ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 858 (เล่ม 37)

ทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว พราหมณ์
เหล่านั้น รับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ดูก่อนพราหมณ์ เปรียบเหมือนชาย ๔ คน ยืนอยู่ใน ๔ ทิศ ต่าง
ก็มีฝีเท้าในการเดินและมีฝีเท้าในการวิ่งเป็นเยี่ยมพอ ๆ กัน เปรียบ
เหมือนนายขมังธนูถือธนูไว้อย่างมั่น ศึกษามาเจนฝีมือแล้ว ผ่าน
การประลองฝีมือแล้ว จะพึงใช้ลูกธนูอย่างเบายิงต้นตาลที่เรียงแถว
ให้ทะลุโดยง่าย และยิงได้เร็วกว่าการวิ่งดังกล่าวมานั้น เปรียบ
เหมือนมหาสมุทรในทิศประจิม ตรงข้ามมหาสมุทรทิศบูรพา ถ้า
คน ๆ หนึ่ง ยืนอยู่ทางทิศบูรพาจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราจะเดิน
ไปให้ถึงที่สุดโลก เขาเว้นการดื่ม การกิน การลิ้ม เว้นการถ่าย
อุจจาระปัสสาวะ และเว้นจากการหลับและการพัก เขามีอายุ
๑๐๐ ปี เป็นอยู่ ๑๐๐ ปี เดินไปตลอด ๑๐๐ ปี ยังไม่ทันถึงที่สุด
โลกเลย ก็พึงกระทำกาละลงในระหว่าง ถ้าคน ๆ หนึ่ง ยืนอยู่ใน
ทิศประจิม ฯลฯ ถ้าคน ๆ หนึ่งยืนอยู่ในทิศทักษิณ จะพึงกล่าว
อย่างนี้ว่า เราจะเดินไปให้ถึงที่สุดโลก เขาเว้นจากการดื่ม การกิน
การลิ้ม เว้นจากการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ และเว้นจากการหลับ
และการพัก เขามีอายุ ๑๐๐ ปี เป็นอยู่ ๑๐๐ ปี เดินไปตลอด ๑๐๐ ปี
ยังไม่ถึงที่สุดโลกเลย พึงกระทำกาละในระหว่าง ข้อนั้นเพราะ
เหตุไร เพราะเราไม่กล่าวว่า บุคคลจะพึงรู้จะพึงเห็น จะพึงถึงที่สุด
ของโลกด้วยการวิ่งเห็นปานนั้น และเรายังไม่ถึงที่สุดแห่งโลก
ก็ไม่กล่าวการกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.

858
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 859 (เล่ม 37)

ดูก่อนพราหมณ์ กามคุณ ๕ ประการนี้ เรียกว่าโลกในวินัย
ของพระอริยเจ้า กามคุณ ๕ ประการเป็นไฉน คือ รูปที่จะพึงรู้แจ้ง
ด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เป็นที่รัก ยั่วยวน
ชวนให้กำหนัด เสียงที่จะพึงรู้แจ้งด้วยหู ฯลฯ กลิ่นที่จะพึงรู้แจ้ง
ด้วยจมูก ฯลฯ รสที่จะพึงรู้แจ้งด้วยลิ้น ฯลฯ โผฏฐัพพะที่จะพึงรู้แจ้ง
ด้วยกาย อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอไจ เป็นที่รัก ยั่วยวน
ชวนให้กำหนัด ดูก่อนพราหมณ์ กามคุณ ๕ ประการนี้แล เรียกว่า
โลกในวินัยของพระอริยเจ้า.
ดูก่อนพราหมณ์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัด
จากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่
วิเวกอยู่ ภิกษุนี้เรียกว่า ได้ถึงที่สุดแห่งโลกแล้ว และอยู่ในที่สุด
แห่งโลก คนเหล่าอื่นกล่าวภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า แม้ภิกษุนี้ก็ยังนับเนื่อง
อยู่ในโลก ยังสลัดตนไม่พ้นไปจากโลก ดูก่อนพราหมณ์ เป็นความ
จริง แม้เราก็กล่าวอย่างนี้ว่า แม้ภิกษุนี้ก็ยังนับเนื่องอยู่ในโลก
ยังสลัดตนไม่พ้นไปจากโลก.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ บรรลุตติย-
ณาน ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ ภิกษุนี้เรียกว่า ได้ถึงที่สุดแห่ง
โลก และอยู่ในที่สุดแห่งโลก แต่ชนเหล่าอื่นกล่าวภิกษุนั้นอย่างนี้
ว่า แม้ภิกษุนี้ก็ยังนับเนื่องอยู่ในโลก ยังสลัดตนไม่พันไปจากโลก
ดูก่อนพราหมณ์ เป็นความจริง แม้เราก็กล่าวอย่างนี้ว่า แม้ภิกษุ
นี้ก็ยังนับเนืองอยู่ในโลก ยังสลัดตนไม่พ้นไปจากโลก.

