิสงส์ในตติยฌาน อันไม่มีปีติแล้วพึงเสพโดยมาก ข้อนั้นเป็น
ฐานะที่จะมีได้ คือ จิตของเราพึงแล่นไป ดูก่อนอานนท์ สมัยต่อมา
เรานั้นเห็นโทษในปีติ... เสพโดยมาก ดูก่อนอานนท์ จิตของเรานั้น
จึงแล่นไป... ในเพราะตติยฌานอันไม่มีปีติ... เรานั้นบรรลุตติย-
ฌาน ฯลฯ ดูก่อนอานนท์ เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ สัญญา-
มนสิการอันสหรคตด้วยปีติ... ฉะนั้น.
ดูก่อนอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า ไฉนหนอ เราพึงบรรลุ
จตุตถฌาน... ดูก่อนอานนท์ จิตของเรานั้น ย่อมไม่แล่นไป... ใน
จตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ
ดูก่อนอานนท์ เรานั้นไม่มีความคิดว่า อะไรหนอแล เป็นเหตุเป็น
ปัจจัยเครื่องให้จิตของเราไม่แล่นไป... ในเพราะจตุตถฌาน อัน
ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เมื่อพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ดูก่อนอานนท์
เรานั้นมีความคิดว่า โทษในอุเบกขาและสุข เราไม่เห็นและไม่ได้
ทำให้มาก อานิสงส์ในจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เราไม่ได้
บรรลุและไม่ได้เสพโดยมาก เหตุนั้นจิตของเราจึงไม่แล่นไป...
ในเพราะจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะพิจารณาเห็นว่า
นั่นสงบ เรานั้นได้มีความคิดว่า ถ้าแลเราเห็นโทษในอุเบกขา

876
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 877 (เล่ม 37)

และสุขแล้ว พึงกระทำให้มาก บรรลุอานิสงส์ในจตุตถฌานอัน
ไม่มีทุกข์ไม่มีสุขแล้วพึงเสพโดยมาก ข้อนั้นเป็นฐานะที่จะมีได้
คือ จิตของเราพึงแล่นไป... ดูก่อนอานนท์ สมัยต่อมา เรานั้นเห็น
โทษในอุเบกขาและสุข... เสพโดยมาก ดูก่อนอานนท์ จิตของเรานั้น
จึงแล่นไป... ในเพราะจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข... เรานั้น
บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ ดูก่อนอานนท์ เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้
สัญญามนสิการอันสหรคตด้วยอุเบกขา... ฉะนั้น.
ดูก่อนอานนท์ เรานั้นได้มีความคิดว่า ไฉนหนอ เรา... พึง
บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน... ดูก่อนอานนท์ จิตของเรานั้น ย่อม
ไม่แล่นไป... ในเพราะอากาสานัญจายตนฌาน เพราะพิจารณา
เห็นว่า นั่นสงบ ดูก่อนอานนท์ เรานั้นมีความคิดว่า อะไรหนอ
เป็นเหตุเป็นปัจจัยเรื่องให้จิตของเราไม่แล่นไป... ในเพราะอากา-
สานัญจายตนฌาน เมื่อพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ ดูก่อนอานนท์
เรานั้นได้มีความคิดว่า โทษในรูปฌานทั้งหลาย เราไม่เห็นและ
ไม่ได้ทำให้มาก อานิสงส์ในอากาสานัญจายตนฌาน เราไม่ได้
บรรลุและไม่ได้เสพโดยมาก เหตุนั้นจิตของเราจึงไม่แล่นไป...
ในเพราะอากาสานัญจายตนฌาน เพราะพิจารณาเห็นว่า นั่นสงบ
เรานั้นได้มีความคิดว่า ถ้าแลเราเห็นโทษในรูปฌานทั้งหลายแล้ว
พึงกระทำให้มาก บรรลุอานิสงส์ในอากาสานัญจายตนฌานแล้ว
พึงเสพโดยมาก ข้อนั้นเป็นฐานะที่จะมีได้ คือ จิตของเราพึงแล่น
ไป... ดูก่อนอานนท์ สมัยต่อมา เราเห็นโทษในรูปฌานทั้งหลาย...
เสพโดยมาก ดูก่อนอานนท์ จิตของเรานั้นจึงแล่นไป... ในเพราะ

877