859
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 860 (เล่ม 37)

อีกประการหนึ่ง ภิกษุ เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการ
ทั้งปวง... บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน... ภิกษุนี้เรียกว่า ได้ถึง
ที่สุดแห่งโลกแล้ว และอยู่ในที่สุดแห่งโลก แต่ชนเหล่าอื่นกล่าว
ภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า แม้ภิกษุนี้ก็ยังนับเนื่องอยู่ในโลก ยังสลัดตน
ไม่พ้นไปจากโลก ดูก่อนพราหมณ์ เป็นความจริง แม้เราก็กล่าว
อย่างนี้ว่า แม้ภิกษุนี้ยังนับเนื่องอยู่ในโลก ยังสลัดตนไม่พ้นไป
จากโลก.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ เพราะล่วงอากาสานัญจายตนฌาน
โดยประการทั้งปวง บรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน ฯลฯ เพราะล่วง
วิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุอากิญจัญ-
ญายตนฌาน ฯลฯ เพราะล่วงอากิญจัญญายตนะโดยประการ
ทั้งปวง บรรลุเนวสัญญานาสัญญาตนฌาน ฯลฯ ภิกษุนี้เรียกว่า
ได้ถึงที่สุดโลกแล้ว และอยู่ในที่สุดโลกแห่งโลก แต่ชนเหล่าอื่น
กล่าวภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า ภิกษุนี้ยังนับเนื่องอยู่ในโลก ยังสลัดตน
ไม่พ้นไปจากโลก ดูก่อนพราหมณ์ เป็นความจริง แม้เราก็กล่าว
อย่างนี้ว่า แม้ภิกษุนี้ยังนับเนื่องอยู่ในโลก ยังสลัดตนไม่พ้นไป
จากโลก.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตน-
ฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ อาสวะของเธอ
สิ้นรอบแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา ดูก่อนพราหมณ์ ภิกษุนี้
เรียกว่า ได้ถึงที่สุดแห่งโลกแล้ว และอยู่ในที่สุดแห่งโลก ข้ามพ้น
ตัณหาเครื่องข้องในโลกนี้แล้ว.
จบ พราหมณสูตรที่ ๗

860
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 861 (เล่ม 37)

อรรถกถาพรหมณสูตรที่ ๗
พราหมณสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า โลกายติกา ได้แก่ หพราหมณ์ผู้สอนคัมภร์โลกายตะ
(คัมภีร์ที่ไม่น่าเชื่อถือ). บทว่า สตตํ คือในกาลทุกเมื่อ. บทว่า
สมิตํ ได้แก่ ไม่มีระหว่างคั่น. บทว่า ติฏฺฐเตตํ ตัดบทเป็น ติฏฺฐุ เอตํ
แปลว่า ข้อนี้ยกไว้ก่อน คือ พวกท่านอย่าเริ่มถึงเรื่องนี้เลย ไม่มี
ประโยชน์อะไรแก่พวกท่านดอก. บทว่า ธมฺมํ โว พราหมณา
เทเสสฺสามิ ความว่า เราจักแสดงจตุสัจธรรมแก่พวกท่าน. บทว่า
ทฬฺหธมฺโม ได้แก่ นายธนถือธนูหนักยืนอยู่. บทว่า ธนุคฺคโห
ได้แก่นายธนู. ชื่อว่าธนูหนัก ท่านกล่าวว่าต้องใช้กำลังคนถึง
สองพันคนยก. ชื่อว่าใช้กำลังคนถึงสองพันคนก็ถือสายธนูเป็น
โลหะ เมื่อจะยกก็จับคัน ยกขึ้นจนถึงคอ จึงจะพ้นแผ่นดิน. บทว่า
สิกฺขิโต ได้แก่เรียนศิลปะในสำนักอาจารย์ตลอด ๒๒. ปี.
บทว่า คตหตฺโถ ได้แก่นายธนูผู้หนึ่งศึกษาศิลปะเท่านั้น
ยังมิได้ประลองฝีมือ แต่นายธนูผู้นี้ได้ประลองฝีมือแล้ว คือมีความ
ชำนาญมาก. บทว่า กตุปาสโน ได้แก่ ได้แสดงฝีมือในราชตระกูล
มาแล้ว. บท ลหุเกน อสเนน ได้แก่ด้วยลูกศรที่เบา ทำข้างใน
ให้เป็นโพรง เอานุ่นเป็นต้น ยัดจนเต็ม ทำเป็นเครื่องหมายไว้.
จริงอยู่ ลูกศรธรรมดาที่ทำกันยิงแล่นไปเพียง ๑ อุสภะ แต่ลูกศร
ของนายธนูแล่นไปได้ ๒ อุสภะ ฯลฯ ลูกศรธรรมดาแล่นไป ๘ อุสภะ
แต่ของนายธนูแล่นไปได้ ๑๖ อุสภะ. บทว่า อปฺปกสิเรน คือ

861
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 862 (เล่ม 37)

โดยไม่ลำบาก. บทว่า อติปาเตยฺย คือ ล่วงเลยไปได้ (ทะลุ)
ท่านอธิบายว่า นายธนูนั้นก้าวข้ามเงาประมาณ ๑ คืบ ๔ นิ้ว ได้
ฉับพลันทันที ฉันใด บุคคลมีฝีเท้าเร็วสามารถก้าวเลยสกลจักรวาล
ได้ฉับพลันฉันนั้น. บทว่า สนฺธาวนิกาย ได้แก่ วิ่งไปด้วยเท้า.
บทว่า เอวมาหํสุ แปลว่า ได้กล่าวแล้วอย่างนี้.
จบ อรรถกถาพราหมณสูตรที่ ๗

862
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 863 (เล่ม 37)

๘. เทวสูตร
ว่าด้วยเทวาสุรสงครามกับการผจญมาร
[๒๔๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว สงคราม
ระหว่างเทวดากับอสูรได้ประชิดกัน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใน
สงครามครั้งนั้น พวกอสูรชนะ พวกเทวดาแพ้ และพวกเทวดาที่แพ้
ได้พากันหนีไป พวกอสูรลุกไล่ติดตามมุ่งไปทางทิศอุดร ครั้งนั้น
แล พวกเทวดาได้มีความคิดอย่างนี้ว่า พวกอสูรลุกไล่ติดตามมา
จำเราจะทำสงครามกับพวกอสูรครั้งที่ ๒ อีก.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ครั้งที่ ๒ พวกเทวดาก็ทำสงคราม
กับพวกอสูรอีก พวกอสูรชนะ พวกเทวดาแพ้ และพวกเทวดา
ที่แพ้ได้พากันหนีไป พวกอสูรลุกไล่ติดตามมุ่งไปทางทิศอุดร
ครั้งนั้นแล พวกเทวดาได้มีความคิดอย่างนี้ว่า พวกอสูรลุกไล่
ติดตามมา จำเราจะทำสงครามกับอสูรครั้งที่ ๓ อีก.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ครั้งที่ ๓ พวกเทวดาทำสงคราม
กับพวกอสูรอีก พวกอสูรชนะ พวกเทวดาแพ้ และพวกเทวดา
ที่แพ้กลัวพากันหนีเข้าไปในเทพบุรี ก็แหละพวกเทวดาที่หนีเข้าไป
ยังเทพบุรี ได้มีความคิดอย่างนี้ว่า บัดนี้ พวกเรามีตนได้ที่พึ่งแล้ว
พวกอสูรจะทำอะไรเราไม่ได้ แม้พวกอสูรก็มีความคิดอย่างนี้ว่า
บัดนี้ พวกเทวดามีตนได้ที่พึ่งแล้ว พวกเราจะทำอะไรไม่ได้.

863
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 864 (เล่ม 37)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว สงครามระหว่าง
เทวดากับพวกอสูรได้ประชิดกัน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ในสงคราม
ครั้งนั้น พวกเทวดาชนะ พวกอสูรแพ้ และพวกอสูรที่แพ้ได้พากัน
หนีไป พวกเทวดาลุกไล่ติดตามมุ่งไปทางทิศทักษิณ ครั้งนั้นแล
พวกอสูรได้มีความคิดอย่างนี้ว่า พวกเทวดาลุกไล่ติดตามมา จำ
เราจะทำสงครามกับพวกเทวดาแม้ครั้งที่ ๒ อีก.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ครั้งที่ ๒ พวกอสูรก็ทำสงครามกับ
พวกเทวดาอีก พวกเทวดาชนะ พวกอสูรแพ้ และพวกอสูรที่แพ้
ได้พากันหนีไป พวกเทวดาลุกไล่ติดตามมุ่งไปทางทิศทักษิณ
ครั้งนั้นแล พวกอสูรได้มีความคิดอย่างนี้ว่า พวกเทวดาลุกไล่
ติดตามมา จำเราจะทำสงครามกับพวกเทวดาแม้ครั้งที่ ๓ อีก.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ครั้งที่ ๓ พวกอสูรก็แพ้ได้พากันหนี
เข้าไปยังอสูรบุรี ก็แหละพวกอสูรที่พากันหนีเข้าไปในอสูรบุรี
ได้มีความคิดอย่างนี้ว่า บัดนี้ พวกเรามีตนได้ที่พึ่งแล้ว พวกเทวดา
จะทำอะไรเราไม่ได้ แม้พวกเทวดาก็มีความคิดอย่างนี้ว่า บัดนี้
พวกอสูรมีตนเป็นที่พึ่งแล้ว พวกเราทำอะไรไม่ได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล สมัยใด ภิกษุ
สงัดจากกาม... บรรลุปฐมฌาน... สมัยนั้น ภิกษุมีความคิดอย่างนี้
ว่า บัดนี้ เรามีตนได้ที่พึ่งแล้ว มารจะทำอะไรเราไม่ได้ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย แม้มารผู้ลามกก็มีความคิดอย่างนี้ว่า บัดนี้ ภิกษุ
มีตนได้ที่พึ่งแล้ว เราจะทำอะไรไม่ได้.

864
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 865 (เล่ม 37)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุบรรลุทุติยฌาน ฯลฯ บรรลุ
ตติยฌาน ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ สมัยนั้น ภิกษุมีความคิดอย่าง
นี้ว่า บัดนี้ เรามีตนได้ที่พึ่งแล้ว มารจะทำอะไรเราไม่ได้ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย แม้มารผู้ลามก็มีความคิดอย่างนี้ว่า บัดนี้ ภิกษุ
มีตนได้ที่พึ่งแล้ว เราจะทำอะไรไม่ได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุ เพราะล่วงรูปสัญญา
โดยประการทั้งปวง บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน... สมัยนั้น ภิกษุ
นี้เรียกว่า ได้ทำมารให้เป็นที่สุด ให้ติดตามไม่ได้ ปิดตามารสนิท
มารมองไม่เห็น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุ เพราล่วงอากาสานัญ-
จายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน ฯลฯ
บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน ฯลฯ บรรลุเนวสัญญานาสัญญาย-
ตนฌาน ฯลฯ บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ อาสวะของเธอสิ้นรอบ
แล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา สมัยนั้น ภิกษุนี้เรียกว่า ได้กระทำ
มารให้เป็นที่สุด ให้ติดตามไม่ได้ ปิดตามารสนิท มารมองไม่เห็น
จบ เทวสูตรที่ ๘

865
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 866 (เล่ม 37)

อรรถกถาเทวสูตรที่ ๘
เทวสูตรที่ ๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สมุปพฺยุฬฺโห อโหสิ คือได้ประจัญหน้ากันแล้ว.
บทว่า สงฺคาเมยฺยาม ได้แก่ ทำสงครามคือรบกัน. บทว่า อปสฺสึเสวฺว
ได้แก่ พวกเทวดาพากันหนีไป. บทว่า อุตฺตราภิมุขา คือบ่ายหน้า
ไปทางทิศอุดร. บทว่า อภิภยนฺเตว ได้แก่ รุกไล่ตามไป. บทว่า
ภีรุตฺตาณคเตน ได้แก่ ไปหาที่พึ่งต่อต้านความกล้า คือห้ามความ
กลัว. บทว่า อกรณิยา ได้แก่ พวกอสูรทำการรบไม่ได้.
ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พวกเทวดาและอสูรจึงรบกัน ตอบว่า
เพราะพวกอสูรเคยอยู่ในภพดาวดึงส์มาก่อน ครั้นถึงเวลาดอก-
จิตตปาตลิบาน พวกอสูรระลึกถึงดอกปาริฉันตตกะอันเป็นทิพย์
แต่นั้นพวกอสูรเกิดโกรธขึ้นมากล่าวว่า พวกท่านจงจับเทวดา
ก็พากันออกมา. การรบของเทวดาและอสูรเหล่านั้น เป็นเหมือน
กับเด็กเลี้ยงโค เอาท่อนไม้ทุบตีกันและกัน. ท้าวสักกเทวราช
ตั้งอารักขาไว้ในที่ ๕ แห่งเบื้องล่าง ส่วนในเบื้องบนทรงตั้งรูป
เปรียบเหมือนพระองค์ พระหัตถ์ทรงวชิราวุธ แวดล้อมเทวบุรีไว้.
พวกอสูรผ่านขึ้นไปถึงที่ ๕ แห่ง เบื้องล่าง เห็นอินทปฏิมา (รูป
พระอินทรีย์) จึงพากันกลับไปอสูรบุรีทันที.
บทว่า ทกฺขิเณน มุขา ได้แก่ บ่ายหน้าไปทางทิศทักษิณ.
บทว่า อปทํ พนฺธิตฺวา ได้แก่ ไม่ให้เหลือรอยเท้าไว้. บทว่า

866
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ – หน้าที่ 867 (เล่ม 37)

อทสฺสนํ คโต ความว่า แม้มารก็รู้จิตของภิกษุผู้เข้ารูปาวจร-
จตุตถฌานอันมีวัฏฏะเป็นบาท รู้จิตของภิกษุผู้เข้าสมาบัติ อันมี
วิปัสสนาเป็นบาทนั่นเอง มารย่อมไม่รู้จิตของภิกษุผู้เข้ารูปาวจร-
สมาบัติ อันมีวัฏฏะเป็นบาท หรือมีวิปัสสนาเป็นบาท ด้วยเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อทสฺสนํ คโต ปาปิมโต ดังนี้.
จบ อรรถกถาเทวสูตรที่ ๘

867